LOGINตั้งแต่วันนั้นไทเฮาก็มอบหมายให้หลิวกงกงทำการสืบเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่ทว่าไม่ว่าจะสืบอย่างไรก็ไม่พบหลักฐานที่จะสาวไปถึงตัวหวงกุ้ยเฟยได้
“ที่ย่าอยากจะบอกกับเจ้าก็คือ ย่าอยากให้เจ้าสำนึกตนไว้เสมอว่าเจ้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เป็นธิดาของฮ่องเต้หาใช่บุตรของคนธรรมดาสามัญไม่ ดังนั้นอย่าได้ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ผู้อื่นรังแกได้ง่าย ๆ หาไม่แล้วชีวิตในภายภาคหน้าจะอยู่อย่างลำบาก ในวังมีแต่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยม แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมากมาย เจ้าเองก็ควรเรียนรู้ที่จะระวังตัวเองไว้ เข้าใจหรือไม่”
ไทเฮาทรงตรัสด้วยความเป็นห่วง ทว่าในความเป็นห่วงนั้นแฝงไว้ด้วยความเข้มแข็งจึงทำให้องค์หญิงจิ่นซีที่ฟังอยู่รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
“เข้าใจเพคะ หลานจะระวังตัวเองให้ดี จะไม่ยอมให้ใครมารังแกต่อไปแล้วเพคะ” องค์หญิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะไม่ต้องการให้ใครมารังแกอีกแล้ว
ไทเฮาทรงยกยิ้มอย่างพึงพอใจในคำตอบของหลานสาว นางหยิบชาขึ้นมาจิบอีกอึกหนึ่งก่อนจะตรัสต่อ
“เพียงแค่ระวังตัวยังไม่พอ หากว่าเจ้าถูกรังแกมาก็ต้องหาวิธีที่จะตอบโต้ด้วย หากไม่ตอบโต้แล้วล่ะก็ คนพวกนั้นจะได้ใจแล้วตามมารังแกเจ้าไม่ยอมเลิกรา”
“เพคะ หลานจะทำตามที่เสด็จย่าสั่งสอน”
องค์หญิงจิ่นซีรับคำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง ที่ผ่านมานางคิดว่าอะไรยอมได้ก็ยอมเพื่อจะได้อยู่อย่างสงบ แต่คราต่อไปคงจะต้องทำตามที่เสด็จย่าสั่งสอนมาเสียแล้ว
“ดี เจ้าตอบได้ถูกใจย่ายิ่งนัก” ไทเฮาพยักหน้ารับรู้อย่างพอพระทัย นี่สิถึงจะสมกับเป็นธิดาของฮ่องเต้ที่เกิดจากฮองเฮา
“ที่ย่าต้องเตือนเจ้าถึงเพียงนี้ ก็เพราะว่าถึงแม้ยามนี้ย่าจะยังคงกางปีกปกป้องหลานได้ แต่ก็ไม่อาจปกป้องไปได้ตลอด หากวันใดวันหนึ่งที่ย่าไม่อยู่แล้วรับรองได้เลยว่าหวงกุ้ยเฟยจะต้องมาคิดบัญชีแค้นทั้งหมดกับเจ้าเป็นแน่ บางทีเวลานี้อีกฝ่ายอาจจะกำลังวางแผนเล่นงานเจ้าอยู่ก็เป็นได้ เจ้าจึงต้องเรียนรู้การเอาตัวรอด หรือแม้กระทั่งการเอาชนะไว้เพื่อตัวเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่ จิ่นซี”
“เพคะ เสด็จย่า” เป็นอีกครั้งที่องค์หญิงจิ่นซีรับคำสั่งสอนอย่างจริงจัง และภายในใจนั้นก็คล้อยตามคำของไทเฮาทุกคำ
“ในวังหลวงนั้นแม้คนภายนอกจะมองราวกับว่าเป็นสวรรค์ แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือห้วยน้ำลึกดี ๆ นี่เอง หากเมื่อไรที่ก้าวพลาดขึ้นมา นั่นก็หมายถึงความตาย” ไทเฮาตรัสพลางมองไปที่เบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย เหมือนกับเหนื่อยหน่ายกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในวังหลวง ก่อนจะตรัสขึ้นอีกเหมือนกำลังระบายความรู้สึกในใจ
