Share

บทที่ 7

last update Petsa ng paglalathala: 2026-03-05 17:35:28

บทที่ 7 : ค่ำคืนแห่งพายุอารมณ์

ปึก! ปึก!

หมอนใบแล้วใบเล่าถูกขว้างใส่ร่างสูงใหญ่ แต่เยว่เฉินไม่แม้แต่จะปัดป้อง เขาปล่อยให้หมอนเหล่านั้นกระทบตัวแล้วร่วงหล่นลงพื้น นัยน์ตาแดงก่ำจับจ้องมาที่นางราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม

"ไปหาเมียน้อยของท่านสิ! มีตั้งสี่คนไม่ใช่เหรอ! มายุ่งกับข้าทำไม!"

หลินเวยตะโกนด่าเสียงสั่น น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มคลอเบ้า "ข้าเกลียดท่าน! ได้ยินไหมว่าข้าเกลียดท่าน!"

คำด่าทอเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของเยว่เฉินเลยแม้แต่น้อย ในสมองของเขาตอนนี้มีเพียงความร้อนรุ่มที่แผดเผาจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ภาพตรงหน้าคือสตรีที่เป็นต้นเหตุ และนางคือคนเดียวที่จะเป็น 'ยาถอนพิษ' ให้เขาได้

"เกลียดรึ...?" เยว่เฉินแสยะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ขนทั่วกายของหลินเวยลุกชัน "ปากบอกว่าเกลียด แต่การกระทำของเจ้ามันฟ้องว่าเจ้าต้องการข้า... อย่ามาเล่นละครตบตาอีกเลย หลินเวย!"

เขากระโจนขึ้นมาบนเตียง รวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างกระชากสาบเสื้อนอนผ้าไหมของนางจนขาดวิ่น

แคว่ก!

เสียงฉีกขาดของอาภรณ์บาดลึกเข้าไปในความรู้สึก หลินเวยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ผิวเนื้อนวลเนียนปะทะกับอากาศเย็นเฉียบ แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนระอุจากร่างกายกำยำที่ทาบทับลงมา

"หยุดนะ! ข้าบอกให้หยุด!"

นางดิ้นรนสุดชีวิต ขาเรียวพยายามเตะถีบ แต่ร่างกายของเขานั้นหนักอึ้งราวกับขุนเขา หลินเวยรู้สึกสิ้นหวัง... แรงของนางไม่อาจสู้แรงของบุรุษผู้นี้ได้เลย

ทำไม... ทำไมต้องเป็นนาง? อนุภรรยามีตั้งสี่คน ทำไมไม่ไปหาพวกนาง? หรือนี่คือบทลงโทษจากสวรรค์ที่ทำให้นางมาเกิดใหม่ในร่างนี้?

"อึก..."

เสียงร้องประท้วงของนางถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันรุกล้ำและลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่มีการออมแรง ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความดิบเถื่อนและแรงปรารถนาที่อัดอั้น

ไฟราคะที่ถูกจุดขึ้นด้วยฤทธิ์ยา เริ่มแผดเผาเหตุผลทั้งหมดให้มอดไหม้ แม้ใจของหลินเวยจะต่อต้าน แต่ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมกลับทรยศ มันตอบสนองสัมผัสของเขาราวกับรอเวลานี้มานานแสนนาน จนหลินเวย (แพรว) รู้สึกสับสนและพ่ายแพ้

น้ำตาเม็ดโตไหลรินลงทางหางตา ซึมหายไปในหมอนใบโต

"คนสารเลว..." นางสบถในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สติของนางจะพร่าเลือนไปพร้อมกับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามาแทนที่

ในค่ำคืนนี้... นางไม่อาจหนีพ้นเงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้นี้ได้อีกแล้ว

"อื้อ..."

ฝ่ามือหยาบกร้านจากการจับดาบทำศึก เริ่มลูบไล้ไปตามผิวกายเนียนละเอียด ความร้อนระอุจากฝ่ามือเขาส่งผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่น ประทับตราจองจำไปทุกสัดส่วนที่เขาสัมผัส

"เจ้า... เป็นของข้า"

เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดใบหู พร้อมกับลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดซอกคอขาวผ่อง ขนอ่อนทั่วกายหลินเวยลุกชันด้วยความเสียวซ่านที่แล่นปราดเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัว

"ไม่! ปล่อยข้านะ..." หลินเวยพยายามรวบรวมสติที่กำลังแตกกระเจิง "ท่านมันหน้าตัวเมีย! รังแกคนที่ไม่มีทางสู้!"

