LOGIN“คุณนี่รบกวนฉัน สองรอบแล้วนะวันนี้ มีอะไรอีก” สรวิชญ์ยื่นชุดชั้นในของหญิงสาวมาให้ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบบอกหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
“ชุดชั้นในคุณ มันหลุดจากไม้แขวนปลิวมาที่ห้องผม”
“คุณรู้ได้ไงว่ามันหลุด” ที่เธอถามแบบนั้นเพราะไม่เชื่อว่ามันจะหลุดเองง่ายขนาดนั้น แต่ก็ไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงเขาขนาดนั้นเพราะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน ตามกฎของร้านอาหารที่ผู้จัดการแจ้งมา มินตราต้องไปล่วงหน้าก่อนร้านเปิดหนึ่งชั่วโมง
“แล้วใช่ของคุณหรือเปล่า”
“เออ!!..ใช่” หญิงสาวเห็นลายชุดชั้นในก็จำได้ทันทีแล้วรีบคว้าจากมือเขาไปอย่างรวดเร็ว
“......” ยังไม่ทันที่สรวิชญ์จะพูดอะไร มินตราก็เอ่ยต่อว่าเขาเสียก่อน
“นายคงไม่ใช่โรคจิตที่แอบมาทำขโมยกางเกงในฉันตากไว้ไปดมหรอกนะ”
“นี่คุณ!!!! ผมอุตส่าห์เอามาคืนให้นะ” สรวิชญ์ขึ้นเสียงบ้างด้วยความที่เธอไม่ยอมขอบคุณแล้วยังหาว่าเขาเป็นผู้ร้ายซะอีก มินตรามองดูความหล่อที่มีในตัวสรวิชญ์พร้อมกับเห็นแววตาที่ใสซื่อจึงเอ่ยออกไปด้วยเสียงปกติที่ไม่คาดโทษเหมือนรอบที่แล้ว
“ขอบคุณ ไปได้แล้ว ฉันจะรีบเตรียมตัวไปทำงาน”
“เฮ่อ!!..ทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ” นายวิชญ์บ่นพึมพำแล้วเดินเข้าห้องตัวเองไป
นายวิชญ์เดินไปข้างหลังเพื่อเก็บเสื้อผ้าต่อ เขากำลังจะออกไปทานข้าว หน้าหอรัตนาวดี มีร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งเขาเห็นมินตรากำลังนั่งทานกะเพราไข่ดาวอยู่
“นั่งด้วยนะครับ พอดีโต๊ะเต็ม”
“อืมห์ นั่งเหอะฉันกำลังจะอิ่มพอดี”
“อะไรกันคุณเพิ่งทานได้ไม่ถึงครึ่งจาน คุณกลัวอ้วนเหรอ”
“เปล่า”
“งั้นก็ทานต่อสิครับ ของผมยังไม่ได้เลย”
“แค่นี้แหละฉันอิ่มแล้ว”
“งั้นเอางี้ ไหนผมลองชิมสิ” เขาเอาช้อนอันใหม่มาตักข้าวที่คลุกกะเพราไว้แล้วมาลองชิมดู
“ก็อร่อยนี่ครับ ผมว่าคุณไม่ชอบหน้าผมเลยรีบอิ่มมากกว่า”
“พูดมากจัง” หญิงสาวพึมพำ แต่เขาก็หูดีเกินไป
“คุณว่าผมพูดมากงั้นเหรอ”
“เออ.. ฉันกินต่อก็ได้” หล่อนไม่อยากจะเถียงด้วย เพราะต้องรีบไปทำงาน รีบ ๆ กินให้มันจบ ๆ ไปดีกว่า
“เชิญครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
“ข้าวมาแล้ว นายวิชญ์ ช้าหน่อยนะ พรุ่งนี้จะเปิดเทอมวันแรกนักศึกษาเลยเยอะ เนี่ยหอน้ามีแค่เราสองคนเองนะที่มาอุดหนุน ส่วนคนอื่น ๆ เขาติดใจฝีมือน้า ลองชิมดูนะ แล้วถ้าชอบรสไหนบอกได้นะ” รัตนาเจ้าของหอรีบทักขึ้นที่ทำให้สรวิชญ์ต้องรออาหารนาน แต่ก็ยังไม่วาย คุยโอ้อวดว่า มีเด็กหออื่นมาทานข้าวที่ร้านเธอเต็มไปหมด