“ในชีวิตของย่าอยู่ในวังมาเป็นเวลากว่าหกสิบปี ตั้งแต่เข้ามาเป็นสนม จนในที่สุดได้เลื่อนเป็นฮองเฮา และสุดท้ายก็เป็นไทเฮาอยู่ถึงทุกวันนี้ ย่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย รู้เช่นเห็นชาติ
คนภายในวังทั้งหมดว่าต่อสู้แย่งชิงกันมากเพียงไหนบางคนสู้ได้ด้วยความพยายามจะถีบตัวเองให้สูงขึ้นไปย่อมเป็นเรื่องดี บางคนที่สู้ไม่ไหวถึงกับท้อใจยอมให้ชีวิตของตัวเองแปรผันไปตามโชคชะตา พอถึงเวลาก็ปลดออกจากการเป็นสนมแล้วกลับไปยังบ้านเกิดของตนเอง แต่บางคนที่มีความทะเยอทะยานที่แรงกล้าเกินไป จนถึงขั้นใช้วิธีสกปรกในการทำร้ายผู้อื่นก็มีอยู่ไม่น้อย
ตัวอย่างก็เห็นได้จากชายารองที่เคยวางยาอดีตฮองเฮาในสมัยที่ย่ายังเป็นชายาองค์ชายสามอยู่ เพียงแค่นี้ก็พอจะสรุปได้แล้วว่า วังหลังนั้นอันตรายถึงเพียงใด” พระนางตรัสถึงตอนนี้ก็หยุดมองไปข้างหน้า ก่อนที่พระนางหันมามองใบหน้าของหลานสาวแล้วตรัสต่อ
“ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นองค์หญิง ซึ่งอาจจะไม่มีการแก่งแย่งช่วงชิงกันเท่ากับเหล่าองค์ชาย แต่ความริษยาในจิตใจคนนั้นก็ไม่อาจจะวัดได้เช่นกัน วันดีคืนดีหากหวงกุ้ยเฟยคิดอย่างจะกลั่นแกล้งเจ้าขึ้นมาด้วยการเสนอต่อฮ่องเต้ว่าให้เจ้าแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ห่างไกลเล่าจะเป็นเช่นไร แค่คิดขึ้นมาก็ทำย่าถึงกับเจ็บปวดใจแล้ว”
ไทเฮาตรัสออกมาอย่างเศร้าหมอง เมื่อคิดถึงวันที่พระนางไม่อาจอยู่ช่วยปกป้องหลานสาวที่ถูกลืมเลือนจากพระบิดาได้อีกต่อไป
“จิ่นซีเข้าใจแล้วเพคะ รับรองว่าหลานจะระวังตัว และเตรียมรับมือเรื่องเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี เสด็จย่าอย่าได้เป็นห่วงหรือทรงกังวลเลยนะเพคะ” องค์หญิงจิ่นซีถึงแม้จะยังเด็ก แต่นางก็ฉลาดหัวไว นั่นก็เพราะได้ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ จากหนังสือที่เสด็จย่าทรงประทานให้ สิ่งที่ไทเฮาทรงสั่งสอนนั้น นางล้วนจำได้ขึ้นใจทั้งสิ้น
จากนั้นทั้งสองย่าหลานก็สนทนากันอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่จะถึงเวลาเอนหลังของไทเฮา องค์หญิงจึงได้ขอตัวกลับตำหนักท้ายวัง
เมื่อกลับมาที่ตำหนักของตนเอง แทนที่จะเล่นเอ้อระเหยหรือว่าประทินโฉมอย่างที่เด็กผู้หญิงที่เริ่มจะโตเป็นสาวสวยอย่างที่คนอื่นทำกัน
แต่องค์หญิงจิ่นซีกลับมานั่งครุ่นคิดถึงวิธีการที่หวงกุ้ยเฟยจะสามารถเอามากลั่นแกล้ง หรือทำร้ายนางได้ อย่างเช่นการแต่งงานที่ไม่เป็นธรรม หรือว่าการทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียงเพื่อที่จะได้ไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ดีไม่ดีหวงกุ้ยเฟยอาจจะทำได้มากกว่านั้นก็เป็นได้
จากนั้นนางก็มาคิดหาวิธีแก้ไข ว่าหากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นจริง ๆ เมื่อถึงเวลานั้นจะต้องทำอย่างไร คิดไปด้วยเดินหมากไปด้วย ในที่สุดก็สามารถหาวิธีที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้
“ข้าชนะอีกแล้ว” องค์หญิงจิ่นซีตรัสออกมาอย่างพึงพอใจ
