LOGINตกดึกในห้องที่เงียบเหงา ใต้แสงไฟนีออนนั้น ร่างของหนุ่มหล่อในเสื้อผ้าชุดลำลองพลิกตัวไปมาบนเตียงแคบ
อคิณนอนไม่หลับ เพราะหนวกหูเสียงแมลงกลางคืนที่แข่งขันร้องระงม ยังมีลมที่พัดผ่านรอยแยกของผนังไม้เก่านั่นอีก ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเขา
คนนอนไม่หลับลืมตาโพลง "อคิณ นายมาทำอะไรที่นี่วะ"
พลันลุกขึ้นนั่งทั้งอย่างนั้น
"ไม่นงไม่นอนมันแล้วโว้ย"
เวลานั้นเอง แรงสั่นสะเทือนของเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ล่าสุดของเขาก็เรียกสติคืนมา หน้าจอโชว์ชื่อชญาดา แฟนสาวที่เขาเพิ่งลาจากมาเมื่อเช้า
มือเรียวกดรับสาย และกดลำโพง "ดา.." เขาเรียกชื่อแฟนสาวด้วยเสียงติดเศร้าสร้อย จนคนฟังฝั่งนู้นรู้สึกได้
ชญาดา "คิณคะ? ที่นั่นเป็นยังไงบ้างคะ ทำไมเงียบจัง ดาโทรหาตั้งหลายรอบแต่ติดต่อไม่ได้เลย ดาเป็นห่วงจะแย่แล้วค่ะ"
อคิณถอนหายใจเบาๆ ก่อนล้มตัวลงนอนบนฟูกแสนบางอีกครั้ง "สัญญาณที่นี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย... เมื่อกี้คิณเพิ่งขนของเข้าที่พักน่ะ"
ชญาดา "แล้วเป็นยังไงบ้างคะ? โรงเรียนโอเคไหม ที่พักที่คุณพ่อคุณจัดไว้ให้เป็นรีสอร์ตแถวนั้นใช่ไหมคะ? บอกดามาเถอะค่ะว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่ดากลัว"
อีกฝ่ายแค่นยิ้มบางๆ พลางมองเพดานที่มีหยากไย่นั้น "รีสอร์ตเหรอ... เปล่าหรอกดา คิณนอนในโรงเรียนน่ะ เป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่แค่เดินก้าวเดียวพื้นก็ร้องประท้วงแล้ว ฝุ่นหนาจนคิณคิดว่าถ้าขีดเขียนอะไรลงไป คงเขียนเป็นเรียงความได้เล่มหนึ่งเลยล่ะ"
ชญาดาอุทานด้วยความตกใจ "อะไรนะคะ! คุณพ่อนะคุณพ่อ ทำไมทำแบบนี้กับคิณล่ะคะเนี่ย คิณเป็นลูกชายคนเดียวของ วรโชติเมธีนะ จะไปนอนในที่แบบนั้นได้ยังไง ดาว่ามันเกินไปแล้วค่ะ แค่ไปสร้างภาพลักษณ์ว่ารักเด็ก รักการสอนสักเดือนสองเดือน ดาว่าเช่าโรงแรมดีๆ แล้วขับรถไปสอนเอาก็ได้นี่คะ"
"มันเป็นเงื่อนไขน่ะดา... ถ้าอยากได้เก้าอี้ประธาน ก็ต้องพิสูจน์ว่าอยู่ร่วมกับดินได้ ท่านว่าแบบนั้น คิณเองก็นะ... ก็ต้องเล่นตามบทไปก่อน"
"แต่มันลำบากเกินไปนี่คะ คิณผิวแพ้ง่ายจะตาย ถ้าโดนตัวอะไรกัด หรือนอนไม่หลับขึ้นมาจะทำยังไง คิณคะ... ถ้าไม่ไหวบอกดานะ ดาจะคุยกับคุณแม่ให้ท่านช่วยพูดกับคุณพ่อให้เอง"
อคิณลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง หยิบโทรศัพท์มาถือไว้ในมือ เขาเดินไปที่หน้าต่าง ผลักบานพับออกไป สายตาของอคิณมองออกไปด้านนอก เห็นเพียงความมืดมิดของชายป่า "ไม่ต้องหรอกดา... จริงๆ แล้ว... ที่นี่มันก็นิ่งดีนะ นิ่งจนคิณได้ยินเสียงความคิดตัวเองชัดกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ อีก ไม่มีเสียงแตรนกหวีด ไม่มีใครมาคอยบอกว่าเย็นนี้ต้องเข้างานสังคมที่ไหน... ถึงห้องจะห่วย แต่มันก็เป็นพื้นที่เดียวที่ไม่มีใครมาขีดเส้นให้คิณเดิน"
หญิงคนรักเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ "คิณพูดเหมือน... คิณชอบที่นั่นเลยนะคะ? ทั้งที่มันดูไม่มีอะไรคู่ควรกับคิณเลยสักนิด อย่าบอกนะว่าคิณเริ่มจะเพ้อฝันเรื่องอิสระอะไรนั่นอีกแล้ว อย่าลืมนะคะ หลังจบภารกิจนี้ เรามีแพลนเรื่องงานหมั้นและโปรเจกต์คอนโดฯ ใหม่ที่คิณต้องดูแล"
ชายหนุ่มหลับตาลง นึกถึงความคาดหวังที่รัดตัวเขาจากครอบครัว แล้วถอนหายใจ "คิณไม่ลืมหรอกดา... คิณแค่... แค่อยากลองใช้ชีวิตในแบบที่ไม่มีใครรู้จัก นายอคิณ วรโชติเมธีดูสักพักน่ะ ดาไปนอนเถอะ คิณเหนื่อยมากแล้ว"
"ก็ได้ค่ะ... ดูแลตัวเองด้วยนะคะคิณ พรุ่งนี้ดาจะส่งพวกสเปรย์ฆ่าเชื้อกับชุดเครื่องนอนใหม่ไปให้ทางพัสดุด่วนที่สุด.. รักนะคะ"
อคิณวางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโต๊ะไม้ผุๆ ข้างผนังห้อง เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง แหงนมองยอดไม้สูง มองเลยไปยังฟ้ามืดและหมู่ดาว ดวงจันทร์เต็มดวงกลมโต... ชีวิตที่ถูกขีดเส้นไว้กำลังจะเริ่มบทใหม่ในป่าแห่งนี้ และเขาก็หวังเหลือเกินว่ามันจะมีอะไรที่มากกว่าแค่การสร้างภาพ
...เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดรำไรลอดผ่านยอดไม้ใหญ่รอบชายป่า ปลุกให้อคิณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความปวดเมื่อยไปทั้งตัว เขาจัดการตัวเองด้วยความทุลักทุเล ก่อนจะก้าวออกจากบ้านพักครูในชุดเชิ้ตสีขาวเนี้ยบกริบที่ดูแปลกแยก จากสภาพแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง
อคิณก้าวลงจากบันไดบ้านไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ เบื้องหน้าของเขาคืออาคารเรียนไม้สองชั้นที่สีลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้ด่างดวง สนามหญ้าที่ควรจะเป็นสีเขียวขจีกลับเต็มไปด้วยวัชพืชและฝุ่นดิน
"ลุงเชย! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าสุมไฟใกล้ถังน้ำ เดี๋ยวควันมันก็คลุ้งไปทั่วโรงเรียนหรอก!" เสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยความดุดันดังขึ้นจากใต้ต้นหูกวาง อคิณชะงักฝีเท้า มองเห็นหญิงสาวในชุดกางเกงสแล็กคล่องตัวและเสื้อโปโลสีเหลืองอ่อน เธอกำลังยืนเท้าสะเอวปรามชายชราคนหนึ่งที่กำลังถือไม้กวาดทางมะพร้าว
"แหม... ครูฝน... ลุงเผาไล่ยุงให้พวกเด็กๆ ไงครับ" ชายชราที่ชื่อลุงเชยภารโรงประจำโรงเรียน หัวเราะแหะๆ พลางขยับหมวกแก๊ปเก่าๆ ของแก.. ลุงเชยดูเป็นคนอารมณ์ดีแบบที่อคิณไม่เคยพบเจอในสังคมที่เต็มไปด้วยหน้ากากอย่างคนในเมือง
"ยุงน่ะไม่ตายหรอกค่ะ ครูอย่างฝนเนี่ยแหละที่จะตายก่อน!" แล้วแหงะหน้ามาทางครูคนใหม่ "อ้าว... นั่น..."