“เออ น้ารัตน์ครับ เมื่อกี้ คุณสุภาพสตรีท่านนี้ทานข้าวไปนิดเดียว ผมว่าเขาต้องไม่อร่อยแน่ ๆ เลยครับ”
“พูดมาก ฉันกำลังกินอยู่เนี่ยไม่เห็นหรือไง” หญิงสาวที่รีบต่อว่าสรวิชญ์ทันที
“หนูมิน เป็นไง น้าเธอกลับไปแล้วเหรอ”
“ค่ะ เพิ่งกลับไปเมื่อตอนเที่ยงนี้ค่ะ พอดีน้าอรมีเข้าเวรค่ะ” มินตรารีบตอบเจ้าของหอพัก น้าเธอทำงานเป็นผู้คุมหญิงที่เรือนจำกลางแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
“หนูมินมีอะไรก็บอกน้าได้นะ แล้วเรื่องห้องสองคนนี้..ตกลงกันได้หรือยัง
“อ๋อ..ได้แล้วค่ะ สรุปหนูไม่ต้องย้าย”
“แล้ววิชญ์ล่ะ มีปัญหาอะไรมั้ย” รัตนาเจ้าของหอถามขึ้น
“ไม่มีครับ ผมโอเค”
“นี่หนูมินไม่ต้องเกรงใจน้านะ น้าอรกับน้า รู้จักกันมานานแล้วล่ะ เนี่ยยังฝากฝังไว้เลยนะให้ช่วยดูแลมินตราหลานรักอย่างดีที่สุด”
“ขอบคุณค่ะคุณน้า แล้วน้าอรได้บอกเรื่องที่หนูต้องไปร้องเพลงกลางคืนหรือเปล่าคะ คือว่าถ้ากลับดึกได้ใช่มั้ยคะ”
“ได้สิ หอพักน้าเป็นหอรวม เข้าออกตอนไหนก็ได้ แต่ระวังหน่อยนะ ดึก ๆ ดื่น ๆ น้าก็เป็นห่วง”
“ขอบคุณค่ะ”
คืนนี้เป็นคืนที่ มินตราต้องไปทำงานเป็นคืนแรก พอไปถึงหญิงสาวก็เดินไปหาที่เค้าเตอร์แจ้งเรื่องเอาไว้ ไม่นานก็มีพนักงานพาไปห้องผู้จัดการ เพื่อตกลงเซ็นต์สัญญากันอีกที
“หนูเองหรอกเหรอที่จะร้องเพลงในคืนนี้ ..” เจ้าของร้านที่เป็นชายสูงวัยถามขึ้น เขาชื่อว่าคุณวิษณุ
“คะ..หนูมาออดิชั่นไว้แล้วเมื่อสองวันก่อน”
“นี่สัญญานะ หนูอ่านดูก่อนแล้วค่อยเซ็นต์นะ”
สถานบันเทิงยามคํ่าคืนที่มีผู้คนทยอยกันเข้ามาจับจองโต๊ะของตนไว้สําหรับนัดพบปะสังสรรค์กับมิตรสหาย ดื่มเพื่อผ่อนคลาย ฟังเพลงสบาย ๆ หรือ โยกย้ายร่างกายไปกับเสียงเพลงโดยถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว โดยด้านหน้าเวทีก็มีวงดนตรีเล็ก ๆ ที่กําลังบรรเลงเพลงเพราะพร้อมด้วยเสียงหวานของนักร้อง สาวสวยขับกล่อมผู้คนในร้าน จนถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เหมาะสม
“ช่วงพักเบรก เดี๋ยวเชิญคุณมินตราไปพบแขกที่โต๊ะซ้ายมือด้วยนะ” เสียงของผู้จัดการร้านอาหารที่มากระซิบบอกนักร้องสาว
“เออ..แล้วเขาจะให้หนูไปพบทำไมคะ” มินตราถามขึ้นเพราะแขกโต๊ะที่บอกจ้องมาตอนหญิงสาวร้องเพลงตลอดเวลา
“พอดีเขาจะให้ทิป ไปเหอะไม่มีอะไรหรอก” ผู้จัดการพูดดังนั้นมินตราค่อยโล่งอก เพราะคิดว่าเขาไม่พอใจในเสียงของเธอหรือเปล่า
“ค่ะ ๆ เดี๋ยวหนูไปห้องน้ำเสร็จแล้วจะเดินไปหานะคะ”