เหล่านางกำนัลที่อยู่บริเวณนั้นได้แต่มองอย่างแปลกใจ เพราะไม่เข้าใจว่าองค์หญิงจะทรงดีพระทัยด้วยเหตุใดกัน ก็ในเมื่อพระองค์ทรงแข่งกับตนเอง แพ้ชนะก็เป็นการเล่นกับตนเองทั้งนั้น
การประชุมเช้า ในท้องพระโรงในยามนี้เป็นไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากมีปัญหาหนึ่งที่ยังแก้ไม่ตก เลยทำให้ทั้งฮ่องเต้และเหล่าขุนนางพากันปวดหัวยิ่งนัก ซึ่งปัญหาที่ว่านั้นก็คือภัยแล้ง
เมื่อปีที่แล้วเนื่องจากว่าปีก่อน ๆ ฝนฟ้ายังคงตกต้องตามฤดูกาลอยู่บ้าง แต่เมื่อปีที่แล้วภัยแล้งเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน อย่างไม่มีใครรู้สาเหตุว่าภัยแล้งในครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูกอยู่รอบนอก ต่างก็ประสบปัญหากันถ้วนหน้า พืชพรรณที่เพาะปลูกขาดน้ำ ทำให้ไม่สามารถออกดอกออกผลได้เท่าที่ควร ผลผลิตในปีนี้จึงน้อยลงไปกว่าครึ่ง
ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า เนื่องจากภัยแล้งครั้งนี้มาอย่างกะทันหันเกินไป สิ่งที่น่ากลัวกว่าจำนวนผลผลิตที่เก็บได้น้อยในปีนี้ก็คือ หากว่าปีนี้เกิดภัยแล้งขึ้นอีกเป็น
สองปีติด ปีหน้าก็คงจะไม่มีผลผลิตเพียงพอให้คนในเมืองหลวงดำรงชีวิตอยู่ได้จนถึงสิ้นปีเป็นแน่ ดังนั้นจึงทำให้เกิดการยื่นฎีกาขอวิธีการการแก้ปัญหามากมาย แต่แล้วก็ยังไม่มีใครในที่ประชุมสามารถหาหนทางแก้ไขในเรื่องนี้ได้“ตอนนี้สถานการณ์ภัยแล้งโดยทั่วไปเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมฎีกาถึงถูกส่งมากมายจากทุกเมืองเช่นนี้” ฮ่องเต้ตรัสถามออกไปพร้อมกับมองกองฎีกาที่อยู่ตรงหน้า
“ทูลฝ่าบาท บริเวณที่เกิดภัยแล้งหนักที่สุดก็เห็นจะเป็นช่วงปลายของแม่น้ำฉางโจวพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำฉางโจวเมื่อมาถึงช่วงปลายก็เหือดแห้งหมดแล้ว ถึงแม้ว่าพื้นที่บริเวณต้นแม่น้ำจะได้ใช้น้ำอยู่บ้าง แต่ทว่าก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงไม่เหลือพอมาจนถึงปลายแม่น้ำ นี่จึงทำให้เกิดความเดือดร้อนกันทั่วหน้าพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมโยธาก้มหน้ากล่าวรายงานอย่างจนปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้
“แม่น้ำฉางโจวถึงเป็นแม่น้ำสายหลักที่ตัดผ่านเมืองหลวงซึ่งไหลลงมาตั้งแต่ภาคเหนือไปออกยังทะเลทางใต้ เป็นแม่น้ำใหญ่ที่ถือว่าเป็นหัวใจของแคว้นเลยก็ว่าได้ แต่ต้นเหตุของปัญหาก็คือแม่น้ำฉางโจวในปีนี้ไม่มีน้ำ พื้นที่ทำการเกษตรแถบลุ่มแม่น้ำจึงประสบปัญหาไปตาม ๆ กัน ไม่เฉพาะแค่เมืองหลวงเท่านั้น ยังมีเมืองหวนอี้ที่เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดที่สำคัญของแคว้นก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าเมืองหวนอี้กล่าวรายงานความเดือดร้อนในเมืองที่เขาปกครองอยู่ขึ้นมา
“นอกจากแม่น้ำฉางโจวแล้ว พวกเรายังมีน้ำจากแหล่งน้ำอื่นอีกหรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามออกมาอย่างกังวลพระทัยยิ่งนัก