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน และท่าทางเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจเล่มโปรดของเธอก็มิปาน
น้ำฝน "คุณ... อคิณ ใช่ไหมคะ? ครูใหม่ที่ท่านเขตแจ้งไว้" เธอก้าวเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ต่างจากน้ำเสียงที่คุยกับลุงเชยเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "สวัสดีค่ะ ฉันน้ำฝนค่ะ เป็นครูอัตราจ้างที่นี่ค่ะ"
อคิณ "สวัสดีครับ... อคิณครับ" เขายื่นมือออกมาตามความเคยชินก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าเธอกำลังถือสมุดเช็กชื่ออยู่ "ขอโทษที่มาสายนะครับ พอดีเมื่อคืนผม... นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่"
ครูสาวหัวเราะเบาๆ "ไม่แปลกหรอกค่ะ บ้านพักหลังนั้นขึ้นชื่อเรื่องเสียงดนตรีจากธรรมชาติ ทั้งจิ้งหรีด ทั้งตุ๊กแก จัดเต็มแน่นอน... มาค่ะ เดี๋ยวฝนพาไปรายงานตัวกับท่านครูใหญ่ก่อน ท่านรอนานแล้ว"
"ครับ ครูฝน"
...ห้องพักครูที่เรียบง่ายเกินคาด
น้ำฝนนำทางเขาไปยังห้องไม้เล็กๆ มีป้ายหน้าประตูเขียนว่าผู้อำนวยการ ด้านในมีชายวัยกลางคนสวมชุดข้าราชการสีกากีที่ดูระเบียบจัดทุกกระเบียดนิ้วนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าๆ เขาคือ ครูใหญ่ปรีชา
ครูใหญ่เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร แว่นสายตาหนาเตอะขยับเล็กน้อย "มาแล้วรึ... คุณอคิณ วรโชติเมธี ผมอ่านประวัติคุณแล้วนะ โปรไฟล์หรูหราขนาดนี้ ผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าโรงเรียนเล็กๆ ของเราจะรองรับคุณไม่ไหว"
"สวัสดีครับท่านผู้อำนวยการ...ผมตั้งใจมาทำงานครับ เรื่องอื่นไม่ต้องห่วง ผมอยู่ได้แน่นอน" อคิณตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามบุคลิกเดิม
ผู้อำนวยการ หรือครูใหญ่นามว่าปรีชาพูดว่า "ความตั้งใจกินไม่ได้หรอกนะคุณครูใหม่ ที่นี่ไม่มีแอร์ ไม่มีลิฟต์ และไม่มีพนักงานคอยบริการ ถ้าคุณจะอยู่ที่นี่เพื่อสร้างโปรไฟล์ผมไม่ว่า แต่ขออย่างเดียว... อย่าให้เด็กๆ ของผมต้องเสียความรู้สึกเวลาที่คุณจากไป"
คำพูดของครูใหญ่เหมือนหมัดฮุกที่ต่อยเข้ากลางใจอคิณ เขาเม้มริมฝีปากแน่น ขณะที่น้ำฝนลอบสังเกตอาการของเขาด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างเห็นใจกับอยากลองดี
ครูสาว "ท่านครูใหญ่ก็... อย่าเพิ่งขู่ครูใหม่สิคะ ดูสิ หน้าซีดหมดแล้ว" เธอหันมาพยักหน้าให้อคิณ"ไปเถอะค่ะครูอคิณ เดี๋ยวฝนพาไปดูห้องเรียนของคุณ... อ้อ ลุงเชย! ฝากดูรถคันนั้นด้วยนะ อย่าให้ไก่ไปจิกสีรถเขาล่ะ!"
ลุงเชย "ได้เลยครับครูฝน! จะเฝ้าให้เหมือนเฝ้าสมบัติชาติเลยจ้า!"