"ข้าไม่สน!"

เยว่เฉินคำรามต่ำ เขาไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกแล้ว สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายขาดผึงเมื่อได้กลิ่นกายหอมกรุ่นที่เย้ายวนยิ่งกว่ายาปลุกกำหนัดชนิดใด

เขาแทรกกายแกร่งเข้ามาอยู่กลางหว่างขาเรียว

"กรี๊ดดด! เจ็บ!"

หลินเวยหวีดร้องสุดเสียงเมื่อแก่นกายแกร่งที่ขยายตัวเต็มที่ รุกล้ำเข้ามาในช่องทางคับแคบที่แห้งผากและไม่เคยผ่านมือชาย ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนน้ำตาไหลพราก นางจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเขาแน่นเพื่อระบายความเจ็บ

เยว่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงเยื่อบางๆ ที่ฉีกขาด

บริสุทธิ์?

ความสงสัยผุดขึ้นมาในห้วงความคิดที่พร่ามัว นางแต่งงานกับเขามาเป็นปี... ซ้ำยังมีข่าวลือหนาหูว่านางลักลอบคบชู้สู่ชายยามที่เขาไปออกรบมิใช่หรือ? นางยังบริสุทธิ์อยู่อีกหรือ? แต่ความสงสัยนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อฤทธิ์ยาและสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำอีกครั้ง

เขาเริ่มขยับกาย... จากเนิบนาบเชื่องช้า ค่อยๆ ทวีความรุนแรงและเร่าร้อนขึ้นตามแรงปรารถนา

"ฮึก... คนเลว..."

หลินเวยกัดริมฝีปากจนห้อเลือด พยายามกลั้นเสียงครางที่น่าอับอาย สมองของ แพรว สั่งให้ขัดขืน สั่งให้เกลียดชังการกระทำอันป่าเถื่อนนี้ แต่ทว่า... ร่างกายของ หลินเวย กลับตอบสนองอย่างน่าละอาย

ความเจ็บปวดในตอนแรกเริ่มจางหาย ถูกแทนที่ด้วยความวาบหวามแปลกใหม่ที่นางไม่เคยพานพบ ไฟราคะที่เขาเป็นคนจุด เริ่มลามเลียไปทั่วร่างกายนางจนร้อนรุ่มไม่ต่างกัน

มือที่เคยผลักไส กลับเผลอไผลโอบกอดรอบคอแกร่ง เล็บคมจิกข่วนระบายความเสียวซ่าน ยิ่งเขาโหมกระหน่ำพายุอารมณ์ใส่ ร่างกายของนางก็ยิ่งแอ่นหยัดรับสัมผัสนั้นราวกับแม่เหล็กต่างขั้วที่ดึงดูดเข้าหากัน

"หลินเวย... หลินเวย..."

เยว่เฉินพร่ำเรียกชื่อนางเสียงกระเส่า ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความหนักหน่วงและลึกซึ้ง ราวกับต้องการตอกย้ำความเป็นเจ้าของ ฝังรากลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนาง

ค่ำคืนนั้น... พายุแห่งอารมณ์โหมกระหน่ำซัดสาดระลอกแล้วระลอกเล่า เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องผสานกับเสียงลมหายใจหอบถี่

หลินเวยได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบๆ ท่ามกลางความสุขสมที่นางไม่อาจปฏิเสธ ร่างกายนี้ตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์... ภายใต้เงื้อมมือของมัจจุราชรูปงามผู้ที่นางเกลียดแสนเกลียด

แสงแดดยามสาย... สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบางที่บวมช้ำ หลินเวย ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความเจ็บร้าวไปทั่วกาย ราวกับร่างนี้เพิ่งผ่านสงครามอันหนักหน่วงมาหมาดๆ

นางพยายามขยับตัว แต่ความเจ็บแปลบที่ช่วงล่างแล่นปราดขึ้นมาจนต้องส่งเสียงครางแผ่ว

"อึก..."

