LOGINเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง นางร้ายผู้แสนโง่งมจึงรู้สึกสำนึก สำนึกเสียใจเมื่อสาย สิ้นไร้หนทางหวนคืนอดีต
View Moreเสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจิ้งปั๋วปราบต้วนในเมืองเยียน[1]หรือไม่ พี่ชายข้าคือเจิ้งจวงกง ส่วนข้าคือก้งซูต้วน เขารู้เห็นจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของข้า ทว่าแสร้งปล่อยปละละเลยเหมือนคนเลอะเลือน ความจริงแล้วเขาหาใช่ฮ่องเต้ผู้มีจิตใจเมตตาอันใด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดคือเหตุผลที่จะใช้สังหารข้า บัดนี้ข้ากลายเป
หลิวหมิงหย่วนจากไปแล้ว เหออิ้งอี๋จึงขอตัวเช่นกัน เนื่องจากกระโจมที่เตรียมไว้ให้อู๋ซั่วหยางถูกผู้อื่นยึดครอง เหอหงเชาจึงเชิญเขาไปสนทนาที่กระโจมตนเองแทน “ท่านอ๋อง ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเราสองคน หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ลืม” เหอหงเชาเปิดบทสนทนาทันทีที่นั่งลง เรื่องที่อู๋ซั่วหยางมีใจให้
ข่าวการฆ่าตัวตายของฉินไท่เฟยถูกส่งเข้าวังอย่างรวดเร็ว อู๋ซั่วหยางได้ยินถึงกับตะลึงงัน ไม่อยากเชื่อว่ามารดาผู้ให้กำเนิดจะตัดสินใจจบชีวิตด้วยวิธีสิ้นคิดเช่นนี้ ตั้งแต่จำความได้ พระมารดาเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ไม่ว่าขุนนางในราชสำนักดูถูกเหยียดหยามเพียงใด ท่านจะแย้มยิ้มแล้วบอกกับเขาว่าพว
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจืดจางลงเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นความขลาดกลัวในตัวหลิวหมิงหย่วน หัวคิ้วฉินไท่เฟยขมวดเข้าหากัน ไม่เคยมีใครถูกนางข่มขู่แล้วยังสงบนิ่งได้ หลิวหมิงหย่วนนับเป็นคนแรก สตรีที่ไม่กลัวตาย ไม่แปลกที่บุตรชายนางจะสนใจ หลังข้าจ้องเจ้า เจ้าจ้องข้าอยู่นาน หลิวหมิงหย่วนก็พยักหน้าเห็


















reviews