Masukบทที่ 12 นายท่านเซี่ยโปรดรักษาตัวด้วย
“ทูลท่านอ๋อง ชิงหลิงคือภูติจากเผ่าวารีเจ้าค่ะ”
การก้มหน้าลงต่ำไม่สบตา ไม่เล่นหูเล่นตาหว่านเสน่ห์ใส่อ๋องหนุ่มทำให้พระชายาหลัวพอใจเป็นอย่างมาก สตรีของสวามีมากหน้าหลายตา ทว่าทุกนางล้วนทำตัวน่าชัง พระชายาหลัวจึงมิใคร่ชอบใจสตรีเหล่านั้นนัก
ชิงหลิงผู้นี้น่าสนใจ
“เผ่าวารีขึ้นชื่อเรื่องการรักษา ชิงหลิงเองก็มีความสามารถในการรักษาใช่หรือไม่”
ชิงหลิงช้อนตาขึ้นมองพระชายาด้วยแววตาค้นหา นางอยากทราบว่าพระชายาผู้นี้กล่าวกับตนด้วยท่าทางเช่นไร สิ่งที่ได้เห็นคือความอ่อนโยนจากทั้งคำพูดและแววตา ทำเอานางรู้สึกแปลกใจแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีด้วยเช่นกัน
“เพคะพระชายา ชิงหลิงมีความสามารถด้านการรักษา”
คำพูด แววตา สีหน้า ท่าทางของชิงหลิงล้วนถูกใจพระชายาหลัวเหลือเกิน เซี่ยจือหมินที่สังเกตอาการของทั้งคู่อยู่มีสัญญาณอันตรายร้องเตือนในใจ
อันตรายนัก เดิมทีคิดว่าพระชายาจะกีดกันท่านอ๋อง แต่เหตุใดนางจึง…ฮึ่ม!
“มีของดีอยู่นั่นเอง ท่านเซี่ยจึงไม่รีบแจ้งสารไปยังจวนอ๋อง”
เดิมทีอ๋องหนานหนิงจินอยากเห็นท่าทีหึงหวงของพระชายา แต่เมื่อได้เจอชิงหลิงแล้วก็อยากได้ตัวนางกลับจวนเช่นกัน ดังนั้นแม้จะผิดหวังอยู่เล็ก ๆ แต่ดีใจมากกว่าที่พระชายาไม่คัดค้าน
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นชิงหลิงยังตื่นคนอยู่จึงอยากให้นางได้พักผ่อนที่จวนเซี่ยสักสามวัน ตั้งใจว่าจะแจ้งไปยังจวนอ๋องหลังจากที่นางดีขึ้น”
“อ้อ เพราะอย่างนี้นี่เอง”
ท่าทางของอ๋องหนานหนิงจินแค่ดูก็รู้ว่าเขาแสร้งรับคำไปเช่นนั้น เซี่ยจือหมินลอบสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะส่งยิ้มมุมปากตอบรับไปในทางเดียวกัน
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นเช่นนั้น”
ท่าทางของสองบุรุษที่มึนตึงใส่กันไม่อาจแย่งความสนใจของพระชายาหลัวที่มีต่อชิงหลิงได้ ดวงตาคู่งามจ้องชิงหลิงจนภูติสาวก้มหน้าลงไม่สบตา ท่าทางหวาดกลัวแฝงความน่าสงสารดูน่าทะนุถนอมเหลือเกินในสายตาของพระชายาหลัว
“มิต้องกลัวเราหรอกชิงหลิง เรามิใช่สตรีใจร้าย”
อ๋องหนุ่มหันหน้าขวับไปมองพระชายาของตนอย่างไม่เชื่อหู ด้วยตั้งแต่่เป็นคู่เคียงเรียงหมอนกันมา พระชายาหลัวจะแทนตัวเองกับผู้ต่ำศักดิ์กว่าตนว่า ‘เปิ่นหวางเฟย’ มาตลอด พอตอนนี้นางแทนตัวเองกับชิงหลิงว่า ‘เรา’ ไม่แปลกหากเขาจะตกใจมาก
เป็นเพราะนางถูกใจชิงหลิงหรือเป็นเพราะมีแผนการอันใดอยู่หรือไม่นะ สตรีผู้นี้ช่างคาดเดายากเหลือเกิน
“มิใช่สตรีใจร้ายหรือเพคะ”
เอ่ยถามไม่พอชิงหลิงยังจ้องใบหน้างามเพื่อสำรวจท่าทางของอีกฝ่ายจริงจัง