มือเรียวปัดป่ายไปที่คนข้างกายตามสัญชาตญาณ... แต่พบเพียงความว่างเปล่าและความเย็นชืดของฟูกนอน

เขาไปแล้ว... แม่ทัพเยว่เฉิน มัจจุราชในคราบเทพบุตรผู้นั้น จากไปแล้วหลังจากที่ตักตวงความสุขสมจากร่างกายของนางจนหนำใจ เขาเคี่ยวกรำนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน ราวกับสัตว์ป่าที่ไม่มีวันอิ่ม จนกระทั่งนางหมดสติไปคาอกเขาเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้

"ฮือ... ฮูหยิน... ฮูหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ"

เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นที่ข้างเตียง เสี่ยวชุ่ย สาวใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก นางมองสภาพยับเยินของเจ้านายด้วยความเจ็บแค้นและสงสารจับใจ

"เสี่ยวชุ่ย..." หลินเวยเรียกเสียงแหบแห้ง ลำคอของนางแห้งผากราวกับผงทราย

"บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ... ค่อยๆ นะเจ้าคะ"

เสี่ยวชุ่ยรีบกุลีกุจอเข้ามาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง ทุกการขยับตัวนำมาซึ่งความเจ็บปวด หลินเวยก้มมองสภาพตัวเอง รอยจ้ำสีกุหลาบกระจายอยู่ทั่วผิวขาวผ่อง เสื้อผ้าฉีกขาดวิ่นกองอยู่ปลายเตียง และคราบเลือดจางๆ บนผ้าปูที่นอน... หลักฐานแห่งความอัปยศที่เด่นชัด

"เฮ้อ..."

นางถอนหายใจยาวอย่างหมดแรง ยกมือขึ้นกุมขมับ สมองของ แพรว ประมวลผลเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างรวดเร็ว

"บัดซบที่สุด..." นางสบถออกมาเบาๆ "ชีวิตใหม่บ้าบออะไรกันเนี่ย ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ"

"ฮูหยิน... ท่านเจ็บมากไหมเจ้าคะ? ให้บ่าวไปตามหมอไหม?" เสี่ยวชุ่ยถามเสียงเครือ

"ไม่ต้อง..." หลินเวยยกมือห้าม "ข้าไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพน่าสมเพชนี้... ว่าแต่เสี่ยวชุ่ย เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมเขาถึง..."

นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอ "ทำไมเขาถึงโดนยาปลุกกำหนัดได้?"

เสี่ยวชุ่ยกำหมัดแน่น กัดริมฝีปากจนห้อเลือดด้วยความโกรธ "ท่านแม่ทัพ... เขาเข้าใจผิดเจ้าค่ะ ว่าท่านเป็นคนวางยา เขาคิดว่าท่านใช้วิธีสกปรกเพื่อผูกมัดเขาไว้!"

"หึ..." หลินเวยแค่นหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ทั้งที่ม่านน้ำตาเริ่มเอ่อล้นขอบตา "ไม่แปลกหรอก... ที่เขาจะปักใจเชื่อเช่นนั้น"

เพราะวีรกรรมในอดีตคือหลักฐานชั้นดีที่มัดตัวนางไว้แน่น ยามเมื่อเศษเสี้ยวความทรงจำดั้งเดิมหวนคืน นางจึงตระหนักได้ว่า เจ้าของร่างนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับ 'นางร้าย' ในบทละคร ที่ยอมแลกศักดิ์ศรีและทำเรื่องต่ำช้าสารพัด เพียงเพื่อยึดติดกับบุรุษที่ไม่มีใจ

นางไม่ใช่คนโง่ที่จะมองเกมไม่ออก

เมื่อวาน... อนุภรรยาทั้งสี่เพิ่งจะมาหาเรื่องนางที่หน้าเรือน เมื่อวาน... นางเพิ่งจะเยาะเย้ยเรื่องที่พวกนางไม่เคยได้ร่วมหอกับเขา และ... เขาก็โดนวางยา

"ฝีมือพวกนังงูพิษสี่ตัวนั่นสินะ..." แววตาของหลินเวยเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความแข็งกร้าว "วางยาผัวตัวเอง แต่ดันซวยที่ผัววิ่งมาลงที่เมียเก่า... ช่างเป็นพล็อตนิยายน้ำเน่าที่น่ารังเกียจจริงๆ"

นางสูดหายใจลึก ข่มความเจ็บปวดทางกายเอาไว้ แล้วหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

"เสี่ยวชุ่ย! เลิกร้องไห้เดี๋ยวนี้!"

"จะ... เจ้าคะ?"

"ไปบอกบ่าวไพร่ทุกคน... เก็บของ!"

