Masukตอนที่9 มีพิรุธ
คอนโด
ติ๊ด!
ประตูปลดล็อก ยังไม่ทันได้เปิดประตูห้อง
แอ๊ด…
ประตูห้องฝั่งตรงข้ามเปิดออก
“อ้าว!” รินดาเปิดประตูออกมาพอดี
“ไหนแกบอกว่าจะกลับไปนอนบ้านแม่คืนนี้ไง”
กึก!
พิพิมพ์ชะงัก จับมือบิดประตูแน่น
“แล้วทำไมแกกลับมาล่ะ” รินดายังถามต่อ
"ฉันรีบกลับมาแก้รายงานน่ะ"
“แล้วนี่แกใส่ชุดของใครมา” สายตารินดาไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เอ่อ…คือ…” พิพิมพ์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ชุดพี่ชายฉันน่ะ พอดีว่าแม่ฉันนัดไปเจอที่คอนโดพี่ชาย”
“แล้วชุดนักศึกษาแกไปไหน” รินดายังคงมองแบบจับผิด
“ปกติพี่เพทายไม่ชอบใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมแบบนี้นี่ ชุดที่แกใส่อยู่นี่ราคาน่าจะหลักแสน”
“พี่เพทายทำงานหาเงินเองได้แล้ว น่าจะอยากใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมละมั้ง” ตอบกลับน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่น่าเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาให้แกยืมใส่นะ" รินดาจ้องหน้า
“แกมีพิรุธ…ยัยพิมพ์”
“เปล่า” พิพิมพ์รีบส่ายหัว
“กลิ่นน้ำหอมที่ติดอยู่บนเสื้อ ฉันจำได้ว่าเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ติดอยู่บนตัวแกตอนเที่ยง แกกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่ยัยพิมพ์ สารภาพมาซะดี ๆ แกกำลังมีแฟนใช่ไหม”
“ฉันจะรีบแก้รายงาน ค่อยสอบสวนวันหลังนะ”
ปั้ง!
ประตูปิดลง ร่างบางยืนพิงประตู หัวใจเต้นแรงแทบจะทะลุออกมานอกอก มือสั่นเล็กน้อย ขาเรียวยาวค่อย ๆ ประคองร่างบางไปล้มลงนอนบนเตียงนุ่มอย่างคนหมดแรง
เช้าวันต่อมา ณ โรงอาหารตอนกลางวัน
“มึงนึกยังไง ปกติไม่ชอบที่คนวุ่นวายแบบนี้ แล้ววันนี้โต๊ะก็เต็มหมด” พิธามองไปรอบ ๆ เพื่อหาโต๊ะว่าง แต่วันนี้เหมือนนักศึกษาจะมาทานมื้อเที่ยงที่โรงอาหารเยอะผิดปกติ
ภาคภูมิไม่พูดอะไร เดินนำไปอีกทาง สายตาหยุดที่โต๊ะหนึ่ง
“ขอนั่งด้วยนะครับ” พิธาพูดขึ้น
“ได้ค่ะอาจารย์” รินดาพยักหน้า
ภาคภูมินั่งลงฝั่งตรงข้ามพิพิมพ์ทันที พิพิมพ์ชะงักเล็กน้อย กำช้อนในมือแน่นบรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง มีแค่เสียงช้อนกระทบจาน พิพิมพ์ก้มหน้ากินไม่มองใคร
“ว่าแต่…” พิธาวางช้อนลง หันมามองพิพิมพ์
“คุณพักอยู่คอนโดเดียวกับภาคภูมิเหรอ”
กึก!