อคิณเดินตามน้ำฝนออกมา พร้อมกับความรู้สึกที่หนักอึ้งในอก เขาเพิ่งตระหนักว่าภาพลักษณ์ ที่เขาต้องสร้างที่นี่ อาจจะยากกว่าการบริหารโครงการพันล้านที่กรุงเทพฯ เสียอีก
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง.. แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของเจ้าสัวเกรียงไกร อัครเดชโชติช่วง ชายวัยหกสิบสี่ปี ผู้ออกคำสั่งเพียงคำเดียวก็สะเทือนไปทั้งวงการพลังงานเอเชีย เขานั่งนิ่งบนเก้าอี้หนังแท้ สายตาจ้องมองออกไปที่ทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า "ชัยชนะมันรสชาติขมปร่าขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ สมศักดิ์" เขาเอ่ยเสียงพร่ากับเลขาสูงวัยคนสนิทที่ยืนกุมมืออยู่ด้านหลัง สมศักดิ์มองแผ่นหลังที่เริ่มค่อมลงของเจ้านายก่อนจะตอบเสียงเบา "ท่านทำเพื่อรากฐานของอัครเดชโชติช่วงครับ" เจ้าสัวเค่นหัวเราะในลำคอ "รากฐานที่ไม่มีใครสืบทอดน่ะหรือ? นายเองใช่ว่าไม่รู้..ถ้าฉันไม่ได้กดดันกวิน ลูกชายคนเดียวของฉันในวันนั้น..” ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัยเศร้าสลดทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าที่ผ่านมาท่านเจ้าสัวเกรียงไกรกดดันลูกชายคนเดียวของตัวเอง เพียงเพราะกวินกล้าฝืนคำสั่งพ่อ ทิ้งทุกอย่างเพื่อผู้หญิงที่ไม่เหมาะสม หนีไปใช้ชีวิตลำบากที่ต่างจังหวัดร่วมกับผู้หญิงคนนั้น สุดท้ายอุบัติเหตุรถคว่ำในคืนฝนตกก็พรากทุกอย่างไป แม้แต่ชีวิตลูกชายกับสะใภ้... “ฉันฆ่าลูกตัวเองด้วยความทิฐิใช่ไหมสมศักดิ์?"คำ
..เช้าวันต่อมา ธารินมาทำงานในสภาพที่ใครเห็นก็ต้องตกใจ ขอบตาที่ดำคล้ำจากฝันที่เหมือนจริงทำเอาเขาเพลีย.. ใบหน้าที่เคยดูหล่อเหลาเข้มข้นกลับดูซีดเซียวเหมือนคนป่วยหนัก"โอ๊ยยยย! สภาพ! นี่คนหรือซากศพคะคุณธาริน?" เสียงแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เจนนี่ดังขึ้นพร้อมกับร่างในชุดสีบานเย็นที่เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา "เมื่อคืนไปฟัดกับเสือที่ไหนมาคะ หรือว่าแอบไปนอนกอดหมอนร้องไห้เพราะคุณชายเขามีชะนีมาตาม?" เจนนี่เธอมักหูตากว้างไกลเสมอ เพราะมีสายอย่างครูฝนโทรมาเม้าท์มอยอัพเดตเรื่องราวของสองหนุ่มให้เธอฟังแทบจะตลอดเวลาหนุ่มมาดเซอร์ถอนหายใจยาว วางกระติกน้ำลงบนโต๊ะไม้ "พี่เจนนี่... ผมว่าผมพอแล้วว่ะ ผมสู้เขาไม่ได้หรอก โลกของเขาหรูหราขนาดนั้น แฟนเขาก็สวยยังกับนางฟ้า ผมมันก็แค่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จนๆ ป่าววะ..จะเอาอะไรไปแข่งเขาได้" ในเมื่อเพื่อนร่วมงานรู้ความเคลื่อนไหวของเขาเป็นอย่างดี ธารินก็ไม่คิดปิดบังอะไรต่อไป ดีเสียอีก อย่างน้อยพี่เจนนี่นางจะกลายเป็นที่ระบายชั้นดี ดีกว่าเจ้าสมันแมวขนส้มที่บ้านเขาอีกเจนนี่ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยขี้เล่นกลับเปลี่ยนเป็นจริงจัง เธอทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วตบโต๊ะดัง ปัง!"