หลินเวยตวาดสั่ง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "กวาดทุกอย่างที่เป็นของข้าใส่รถม้าให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ฝุ่น เราจะย้ายออก... เดี๋ยวนี้!"

"แต่ร่างกายท่านยังไม่ไหว..."

"ต่อให้ต้องคลานออกไป ข้าก็จะไป!" หลินเวยกัดฟันลุกขึ้นยืน "ข้าเหนื่อย... เหนื่อยกับผู้ชายเฮงซวย เหนื่อยกับเมียน้อยประสาทแดก เหนื่อยกับจวนแม่ทัพบ้าๆ นี่เต็มทีแล้ว!"

นางคว้าเสื้อคลุมตัวใหม่มาสวมทับรอยมลทินเหล่านั้นอย่างลวกๆ

"ไปเตรียมรถม้า! วันนี้ข้าจะขอลาขาดจากแม่ทัพเยว่เฉินชั่วชีวิต!"

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   ตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋อง

    ตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋องเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ... สามปีแล้วนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวงจวนชินอ๋องที่ในอดีตเคยเงียบเหงา วังเวง และหนาวเหน็บดุจถ้ำน้ำแข็ง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ดังเจื้อยแจ้วไปทั่วทุกมุมเรือน โดยเฉพาะในยามวสันตฤดูที่ดอกท้อกำลังเบ่งบานเช่นนี้“ป้อจ๋า! จับ... จับเฉิน!”“เอิ๊กๆ... หรานหราน ทางนี้!”เสียงเล็กๆ ที่พูดจายังไม่ค่อยจะชัดเจนนัก ดังประสานกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเตาะแตะลัดเลาะไปตามทางเดินหินในสวนดอกไม้ เบื้องหน้าคือ ก้อนแป้งแฝดมังกรหงส์ (แฝดชายหญิง) วัยสองหนาวเศษ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนชินอ๋องแฝดผู้พี่คือคุณชายน้อย เซียวมู่เฉิน ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังวิ่งนำหน้าไปอย่างทุลักทุเล ส่วนแฝดผู้น้องคือท่านหญิงน้อย เซียวอวี้หราน ผู้มีดวงตาคู่หงส์งดงามเหมือนมารดา กำลังวิ่งตามหลังพี่ชายด้วยขาสั้นๆ จนแทบจะหน้าทิ่มดินอยู่รอมร่อและผู้ที่กำลังวิ่งไล่ตามจับเจ้าก้อนแป้งทั้งสองอยู่นั้น ไม่ใช่บ่าวไพร่หรือองครักษ์ที่ไหน... แต่เป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ชิน

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์

    บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์เมืองหลวงยามวสันตฤดูอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบาน บรรยากาศทั่วทั้งเมืองคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อกองทัพหลวงและขบวนของชินอ๋องเดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัยทันทีที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมือง เสียงโห่ร้องต้อนรับและสรรเสริญก็ดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าเซียวจินเยว่ไม่ได้สั่งให้ขบวนมุ่งหน้ากลับจวนอ๋อง เขากลับสั่งให้รถม้าตรงไปเข้าเฝ้ายังวังหลวงในทันทีณ ตำหนักฉือหนิงทันทีที่เซียวจินเยว่และเสิ่นลั่วอวี้ก้าวเข้ามาในตำหนัก ไท่โฮ่วที่ประทับรออยู่ก็ถึงกับผุดลุกขึ้น น้ำตาแห่งความปีติไหลอาบสองแก้มของสตรีสูงศักดิ์ พระนางไม่ได้สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น รีบสาวเท้าเข้ามากอดบุตรชายคนเล็กและอดีตลูกสะใภ้เอาไว้แน่น“สวรรค์คุ้มครอง... สวรรค์คุ้มครองจริงๆ!” ไท่โฮ่วสะอื้นไห้ พลางลูบใบหน้าคมคายของเซียวจินเยว่ที่ยังมีร่องรอยความซูบผอม“ลูกอกตัญญู ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจินเยว่คุกเข่าลงโขกศีรษะขอประทานอภัยไท่โฮ่วรีบพยุงเขาขึ้น ก่อนจะหันมาจับมือเสิ่นลั่วอวี้ไว้แน่น แววตาของพระนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเอ็นดูสุดหัวใจ “ลั่วอวี้... ข