พิพิมพ์ชะงัก มือที่ถือช้อนกำแน่นขึ้นทันที ยังไม่ทันตอบ รินดาหันขวับมามองเธอทันที ทุกสายตาจ้องหน้าหญิงสาว ยกเว้นชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามเธอ เขายังนั่งหน้าเรียบนิ่งตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“เอ่อ…คือ…” เธอกำช้อนแน่นขึ้น ก่อนจะตอบกลับ
“ไปหาพี่ชายค่ะ”
“อ๋อ” พิธาพยักหน้าเบา ๆ พิพิมพ์ก้มหน้าลงอีกครั้ง ตักข้าวเข้าปาก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
"ผมก็นึกว่าคุณพักอยู่ที่นั่น คอนโดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแบบนั้นราคาแพงกว่าซื้อบ้านเดี่ยวซะอีก เจ้าของโครงการขายแบบหน้าเลือดมาก" ขณะพูดเหลือบมองหน้าภาคภูมิสลับกับมองทางหญิงสาว
"คนไม่มีปัญญาซื้อมักจะมองว่าแพงเสมอ แต่คนมีเงินซื้อไม่มีใครบ่นว่าแพง ตอนนี้ก็มีคนซื้อเต็มทุกห้องแล้ว" เสียงเรียบพูดขึ้นลอย ๆ แต่บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตอบกลับพิธา
"ยัยริน คอนโดพี่เพทายอยู่แถวอโศกไม่ใช่เหรอ" รินดาโน้มหน้าเข้าไปกระซิบถามให้ได้ยินกันแค่สองคน
"ค่อยสอบสวนฉันทีหลังได้ไหม ฉันขอร้องล่ะ"
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง มีแค่เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ ส่วนภาคภูมิ ยังคงนั่งกินข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอพยายามกลืนข้าวลงคอ
ทั้งที่แทบไม่มีรสชาติอะไรเลย“หนูอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะคะอาจารย์” เธอพูดขึ้นสั้น ๆ ก่อนจะลุกขึ้นทันที แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเดินออกไป เสียงเรียบดังขึ้น
"เย็นนี้หลังเลิกคลาส ไปพบผมที่ห้องด้วย"
"คะ" คิ้วเรียวสวยผูกเข้าหากัน จ้องหน้าอาจารย์หนุ่ม
"รายงานของคุณมีปัญหา"
"เอวา ฉันขอโทษที่ฉันเคยทำผิดต่อเธอ ให้อภัยฉันได้ไหม" เอวาตกใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มทำแบบนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะความเป็นต่างชาติที่มักจะพูดและทำแบบตรงไปตรงมา"ฉันไม่ได้โกรธคุณหรอกค่ะ ที่ฉันเลือกที่จะเดินออกมาจากคุณเพราะฉันต้องการอิสระ ฉันต้องการหลุดพ้นจากคำว่า เมียเดิมพัน" เอวาบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไป เจเดนเข้าใจสิ่งที่เธอกำลังบอกเขาทันที"ฟังนะเอวา เธอไม่ใช่เมียเดิมพัน ฉันตกหลุมรักเธอตั้งแต่ตอนที่เธอเอาร่มมากางให้ฉัน เด็กผู้หญิงคนนั้นที่มีรอยยิ้มสดใส ฉันพยายามตามหาเธอมาตลอด แต่ฉันเจอเธอก็ตอนที่บางอย่างมันอาจจะช้าเกินไป ฉันเป็นคนยื่นขอเสนอบ้า ๆ นั่นกับไมค์เอง ไมค์ปฏิเสธฉันหลายครั้งจนฉันบีบบังคับให้ไมค์ยอม เธอคือเมียที่ฉันตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ไม่ใช่เมียเดิมพันอย่างที่เธอเข้าใจ นี่คือคำสารภาพทั้งหมดจากฉัน" เอวาฟังแล้วแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เจเดนบอก"เพราะเหตุผลนี้ใช่ไหมที่ลูกเลือกจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เพราะเธอลูกจึงอยากย้ายมาอยู่เมืองไทย" พ่อเจเดนถามขึ้นหลังจากได้ฟังคำสารภาพทั้งหมดของเจเดน"ครับ นั่นคือเหตุผลทั้งหมด เพราะผมต้องการตามหาเธอและอยู่กับเธอ" ราล์ฟ ไบรอัน ทุกคนไม่เคย