“อืม ๆ รีบ ๆ หน่อยนะ”
“เย็นนี้บอกไอ้วิชญ์มาทำงานด้วยนะ ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก” อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจกะทันหันที่ตอนแรกจะไล่ออก มินตรานึกในใจ อารมณ์ไหนกันแน่ เดี๋ยวให้ออก เดี๋ยวให้มาทำงานอันที่จริง เขาอยากให้สรวิชญ์อยู่ในสายตาเสียมากกว่า เพื่อว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้ให้ลูกน้องจัดการเสียเลย เพราะตอนนี้เขาอยากกำจัดให้สรวิชญ์ออกไปเสียพ้นทางมากกว่า แต่ถ้าไล่ออกก็กลัวมินตราแอบไปหาเด็กหนุ่มอีก “ค่ะท่าน แต่ไม่รู้เขาจะมาทำงานไหวหรือเปล่านะคะ” “เป็นห่วงขึ้นขนาดนั้นเชียวรึ” “ปะ เปล่าค่ะ คือมินแค่เดาไว้เฉย ๆ” “อืม” จริง ๆ ท่านวิษณุก็รู้เพียงแค่ว่าทั้งสองคบกัน แต่ไม่รู้ว่าถึงขั้นอยู่ด้วยกันแล้ว เพราะรู้มาว่าสองคนนี้พักอยู่หอที่เดียวกัน “อย่าลืมไปเคลียร์ให้จบนะ เพราะฉันทำตามสัญญาแล้ว” “ค่ะ” วันนี้วิษณุโทรไปบอกค่ายเพลงแล้วว่ามินตราตกลงจะไปเป็นนักร้องที่ค่าย สยามวอยซ์โปรดักชั่น ตกเย็นสรวิชญ์กลับมาถึงหน้ามหาวิทยาลัยก็โทรหามินตรา เธอก็รีบกลับจากห้องของวิษณุเจ้านายเมื่อสักชั่วโมงก่อนหน้าที่สรวิชญ์จะถึง “คิดถึงพี่จังเลยครับ..” เด็กหนุ่มเอื้อมมาหอมแก้มหญิงสา
วันนี้นักศึกษาทั้งหมด ได้ออกจากหมู่บ้าน ‘ดงอีซ่อม’ แล้ว เนื่องจากชาวบ้านช่วยกันเปิดทางให้รถบัสเข้าไปรับนักศึกษายังปากทางเข้าหมู่บ้านได้สำเร็จ “ลาก่อนนะครับพ่อผู้ใหญ่” เจษฎาหรือว่า พี่เจตน์ ประธานคณะกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านดงอีซ่อม และชาวบ้านที่มาช่วยเหลือในการเคลียร์ทางให้รถบัสเข้ามาได้ รวมไปถึงบรรดาครูและ ผ.อ. รวมไปถึงนักเรียนก็ออกมาส่งนักศึกษาทั้งหมด เพราะเขาอยู่ที่นี่มาถึงหกวันเต็ม วันนี้เป็นวันที่เจ็ดเขาถึงได้กลับ “พี่ไปก่อนนะครับน้องกือทู” สรวิชญ์เอ่ยกับเด็กชายหัวเกรียนที่เตะฟุตบอลด้วยทุกวันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา “สวัสดีครับพี่วิชญ์ พี่นาริ ขอให้พี่ทั้งสองรักกันนาน ๆ นะครับ” กือทูอวยพร จนแม่ต้องเข้ามาตาม “อยู่ที่นี่ตั้งใจเรียนให้ดีนะกือทู” นริสาบอกเด็กชายและก็อำลาเด็กชายคนอื่น ๆ พวกนักศึกษาขึ้นรถบัสเสร็จก็ที่รถจะออกไป ก็โบกมือให้พวกเด็ก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย “เฮ่อ!..ได้กลับบ้านกันสักที ป่านนี้แม่บ่นตายแล้ว” สหพลบ่นกับเพื่อนที่นั่งมาด้วยกัน “แม่แกไม่ดุขนาดนั้นหรอกมั้งกอล์ฟ แม่ฉันเนี่ยสิ อยู่ ๆ ได้ลูกสะใภ้กลับบ้านจะบ