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้

    บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางลมหนาวของแดนเหนือด้วยการฝังเข็มขับพิษอันล้ำเลิศของหมอเทวดาไป๋อิงหลัว ผนวกกับการดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดแทบไม่คลาดสายตาของเสิ่นลั่วอวี้ ร่างกายของเซียวจินเยว่ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พิษในหัวใจถูกขจัดออกจนหมดสิ้น บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเริ่มสมานตัว บัดนี้ชินอ๋องแห่งต้าเยี่ยนสามารถลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงและพูดคุยได้เป็นปกติแล้วทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจนม่ออวิ๋นและเย่หานถึงกับต้องลอบมองหน้ากันบ่อยครั้ง ก็คือท่าทีของ ชินอ๋องผู้เย็นชา ที่บัดนี้กลายสภาพเป็นคน คลั่งรักอย่างหนัก!“ขมเกินไป ข้าดื่มไม่ลง”เซียวจินเยว่เบือนหน้าหนีชามยาต้มสีดำสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าหางตากลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงเสิ่นลั่วอวี้ถอนหายใจเบาๆ นางตักยาขึ้นมาเป่าให้คลายความร้อน ก่อนจะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก “ท่านอ๋อง ยาดีมักขม หากท่านไม่ดื่มแล้วแผลจะหายสนิทได้อย่างไรเพคะ อ้าปากเร็วเข้า”“บาดแผลของข้าเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะดุข้าอีกหรือ ลั่วอวี้” น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแฝงแววออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินม

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจ

    บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจเวลาผ่านพ้นไปสามวันสามคืนนับตั้งแต่เสิ่นลั่วอวี้เดินทางมาถึงค่ายทหารแดนเหนือตลอดสามวันที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้หลับตาพักผ่อนอย่างเต็มตื่น หญิงสาวรับหน้าที่ดูแลเซียวจินเยว่ด้วยตนเองทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการป้อนยาที่ต้องค่อยๆ หยอดทีละหยดเพื่อไม่ให้เขาสำลัก การเปลี่ยนผ้าพันแผล หรือแม้แต่การคอยเช็ดตัวเพื่อลดไข้ที่ขึ้นสูงในยามค่ำคืนไป๋อิงหลัว หมอเทวดาหญิงแวะเวียนมาตรวจชีพจรและฝังเข็มให้เขาวันละสองครั้ง แม้นางจะไม่เอ่ยปากชม ทว่าสายตาที่มองเสิ่นลั่วอวี้ก็แฝงไปด้วยความนับถือ สตรีบอบบางจากเมืองหลวงผู้นี้มีความอดทนและเด็ดเดี่ยวยิ่งนักเข้าสู่วันที่สี่ พายุหิมะด้านนอกกระโจมเริ่มซาลงแล้ว ทว่าคนบนเตียงก็ยังคงหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเสิ่นลั่วอวี้บิดผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดทำความสะอาดตามโครงหน้าคมคายและลำคอของเขาอย่างเบามือ เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเย่อหยิ่งบัดนี้ซูบตอบและไร้สีเลือด หยาดน้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว“ท่านนอนนานเกินไปแล้วนะ เซียวจินเยว่”นางพึมพำเสียงแผ่วเบา พลางวางผ้าลงและจับมือหนาที่หยาบกร้านของเขามาแนบแก้ม “ท่านรู้หรือไม่ว่าที่

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือ

    บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือร่างบางเซถลาจนเกือบจะล้มพับ ทว่าเสิ่นลั่วอวี้กลับสูดลมหายใจลึก ฝืนยันกายให้ลุกขึ้นยืนตรงอย่างมั่นคง มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเพื่อเรียกสติเขาบอกว่าจะรอดกลับมาชดใช้หนี้ให้นาง... ชินอ๋องตรัสแล้วไม่คืนคำ เขาจะมาตายอยู่ที่ชายแดนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ได้!“ใครอนุญาตให้เขาตายกัน!” เสิ่นลั่วอวี้เอ่ยเสียงสั่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว “ม่ออวิ๋น! พาข้าไปแดนเหนือเดี๋ยวนี้!”ม่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นเบิกตากว้าง “เถ้าแก่เนี้ย! แต่ว่าการเดินทางไปชายแดนในฤดูหนาวนั้นอันตรายยิ่งนัก อีกทั้งร่างกายของท่าน...”“ข้ามีป้ายหยกของเขา ข้าคือผู้ที่มีสิทธิ์ขาดที่สุดในจวนชินอ๋อง!” นางประกาศกร้าว จนม่ออวิ๋นและเย่หานต้องรีบคุกเข่ารับคำสั่ง“เย่หาน! ไปจัดเตรียมรถม้าที่ทนทานที่สุด นำโสมคนร้อยปีและยารักษาแผลชั้นเลิศจากคลังของจวนอ๋องมาให้หมด ถ่ายทอดคำสั่งให้หน่วยองครักษ์เงาทุกคนเตรียมพร้อม... เราจะออกเดินทางไปแดนเหนือภายในชั่วยามนี้!”“รับคำสั่งขอรับ!” ทั้งม่ออวิ๋นและเย่หานคุกเข่าประสานเสียงหนักแน่นยี่สิบวันต่อมา ณ ค่ายทหารแดนเหนือการเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาเกือบสอ

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ

    บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ“เถ้าแก่เนี้ย จะให้ข้าน้อยจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรดีขอรับ” เงาอู่เอ่ยถามพลางปรายตามองร่างที่ไม่ได้สติบนพื้นเสิ่นลั่วอวี้มองเสิ่นชิงหว่านด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเวทนาใดๆ สตรีผู้นี้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากนางใจอ่อนปล่อยไป ย่อมเป็นภัยในภายภาคหน้า“มัดตัวพวกมันทั้งหมด พร้อมกับจดหมายข่มขู่ฉบับนี้ ไปส่งให้จวนว่าการเมืองหลวง” น้ำเสียงของนางเด็ดขาด “เสิ่นชิงหว่านมีคดีติดตัวและเป็นที่ต้องการตัวของทางการอยู่แล้ว เพิ่มข้อหาลักพาตัวและพยายามฆ่าเข้าไปอีก คราวนี้นางคงไม่ได้เห็นแสงตะวันนอกคุกอีกชั่วชีวิต”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”เงาอู่รับคำสั่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาคนอื่นๆ หิ้วปีกอันธพาลและร่างของเสิ่นชิงหว่านเร้นกายหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ปิดฉากความบาดหมางของตระกูลเสิ่นลงอย่างสมบูรณ์วันรุ่งขึ้น ณ วังหลวงรถม้าของหอน้ำชาจอดเทียบที่หน้าประตูวังหลวง เสิ่นลั่วอวี้เพียงแค่ชู ป้ายหยกประจำตัวชินอ๋อง ขึ้นมา ทหารยามก็รีบคุกเข่าเปิดทางให้นางผ่านเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าสวนหลังบ้านแม้นางและเซียวจินเยว่จะหย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าเสิ่นลั่วอวี้ก

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 6

    บทที่ 6 : เปลวเพลิงแห่งราคะเพล้ง!ถ้วยชาเนื้อดีถูกปัดตกลงพื้นแตกกระจายเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องหนังสือแม่ทัพเยว่เฉิน กัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อเรียกสติ แต่มันแทบจะไม่ช่วยอะไรเลย ความร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์กำลังแผดเผาไปทั่วกาย เลือดลมสูบฉีดพล่านจนใบหน้าห

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 5

    บทที่ 5 : กายห่าง... ใจหมางเมินแสงตะวันยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มแดงไปทั่วผืนฟ้า เป็นสัญญาณบอกเวลาพลบค่ำเมื่อรถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าหลินเวย ก้าวลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเล มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นนวดบั้นเอวเบาๆ ใบหน้าสวยหวานฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด"โอ๊ย... กระดูกกระเดี้ยวจะพ

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 4

    บทที่ 4 : การเริ่มต้นใหม่สองวัน...ผ่านไปแล้วสองวันเต็มๆ ที่หลินเวยลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับเพดานไม้แกะสลักลวดลายโบราณ แทนที่จะเป็นฝ้าเพดานเรียบหรูในบ้านที่กรุงเทพฯนางพยายามหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกศาลที่นึกออก ขอให้เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่

  • อดีตสามี... ปล่อยข้าไปเถอะ   บทที่ 3

    บทที่ 3 : นางมารร้ายผู้เงียบงันหลินเวยก้าวเท้าออกจากเรือนนอน โดยมีเสี่ยวชุ่ยเดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆทว่า... ยังไม่ทันจะพ้นเขตประตูเรือน สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับกำแพงมนุษย์สีสันฉูดฉาดสตรีสี่นางในอาภรณ์หลากสี ยืนเรียงหน้ากระดานขวางทางเดินอยู่ราวกับนัดหมายกันมา ใบหน้าของพวกนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตบ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status