"ลูกแน่ใจใช่ไหมว่าเธอจะอนุญาตให้เราพบ นั่นมันบ้านของเธอเราไม่มีสิทธิ์เข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต" แม่ของเจเดนเอ่ยถาม เพราะที่ฝรั่งเศสกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลนั้นรุนแรงมาก"ผมก็ไม่แน่ใจครับ ถึงต้องให้พ่อกับแม่มาช่วยนี่ไงครับ" แววตาเจเดนแสดงออกถึงความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"พ่อกับแม่ขอให้ลูกโชคดี"รถ SUV ค่อย ๆ ชะลอลงหน้าบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ในมุมเงียบสงบของหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่ รั้วไม้เตี้ย ๆ สีขาวล้อมรอบพื้นที่รอบบ้านดอกไม้หลากสีเบ่งบานอยู่ริมแนวรั้ว และที่สวนเล็กข้างบ้านนั้น…ร่างของหญิงสาวในชุดธรรมดากำลังก้มปลูกต้นกล้าดอกดาวเรืองลงดิน เส้นผมถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง"เอวา" เจเดนก้าวลงจากรถโดยรีรอ รีบกระโดดข้ามรั้วไม้เข้าไปในพื้นที่บ้านโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านพ่อกับแม่ของเจเดนที่ลงจากรถตามมาต่างเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ ถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก“Mon dieu! (พระเจ้า!) เจเดน! ลูกทำอะไรของลูก!”“คุณเห็นไหม! เขาปีนรั้วเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนนั้น” เธอหันไปหาสามี“ที่ฝรั่งเศสแบบนี้เข้าคุกเลยนะ”“หรือถูกยิงด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าของบ้านมีปืน” พ่อพูดเสียงนิ่ง ๆ แ
เจเดนยังกอดกระดาษแผ่นนั้นไว้แนบอก พร้อมกับหมอนใบเล็กที่ยังมีกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเอวา ไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่พึ่งบุกรุกเข้ามาในห้อง“เจเดน ลุกไปอาบน้ำ แม่งจะอยู่ในสภาพเน่าเฟะแบบนี้รอให้เธอกลับมาหรือไง” ไบรอันเดินเข้าไปใกล้ แต่มือเจเดนกลับกระชับจดหมายนั้นแน่นขึ้น“เธอไม่อยู่แล้ว…” เสียงเขาแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน“เธอไปแล้ว...เธอพาลูกหนีไปจากกูแล้ว”“งั้นมึงก็ลุกขึ้นสิวะ...ลุกขึ้นไปตามเธอกลับมา” เสียงราล์ฟเข้มขึ้น แววตานั้นจริงจัง“กูไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”“เธอไม่อยากให้ฉันตามหา”ตอบกลับเสียงแผ่วราวคนหมดแรง มีเพียงน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงจากหางตาของชายผู้ไม่เคยอ่อนแอให้ใครเห็น“นายอยากเจอคุณเอวาไหมครับ” เจมที่ทนเห็นคนเป็นนายอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ไหว จึงต้องเอ่ยถามคำนี้ขึ้นก่อนเวลาที่เขาคิดไว้“มึงหมายความว่าไงเจม”“ลุกขึ้นไปอาบน้ำ กินข้าว ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ก่อน ผมจะพานายไปเจอคุณเอวาในสภาพไม่นี้ไม่ได้จริง ๆ”“มึงรู้ว่าเอวาอยู่ที่ไหน” ร่างสูงกำยำลุกพรวดพราดขึ้น ออกอาการเซแทบหงายหลัง จนไบรอันต้องรีบพยุงไว้ไม่งั้นคงได้หงายหลังล้มหัวกระแทกพื้น“ครับ ผมสามารถตาม
ไม่มีใครเอะใจ เพราะเคยได้ยินเอวาเล่าถึงว่าแม่ของเธอจากโลกใบนี้ไปแล้ว และในวันนี้...เธอก็ขอใช้มันเป็นข้ออ้าง เพื่อบอกลาทุกอย่างเงียบ ๆเจมขับรถไปส่งเธอที่สนามบินตามคำสั่ง เขาไม่รู้เลยว่าครั้งนี้…เธอจะไม่กลับมาอีกแล้วแต่เหมือนเจมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงเอ่ยขึ้นก่อนที่เอวาจะหันหลังเดินจากไป“ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเอวานะครับ ของชิ้นนี้ได้โปรดพกมันติดตัวไว้ตลอด ถือซะว่าเป็นของขวัญจากพี่ชายคนนี้ ของสิ่งนี้จะช่วยคุ้มครองคุณเอวาให้ปลอดภัย โชคดีนะครับ เดินทางปลอดภัย”“ขอบคุณค่ะพี่เจม” เอวารับมาแล้วคล้องเข้าที่คอ เพราะของที่เจมให้มานั้นคือสร้อยพระองค์เล็กที่ถูกหลอมขึ้นจากทองคำขาว จากนั้นก็เอ่ยลาแล้วเดินหันหลังเข้าไปด้านในสนามบินเจเดนกลับมาถึงบ้านในช่วงดึก หลังจากประชุมยืดเยื้อเกินเวลา