Mag-log inตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋องเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ... สามปีแล้วนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวงจวนชินอ๋องที่ในอดีตเคยเงียบเหงา วังเวง และหนาวเหน็บดุจถ้ำน้ำแข็ง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ดังเจื้อยแจ้วไปทั่วทุกมุมเรือน โดยเฉพาะในยามวสันตฤดูที่ดอกท้อกำลังเบ่งบานเช่นนี้“ป้อจ๋า! จับ... จับเฉิน!”“เอิ๊กๆ... หรานหราน ทางนี้!”เสียงเล็กๆ ที่พูดจายังไม่ค่อยจะชัดเจนนัก ดังประสานกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเตาะแตะลัดเลาะไปตามทางเดินหินในสวนดอกไม้ เบื้องหน้าคือ ก้อนแป้งแฝดมังกรหงส์ (แฝดชายหญิง) วัยสองหนาวเศษ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนชินอ๋องแฝดผู้พี่คือคุณชายน้อย เซียวมู่เฉิน ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังวิ่งนำหน้าไปอย่างทุลักทุเล ส่วนแฝดผู้น้องคือท่านหญิงน้อย เซียวอวี้หราน ผู้มีดวงตาคู่หงส์งดงามเหมือนมารดา กำลังวิ่งตามหลังพี่ชายด้วยขาสั้นๆ จนแทบจะหน้าทิ่มดินอยู่รอมร่อและผู้ที่กำลังวิ่งไล่ตามจับเจ้าก้อนแป้งทั้งสองอยู่นั้น ไม่ใช่บ่าวไพร่หรือองครักษ์ที่ไหน... แต่เป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ชิน
บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์เมืองหลวงยามวสันตฤดูอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบาน บรรยากาศทั่วทั้งเมืองคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อกองทัพหลวงและขบวนของชินอ๋องเดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัยทันทีที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมือง เสียงโห่ร้องต้อนรับและสรรเสริญก็ดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าเซียวจินเยว่ไม่ได้สั่งให้ขบวนมุ่งหน้ากลับจวนอ๋อง เขากลับสั่งให้รถม้าตรงไปเข้าเฝ้ายังวังหลวงในทันทีณ ตำหนักฉือหนิงทันทีที่เซียวจินเยว่และเสิ่นลั่วอวี้ก้าวเข้ามาในตำหนัก ไท่โฮ่วที่ประทับรออยู่ก็ถึงกับผุดลุกขึ้น น้ำตาแห่งความปีติไหลอาบสองแก้มของสตรีสูงศักดิ์ พระนางไม่ได้สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น รีบสาวเท้าเข้ามากอดบุตรชายคนเล็กและอดีตลูกสะใภ้เอาไว้แน่น“สวรรค์คุ้มครอง... สวรรค์คุ้มครองจริงๆ!” ไท่โฮ่วสะอื้นไห้ พลางลูบใบหน้าคมคายของเซียวจินเยว่ที่ยังมีร่องรอยความซูบผอม“ลูกอกตัญญู ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจินเยว่คุกเข่าลงโขกศีรษะขอประทานอภัยไท่โฮ่วรีบพยุงเขาขึ้น ก่อนจะหันมาจับมือเสิ่นลั่วอวี้ไว้แน่น แววตาของพระนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเอ็นดูสุดหัวใจ “ลั่วอวี้... ข
บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางลมหนาวของแดนเหนือด้วยการฝังเข็มขับพิษอันล้ำเลิศของหมอเทวดาไป๋อิงหลัว ผนวกกับการดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดแทบไม่คลาดสายตาของเสิ่นลั่วอวี้ ร่างกายของเซียวจินเยว่ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พิษในหัวใจถูกขจัดออกจนหมดสิ้น บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเริ่มสมานตัว บัดนี้ชินอ๋องแห่งต้าเยี่ยนสามารถลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงและพูดคุยได้เป็นปกติแล้วทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจนม่ออวิ๋นและเย่หานถึงกับต้องลอบมองหน้ากันบ่อยครั้ง ก็คือท่าทีของ ชินอ๋องผู้เย็นชา ที่บัดนี้กลายสภาพเป็นคน คลั่งรักอย่างหนัก!“ขมเกินไป ข้าดื่มไม่ลง”เซียวจินเยว่เบือนหน้าหนีชามยาต้มสีดำสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าหางตากลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงเสิ่นลั่วอวี้ถอนหายใจเบาๆ นางตักยาขึ้นมาเป่าให้คลายความร้อน ก่อนจะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก “ท่านอ๋อง ยาดีมักขม หากท่านไม่ดื่มแล้วแผลจะหายสนิทได้อย่างไรเพคะ อ้าปากเร็วเข้า”“บาดแผลของข้าเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะดุข้าอีกหรือ ลั่วอวี้” น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแฝงแววออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินม
บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจเวลาผ่านพ้นไปสามวันสามคืนนับตั้งแต่เสิ่นลั่วอวี้เดินทางมาถึงค่ายทหารแดนเหนือตลอดสามวันที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้หลับตาพักผ่อนอย่างเต็มตื่น หญิงสาวรับหน้าที่ดูแลเซียวจินเยว่ด้วยตนเองทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการป้อนยาที่ต้องค่อยๆ หยอดทีละหยดเพื่อไม่ให้เขาสำลัก การเปลี่ยนผ้าพันแผล หรือแม้แต่การคอยเช็ดตัวเพื่อลดไข้ที่ขึ้นสูงในยามค่ำคืนไป๋อิงหลัว หมอเทวดาหญิงแวะเวียนมาตรวจชีพจรและฝังเข็มให้เขาวันละสองครั้ง แม้นางจะไม่เอ่ยปากชม ทว่าสายตาที่มองเสิ่นลั่วอวี้ก็แฝงไปด้วยความนับถือ สตรีบอบบางจากเมืองหลวงผู้นี้มีความอดทนและเด็ดเดี่ยวยิ่งนักเข้าสู่วันที่สี่ พายุหิมะด้านนอกกระโจมเริ่มซาลงแล้ว ทว่าคนบนเตียงก็ยังคงหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเสิ่นลั่วอวี้บิดผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดทำความสะอาดตามโครงหน้าคมคายและลำคอของเขาอย่างเบามือ เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเย่อหยิ่งบัดนี้ซูบตอบและไร้สีเลือด หยาดน้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว“ท่านนอนนานเกินไปแล้วนะ เซียวจินเยว่”นางพึมพำเสียงแผ่วเบา พลางวางผ้าลงและจับมือหนาที่หยาบกร้านของเขามาแนบแก้ม “ท่านรู้หรือไม่ว่าที่
บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือร่างบางเซถลาจนเกือบจะล้มพับ ทว่าเสิ่นลั่วอวี้กลับสูดลมหายใจลึก ฝืนยันกายให้ลุกขึ้นยืนตรงอย่างมั่นคง มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเพื่อเรียกสติเขาบอกว่าจะรอดกลับมาชดใช้หนี้ให้นาง... ชินอ๋องตรัสแล้วไม่คืนคำ เขาจะมาตายอยู่ที่ชายแดนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ได้!“ใครอนุญาตให้เขาตายกัน!” เสิ่นลั่วอวี้เอ่ยเสียงสั่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว “ม่ออวิ๋น! พาข้าไปแดนเหนือเดี๋ยวนี้!”ม่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นเบิกตากว้าง “เถ้าแก่เนี้ย! แต่ว่าการเดินทางไปชายแดนในฤดูหนาวนั้นอันตรายยิ่งนัก อีกทั้งร่างกายของท่าน...”“ข้ามีป้ายหยกของเขา ข้าคือผู้ที่มีสิทธิ์ขาดที่สุดในจวนชินอ๋อง!” นางประกาศกร้าว จนม่ออวิ๋นและเย่หานต้องรีบคุกเข่ารับคำสั่ง“เย่หาน! ไปจัดเตรียมรถม้าที่ทนทานที่สุด นำโสมคนร้อยปีและยารักษาแผลชั้นเลิศจากคลังของจวนอ๋องมาให้หมด ถ่ายทอดคำสั่งให้หน่วยองครักษ์เงาทุกคนเตรียมพร้อม... เราจะออกเดินทางไปแดนเหนือภายในชั่วยามนี้!”“รับคำสั่งขอรับ!” ทั้งม่ออวิ๋นและเย่หานคุกเข่าประสานเสียงหนักแน่นยี่สิบวันต่อมา ณ ค่ายทหารแดนเหนือการเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาเกือบสอ
บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ“เถ้าแก่เนี้ย จะให้ข้าน้อยจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรดีขอรับ” เงาอู่เอ่ยถามพลางปรายตามองร่างที่ไม่ได้สติบนพื้นเสิ่นลั่วอวี้มองเสิ่นชิงหว่านด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเวทนาใดๆ สตรีผู้นี้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากนางใจอ่อนปล่อยไป ย่อมเป็นภัยในภายภาคหน้า“มัดตัวพวกมันทั้งหมด พร้อมกับจดหมายข่มขู่ฉบับนี้ ไปส่งให้จวนว่าการเมืองหลวง” น้ำเสียงของนางเด็ดขาด “เสิ่นชิงหว่านมีคดีติดตัวและเป็นที่ต้องการตัวของทางการอยู่แล้ว เพิ่มข้อหาลักพาตัวและพยายามฆ่าเข้าไปอีก คราวนี้นางคงไม่ได้เห็นแสงตะวันนอกคุกอีกชั่วชีวิต”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”เงาอู่รับคำสั่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาคนอื่นๆ หิ้วปีกอันธพาลและร่างของเสิ่นชิงหว่านเร้นกายหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ปิดฉากความบาดหมางของตระกูลเสิ่นลงอย่างสมบูรณ์วันรุ่งขึ้น ณ วังหลวงรถม้าของหอน้ำชาจอดเทียบที่หน้าประตูวังหลวง เสิ่นลั่วอวี้เพียงแค่ชู ป้ายหยกประจำตัวชินอ๋อง ขึ้นมา ทหารยามก็รีบคุกเข่าเปิดทางให้นางผ่านเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าสวนหลังบ้านแม้นางและเซียวจินเยว่จะหย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าเสิ่นลั่วอวี้ก
"โอเคๆ!" เยว่ซินรีบกุลีกุจอหอบชายกระโปรงวิ่งไปหลบหลังฉากกั้นห้องลายวิจิตรอย่างทุลักทุเลเมื่อจัดการซ่อน เยว่ซิน เรียบร้อย หลินเวยก็สูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยและดูเป็นมืออาชีพที่สุด ก่อนจะเดินออกไปต้อนรับ "ลูกค้ากิตติมศักดิ์" ที่ห้องรับรองส่วนหน้าณ ห้องวัดตัวร่างสูงสง่าของ แม่ทัพเยว่เฉิน ย
บทที่ 8 : กรงขังบรรยากาศภายในห้องหนังสือของ แม่ทัพเยว่เฉิน เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจบุรุษหนุ่มในชุดลำลองสีเข้มตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษด้วยท่าทีเคร่งขรึม ราวกับว่าพายุอารมณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ทว่า... ภายในใจของเขากลับปั่นป่วนยิ่งกว่าคลื่นลมในมหาสมุทรเขาลอบมองไปที่ประตูห้องเป็นระยะ ‘นางต้อง
บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์ปึก! ปึก!หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"หลินเว
บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าห







