LOGINหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งจากการที่หลับมานาน ก็ค่อยๆขยับลืมขึ้นอย่างช้าๆ แสงไฟนวลจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา ทำให้ฉันกระพริบตาช้าๆเพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นสะอาดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นเสาน้ำเกลือและจอมอนิเตอร์ที่ยังส่งเสียงไม่หยุดตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ สวบ… ฉันพยายามขยับร่างกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ เพื่อหาปุ่มกดสัญญาณเรียกพยาบาล หลังจากที่นอนตั้งสตินึกเหตุการณ์ต่างๆที่ตัวเองได้พบเจอ แอด… แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามาจนต้องหันไปมอง “อะ อิกัต! / อิกัต!!!” เป็นเสียงสองสาวกรีดร้องดังขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอเพื่อนตัวเองฟื้นแล้ว “กร๊ดดดดด อิกัต มึงตื่นแล้ว!!!/ เดี๋ยวรีบโทรบอกลุงดินกับป้าพิมพ์ก่อน กรี๊ด!!!” “เบาๆ เสียงแหน่พวกมึง…” (เบาเสียงหน่อยพวกเธอ) ฉันพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ก็ได้เท่านี้จริงๆ จนต้องเอ่ยปากบอกให้พวกมันรินน้ำมาให้ “น้ำ ขอน้ำแนพวกม
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ 01.00 น. ติ๊ด… ติ๊ด…. ติ๊ด…เสียงเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงที่เคยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณรัวถี่ บ่งบอกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงจนวิกฤต ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำให้ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่นั่งเฝ้าลูกสาวตนเองข้างเตียงถึงกับตกใจ ก่อนที่จะตะโกนเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการให้ ติ๊ด----------- แต่แล้วเขาทั้งสองเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงตรงกลางอก เมื่อเสียงของมอนิเตอร์ลากยาวเป็นเส้นตรง ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง พยาบาลคนหนึ่งรีบใช้นิ้วกดคล้ำชีพจรที่คอของคนไข้ ก็พบว่าไม่มีชีพจรแล้ว “ตามหมอเวร! เตรียมรถ Crash Cart มาด่วน!” เสียงพยาบาลประสานงานกันอย่างรู้หน้าที่ สักพักพยาบาลอีกคนเอ่ยเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอก “เดี๋ยวเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอกก่อนนะคะ" ทั้งสองยังคงกอดกันร้องไห้อยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอจะวิ่งผ่านหน้าทั้งสองเข้าไปในห้องคนไข้อย่างรวดเร็ว ภายในห้อง หนึ่ง และ สอง และ สาม…
เสียงบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าอันน่าเลื่อมใสของพระสงฆ์ดังก้องไปทั่วศาลาการเปรียญ น้ำเสียงที่สวดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ท่วงทำนองเนิบนาบแต่กลับอิ่มเอิบไปด้วยความเลื่อมใสยามที่ได้ฟัง “โย โส ทะสะพะโล สัมสัมพุทโธ… อุตตะมัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ…” กลิ่นธูปและควันเทียนที่ลอยมาตามสายลมจางๆ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่กำลังฟุ้งซานของฉันให้ค่อยๆสงบเย็นลง ฉันนั่งพับเพียบลงอย่างสำรวม เมื่ออยู่ต่อหน้าพระประธานองค์ใหญ่ นิ้วมือทั้งสิบประนมเข้าหากัน โดยมีดอกบัวขาวในมือถูกกุมไว้แน่น ฉันหลับตาลงช้าๆพลันกราบลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ในจังหวะนั้นเอง พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพศรัทธาก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญ เป็นบทสวดที่อัญเชิญชัยชนะและความแคล้วคลาดปลอดภัย “พาหุง สะหัสสะมะภินิมนิตะสาวุธันตัง… คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง…” เสียงสวดคาถาพาหุงสวดประสานพร้อมกันอีกครั้งราวกับมีพลังพรมจิตใจผู้คนที่ได้ฟังพร้อมขจัดความกลัวในใจออกไป ฉันค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิฐานขอพรอย่างตั้งใจ ‘ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ
สองวันต่อมา ตึ้ง ตึ้ง! ตึ้ง!! เสียงกลองศึกและแตรสังข์ดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วทุ่งพระราชวัง ปลุกขวัญกำลังใจทหารนับหมื่น ประตูเมืองกรุงศรีอยุธยาเปิดออกพร้อมการเคลื่อนขบวนของมหาทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เสียงบทสวดมนต์พร่ำบ่นคาถาอาคมดังพึมพำไม่ขาดสาย พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านประตูเมือง แสงอาทิตย์อุทัยสาดส่องกระทบเข้ากับยอดฉัตร เสื้อเกราะเหล็ก และคมดาบนับหมื่นเล่มจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเกลียวคลื่นโลหะอันไร้สิ้นสุด ฝุ่นตลบอบอวลเมื่อฝีเท้าของเหล่าไพร่พลและกีบม้าศึกจนบดบังแสงแดด ยอดช้างศึกมหึมาเยื้องกรายทรงพลัง เสียงกระดึงและโซ่ตรวนที่คล้องคอช้างดังประสานไปกับฝีเท้าที่หนักหน่วงทำเอาแผ่นดินสะเทือน ทหารราบกระชับหอก ทหารปืนอาสาแบกอาวุธไฟเดินหน้าอย่างเคร่งขรึม เหนือทัพทั้งหมดคือธงชัยของ ‘เจ้าพระยาโกษาเหล็ก’ ที่โบกสะบัดพลิ้วไหวสำแดงแสนยานุภาพบดขยี้ทุกความกระด้างกระเดื่องหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ราบคาบเพื่อทวงแผ่นดินคืนกลับมา ด้านฝั่งแม่หญิงบุษบาที่ตอนนี้นางยืนปะปนกับชาวบ้าน ที่ทั้งสองฝั่ง
เป็นอีกครั้งที่เธอมานั่งมุมเดิมริมข้างหน้าต่าง เงยหน้ามองพระจันทร์ที่ถูกรายล้อมไปด้วยหมู่ดาวนับร้อย นิ้วเรียวลูบไล้กำไลที่ข้อมือเบาๆ ยามเมื่อห้วนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ใบหน้าก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองก่อนจะแอบหลุดยิ้มออกมาคนเดียวท่ามกลางพระจันทร์และหมู่ดาวนับร้อยที่เป็นสักขีพยาน “ตาคนบ้า!” เธอบ่นพึมพำถึงเขาทั้งรอยยิ้ม แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาจะต้องยกทัพขึ้นเหนือ เธอพยายามนึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมาว่าช่วงระยะเวลานี้มีเหตุการณ์ใดบ้างที่จะเกิดขึ้น แต่เธอพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ค่อยออก ต้องโทษตัวเองที่ระหว่างเรียนมัธยมเธอไม่ค่อยตั้งใจฟังคุณครูเลย เอาแต่แอบหลับอยู่ในคาบเรียนบ่อยครั้ง พอเรียนจบมาก็ต่อคณะที่ตัวเองสนใจไม่ได้ข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มากเท่าไหร่นัก “พรุ่งนี้ฉันคงต้องไปหาคุณพี่เดชซะแล้ว” เธอพูดออกมาด้วยความแน่วแน่ เช้าวันต่อมา วันนี้ฉันตื่นเช้ามากแบบมากเป็นพิเศษ ตื่นมาก็รีบเข้าครัวเองแต่เช้าตรู่ พร้อมแต่งองค์ทรงเครื่
เสียงพายกระทบผืนน้ำอย่างแผ่วเบาพาเรือเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แสงจันทร์วันเพ็ญทอแสงลงมากระทบผืนน้ำกลายเป็นสีขาวนวลทอประกายระยิบระยับ แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เจอกับหมู่ดาวที่เปล่งประกายเต็มไปหมด แสงกระพริบของฝูงหิ่งห้อยตัวน้อยนับร้อยนับพันบินวนไปรอบเรือ ทำให้ต่างก็มองเห็นเสี้ยวหน้าของกันและกันในท่ามกลางความเงียบนี้ “สวยจังเลยค่ะ” ฉันเอ่ยชมขึ้นมาอย่างใจจริง ในขณะที่สายตาก็ยังคงมองหิ่งห้อยที่บินวนรอบตัวไปมา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “ว่าแต่เหตุใดคุณพี่เดชจึงพาน้องมาที่นี่รึเจ้าคะ” “พี่เพียงคิดว่า น้องน่าจะชอบ” เขาเอ่ยปากตอบ พลางส่งยิ้มให้เธอด้วยสายตาที่อบอุ่น แต่แววตาที่เขามองมา ราวกับเหมือนมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ คล้ายกับมีคำพูดมากมายที่อยากจะบอก “คุณพี่เดชมีเรื่องใดกังวลในใจหรือเจ้าคะ” ฉันตัดสินใจเอ่ยปากถามเขาไปตรงๆ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาจับจองมาที่ใบหน้าของฉัน ก่อนจะยอมเปิดปากพูดออกมา “แม้ว่าน้องจะแสร้งทำเป็นลืมเลือนเรื่องราวคราวนั้นไป แต่พี่ก็ยังอยากบอกกล่าวคว