“จะมีก็แต่บึงเผิงหยวนที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตก แต่ว่าหากจะให้ลำเลียงน้ำมายังเขตพื้นที่ของเมืองหลวงก็เห็นจะเป็นไปได้ยากพ่ะย่ะค่ะ” เจ้ากรมโยธายังเป็นคนตอบคำถามของฮ่องเต้
ตอนพิเศษ 7 ฮ่องเต้หยางเจี้ยนกั๋วที่ชายแดนทิศบูรพา สถานการณ์ตึงเครียดอย่างยิ่ง ทหารทั้งหลายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการป้องกันเมือง ทุกคนรู้ดีว่าการศึกครั้งนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่าย องค์ชายเจ็ดยืนมองทิวทัศน์เบื้องหน้า ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดหลากหลาย แม้เขาจะถูกฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลงสนามรบจริง ๆ การต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่แท้จริง ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นปนกับความหวาดกลัวเล็กน้อยทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่สามารถยอมให้ความกลัวนี้ครอบงำได้ เพราะในใจเขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เขารู้ดีว่าการศึกครั้งนี้สำคัญเพียงใดต่อแคว้นเยียน“ข้าจะออกรบในทัพหน้า” องค์ชายเจ็ดกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นต่อหน้าแม่ทัพเสวี่ยแม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“องค์ชาย แม้ว่าท่านจะมีฝีมือที่ดี แต่การศึกนี้ไม่เหมือนการฝึกในลานฝึก มันอันตรายมาก” เสวี่ยเฟงหลงกล่าวขึ้นมาเพื่อเตือนสติ“ข้ารู้” องค์ชายเจ็ดตอบกลับทันที “ข้าไม่ต้องการเป็นภาระให้กับผู้อื่นที่นี่ ข้าอยากทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อแคว้น”แม่ทัพเสวี่ยมององค์ชายเจ็ดอย่างพินิจพิจารณาอีกค
ตอนพิเศษ 6 ความรู้สึกที่อยู่ข้างในหลังจากที่ได้รับคำตอบอันเจ็บปวดจากเหวินหลิง องค์ชายเจ็ดรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างแรง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรักที่เขามีต่อนางจะจบลงเช่นนี้ แต่เมื่อนางขอร้องให้เขาไม่มาปรากฏตัวต่อหน้านางอีก เขาก็ต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการ แม้ว่าจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตามในช่วงเวลาที่องค์ชายเจ็ดกำลังหาทางจัดการกับความรู้สึกของตนเองนั้น ข่าวจากวังหลวงก็ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดข่าวนั้นคือฮ่องเต้ได้ทรงอนุญาตให้พี่หญิงใหญ่ของเขาสามารถนำทัพออกรบเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์หญิงใหญ่ปรารถนามานานแล้ว องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าการที่พี่หญิงใหญ่จะต้องเผชิญกับอันตราย เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้ความคิดนี้ทำให้เขาเห็นโอกาสในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ทั้งจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความตั้งใจที่จะช่วยพี่หญิงใหญ่ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงตัดสินใจที่จะอาสาติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซีออกไปรบด้วยเมื่อตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว องค์ชายเจ็ดจึงเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อทูลขออนุญาตที่จะติดตามทัพขององค์หญิงจิ่นซี ฮ่องเต้เองก็ทรงทราบถึงความรู้สึกของอ
