Masukน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ในที่สุดก็กลั้นไม่อยู่อีกต่อไป หลิวหมิงหย่วนโผเข้ากอดจื่อหรานพร้อมร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารระคนรู้สึกผิด “จื่อหราน ข้าขอโทษ เป็นข้าที่เลอะเลือนเอง ถึงไม่เห็นว่าผู้ใดคือหยก ผู้ใดคือกรวดทราย ต่อไปข้าจะไม่ทำตัวไร้เหตุผลเช่นนั้นอีก ไม่ว่าเรื่องใดต้องสอบถามเจ้าให้ชัดเจนก่อน ดีหรือไม่”
จื่อหรานปลอบประโลมด้วยการลูบแผ่นหลังผู้เป็นนาย สองตาเผยความรู้สึกหนึ่งออกมาชัดเจน “ไม่ร้องนะเจ้าคะคุณหนู จื่อหรานไม่เป็นอะไร เวลานี้คุณหนูเข้าใจและเชื่อใจจื่อหราน เรื่องราวในอดีตเป็นเช่นไรล้วนไม่สำคัญ”
หลิวหมิงหย่วนใช้ปลายนิ้วปาดน้ำตาบนใบหน้า ผละตัวออกพร้อมแย้มยิ้ม “ในเมื่อลี่ลี่เป็นคนจิตใจคับแคบ ละครเจ้านายใจร้ายกับบ่าวผู้น่าสงสารคงต้องมีต่อไป จื่อหราน เจ้าร่วมแสดงละครฉากนี้กับข้าได้หรือไม่ ที่สำคัญคือการจับตาดูลี่ลี่ วันนี้นางเอาข้าไปนินทาว่าร้าย วันหน้าก็ต้องทรยศหักหลังข้าได้เช่นกัน”
ความคิดหลิวหมิงหย่วนกระจ่างชัด สามารถมองทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ยอมเป็นคุณหนูจอมโง่งมอีกต่อไป
จื่อหรานพยักหน้าตอบรับ “จื่อหรานยินดีช่วยคุณหนูเจ้าค่ะ” นางเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ “คุณหนูเจ้าคะ จื่อหรานเคยเห็นในห้องลี่ลี่มีเครื่องประดับราคาแพงอยู่หลายชิ้น ดูแล้วไม่เหมือนเป็นของคุณหนู ไม่รู้นางไปเอามาจากที่ใด”
“คงเป็นของเก่าที่ข้าไม่ใช้แล้วมอบให้นางกระมัง”
“เครื่องประดับของคุณหนูไม่ว่าเก่าหรือใหม่จื่อหรานจดจำได้ทุกชิ้น ที่จื่อหรานเห็นในห้องลี่ลี่ไม่ใช่ของคุณหนูอย่างแน่นอน” จื่อหรานยืนยันหนักแน่น ใบหน้าหมดจดแสดงความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง นางรับใช้คุณหนูตั้งแต่เด็ก รายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับอีกฝ่ายล้วนจดจำได้ ไม่เว้นกระทั่งเครื่องประดับ หากมีชิ้นใดสูญหายหรือคุณหนูให้ผู้อื่น มีหรือที่นางจะไม่รู้
คิ้วเรียวสวยของหลิวหมิงหย่วนขมวดมุ่น หรือลี่ลี่เริ่มทรยศนางก่อนหน้านี้แล้ว หากพูดถึงสาวใช้ในเรือน คนที่นางไว้ใจและใช้ออกไปทำธุระนอกจวนบ่อย ๆ คือลี่ลี่ ด้วยนิสัยละโมบโลภมากไม่รู้จักพอ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถูกผู้ประสงค์ร้ายซื้อตัว เพราะแต่ละครั้งที่ลี่ลี่ออกไปข้างนอกมักไปเพียงลำพัง ไม่ชักชวนหรือพาผู้ใดไปด้วย การกระทำน่าสงสัย เหตุใดชาติก่อนนางถึงไม่คลางแคลงใจสักนิด
นัยน์ตาดำขลับคล้ายมีเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ขับเน้นดวงตาคู่งามของหลิวหมิงหย่วนให้มีทั้งเสน่ห์และอันตรายในเวลาเดียวกัน ‘ลี่ลี่ ในเมื่อเจ้าเลี้ยงไม่เชื่อง เช่นนั้นเตรียมรับจุดจบคนทรยศให้ดี เพราะข้าคนนี้กลับมาเพื่อทวงคืน ไม่ได้กลับมาเพื่อเมตตาปรานี!’
