Mag-log in‘วิภาโภชนา’ ถ.เยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๔๙๑
“ของพวกนั้นเขาให้คนไทยทำ ไม่คิดหน่อยว่าฉันเข้าไปแล้วจะโดนอะไรบ้าง!!”“ถ้าแค่นั้นยังอดทนไม่ได้แล้วลื้อจะไปทำมาหากินอะไรได้!!”“ป๊าบอกให้ทนอยู่ได้! แล้วมันมีอะไรเปลี่ยนไปไหม! จะอีกสิบปี ยี่สิบปียังไงพวกเราก็ยังเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่วันยังค่ำ!!”พวกเราทะเลาะกันอย่างรุนแรงเพราะเราไม่อาจยอมรับลูกชายที่จะโตไปอยู่หน้าเตาไฟ แม้ตัวเองกำลังหาเงินจากอาชีพนั้นอยู่ก็ตาม จนกระทั่งการถกเถียงเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด“ป๊าหวงร้านขนาดไม่ยอมให้ลูกชายตัวเองรับช่วงต่อเลยเหรอ!?”“ก็เออสิวะ! จำไว้เลยนะถ้าอั๊วยังไม่ตาย ร้านนี้ก็ยังเป็นของอั๊ว!!!”เราไม่เคยคิดว่าผลจากการมีปากเสียงในครั้งนั้นจะเป็นสาเหตุให้วันต่อมาลูกชายเก็บกระเป๋าออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปสมัครโรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะกลับมาพร้อมกับความผิดหวังที่สอบข้อเขียนไม่ผ่าน แต่เขาที่ใช้ลูกชายตัวเองในฐานะลูกจ้างคนหนึ่งจะคอยเพิ่มเงินรายวันให้มันเก็บหอมรอมริบไปสมัครสอบจนประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน แม้ว่ามันจะเสี่ยงตายจนเขาเกือบออกปากห้ามหลายต่อหลายครั้งก็ตามไม่ว่าจะเป็นการไป
เป่าหลงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้โยก เอนหลังพิงเบาะเก่าเก็บเปื่อยยุ่ยที่เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่กับมัน สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูกลุ่มเมฆ เคลื่อนผ่านพระจันทร์ยามราตรีออกไปอย่างเชื่องช้า ช่วงเวลาหลังรับรู้ชะตากรรมในอนาคตผนวกกับความเงียบในตอนนี้ทำให้เขามีเวลาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต และในห้วงความคิดนั้นก็เต็มไปด้วยภาพของลูกชายคนเดียวของเขา ‘ปลื้มปีติ วิภา’เราเกิดมาบนเรือท่ามกลางคลื่นโหมกระหน่ำกับมารดาเพียงคนเดียว เพียงแต่เมื่อขึ้นฝั่งมาไทยท่านกลับเสียชีวิตไปด้วยโรคร้าย ดังนั้นเราจึงยังไม่มีชื่อเรียกจนกระทั่งได้มาเป็นเด็กทำความสะอาดในวัดจีน จนได้พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง“汝对底块来? 号乜名?” เอ็งมาจากไหน ชื่ออะไรหรือ?เธอเป็นลูกสาวลูกครึ่งไทยจีนของหนึ่งในนักแสดงในโรงงิ้วซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดนัก เมื่อมีโอกาสเราจะได้คุยกันเป็นครั้งคราวเวลาเธอมาทำบุญกับครอบครัว แล้วเป็นเธอคนนี้ที่มอบความหมายให้กับตัวเขา“唉... 呣号真名呣? 阿𡅏付我来号会呣?” อือ...ไม่มีชื่อจริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นให้ฉันตั้งให้ได้ไหม?
เสียงปิดประตูดัง ‘ปึง!’ กระแทกกับขอบวงกบดังลั่นสะเทือนไปทั้งบ้านทำความเงียบที่เคยปกคลุมอยู่พลันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ปลื้มทรุดตัวเอนพิงกำแพงอย่างหมดแรงหัวใจเต้นรัวด้วยความเจ็บปวดที่กัดกินอยู่ภายในด้วยความโกรธโมโหซึ่งพุ่งเป้ามาที่ตนเองโดยมีมือที่กำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเตือนสติเพื่อไม่ให้กลายเป็นบ้าไปเสียก่อน ก่อนจะเดินไปยังหน้าต่าง แล้วเลื่อนกระจกออกอย่างแรงจนสุดขอบ ก่อนจะยืนหอบหายใจอย่างหนัก สอดส่องสายตาออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอก แต่ภาพที่กำลังฉายอยู่ในม่านตายังคงเป็นภาพของบิดาในสภาพร่อแร่อ่อนแรงเต็มทียิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดและรู้สึกผิด ทุกอาการที่เคยเห็น อาการไอ เสียงที่แหบแห้ง วิธีการทานอาหารที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ใบหน้าที่หมองซีด ทั้งหมดนั้นคือสัญญาณที่ตัวเองมองข้ามไปอย่างไม่ตั้งใจเพราะตีความจากชีวิตอันปกติสุขที่ผ่านมาเองว่ามันคงไม่เป็นไร ถึงกระนั้นความทรงจำมากมายกลับไหลเข้ามาในมโนคติ ภาพของบิดาที่ยืนอยู่หน้าเตา เสียงไอโขลกที่ดังขึ้นเป็นระยะที่อีกฝ่ายกำลังทำหน้าที่พ่อครัว เสียงไอที่แห้งผากและรุนแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน ปลื้มเคยคิดเสมอว่ามันเป็นเพียงเพราะไอควันจากไฟเตา ห
เมื่อจัดการเรื่องยาและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เสร็จสรรพพวกเขาจึงได้กลับบ้าน กระนั้นความหวังของน้ำคล้ายจะเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ เพราะตั้งแต่พวกเราขึ้นรถสามล้อพ่อลูกไม่ยอมพูดคุยกันเลยสักนิด อย่าว่าแต่ทั้งสองคนเลย ตัวเราเองก็ไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใดเช่นกันน้ำรู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณป๊าและปลื้มไม่ได้แน่นแฟ้นมากมายนัก ประกอบกับคุณป๊าเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกออกมาตรง ๆ รวมไปถึงสิ่งที่กำลังเผชิญ เพราะโกหกประวัติแม้กระทั่งหมอทั้งที่โรงพยาบาลและตัวเขามาได้อย่างแนบเนียน แสดงว่าเจ้าตัวจงใจปกปิดความเจ็บอย่างชัดเจน ซึ่งเขาเห็นมาเยอะสมัยทำงานโรงพยาบาลแรก ๆมีหลายเหตุผลให้ผู้สูงอายุไม่ชอบบอกว่าตนเองเจ็บป่วย โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของจิตใจและทัศนคติมากกว่าเรื่องของอาการทางกาย เช่น กลัวเสียความเป็นอิสระ กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ กลัวการรักษาและค่าใช้จ่าย คิดว่าอาการป่วยเป็นเรื่องปกติของคนแก่ รวมไปถึงไม่ต้องการเป็นภาระแก่ลูกหลาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดจากประสบการณ์ทำงานตลอดหลายสิบปี และคุณป๊าเองก็คงคิดเช่นนั้นเมื่อถึงบ้านปลื้มที่ไม่เคยแสดงนิสัยเสีย เมื่อไขป
แม้กลับมายังปัจจุบันน้ำยังคงกังวลจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ รอคณะแพทย์พยาบาลตรวจวินิจฉัยตามระเบียบในยามที่ตนเองร้อนรนนั้นช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน ดูจากอาการโดยส่วนตัวแล้วมันมีอยู่ไม่กี่โรคหรอกที่เข้าข่าย หากเป็นคนอื่นไกลหรือคนไข้ปกติเราคงฝืนทำใจเย็นได้อย่างที่ผ่านมาเพราะก็มีหลายครั้งที่ทหารญี่ปุ่นกลับมารักษาในสภาพใกล้หมดลมหายใจ แต่กับคุณป๊าเป่าหลงที่เรานับถือเราไม่สามารถกักเก็บอารมณ์ไว้ได้เลยจริง ๆมือทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตักจนขาวซีด พยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังว้าวุ่น แต่หัวใจกลับเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง สายตาจับจ้องไปที่ประตูไม้สีขาวบานใหญ่ที่ปิดสนิท ราวกับพยายามที่จะมองทะลุเข้าไปข้างในเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับป๊าบ้าง แต่ก็ทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างไม่มีจุดหมาย ขนาดเราไม่ใช่ลูกแท้ ๆ แล้วปลื้มจะรู้สึกอย่างไรหากต้องมาทราบความจริง“พี่ครับ! ป๊าเป็นยังไงบ้าง!”“ปลื้ม!”น้ำลุกขึ้นยืนทันควันเข้าไปกุมมือทั้งสองของคนเด็กกว่าที่เย็นเฉียบไม่ต่างกัน ไหนจะเหงื่อไคลตามตัว นี่อีกฝ่ายคงวิ่งขึ้นอาคารมาเลยสินะถึงได้ดูเหนื่อยหอบปานนี้“คุณป๊าเขากำลังอยู่ในห้อ
ความกลัวที่จู่โจมอย่างกะทันหันทำให้มือไม้ไม่เป็นงาน ร่างกายรู้สึกชาหนึบไปหมดราวกับสูญเสียการควบคุม ความตั้งใจที่จะทำความสะอาดร้านให้เสร็จสิ้นก่อนจะออกไปตามหาพี่ที่โรงพยาบาลพลันหายไปในอากาศ มีเพียงความกังวลที่เข้ามาแทนที่จนทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีขณะที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านกุญแจในมือก็พลันร่วงหล่นกระทบพื้นคอนกรีตจนเกิดเสียงกังวานในโสตประสาท ทันใดนั้นร่างกายก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงพอจะขึ้นรถตามไปปลื้มจึงพยายามหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อดึงตัวเองให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง สายตาที่เคยเหม่อลอยกลับมาจดจ่ออยู่กับท้องถนนที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสียงเครื่องยนต์ของรถสามล้อดังกระหึ่มอยู่ข้างหู ปะปนกับเสียงแตรที่ดังมาจากรถคันอื่นเมื่อเข้าใกล้เขตโรงพยาบาล แต่ทั้งหมดนั้นกลับไม่สามารถทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้เลยดวงตาพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาที่เอ่อคลอพร้อมความสงสัยในตัวเอง ในห้วงแห่งความรู้สึกที่สับสนนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือกัดฟันขอให้บิดาไม่เป็นอะไร. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .ย้อนกลับไปยังตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องใด ๆ