“หน้าอกหนูสวยมาก..ฉันชอบจัง” พูดจบท่านวิษณุก็ครอบครองทรวงอกนุ่มหยุ่นด้วยริมฝีปากของเขา ดูดเม้มไล้เลียขณะที่อีกข้างก็ใช้มือฟอนเฟ้นไม่ให้น้อยหน้า หน้าอกของมินตราใหญ่เกินตัวของหญิงสาวก็จริง แต่มันก็ได้รูปสวย ไม่หย่อนคล้อยหรือย้วยยานเลยสักนิด แถมยังนุ่มเด้งสู้มือของเขาเป็นที่สุดอืมห์...เขาชอบมันเหลือเกินท่านวิษณุ ผละห่างออกจากหน้าอกหน้าใจล้นหลามของมินตราเมื่อเขาฟัดมันจนเริ่มซ้ำ ชายหนุ่มรูดกระโปรงของเธอออกแล้วถีบมันไปไกลจากเตียงแล้ว ทำเช่นเดียวกันกับชั้นในชิ้นสุดท้ายของหญิงสาวชายสูงวัยเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟก่อนจะยันตัวเองขึ้นมาเหนือร่างของ เปลือยเปล่าของมินตรา กวาดไร้สายตาชมความงามของสตรีสาวที่เขาหลงใหลตั้งแต่แรกเห็น แล้วเหยียดยิ้มออกมาอย่างชอบอกชอบใจ“มินตราหนูหุ่นดีมาก!” ชายสูงวัยอยากจะเขมือบเธอเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วย“ฉันจะทำให้หนูมีความสุข..มินตรา” ชายสูงวัยเอื้อมมือไปหยิบซองถุงยางอนามัยในลิ้นชัก ตรงหัวเตียงขึ้นมาฉีกแล้วสวมมันให้ตัวเองอย่างคล่องแคล่ว รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้ายามที่นิ้วของเขาแตะลงบนจุดกระสันของมินตราจนอีกฝ่ายต้องดิ้นเร่า“อ๊ะ...อ๊า อื้อ ท่านขา” มินตราปล่อยเสียงครางออก
“ถ้าท่านสัญญาตามนั้นจริง รอวันพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอคะ!”“ไม่ได้ เธอก็เห็นสัญญาแล้วนี่นา รับรองฉันพูดจริง” เขาใช้มือข้างหนึ่งรั้งแขนเธอเขามาประชิดตัว ทรวงอกใหญ่โตของมินตราเบียดแนบชิดกับแผ่นอกของเขาวินาทีนั้นเองที่หญิงสาวรู้ว่ากระดุมเม็ดบนของเธอมันหลุดออกจากรังดุม มือเล็กยกขึ้นมาหมายจะตะครุบอกเสื้อเพื่อปิดบังเรือนร่างอวบอั๋นของตัวเอง แต่ช้ากว่าชายสูงวัยที่ก้มหน้าลงแล้วลากปลายลิ้นผ่านร่องอกลึกจากการเบียดชิดของสองเต้าใหญ่โต“อ๊ะ....ท่านขา อื้อ!” มินตราหลุดครางออกมา มือที่ยกขึ้นเมื่อครู่ตกลงข้างตัวเมื่อเธอ เสียวสะท้านจนไร้เรี่ยวแรงท่านวิษณุเงยหน้าขึ้นมาจูบปากหวานๆ ที่เขายังชิมไม่อิ่มอีกครั้ง มือใหญ่สาละวนกับการปลดกระดุมที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว และทำเช่นเดียวกันกับบราลูกไม้เกะกะมือ เขากอบกุมทรวงอกที่ล้นมือเอาไว้ บีบขยำแผ่วเบาแล้ว กดนิ้วหัวแม่มือลงบนปลายถันที่หดเกร็งมินตราสะดุ้งน้อยๆ เมื่อชายสูงวัยดันเธอแนบโซฟา แต่หญิงสาวก็ไม่มีเวลาเรียกสติของตัวเองกลับมาเมื่อเขาก้มลงกลืนกินหน้าอกข้างหนึ่งของเธอหญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองขนลุกชันไปทั้งตัวเมื่อเขาได้ลิ้นร้อนไปรอบฐานอก ก่อนจะวกกลับมาสะกิดยอดอกที