ระยะทางเพียงห้าร้อยเมตรจากรั้วโรงเรียนถึงประตูบ้านพักป่าไม้ที่เคยเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึง กลับรู้สึกยาวไกลราวกับนับพันกิโลเมตรในความรู้สึกของธาริน รองเท้าคอมแบทที่หนักอึ้งบดลงบนพื้นดินลูกรังอย่างไร้เรี่ยวแรง ปิ่นโตสเตนเลสในมือที่เคยเป็นตัวแทนของความหวัง ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเองทันทีที่เสียงลูกบิดประตูไม้ดังขึ้น เจ้าสม้มแมวไทยขนสีส้มฟูฟ่องที่เขารับเลี้ยงไว้ มันกระโดดลงจากขื่อหลังคา มารอรับเจ้าของด้วยการเอาหัวถูไถที่หน้าแข้งพร้อมส่งเสียงร้องเมี๊ยวๆ อย่างประจบประแจงเหมือนทุกวันธารินทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้เก่าๆ หน้าชานเรือน เขาวางปิ่นโตส่งๆ อย่างไม่แยแส ช้อนตัวเจ้าส้มขึ้นมาวางบนตัก มือหนาลูบหัวมันเบาๆ อย่างเหม่อลอย"ส้ม... แกเห็นไหม?" ธารินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "โลกของเขามันสวยงามขนาดไหน"เจ้าส้มมองหน้าเจ้านายด้วยดวงตากลมโต ราวกับจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่สื่อออกมา"ผู้หญิงคนนั้น... ทั้งสวย ทั้งสง่า ดูดีไปหมดทุกกระเบียดนิ้ว เธอคู่ควรกับอคิณเหมือนภาพวาดที่วางไว้คู่กันเลยนะ" ธารินหัวเราะขื่นๆ ในลำคอ "แล้วแกดูฉันสิส้ม... แค่คนขับกระบะเก่าๆ ต
เช้าวันต่อมา กลิ่นหอมของพริกแห้งคั่วและเบคอนกรอบอบอวลลอยมาตามลมตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาพักเที่ยงดี ธารินเดินถือปิ่นโตสแตนเลสสีครีมสะอาดตามาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด วันนี้เขาโกนหนวดเคราจนดูสะอาดตา เสื้อเชิ้ตถูกรีดมาอย่างประณีต (ฝีมือพี่เจนนี่ที่บ่นไปรีดไปนั่นแหละ) "มาแล้วครับ... เมนูตามสั่ง" ธารินวางปิ่นโตลงบนโต๊ะม้านั่งหินอ่อนที่อคิณนั่งรออยู่ก่อนแล้วอคิณ เงยหน้าขึ้นมองคนมาใหม่แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง "วันนี้... ดูดีจังนะคุณ""ก็ทำอาหารให้นายจ้างกิน ก็ต้องดูดีหน่อยสิ เดี๋ยวคุณจะหาว่าผมเอาเชื้อโรคใส่ลงไปในสปาเกตตี" ธารินยิ้มกริ่มพลางเปิดฝาปิ่นโตออก เผยให้เห็นเส้นพาสต้าสีเหลืองทองที่คลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก พริกแห้งสีแดงจัด และเบคอนที่เรียงตัวสวยงาม "ลองชิมดูสิ ผมตั้งใจทำสุดฝีมือเลยนะ"อคิณใช้ส้อมม้วนเส้นเข้าปากอย่างบรรจง รสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ ของพริกแห้งตัดกับความเค็มมันของเบคอนและกลิ่นหอมของกระเทียมเจียว มันอร่อยเสียจนเขาเผลอครางในลำคอด้วยความพอใจ "อืม... อร่อยมากคุณ ธาริน... คุณทำเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลยนะเนี่ย""จริงดิ๊? งั้นกินเยอะๆ นะ" ธารินนั่งลงฝั่งตรงข้าม เท้าคางมองคนตัวเล
เย็นวันต่อมา หลังจากที่ข้อตกลงผูกปิ่นโตเริ่มต้นขึ้น ธารินก็ใช้จังหวะที่โรงเรียนเลิก ขับรถกระบะคู่ใจมาจอดดักหน้าอคิณที่กำลังจะเดินกลับบ้านพักครูพอดี"อคิณ! ขึ้นรถ" ธารินตะโกนเรียกพลางโผล่หน้าออกมาจากกระจกรถ"จะไปไหนอีกคุณ? ผมว่าจะไปพักผ่อนที่ห้อง" อคิณขมวดคิ้ว แต่ขาก็เดินไปที่รถอย่างเป็นอัตโนมัติ"ก็คุณ สั่งสปาเกตตีพริกแห้งเบคอนไม่ใช่เหรอ วัตถุดิบในครัวผมมันหมดพอดี ไหนๆ คุณก็เป็นนายจ้างแล้ว ก็ต้องไปช่วยเลือกของสิ จะได้ถูกใจคุณไง อีกอย่าง... ผมไม่มีเงินสำรองจ่ายนะ คุณต้องไปควักกระเป๋าเอง" ธารินอ้างเหตุผลร้อยแปดที่ฟังดูลื่นไหลจนน่าหมั่นไส้อคิณถอนหายใจยาวแต่ก็ยอมก้าวขึ้นรถไปแต่โดยดี "คุณนี่มัน จริงๆ เลย... กล้าใช้แรงงานนายจ้างอย่างผมอีกนะ"รถกระบะเลี้ยวเข้าสู่ตลาดสดประจำอำเภอ กลิ่นคาวปลา กลิ่นเครื่องเทศ และเสียงอึกทึกครึกโครมของพ่อค้าแม่ค้าทำให้อคิณอยากจะเอาสำลีมาอุดหูเสียให้ได้ เขาเดินตามแผ่นหลังกว้างของธารินไปติดๆ เพราะกลัวจะหลงท่ามกลางฝูงชน"ระวังน้ำขังนะครับคุณชาย" ธารินหันมาคว้าข้อมืออคิณให้หลบหลีกแอ่งน้ำสีดำสนิทบนพื้นปูน อคิณสะดุ้งเล็กน้อยกับสัมผัสนั้นแต่ก็ไม่ได้สะบัดออก"นี่คุณ...
ณ บ้านพักไม้หลังเล็กของธารินที่ปกติจะมีเพียงกลิ่นยากันยุงและกลิ่นป่า บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นควัน คราบซีอิ๊ว และซอสฝาเขียว… ธารินในสภาพสวมผ้ากันเปื้อนสีหวาน (ที่ยืมแม่บ้านมา) กำลังยืนจ้องหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดยูทูปค้างไว้ในคลิป สอนทำไข่ข้นกุ้งให้เด้งสู้ลิ้น"โธ่เว้ย! ทำไมมันไม่เหมือนในยูทูปเลยวะ" ธารินสบถพลางมองก้อนไข่สีน้ำตาลไหม้ในกระทะใบใหม่ที่เพิ่งซื้อมาอย่างอ่อนใจ เขาไม่เคยรู้เลยว่าการทำอาหารมันยากเย็นขนาดนี้ ให้เขาฝึกช้างป่าให้เชื่องยังง่ายเสียกว่าทว่าธารินกลับไม่ยอมแพ้ เขาปิดแก็ส ยกกระทะออกมาล้างทำความสะอาด ก่อนเริ่มใหม่อีกครั้ง วันนี้เขาจะต้องทำไข่ข้นกุ้งเด้งให้ออกมารสชาติดี และมีหน้าตาน่ากินให้ได้"โอ๊ยยย ตาเถรตกน้ำตกท่า! คุณธารินขา ทำอะไรคะเนี่ย ครัวจะไหม้แล้วค่ะ!" เสียงแหลมสูงมาพร้อมกับร่างโปร่งในชุดลำลองสีสดใส…พี่เจนนี่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการสาวสองคนสวยประจำหน่วยป่าไม้เดินนวยนาดเข้ามา "พี่เจนนี่... มาพอดีเลยครับ ช่วยผมหน่อย ผมจะทำไข่ข้นกุ้ง" ธารินหันไปขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวังเจนนี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ‘ร้อยวันพันปี พ่อหนุ่มมาดเซอร์หล่อกระซวกใจสาวสองอย่างเธอ ไม่เคยเข้าคร







![พันธะต้องห้าม : Fated to Bind [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)