ตอนพิเศษ 5 ทำทุกอย่างเพื่อขอโทษองค์ชายเริ่มต้นปฏิบัติการง้อเหวินหลิงด้วยวิธีต่าง ๆ ที่คิดว่าอาจจะได้ผล เริ่มจากการส่งกลอนบทที่นางเคยชมว่าไพเราะในวันที่พวกเขาพบกันที่โรงน้ำชา เขาเลือกใช้ถ้อยคำที่อ่อนหวานสื่อถึงความรู้สึกผิดและความตั้งใจจริงที่จะขอโทษ หวังว่านางจะเปิดใจและเข้าใจความรู้สึกที่พระองค์มีให้นาง“เพียงหนึ่งวันจากล่วงไปไม่พบหน้าข้านี้คล้ายดั่งใจจะขาดหายขอโทษเถิดที่ข้าได้พลาดไปหวังเพียงเจ้ารับใจข้าอีกครั้ง”กลอนที่งดงามนี้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกดำบนกระดาษขาวสะอาด และถูกส่งผ่านไปยังจวนของตระกูลเหวิน เขาแน่ใจว่านางจะต้องเห็นและซาบซึ้งใจในความพยายามของเขาแต่ทว่าชะตากลับเล่นตลก กลอนบทนี้กลับไม่ถึงมือนางอย่างที่องค์ชายเจ็ดตั้งใจไว้ เนื่องจากกระดาษที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและผูกด้วยริบบิ้นสีแดง กลับถูกหยิบขึ้นโดยมือของผู้อื่น ก่อนที่มันจะไปถึงมือเหวินหลิง คนผู้นั้นคือเหวินเจี่ยน พี่สาวของเหวินหลิง ซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง ซึ่งเห็นกระดาษนี้ในระหว่างที่คนรับใช้กำลังส่งของในจวน นางรู้สึกสงสัยว่าเนื้อหาในกระดาษนั้นจะเป็นสิ่งใด จึงเปิดดูและอ่านกลอนขององค์ชายเจ็ดที่ส่งมาเมื่อเหวินเจ
ตอนพิเศษ 4 เปิดเผยตัว ข้าคือองค์ชายเจ็ดที่โรงน้ำชาซีเฟิงในย่านตลาดเก่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก แต่ก็ยังมีมุมสงบที่เหมาะแก่การสนทนาเรื่องราวส่วนตัวและการพักผ่อนจิบชาของบัณฑิตและชนชั้นสูง ผู้คนเดินเข้าออกโรงน้ำชาอย่างไม่ขาดสาย บางคนมาสนทนากับสหาย บางคนมาเพื่ออ่านตำราในมุมสงบของตนเอง โรงน้ำชาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่องค์ชายเจ็ดเลือกที่จะมาพบปะกับเหล่าสหาย แต่ในวันนี้มีเหตุผลมากกว่านั้นที่เขาต้องการมาเยือนองค์ชายเจ็ดในวันนี้มาในชุดบัณฑิตธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องแต่งกายอันหรูหราหรือเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงฐานะสูงศักดิ์ของตนเอง นัยน์ตาที่เคยเฉียบคมในวังหลวง ตอนนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใคร่รู้ เมื่อเขาก้าวเข้ามาในโรงน้ำชา ผู้คนที่อยู่ภายในแทบจะไม่สังเกตเห็นถึงตัวตนของเขา เหมือนเขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเมื่อเดินเข้ามาในห้องด้านในสุด องค์ชายเจ็ดมองเห็นเหวินหลิงนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงน้ำชา นางกำลังอ่านตำราแพทย์เล่มหนึ่งด้วยความตั้งใจ ดูเคร่งเครียดและจริงจังในการศึกษา เหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเห็นจากระยะไกล หัวใจขององค์ชายเจ็ดรู้สึกกระตุกเมื่อเห็นใบหน้าที่มีความมุ่งมั่นขอ