หลังจากกิจกรรมออกค่ายอาสาจบลง นักศึกษาที่ไปก็ยังเดินทางออกมาไม่ได้ เพราะรถบัสที่จะเข้าไปรับนักศึกษา ตอนนี้เข้าไปในหมู่บ้านไม่ได้ เนื่องจากฝนตกหนักมาก ดินโคลนที่ทรุดตัวมาจากภูเขาถล่มลงมาปิดทางสัญจรไปหมดสรวิชญ์มีความกังวลเหมือนกันว่า ตอนนี้ผ่านไปห้าวันแล้ว และก็ส่งข่าวบอกกับมินตราไม่ได้เลย เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์“นั่งคิดอะไรอยู่วิชญ์” นาริเดินมานั่งใกล้ ตรงบริเวณที่มีสายน้ำตกไหลผ่านเป็นสาย ผ่านตัวหมู่บ้าน“เปล่าหรอก คือวิชญ์กังวลใจหน่ะ ลางานมาแค่สามวัน กลับไปเจ้านายไล่ออกแน่เลย”“วิชญ์ถ้าเขาไม่จ้าง มาทำงานกับพ่อนาริมั้ย ช่วงปิดเทอมก็ได้”“พ่อนาริจะมีงานอะไรให้วิชญ์ทำเหรอ”“ก็มีหลายอย่าง วิชญ์ถนัดอะไรล่ะ จะไปทำงานเอกสารก็ได้นะ เดี๋ยวนาริคุยกับพ่อให้”“อย่าเพิ่งเลยนาริ เผื่อว่าถ้าวิชญ์ยังได้ทำงานที่เดิมอยู่ก็ไม่เป็นไร วิชญ์เกรงใจ” ชายหนุ่มที่กังวลว่าถ้าใกล้ชิดนาริมากกว่านี้เขาจะทำตัวไม่ถูก ตอนนี้เขายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงต่อไป จะกลับไปคบมินตราแล้วจะเอาอย่างไรกับนาริดี ตอนนี้ในหัวกลุ้มใจไปหมด “วิชญ์ / นาริ มานั่งกันตรงนี้เอง” สหพล และเบญจพร ทั้งคู่เดินเ
“อ้า.....” นาริครางออกมาพร้อมแหงนหน้าขึ้นฟ้า เมื่อลิ้นหนาออกมาปาดกลีบดอกกุหลาบตรงหน้า ปากหยักเม้มบีบปุ่มเนื้อที่ถูกเปิดทางด้วยปลายลิ้น เสียงลมหายใจของนาริดังแข่งกับเสียงลมที่พัดอยู่บริเวณโดยรอบตัวบ้าน เสียงจั๊กจั่นตามธรรมชาติดังระงมเมื่อเริ่มดึกเข้าไปทุกที“วิชญ์!...ได้โปรดเถอะ...” นาริร้องออกมาด้วยเสียงที่สั่นพร่า พร้อมกับย่อเข่าลงเมื่อสรวิชญ์ยอมผละใบหน้าออกจากความสวยงามตรงหน้าที่เป็นของเขาเพียงคนเดียว สรวิชญ์ปลดปล่อยตัวตนออกมาต่อสายตาของนาริที่มองความแข็งแรงนั้นด้วยดวงตาที่บ่งบอกว่าเธอหาทางออกจากหลุมสวาทนี้ไม่ได้แล้วสรวิชญ์ที่เป็นฝ่ายยืนขยับเข้าใกล้ร่างบางที่ยืดตัวขึ้นพร้อมเปิดปากเล็กเพื่อรับความแข็งแรงนั้นเข้าหาความอุ่นในโพรงปากเล็ก“อื้มมมม.....” สรวิชญ์ครางออกมา เมื่อปากเล็กที่เปิดกว้างค่อยๆกลืนความ แข็งแรงที่ร้อนผ่าวไปทีละนิด กรามหนาขบกันแน่นเมื่อนาริเริ่มขยับศีรษะให้ท่อนแก่นกายรูดเข้ารูดออกในโพรงปากที่เล็กที่แสนจะคับแคบ มือใหญ่กอบกุมที่แก้ม ทั้งสองข้างที่ดูดรัดตัวตนเขาจนเขาแทบจะปลดปล่อยออกมา เมื่อแก้มนั้นตอบ อย่างเห็นได้ชัด สรวิชญ์ปล่อยให้นาริทำต่อได้ไม่นาน เขาต้องเอาตัวตนของต