พระชายาไม่เพียงไม่โกรธแต่ยังหัวเราะออกมาจนดวงตาเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว
“ชิงหลิงคนนี้น่าเอ็นดูนัก เป็นอย่างไรบ้าง สำรวจเราจนพอใจแล้วหรือยัง”
นี่เป็นครั้งแรกที่ชิงหลิงอยู่กับสตรีของนายท่านแล้วรู้สึกปลอดภัยใจสงบเป็นที่สุด ถึงขั้นมอบรอยยิ้มงดงามให้อีกฝ่าย รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจเป็นที่สุด
เซี่ยจือหมินที่เห็นเช่นนั้นก็สบถในใจ
อ้อ ใครที่ดีต่อนาง นางก็จะมอบใจให้ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครสินะ ให้มันได้อย่างนี้สิชิงหลิง
ชิงหลิงสัมผัสได้ถึงสายตาของเซี่ยจือหมิน ดวงตาคู่งามชำเลืองไปยังต้นทาง หุบยิ้มในทันทีเมื่อเจอสายตาจะกินเลือดกินเนื้อเข้า
พระชายาเห็นสายตาของพระสวามีกับเซี่ยจือหมินแล้วลอบหัวเราะในใจ
นานทีจะเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ เหตุเพราะชิงหลิงเพียงผู้เดียวสินะ น่าสนุกยิ่งนัก
อ๋องหนานหนิงจินนั้นมองชิงหลิงด้วยสายตาเป็นประกายดั่งคนอยากได้ ตรงข้ามกับเซี่ยจือหมินที่มองชิงหลิงดั่งสุนัขหวงเจ้าของ ไม่อยากมอบให้แต่ก็ไม่อาจขัดขืน
“ชิงหลิงไปอยู่กับเราดีหรือไม่ รับรองว่าเราจะดีต่อเจ้าที่สุด”
ดวงตามาดร้ายของเซี่ยจือหมินตวัดมามองพระชายาสาวโดยพลัน ก่อนหน้านี้เขาคอยแต่ระวังอ๋องหนานหนิงจิน หารู้ไม่ว่าคนที่ร้ายที่สุดก็คือพระชายาของเขา
“ชิงหลิง…”
ชิงหลิงเงียบไปเพื่อรอดูท่าทีของเซี่ยจือหมิน ทว่าอีกฝ่ายไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาเลยนอกจากมองนางด้วยใบหน้าเคร่งขึม ณ เวลานี้นางยังหวังว่าชายหนุ่มจะรั้งนางเอาไว้บ้าง
เอ่ยออกมาสิเจ้าคะ รั้งข้าไว้ พูดออกมาว่าไม่อยากให้ชิงหลิงไป
พระชายามองตามสายตาของชิงหลิงจึงทราบว่าภูติสาวตนนี้ยังคงยึดติดอยู่กับผู้ใดใจถึงยังไม่อยากจาก
“ว่าอย่างไรท่านเซี่ย ชิงหลิงควรจะไปอยู่กับข้าหรือไม่”
คนโดนกดดันกัดฟันกรอด แม้เขาจะมีอิทธิพลในเมืองหลางแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นแค่สามัญชนผู้หนึ่ง ไม่อาจจะต่อกรกับบุตรของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินได้
ขออภัยเจ้าแล้วชิงหลิง
“นั่นขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองพระองค์แล้ว กระหม่อมมีหน้าที่ส่งมอบภูติตนนี้ให้ แต่ถ้าเมื่อใดที่ชิงหลิงไม่เป็นที่น่าพอใจแล้ว บังอาจกราบทูลว่าขอให้ส่งคืนนางมาให้กระหม่อมได้ทุกเมื่อ”
นี่คือทางที่เขาเลือกให้ข้าและให้ตนเองสินะ
“ท่านเซี่ยตอบตกลงแล้ว ชิงหลิงล่ะว่าอย่างไร”
พระชายาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น หันมาถามชิงหลิงด้วยท่าทางใจดีเช่นเดิม
ชิงหลิงมองเซี่ยจือหมินด้วยสายตาเจ็บปวด นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยเสียงเบาขึ้นมาว่า