เขาถอดเสื้อสูทลวก ๆ มาถือไว้ในมือ ก่อนก้าวขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนอย่างอ่อนล้า เขาเปิดประตูห้องเข้าไปในความมืด แสงไฟจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามา ไม่มีร่างบางนอนอยู่บนเตียง ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งวันเจเดนขมวดคิ้ว เขากวาดตามองไปรอบห้อง รีบสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังห้องแต่งตัว เขารีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ
เธอนั่งพิงหัวเตียง ห่มผ้าคลุมตัวไว้ทั้งที่ไม่หนาวเลยสักนิด สายตาจับจ้องไปยังนาฬิกาบนผนังครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเวลาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ดีว่ามันยังไม่ถึงตอนนั้น อีกแค่ 20 นาทีก็จะถึงเวลาที่หมอหนุ่มจะกลับเข้ามาแจ้งผลตรวจเลือดหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ว่าผลจะออกมาว่าเธอตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม เธอก็ต้องยอมรับผลนั้นให้ได้ แต่เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินออกไปจากชีวิตผู้ชายคนนี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เพียงลำพังตัวคนเดียว หรือจะเดินออกไปพร้อมกับลูกในท้อง เพราะฉะนั้นเธอยังไม่พร้อมที่จะให้เขารู้ตอนนี้“คุณคะ” เสียงของเธอดังขึ้นเบา ๆ แทรกความเงียบในห้อง ชายหนุ่มเงยหน้ามองเธอทันที แววตายังคงอ่อนโยน“หืม..หนาวเหรอ หรือว่าปวดหัว มีไข้หรือเปล่า” ฝ่ามือยกขึ้นไปทาบหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทันที“เปล่าค่ะ แต่หนูมีเรื่องอยากรบกวนคุณหน่อยค่ะ”“ว่ามาสิ”“หนูอยากได้ตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ที่หนูนอนกอดทุกวัน มันวางอยู่บนเตียงของเรา” เธอรีบตอบ เพราะเตรียมคำพูดไว้หมดแล้ว“ได้ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาให้”“ขับรถระวังด้วยนะคะ ไม่ต้องรีบ หนูรอได้ค่ะ” เจเดนโน้มหน้าไปจุ๊บหน้าผากมนหนึ่งครั้ง“ฉันจะรีบกลับมานะ” เอวาพยักหน้าเล
“เอ่อ..เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ” เธอเอ่ยโกหกเบา ๆ แทบไม่มองหน้าเขา แสงในห้องสลัวเกินกว่าจะเห็นสีหน้าได้ชัด แต่เจเดน เขาแค่ฟังเสียงเธอ เสียงที่สั่นเล็กน้อย...ไม่มั่นใจ...ไม่เหมือนกับเวลาที่เธอพูดความจริง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ“โอเค ถ้างั้นเธอก็นอนพักเถอะ”“ค่ะ คุณก็ลุกไปนอนที่โซฟาเถอะค่ะ มานั่งหลับอยู่แบบนี้จะปวดหลังเอา” เอวาหันมามองเขานิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนฝ่ามือหนายื่นไปจับมือเล็กแน่น เจ้าของดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องใบหน้าของเธออย่างหนักแน่น สายตาคู่นั้นกำลังบอกอะไรเธอหลายอย่าง“ฉันไม่อยากห่างเธอแม้แต่นาทีเดียว”ตอนเช้าเช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องพักฟื้น กลิ่นยาและแอลกอฮอล์ยังอบอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศภายในห้องกลับนิ่งสงบเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ราล์ฟจะก้าวเข้ามาพร้อมพยาบาลหนึ่งคน“ยังรู้สึกเวียนหัวอยู่หรือเปล่า” เขาทักสั้น ๆ ก่อนเดินเข้ามาใกล้เตียง“เปล่าค่ะ” เอวาเอ่ยตอบเบา ๆ เจเดนก็พยักหน้ารับคำทักอย่างเงียบ ๆราล์ฟเริ่มตรวจดูอาการเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว วัดชีพจร ฟังเสียงหัวใจ ตรวจม่านตา ทุกอย่างดูเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งเขาวางเคร