ตอนพิเศษ 3 ข้าก็แค่ผู้ชายธรรมดาเมื่อองค์ชายเจ็ดเติบโตขึ้น เขาค่อย ๆ ถอยห่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักอย่างเห็นได้ชัด แต่ละวันเขามักจะออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง ดูเหมือนว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือการปกครองเลย ผู้คนต่างก็มองว่าเขาเพียงแค่หนีจากความรับผิดชอบที่ควรจะมี และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับฉายาเป็น “องค์ชายเจ้าสำราญ”แต่ความจริงแล้ว องค์ชายเจ็ดกลับไปนั่งอ่านตำรากับบรรดาสหายร่วมเรียนที่หอน้ำชาเสมอ การใช้เวลาที่หอน้ำชาในยามบ่ายนั้นเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันของเขาในสายตาของสหายร่วมเรียนทั้งหมดต่างสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายเจ็ดจึงเลือกทำเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการอ่านตำรา ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลยหากไม่คิดจะเข้าไปมีบทบาทในราชสำนัก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยหรือเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาในขณะที่โลกภายนอกเห็นว่าเขาเป็นเพียงองค์ชายผู้ไร้ความทะเยอทะยาน ไม่สนใจในตำแหน่งหรืออำนาจ ความจริงแล้วเขากลับเตรียมตัวอย่างเงียบ ๆ ความรู้ที่สะสมมาจากการอ่านตำราและศึกษาอย่างลึกซึ้ง ทำให้เขามีความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การทหาร หรือปรัชญา และความรู้
ตอนพิเศษ 2 องค์ชายเจ็ดผู้ไร้ค่านับตั้งแต่วันที่องค์หญิงจิ่นซีเข้ามาช่วยเหลือองค์ชายเจ็ดจากหวงกุ้ยเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น องค์ชายเจ็ดคอยตามติดองค์หญิงจิ่นซีไปทุกที่ ทั้งยังมาเดินหมากอยู่ที่ตำหนักท้ายวังของนางทุกเย็นทุกครั้งที่มีสิ่งของหรือสิ่งใดที่องค์ชายเจ็ดพบว่าเป็นของดี เขาก็มักจะนำไปมอบให้กับองค์หญิงจิ่นซีโดยไม่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่สวยงาม ผ้าไหมที่มีลวดลายละเอียด หรือเครื่องประดับเล็ก ๆ ที่เขาพบเห็นในวัง ทั้งหมดนี้เขามอบให้พี่หญิงใหญ่ของเขาด้วยความรักและความเคารพวันหนึ่งองค์ชายเจ็ดซึ่งเป็นเด็กที่ชอบความประณีตและมีฝีมือในการออกแบบสิ่งของ คิดที่จะมอบของขวัญพิเศษให้กับองค์หญิงจิ่นซีเนื่องในวันประสูติของนาง เขาใช้เวลาอยู่หลายวันในการวาดแบบมีดพก ที่เขาคิดว่ามีขนาดพอดีและเหมาะสมสำหรับสตรี จากนั้นก็ส่งให้ขันทีนำไปให้ร้านตีเหล็กที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวงสร้างมีดพกตามแบบที่เขาวาดมีดพกนั้นถูกออกแบบให้มีความเรียบง่ายแต่แข็งแรง ใบมีดถูกหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าที่คมและทนทาน ด้ามจับทำจากไม้ที่ถูกขัดเงาอย่างดี และประดับด้วยลวดลายที่สลักลงไปด้วยความประณีตเมื