“เช่นนั้นท่านเซี่ยโปรดรักษาตัวด้วยเจ้าค่ะ”
100 : อยู่ด้วยกันจนดับสลายเมื่อเห็นว่าชิงหลิงซ่างจวินสังเกตเห็นตนแล้ว ร่างเล็กจ้อยขนาดเท่านิ้วโป้งที่อยู่ในชุดสีฟ้าน้ำทะเลก็กระโดดลงจากดอกบัวบานในมือลงมายังพื้น พริบตาเดียวเท่านั้นก็เปลี่ยนเป็นหนุ่มร่างสูง งามตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า“เป็นท่าน ใช่ท่านแน่ ๆ”รูปลักษณ์หน้าตาของบุรุษตรงหน้าไม่เหมือนเซี่ยจือหมินและหนานหนิงโยวหยา แต่ชิงหลิงซ่างจวินสัมผัสแก่นวิญญาณของอีกฝ่ายได้ ริมฝีปากสั่นระริกเดินเข้าไปใกล้ร่างสูง ดวงตาคลอหน่วยไปด้วยน้ำ“จบแล้ว จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ใบหน้าหล่อเหลาฉีกยิ้มหวานก่อนที่จะดึงสาวงามตรงหน้าเข้าสู่อ้อมอก ริมฝีปากจุมพิตข้างขมับเล็กแล้วเอ่ยประโยคเดียวกันกับที่คนรักเอ่ยเมื่อครู่“ใช่ จากนี้เราไม่ต้องจากกันไปไหนแล้ว”ฮั่วเอ๋อร์ยกปีกขึ้นปิดตาเอาไว้ รู้สึกเขินอายแทนเจ้านาย แต่เมื่อคิดได้ว่าควรพาก้างขวางคอออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ เขาก็แปลงกายเป็นร่างเนื้อเอ่ยชวนเซียนผู้น้อยไปจากสระสัตตบงกช“เราไปจากตรงนี้เถิด ท่านทั้งสองคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว”เซียนชั้นผู้น้อยรู้มารยาทดีจึงพยักหน้าตอบรับฮั่วเอ๋อร์แล้วเดินนำเขาออกไปจากพื้นที่บริเวณนี้ชิงหลิงซ่างจวินดันอกแกร่งอ
99 : กลับมาแล้วฮั่วเอ๋อร์บินโฉบลงบนพื้นหินอ่อนของสวรรค์ชั้นนภาท่ามกลางสายตาของเทพเซียนชายหญิงการที่อสูรนกไฟกลายเป็นหงส์เพลิงได้ไม่ใช่เพราะแค่ทำพันธะสัญญาก็สามารถกลายเป็นหงส์เพลิงได้เลยแต่เป็นเพราะผ่านการจำศีลร่วมกันมานาน บารมีทัดเทียมกันจนสามารถกลายเป็นสัตว์เทพชั้นสูงได้ ความหมายคือเทพเซียนผู้เป็นเจ้าของพันธะกำลังเลื่อนขั้นขึ้นเป็นเทพในเร็ววันนี้“กลิ่นอายเซียนระดับนี้เพิ่งเลื่อนขั้นจากภูตมาเป็นแน่ เหตุใดจึงเลื่อนขั้นได้เร็วนัก ข้ามจากเซี้ยเซียนกับซ่างเซียนเป็นซ่างจวินได้ อีกไม่นานคงได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นเสิ่นจวินแน่”สวรรค์มีลำดับชั้น เริ่มจากเซี้ยเซียน [1] ซ่างเซียน [2] ซ่างจวิน [3] เสิ่นจวิน [4] ซ่างเสิน [5] เหนือไปกว่านั้นคือเทียนจวิน [6] ตี้จวิน [7] สัจจเทพ [8] และเทพบรรพกาล [9]“นั่นมิใช่ธิดาแห่งเผ่าวารีหรือ ก็ไม่แปลกหากนางจะข้ามขั้นจากเซี้ยเซียนมาเป็นซ่างจวิน”ชิงหลิงซ่างจวินได้ยินคำพูดของซ่างเซียนเหล่านั้นชัดนางไม่สนใจจะแนะนำตัวเองกับใคร มุ่งหน้าขึ้นบันไดกว่าสามร้อยขั้นพร้อมกับฮั่วเอ๋อร์ในร่างขนาดย่อส่วนเพื่อขึ้นไปยังตำหนักของเทพชั้นสูงเทพแห่งดวงชะตาและเฒ่าจันทราอยู่ในตำแห
