LOGINพอร์เช่สีเงินขับคลานตามรถกระบะเขียวมอซอไปตามทางลาดชัน จนกระทั่งมาหยุดกึกอยู่หน้าซุ้มประตูไม้เก่าๆ ที่มีป้ายเขียนว่า ‘โรงเรียนบ้านป่าไม้พัฒนา’ สภาพที่เห็นทำให้อคิณถึงกับต้องถอดแว่นกันแดดราคาแพงออกมาเช็ดแล้วสวมใหม่ เพราะหวังว่าภาพตรงหน้าจะชัดเจนขึ้น
แต่มันก็เหมือนเดิม... อาคารไม้ชั้นเดียวที่สีหลุดล่อน สนามหญ้าที่ดูเหมือนทุ่งเลี้ยงควายมากกว่าสนามฟุตบอล และที่สำคัญที่สุดคือ บ้านพักครูที่ธารินกำลังชี้นิ้วไป
“ถึงแล้วครับคุณครูอคิณ นั่นคือวิมานของคุณตลอดเทอมนี้” ธารินพูดพลางดับเครื่องรถแล้วกระโดดลงมาด้วยท่าทางสบายๆ
อคิณก้าวลงจากรถ มองบ้านไม้ใต้ถุนสูงที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท้ายโรงเรียน สภาพของมันเอียงกะเท่เล่เหมือนคนกำลังจะหน้ามืดล้มพับ บันไดไม้มีตะใคร่น้ำเกาะหนา และดูเหมือนว่าหลังคาสังกะสีบางส่วนจะเผยอรับลมราวกับจะปลิวไปตามพายุรอบหน้าอยู่รอมร่อ
“นี่... บ้านพักครูจริงๆ เหรอครับคุณธาริน?” อคิณถามเสียงสั่น ร่างกายที่เคยยืนตัวตรงสง่างามเริ่มอ่อนแรงปานจะซวนเซและล้มลงให้รู้แล้วรู้รอด
“ครับ หลังนี้แหละ ลุงภารโรงเพิ่งมาปัดกวาดให้เมื่อวาน... อ้อ! แต่คงไม่ได้ขัดพื้นนะ” ธารินเดินนำขึ้นไปบนบ้านที่ส่งเสียง เอี๊ยดอ๊าด ทุกครั้งที่ฝ่าเท้าหนาเหยียบลงไป
เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าพุ่งเข้าชนจมูกคุณชายผู้ใช้แต่น้ำหอมแบรนด์เนมจนเขาต้องยกหลังมือขึ้นปิดจมูก ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ มุ้งสีขาวที่กลายเป็นสีจำปา และโต๊ะไม้ที่มีรอยปลวกแทะตรงมุมเว้าๆ แหว่งๆ
“อยู่ได้ไหมครับ?” ธารินหันมาถาม มองสำรวจคุณชายที่ยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้อง “ถ้าอยู่ไม่ได้... กลับกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังทันนะ เดี๋ยวผมขับรถไปส่งที่ถนนใหญ่เอง”
อคิณเม้มริมฝีปากแน่น ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของคุณชายตระกูลดังมันค้ำคอ เขาจะยอมแพ้ตั้งแต่วันแรกไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะต่อหน้าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มองเขาด้วยสายตาเหมือนเห็นลูกแมวตกน้ำคนนี้
“อยู่ได้ครับ... แค่นี้สบายมาก” อคิณกัดฟันตอบ ทั้งที่ในใจอยากจะร้องไห้ คิดถึงบ้านที่กรุงเทพ คิดถึงพ่อแม่ และหญิงคนรักอย่างชญาดา
“ดีครับ งั้นช่วยถือพัดลมหน่อย ผมจะช่วยขนกระเป๋าขึ้นมาให้”
ในขณะที่ธารินกำลังลำเลียงกระเป๋าเดินทางใบยักษ์สามใบของคุณชายขึ้นมาบนบ้าน สายตาของอคิณก็เหลือบไปเห็นเจ้าถิ่น ที่แอบอยู่ตรงซอกตู้ข้างฝา
“จ๊ะเอ๋!” ตุ๊กแกตัวเขื่องลายจุดสีส้มสดใสส่งเสียงทักทายพร้อมกับจ้องหน้าเขาตาเขม็ง อคิณที่เกลียดสัตว์เลื้อยคลานเข้าไส้ถึงกับสติหลุด ลืมมาดคุณชายหน้าหล่อไปชั่วขณะ
“เฮ้ย!!!”
ด้วยความตกใจ อคิณกระโดดถอยหลังจนเสียหลัก ส้นรองเท้าเจ้ากรรมดันไปขัดกับรอยแยกของไม้กระดาน ร่างโปร่งหงายหลังตึงทันที!
“ระวัง!”
ธารินที่เพิ่งวางกระเป๋าลงพอดีพุ่งตัวเข้ามารับร่างของคุณชายไว้ได้ทันท่วงที อคิณหลับตาปี๋ มือสองข้างคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของธารินแน่น จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นป่าจางๆ จากตัวธารินพุ่งเข้าสู่โสตประสาทของอคิณอย่างเลี่ยงไม่ได้
อคิณลืมตาขึ้นช้าๆ สบเข้ากับดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความขบขันของคนข้างล่าง
“คุณครูครับ... แค่ตุ๊กแกตัวเดียว ถึงกับต้องโผเข้าหาผมเลยเหรอ?” ธารินถามกลั้วหัวเราะ อ้อมแขนแกร่งยังคงประคองเอวบางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
อคิณหน้าแดงซ่าน ไม่รู้ว่าแดงเพราะโกรธหรือเพราะอาย หรือเพราะสายตาของคนตรงหน้ากันแน่
กลิ่นดินปืนและควันจากสงครามธุรกิจหมื่นล้านค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงคราบความทรงจำที่ขมขื่นและเกาะกินหัวใจ ธารินในสภาพใจแตกสลาย เดินตรงไปยังห้องทำงานของท่านเจ้าสัวเกรียงไกร ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างแผ่วเบา ราวกับแม้แต่เสียงก็ยังเกรงใจความพ่ายแพ้ของเขา“อ้าว! ธาริน มาถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มหนักเอ่ยทักจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในชีวิตเดินเข้าไปใกล้ “ท่านครับ ผมพอแล้วครับ พอแล้วจริงๆ” มือสั่นเทาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใครอีกต่อไป “จากนี้ไป ผมขอยุติบทบาทของธนวีร์ หลานชายของท่าน”คำพูดนั้นแผ่วเบา ทว่าเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในความเงียบของห้อง“และผมอยากขอให้ท่าน… อย่าถือโทษวรโชติเมธีอีกเลยนะครับ ที่ผ่านมา คุณธนากับครอบครัวก็ได้รับบทเรียนหนักหนาสาหัสพอแล้ว”ท่านเจ้าสัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ค่อยๆ เอนตัวพิงพนัก สายตาคมลึกมองหลานชายอย่างรู้ทันทุกอย่าง“ธาริน เธอยอมแพ้แล้วสินะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน “ฉันหมายถึงเรื่องอคิณน่ะ”ธารินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนใช้หลังมือปาดมัน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องทำงานลับของอัครเดชโชติช่วง ปรากฏจุดสีแดงกระพริบถี่ๆ อยู่บนแผนที่ดิจิทัล ธนวีร์หรือธาริน นั่งจ้องมองมันด้วยดวงตาที่แทบไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน หลังจากที่เขาใช้เส้นสายลับทางการสื่อสารแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ที่อคิณใช้โทรหาธนาเมื่อวันก่อน ในที่สุดเขาก็พบตำแหน่งปัจจุบันของหัวใจที่หายไป"ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองงั้นเหรอ" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ปนเปไปกับความหวาดกลัวเขาไม่ได้สั่งให้ลูกน้องตามไปจัดการเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะคว้ากุญแจรถแล้วขับออกไปเพียงลำพัง ธารินในชุดลำลองที่พยายามพรางตัวที่สุดสวมแว่นกันแดดสีเข้มและหมวกแก๊ปบดบังใบหน้า เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้างหรู สายตาคมกริบสอดส่ายหาแผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เขาเคยสวมกอดจากด้านหลังในบ้านพักหลังเล็กๆ เมื่อครั้งอดีตภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาเข่าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแทบทรุดลงกับพื้นหินอ่อน ธารินหลบวูบเข้าหลังเสาขนาดใหญ่ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก แสงไฟวอร์มไวท์ในแผนกของใช้เด็กอ่อนดูนวลตา แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างโหดร้ายห่า
ภายในห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกอัครเดชโชติช่วง บรรยากาศกลับสลัวราง มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดเข้ามาพาดผ่านร่างของชายหนุ่มที่โลกขนานนามว่าปีศาจ ธนวีร์หรือในอดีตคือธาริน บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพนักธุรกิจผู้สง่างาม เขานั่งพิงโซฟาหนังราคาแพง เนคไทถูกกระชากออกจนหลวมกึ่งกลางอก ใบหน้าคมคายแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้ามีขวดวิสกี้ชั้นดีราคาหลักแสนที่ถูกดื่มไปเกือบครึ่งขวด พร้อมแก้วคริสตัลที่สั่นคลอนตามแรงมือที่สั่นเทาของเขา หยาดน้ำใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาคมกริบ ความเจ็บปวดที่ถูกอคิณประกาศแต่งงานกับหญิงอื่นมันกรีดลึกยิ่งกว่าแผลไหนๆ ในชีวิต"ทำไม.. ทำไมต้องเป็นคนอื่น อคิณ" เขาพึมพำเสียงแหบพร่า "ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาครอบครอง แม้จะต้องเป็นปีศาจในสายตาคุณ แต่ทำไมสุดท้ายคุณก็ยังเลือกที่จะทิ้งผมไปหาคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า!"ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นใจ ประธานสาวสวยอย่างชญาดา ทายาทแห่งสิริเกียรติโภคิณ เดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้เลขาฯ หน้าห้องอนุญาตเธอมองร่างที่ดูไร้สติของธนวีร์ด้วย
สามเดือนต่อมาภายในคฤหาสน์หรูของตระกูลวรโชติเมธีที่เคยอบอวลด้วยความอบอุ่น บัดนี้กลับเยียบเย็นราวกับสุสาน บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท ราคาแพงระยับ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์กลางห้องรับแขก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองเจ้าหน้าที่ธนาคารและทนายความที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วบ้าน เพื่อติดป้ายทรัพย์สินถูกยึดลงบนแจกันโบราณ เปียโนหลังงาม และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่อคิณเคยรักเขาคนนี้คือธนวีร์ ทายาทเพียงคนเดียวของเจ้าสัวเกรียงไกร หรือที่ใครๆ ต่างหวาดเกรงในฉายานักธุรกิจปีศาจแผนการของปีศาจอย่างเขาควรจะสมบูรณ์แบบ วรโชติเมธีต้องล้มละลาย อคิณต้องหมดสิ้นหนทาง และสุดท้าย อคิณจะต้องซมซานมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา ยอมเดินเข้าสู่กรงทองที่ธารินจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังคนรักไว้ชั่วนิรันดร์ทว่ากับผิดคาด อคิณกลับหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากวันที่บริษัทล้มละลาย"ลูกชายของคุณหายไปไหน!" ธนวีร์สบถเบาๆ ในลำคอ ความโกรธแค้นและโหยหาปนเปจนเขาแทบคุ้มคลั่ง เขาจึงตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย คือการบีบคั้นหัวใจของอคิณผ่านบุพการีธนาและพิมพรรณ นั่งตัวสั่นเทาอยู่ฝั่ง
บ้านวรโชติเมธีเสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบงันที่เข้าปกคลุมรถยุโรปคันหรูซึ่งบัดนี้อาจจะเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่อคิณยังถือครองไว้ในชื่อของตนเอง ชายหนุ่มทรุดกายพิงพนักเบาะ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน กลิ่นหนังแท้ในรถที่เคยให้ความรู้สึกมั่งคั่ง บัดนี้กลับดูเหมือนกลิ่นของงานศพ.. งานศพของความภาคภูมิใจในนามสกุลวรโชติเมธีเขาก้าวลงจากรถ เดินผ่านสวนที่เคยได้รับการดูแลอย่างดีแต่บัดนี้เริ่มดูแห้งแล้งราวกับจะล้อเลียนชะตากรรมของเจ้าของบ้าน อคิณตรงดิ่งไปยังห้องนอนของเขา ล็อกประตูแน่นหนา ราวกับต้องการตัดขาดจากโลกภายนอกที่แสนโหดร้ายเขาทรุดตัวลงข้างตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คใบใหญ่ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปที่หลังตู้ ดึงแผ่นเฟรมผ้าใบที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุดออกมา ภาพวาดสีน้ำมันของชายหนุ่มผมยาวประบ่า ใบหน้ามีความเซอร์และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโลกทั้งใบเสมอ ธาริน คนในภาพนั้นยังคงงดงามและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอิสระเสรีอคิณมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ความรักที่เคยมีให้มันพังทลายไปพร้อมกับความแค้นและการทรยศ มือหนาหยิบมีดคัตเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา เสียงใบมีดเลื่อนดัง แกร๊ก มันบาดลึกเข้าไปในความรู
แสงไฟหน้ารถคันหรูสาดส่องไปบนถนนลาดยางที่ขนาบข้างด้วยป่ามืดครึ้ม อคิณ วรโชติเมธี บังคับพวงมาลัยด้วยมือที่สั่นเทา เขาขับรถออกมาจากกรุงเทพฯ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง ปล่อยให้เข็มไมล์ขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะหัวใจที่เต้นระรัว เส้นทางสายนี้เขาไม่คุ้นเคย แต่มันกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าการอยู่ในเมืองที่ทุกตารางนิ้วคอยย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้ซะอีกวรโชติเมธีล้มละลายแล้ว อาณาจักรที่บรรพบุรุษสร้างมาถูกธนวีร์กลืนกินไปจนหมดสิ้น แต่อคิณรู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ไม่ใช่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่มันคือการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริง ที่เขาพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิต‘จบสิ้นกันสักที ธาริน ผมกับคุณควรอยู่กันคนละโลก’ เมื่อรถของเขาเกือบจะหลุดโค้ง เขาเหยียบเบรกจนตัวโก่ง รถหยุดสนิทอยู่ริมหน้าผาที่มืดมิด ลมหายใจของเขาหอบถี่ เหงื่อกาฬซึมตามไรผม"ตอนนี้ฉันไม่มีวรโชติเมธีให้ปกป้องแล้ว..." เขาพึมพำกับตัวเองในรถที่มืดสลัว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียธุรกิจเทียบไม่ได้เลยกับความอ้างว้างในใจ อคิณซบหน้าลงกับพวงมาลัยรถ ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินจิตใจ เขาหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย ว่าควรจะไปทางไหนต่อดี จ



![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