“จื่อหราน จากนี้เจ้าต้องจับตาดูลี่ลี่ให้ดี ข้าเริ่มมองเห็นเค้าลางคนทรยศแล้ว”
“หากลี่ลี่ทรยศคุณหนูจริง คุณหนูจะจัดการเช่นไรเจ้าคะ”
หลิวหมิงหย่วนเหยียดยิ้มเย็นยะเยือก พาให้บรรยากาศรอบด้านเหน็บหนาวขึ้นฉับพลัน “ข้าเหนื่อยแล้ว รีบเดินเถิด จะได้ขึ้นไปพักบนรถม้า” นางหลบเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถาม
เห็นคุณหนูชิงตัดบทสนทนาด้วยวิธีนี้ จื่อหรานย่อมรู้อะไรควรไม่ควร จึงปิดปากเดินตามอีกฝ่ายเงียบ ๆ กระทั่งถึงรถม้า
ขณะจะขึ้นรถม้า หลิวหมิงหย่วนได้หันไปพิจารณาสารถี ก่อนหน้ามองเพียงผิวเผินจึงเห็นว่าเขาหน้าตาธรรมดา แท้จริงกลับไม่ใช่ โครงหน้าเหลี่ยมได้รูป คิ้วดกดำพาดเฉียงเป็นรูปกระบี่ นัยน์ตาลึกล้ำสงบนิ่งดุจห้วงน้ำ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากมีรอยยิ้มประดับ เป็นรอยยิ้มที่ยากแท้หยั่งถึง
“เจ้าชื่ออะไร”
สารถีช้อนตามองคุณหนูสูงศักดิ์ผาดหนึ่งก่อนหลุบลงอย่างรวดเร็ว “เรียนคุณหนู ผู้น้อยชื่อหูเจียน”
“หูเจียน” หลิวหมิงหย่วนทวนชื่อชายหนุ่มเบา ๆ “เจ้าอยากขยับฐานะจากสารถีมาเป็นองครักษ์ข้างกายข้าหรือไม่ เงื่อนไขไม่มีอะไรมาก ข้าต้องการเพียงความซื่อสัตย์จงรักภักดี จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ข้าไม่สงสัยในฝีมือของเจ้า ขอเพียงเจ้าทำตามเงื่อนไขที่ข้าต้องการได้ กลับไปข้าจะให้จื่อหรานไปบอกพ่อบ้านจัดเตรียมห้องพักที่สะดวกต่อการเรียกใช้ให้เจ้า”
คำถามปรากฏบนใบหน้าหูเจียน “จวนหลิวโหวไม่ขาดแคลนคนมากความสามารถ เหตุใดคุณหนูถึงเลือกผู้น้อย”
“เพราะเจ้าคือคนที่ออกหน้าช่วยเหลือข้าจากหัวหน้าอันธพาล ความจริงท่านพ่อให้พวกเจ้าแฝงตัวเป็นสารถีที่ไม่โดดเด่นเพื่อคุ้มครองข้ากับท่านแม่ บัดนี้เจ้าเปิดเผยตัวตนออกมาแล้ว ไยต้องเก็บงำความสามารถอีก ไม่สู้มาอยู่ข้างกายข้า รับรองเจ้าจะได้ใช้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่”
ได้ยินดังนั้น หูเจียนบังเกิดความประหลาดใจ เรื่องแฝงตัวมีเพียงท่านโหวเท่านั้นที่ทราบ คุณหนูทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร ความสงสัยอัดแน่นเต็มท้อง จนใจที่ตัวเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะสอบถามบุคคลตรงหน้าได้ “เรื่องนี้ผู้น้อยไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ”
หลิวหมิงหย่วนเข้าใจความนัยที่หูเจียนต้องการสื่อ เขาเป็นคนใต้อาณัติบิดา แน่นอนว่าต้องฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น “ข้าจะเขียนจดหมายไปขอตัวเจ้ากับท่านพ่อ ว่าอย่างไร สนใจมาอยู่ข้างกายข้าหรือไม่ หรืออยากเป็นสารถีตลอดชีวิต การศึกทางเหนือพัวพันมาสามปีแล้ว ไม่แน่ท่านพ่ออาจลืมเลือนลูกน้องอย่างเจ้าไปแล้วก็เป็นได้ เจ้าคงไม่อยากอยู่ในสถานะสิ้นไร้หนทางลืมตาอ้าปากตลอดไปหรอกนะ หากเป็นเช่นนั้น นับว่าเสียชาติเกิดโดยแท้”
“ในเมื่อคุณหนูต้องการคนซื่อสัตย์จงรักภักดี การที่ผู้น้อยเปลี่ยนนายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายเก่า นั่นไม่เท่ากับผู้น้อยไร้คุณสมบัติข้อนี้หรือ” หูเจียนตอบกลับอย่างสุขุม สีหน้าเรียบเฉยไม่กระตือรือร้นต่อความก้าวหน้าที่บุตรสาวผู้บังคับบัญชาหยิบยื่นให้
ประกายตาหลิวหมิงหย่วนแสดงความชื่นชมไม่ปกปิด ถือว่าสายตาการมองคนของนางไม่เลว ชายหนุ่มผู้นี้สามารถนำมาใช้งานได้ “ข้าจะรีบเขียนจดหมายถึงท่านพ่อ ทว่าเมืองหลวงกับชายแดนห่างไกลนับพันหลี่ ระหว่างนี้เจ้าช่วยทำงานบางอย่างให้ข้าก่อนได้หรือไม่”
ไปกลับชายแดนต่อให้ใช้ม้าเร็วแปดร้อยหลี่ส่งสารก็ยังใช้เวลาร่วมเดือน นางไม่มีเวลามากขนาดนั้น อย่างน้อยต้องให้หูเจียนเป็นคนส่งสารระหว่างนางกับถางเมิ่งหรูก่อน ดูท่าทางเขาไม่ใช่พวกปากมากเก็บความลับไม่อยู่ ไม่น่ามีปัญหาอะไรกระมัง
“ถึงหูเจียนจะยังไม่ได้เป็นคนของคุณหนู แต่คำสั่งคุณหนู หูเจียนมิกล้าปฏิเสธ นี่คือสิ่งที่ท่านโหวกำชับไว้นอกเหนือจากการคุ้มครองความปลอดภัย”
แววตาหลิวหมิงหย่วนสลับซับซ้อน ยังคงเป็นบิดาที่คิดอ่านเพื่อนาง เพื่อคนในครอบครัว “เช่นนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ขอเจ้าจงเก็บเป็นความลับ ส่วนเรื่องที่ต้องการให้ช่วย ถึงเวลาจะให้จื่อหรานไปแจ้ง”
“ผู้น้อยน้อมรับคำสั่งคุณหนู”
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
กลางอกหลิวหมิงหย่วนหวานล้ำราวกับมีบ่อน้ำผึ้งขนาดใหญ่อยู่ภายใน ซ่งเทียนเหิงเป็นสามีที่ดีมากจริง ๆ ดีจนนางรู้สึกว่าไม่คู่ควรกับเขา ดวงตาสีน้ำหมึกปรากฏอารมณ์หลากหลาย หงายมือไปข้างหน้าขอเครื่องรางจากเขา เห็นท่าทางลังเลของซ่งเทียนเหิง นางย่อมเข้าใจความคิดเขา เขาคงกลัวเครื่องรางนี้จะได้
ในใจหลิวหมิงหย่วนยามนี้รู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง แต่ยังฝืนยิ้มเพื่อให้ท่านลุงเห็นแล้วมีความสุข นางจำได้ ท่านลุงเคยบอกว่าชอบรอยยิ้มของนาง เวลานางยิ้มอาการป่วยของท่านจะดีขึ้น “ท่านลุง ในเมื่อท่านบอกว่ายาของพี่เหวินเสียนดื่มแล้วดี วันหลังหย่วนเอ๋อร์เชิญพี่เหวินเสียนมาตรวจดูอาการให้ท่านลุง
ต่อให้หลิวหมิงหย่วนพยายามทำตนเองให้เป็นคนหน้าหนาปานใด สุดท้ายก็มิอาจตอบคำถามนี้ของผู้เป็นตาได้ ทันใดนั้นหางตาพลันเหลือบไปเห็นตัวช่วยซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวา นางหันไปย่นจมูกใส่ท่านตาพร้อมพูดว่า “ท่านตาชอบแกล้งหย่วนเอ๋อร์ หย่วนเอ๋อร์ไม่พูดกับท่านตาแล้ว” กล่าวจบหันไปหาผู้เป็นลุง “หย่วนเอ๋อร์พูด
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดฮูหยินท่านโหวหลิวโหย่งหลิน หรือก็คือมารดาของหลิวหมิงหย่วน ภายในจวนมีการจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ สำหรับคนในครอบครัว นอกจากญาติพี่น้อง ท่านโหวกับฮูหยินไม่ได้ส่งเทียบเชิญไปให้ผู้ใดเป็นพิเศษ รถม้าจวนซ่งโหวสองคันวิ่งมาหยุดที่หน้าจวนหลิวโหว ซ่งเทียนเหิงลงจากรถม้าเป็นค