98 : หวนคืนสู่สวรรค์อีกครั้งห้าสิบปีผันผ่านบางจิตวิญญาณได้ดับสลายไม่อาจเวียนว่ายตายเกิด บางจิตวิญญาณเร่่ร่อนกลายเป็นวิญญาณไร้ที่ไป บางดวงจิตวิญญาณได้มาเกิดใหม่ในสถานที่ดีกว่าเดิมไม่ก็แย่ลงเพราะผลกรรมในอดีตชาติแต่ก็มีจิตวิญญาณที่ร่างเนื้อดับสลายพร้อมกับดวงจิตที่พุ่งขึ้นคืนสู่สวรรค์ กลับไปสู่สถานที่ซึ่งให้กำเนิดตนมานานเกือบสองร้อยปี“ยินดีต้อนรับธิดาวารีหวนคืนสู่สวรรค์ชั้นบาดาลเจ้าค่ะ”ทันทีที่ร่างงดงามในชุดบางเบาพริ้วไหวไปกับสายลมและผิวน้ำลุกขึ้นมานั่ง เหล่าสตรีมากมายในสถานะภูตก็ทำการเคารพเซียนองค์ใหม่แห่งสวรรค์ชั้นบาดาลชิงหลิงซ่างจวิน!ซ่างจวินคือเซียนชั้นสูงที่มีดินแดนปกครองตัวเอง ชิงหลิงซ่างจวินมีเผ่าวารีในสวรรค์ชั้นบาดาลเป็นดินแดนปกครองที่ว่า“ไม่ได้เจอกันนานสบายดีใช่หรือไม่”น้ำเสียงแว่วหวาน ใบหน้าอ่อนหวานงดงามจนแทบหยุดลมหายใจผู้ที่พบเห็นปรากฏรอยยิ้มบางเบาเพราะดวงตาของนางดั่งมีน้ำคลออยู่ในดวงตาตลอดเวลา คนถูกมองจึงรู้สึกว่ากำลังได้รับสายตาแห่งความรักจากชิงหลิงซ่างจวิน“พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ ยามนี้ซ่างจวินรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ ตอนนี้ท่านฮั่วเอ๋อร์กำลังบินวนอยู่เหนือน่านน้ำ ให้เร
97 : ความจริงทั้งหมดเพราะพระสวามีของนางได้รับตำแหน่งใหม่เป็นองค์รัชทายาท เล่อเวยจึงย้ายจากจวนเต้าเต๋อมายังตำหนักบูรพา ภายในเดือนแรกของการอภิเษก สถานะของนางก็เปลี่ยนเป็นว่าที่มารดาแห่งแผ่นดินแล้วยามนี้เล่อเวยนั่งอยู่ในห้องบรรทมใหญ่นั่งอ่านตำราที่โต๊ะเขียนหนังสือ ขณะนั้นเองฮั่วเอ๋อร์ก็บินผ่านหน้าต่างเข้ามา ในปากคาบบางอย่างเอาไว้ด้วย“พี่สาวขอรับ ฮั่วเอ๋อร์ได้รับสารจากองค์ชายใหญ่ขอรับ”ใบหน้างดงามฉายรอยยิ้มในทันที ตอนแรกนางกำลังหาอะไรทำแก้เบื่อ เมื่อจะได้ตอบจดหมายพี่ชายแบบยาวเหยียด นางจึงรู้สึกตื่นเต้น รับจดหมายมาเปิดอ่านทันทีโดยมีฮั่วเฮ๋อร์ที่อ่านตัวอักษรออกแล้วยืนมองข้อความในกระดาษอยู่ข้าง ๆเมื่ออ่านจดหมายจบ เล่อเวยก็เงยหน้าขึ้นมองฮั่วเอ๋อร์ในทันที ผู้ที่เอ่ยขึ้นมาก่อนคือฮั่วเอ๋อร์“ไม่คิดว่าซื่อจื่อจะรักพี่สาวถึงเพียงนี้ ถึงขั้นยอมแต่งกับนางเลยหรือขอรับ”เล่อเวยเองก็พูดไม่ออก เรื่องแต่งงานสำหรับนางคือเรื่องใหญ่ ในใจตั้งคำถามว่าเขารักนางมากเพียงใดถึงได้แต่งงานกับสตรีที่ตนไม่ได้รัก เพราะกลัวว่าสตรีผู้นั้นจะมาเป็นพระชายารองสามีของสตรีที่ตนรักอะ ปวดหัว!“พี่สาว น้ำตาพี่สาวไหลแล้วขอรับ
