บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์
ปึก! ปึก!
หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม
"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"
หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"
คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้
"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"
เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่น
แคว่ก!
เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ผิวเนื้อนวลเนียนปะทะกับอากาศเย็นเฉียบ แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุจากร่างกายกำยำที่ทาบทับลงมา
"หยุดนะ! ข้าบอกให้หยุด!"
นางดิ้นรนสุดชีวิต ขาเรียวพยายามเตะถีบ แต่ร่างกายของเขานั้นหนักอึ้งราวกับขุนเขา หลินเวยรู้สึกสิ้นหวัง... แรงของนางไม่อาจสู้แรงของบุรุษผู้นี้ได้เลย
ทำไม... ทำไมต้องเป็นนาง? อนุภรรยามีตั้งสี่คน ทำไมไม่ไปหาพวกนาง? หรือนี่คือบทลงโทษจากสวรรค์ที่ทำให้นางมาเกิดใหม่ในร่างนี้?
"อึก..."
เสียงร้องประท้วงของนางถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุกล้ำและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีการออมแรง ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความดิบเถื่อนและแรงปรารถนาที่อัดอั้น
ไฟราคะที่ถูกจุดขึ้นด้วยฤทธิ์ยา เริ่มแผดเผาเหตุผลทั้งหมดให้มอดไหม้ แม้ใจของหลินเวยจะต่อต้าน แต่ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมกลับทรยศ มันตอบสนองสัมผัสของเขาราวกับรอเวลานี้มานานแสนนาน จนหลินเวย (แพรว) รู้สึกสับสนและพ่ายแพ้
น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงทางหางตา ซึมหายไปในหมอนใบโต
"คนสารเลว..." นางสบถในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สติของนางจะพร่าเลือนไปพร้อมกับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามาแทนที่
ในค่ำคืนนี้... นางไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้นี้ได้อีกแล้ว
"อื้อ..."
ฝ่ามือหยาบกร้านจากการจับดาบทำศึก เริ่มลูบไล้ไปตามผิวกายเนียนละเอียด ความร้อนระอุจากฝ่ามือเขาส่งผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่น ประทับตราจองจำไปทุกสัดส่วนที่เขาสัมผัส
"เจ้า... เป็นของข้า"
เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดใบหู พร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดซอกคอขาวผ่อง ขนอ่อนทั่วกายหลินเวยลุกชันด้วยความเสียวซ่านที่แล่นปราดเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว
"ไม่! ปล่อยข้านะ..." หลินเวยพยายามรวบรวมสติที่กำลังแตกกระเจิง "ท่านมันหน้าตัวเมีย! รังแกคนที่ไม่มีทางสู้!"
"ข้าไม่สน!"
เยว่เฉินคำรามต่ำ เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกแล้ว สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายขาดผึงเมื่อได้กลิ่นกายหอมกรุ่นที่เย้ายวนยิ่งกว่ายาปลุกกำหนัดชนิดใด
เขาแทรกกายแกร่งเข้ามาอยู่กลางหว่างขาเรียว
"กรี๊ดดด! เจ็บ!"
หลินเวยหวีดร้องสุดเสียงเมื่อแก่นกายแกร่งที่ขยายตัวเต็มที่ รุกล้ำเข้ามาในช่องทางคับแคบที่แห้งผากและไม่เคยผ่านมือชาย ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนน้ำตาไหลพราก นางจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเขาแน่นเพื่อระบายความเจ็บ
เยว่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงเยื่อบางๆ ที่ฉีกขาด
บริสุทธิ์?
ความสงสัยผุดขึ้นมาในห้วงความคิดที่พร่ามัว นางแต่งงานกับเขามาเป็นปี... ซ้ำยังมีข่าวลือหนาหูว่านางลักลอบคบชู้สู่ชายยามที่เขาไปออกรบมิใช่หรือ? นางยังบริสุทธิ์อยู่อีกหรือ? แต่ความสงสัยนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อฤทธิ์ยาและสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำอีกครั้ง
เขาเริ่มขยับกาย... จากเนิบนาบเชื่องช้า ค่อยๆ ทวีความรุนแรงและเร่าร้อนขึ้นตามแรงปรารถนา
"ฮึก... คนเลว..."
หลินเวยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด พยายามกลั้นเสียงครางที่น่าอับอาย สมองของ แพรว สั่งให้ขัดขืน สั่งให้เกลียดชังการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ แต่ทว่า... ร่างกายของ หลินเวย กลับตอบสนองอย่างน่าละอาย
ความเจ็บปวดในตอนแรกเริ่มจางหาย ถูกแทนที่ด้วยความวาบหวามแปลกใหม่ที่นางไม่เคยพานพบ ไฟราคะที่เขาเป็นคนจุด เริ่มลามเลียไปทั่วร่างกายนางจนร้อนรุ่มไม่ต่างกัน
มือที่เคยผลักไส กลับเผลอไผลโอบกอดรอบคอแกร่ง เล็บคมจิกข่วนระบายความเสียวซ่าน ยิ่งเขาโหมกระหน่ำพายุอารมณ์ใส่ ร่างกายของนางก็ยิ่งแอ่นหยัดรับสัมผัสนั้นราวกับแม่เหล็กต่างขั้วที่ดึงดูดเข้าหากัน
"หลินเวย... หลินเวย..."
เยว่เฉินพร่ำเรียกชื่อนางเสียงกระเส่า ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความหนักหน่วงและลึกซึ้ง ราวกับต้องการตอกย้ำความเป็นเจ้าของ ฝังรากลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง
ค่ำคืนนั้น... พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำซัดสาดระลอกแล้วระลอกเล่า เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องผสานกับเสียงลมหายใจหอบถี่
หลินเวยได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบๆ ท่ามกลางความสุขสมที่นางไม่อาจปฏิเสธ ร่างกายนี้ตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์... ภายใต้เงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้ที่นางเกลียดแสนเกลียด
แสงแดดยามสาย... สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบางที่บวมช้ำ หลินเวย ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความเจ็บร้าวไปทั่วกาย ราวกับร่างนี้เพิ่งผ่านสงครามอันหนักหน่วงมาหมาดๆ
นางพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บแปลบที่ช่วงล่างแล่นปราดขึ้นมาจนต้องส่งเสียงครางแผ่ว
"อึก..."
มือเรียวปัดป่ายไปที่คนข้างกายตามสัญชาตญาณ... แต่พบเพียงความว่างเปล่าและความเย็นชืดของฟูกนอน
เขาไปแล้ว... แม่ทัพเยว่เฉิน มัจจุราชในคราบเทพบุตรผู้นั้น จากไปแล้วหลังจากที่ตักตวงความสุขสมจากร่างกายของนางจนหนำใจ เขาเคี่ยวกรำนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน ราวกับสัตว์ป่าที่ไม่มีวันอิ่ม จนกระทั่งนางหมดสติไปคาอกเขาเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้
"ฮือ... ฮูหยิน... ฮูหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นที่ข้างเตียง เสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก นางมองสภาพยับเยินของเจ้านายด้วยความเจ็บแค้นและสงสารจับใจ
"เสี่ยวชุ่ย..." หลินเวยเรียกเสียงแหบแห้ง ลำคอของนางแห้งผากราวกับผงทราย
"บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ... ค่อยๆ นะเจ้าคะ"
เสี่ยวชุ่ยรีบกุลีกุจอเข้ามาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง ทุกการขยับตัวนำมาซึ่งความเจ็บปวด หลินเวยก้มมองสภาพตัวเอง รอยจ้ำสีกุหลาบกระจายอยู่ทั่วผิวขาวผ่อง เสื้อผ้าฉีกขาดวิ่นกองอยู่ปลายเตียง และคราบเลือดจางๆ บนผ้าปูที่นอน... หลักฐานแห่งความอัปยศที่เด่นชัด
"เฮ้อ..."
นางถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง ยกมือขึ้นกุมขมับ สมองของ แพรว ประมวลผลเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างรวดเร็ว
"บัดซบที่สุด..." นางสบถออกมาเบาๆ "ชีวิตใหม่บ้าบออะไรกันเนี่ย ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ"
"ฮูหยิน... ท่านเจ็บมากไหมเจ้าคะ? ให้บ่าวไปตามหมอไหม?" เสี่ยวชุ่ยถามเสียงเครือ
"ไม่ต้อง..." หลินเวยยกมือห้าม "ข้าไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพน่าสมเพชนี้... ว่าแต่เสี่ยวชุ่ย เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเขาถึง..."
นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอ "ทำไมเขาถึงโดนยาปลุกกำหนัดได้?"
เสี่ยวชุ่ยกำหมัดแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยความโกรธ "ท่านแม่ทัพ... เขาเข้าใจผิดเจ้าค่ะ ว่าท่านเป็นคนวางยา เขาคิดว่าท่านใช้วิธีสกปรกเพื่อผูกมัดเขาไว้!"
"หึ..." หลินเวยแค่นหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ทั้งที่ม่านน้ำตาเริ่มเอ่อล้นขอบตา "ไม่แปลกหรอก... ที่เขาจะปักใจเชื่อเช่นนั้น"
เพราะวีรกรรมในอดีตคือหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวนางไว้แน่น ยามเมื่อเศษเสี้ยวความทรงจำดั้งเดิมหวนคืน นางจึงตระหนักได้ว่า เจ้าของร่างนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับ 'นางร้าย' ในบทละคร ที่ยอมแลกศักดิ์ศรีและทำเรื่องต่ำช้าสารพัด เพียงเพื่อยึดติดกับบุรุษที่ไม่มีใจ
นางไม่ใช่คนโง่ที่จะมองเกมไม่ออก
เมื่อวาน... อนุภรรยาทั้งสี่เพิ่งจะมาหาเรื่องนางที่หน้าเรือน เมื่อวาน... นางเพิ่งจะเยาะเย้ยเรื่องที่พวกนางไม่เคยได้ร่วมหอกับเขา และ... เขาก็โดนวางยา
"ฝีมือพวกนังงูพิษสี่ตัวนั่นสินะ..." แววตาของหลินเวยเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความแข็งกร้าว "วางยาผัวตัวเอง แต่ดันซวยที่ผัววิ่งมาลงที่เมียเก่า... ช่างเป็นพล็อตนิยายน้ำเน่าที่น่ารังเกียจจริงๆ"
นางสูดหายใจลึก ข่มความเจ็บปวดทางกายเอาไว้ แล้วหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"เสี่ยวชุ่ย! เลิกร้องไห้เดี๋ยวนี้!"
"จะ... เจ้าคะ?"
"ไปบอกบ่าวไพร่ทุกคน... เก็บของ!"
หลินเวยตวาดสั่ง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "กวาดทุกอย่างที่เป็นของข้าใส่รถม้าให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ฝุ่น เราจะย้ายออก... เดี๋ยวนี้!"
"แต่ร่างกายท่านยังไม่ไหว..."
"ต่อให้ต้องคลานออกไป ข้าก็จะไป!" หลินเวยกัดฟันลุกขึ้นยืน "ข้าเหนื่อย... เหนื่อยกับผู้ชายเฮงซวย เหนื่อยกับเมียน้อยประสาทแดก เหนื่อยกับจวนแม่ทัพบ้าๆ นี่เต็มทีแล้ว!"
นางคว้าเสื้อคลุมตัวใหม่มาสวมทับรอยมลทินเหล่านั้นอย่างลวกๆ
"ไปเตรียมรถม้า! วันนี้ข้าจะขอลาขาดจากแม่ทัพเยว่เฉินชั่วชีวิต!"