96 : เหนือการคาดหมายซูซูเนี่ยนเดินมายังโต๊ะที่ชุนชูถงนั่งรออยู่ด้วยใจที่เต้นตูมตาม ทว่ายังควบคุมตัวเองได้ดีโดยไม่แสดงอาการตื่นเต้นให้ชายหนุ่มเห็นเลยสักนิด“ซื่อจื่อ”นางย่อกายลงทำความเคารพเขาซึ่งชุนชูถงก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับพร้อมผงกศีรษะทักทายกลับ“คุณหนูซู เชิญนั่ง”รอยยิ้มบนใบหน้าซูซูเนี่ยนหายไปในทันที เพราะเมื่อวานนี้ชุนชูถงเพิ่งเรียกนางด้วยความสนิทสนมว่า ‘ซูเนี่ยน’แต่พอวันนี้กลับมาเรียก ‘คุณหนูซู’ นางจึงไม่อาจรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป“เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ เหตุใดซื่อจื่อจึงกลับมาเรียกซูเนี่ยนเช่นนี้อีกแล้ว หรือว่าซูเนี่ยนทำอันใดผิดไปหรือไม่”ชุนชูถงส่ายหน้าไปมา“คุณหนูซูมิได้กระทำสิ่งใดผิด เป็นชูถงที่ผิดต่อคุณหนูซูแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้คิดว่าตนเองจะทำใจให้ชอบคุณหนูได้ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ จำต้องพูดกับคุณหนูซูในวันนี้ให้ชัดเจนแล้ว”หญิงสาวโดนคำพูดของเขาทำให้แน่นิ่งไปแล้ว ในใจคิด…จะรักจะชอบข้าต้องใช้คำว่า ‘ทำใจ’ เชียวหรือ“เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเหตุใดจึงคิดว่าตนจะชมชอบซูเนี่ยนไม่ได้เจ้าคะ องค์หญิงก็อภิเษกไปแล้ว ซื่อจื่อยังคิดฝันเรื่องใดอยู่”ประโยคคำถามนี้ทำเอาชุนซือหนิงพยักห
95 : รับราชโองการเล่อเวยเห็นสวามีคุกเข่านิ่ง ไม่ออกไปห้องโถงเพื่อรับราชโองการตามที่หลิวกงกงเอ่ยนาม นางก็สะกิดเขาเบา ๆ ให้ลุกไปรับราชโองการตรงกลางห้องโถงเมื่อนั้นขันทีจึงได้เปิดม้วนพระราชโองการสีเหลืองทองออกแล้วอ่านในสิ่งที่อยู่บนกระดาษประทับตราราชลัญจกร“ด้วยอ๋องหนานหนิงโยวหยาจัดการดูแลเมืองเค่อได้เจริญก้าวหน้า สามารถจัดการขุนนางผู้ทุจริตและควบคุมขุนนางน้ำดีได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเห็นสมควรแต่งตั้งอ๋องหนานหนิงโยวหยาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ทันทีเมื่อรัชกาลปัจจุบันสวรรคต จบราชโองการ”สิ้นขันทีประกาศก้าว ภายในท้องพระโรงพลันตกอยู่ในความนิ่งเงียบ เล่อเวยขยับกายมายืนข้างสวามีก่อนที่จะกระซิบบอกให้อีกฝ่ายรับราชโองการ“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”มือหนายื่นมือออกไปรับม้วนพระราชโองการจากหลิวกงกง เมื่อไร้ร่างหลิวกงกงบดบังเสด็จปู่ของตนแล้วเขาจึงเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของชายชรายามนี้ชินอ๋องต้องโทษ เว่ยหวางถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์ ยามนี้คนที่เหมาะสมจะเป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดก็คืออ๋องหนุ่มแล้ว ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงกล่าวแสดงความยินดี ยังไม่คิดแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในตอ







