LOGINตอนนี้ฉันกับคุณหมอภูริชก็เดินมานั่งที่ม้านั่งตัวเดียวกันใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตบริเวณของโรงพยาบาล “นี่ค่ะ” ฉันยกถุงที่ใส่กล่องเค้กยื่นไปให้เขาตรงหน้า เพื่อทำลายบรรยากาศและหาโอกาศเปิดประเด็นเรื่องที่จะคุย “ขอบคุณครับ” แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลยนะสิ รับถุงเค้กเสร็จก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียวสั้นๆเท่านั้น “เอ่อ… คือว่า…” เมื่อเอาเข้าจริงฉันก็ประหม่าและลังเลที่จะเอ่ยปากถามเขาอยู่ไม่น้อย หากว่าเขาไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดล่ะ เขาจะหาว่าสมองฉันมีปัญหาแล้วให้แอดมินอีกรอบหรือป่าว ที่คุณพี่เดชจะวาบมาในยุคนี้เหมือนกับที่ฉันวาบไปในยุคเขาน่ะเหรอ “ผมเหลือเวลาพัก 5 นาทีนะครับ” เขาก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วหันมาบอก “คุณใช่คุณพี่เดชไหมคะ” ฉันหลับตาปี๋แล้วโผล่งถามออกไป ก่อนที่จะค่อยๆลืมตาทีละข้างเพื่อดูปฏิกิริยาเขา เงียบ... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก “ฮ่าๆ พอดีกัตอินนิยายที่อ่านนะคะ งั้นกัตขอตัวก่อนนะค
แอด! “อิหล่าเป็นจั่งใด๋บ้างลูก คุณหมอเพิ่นว่าจั่งใด๋บ้าง” (เป็นอย่างไรบ้างลูก คุณหมอว่ายังไงบ้าง) เสียงเปิดประตูเข้ามา พร้อมคำถามห่วงใยของแม่เอ่ยขึ้น ฉันหันไปมองตามเสียงก็เห็นพ่อแม่กำลังเดินเข้าพร้อมสีหน้าที่มองมาอย่างอ่อนโยน “อิพ่ออิแม่ หล่าคึดฮอด อึก ฮือๆ” ฉันปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเองอีกครั้ง นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นอีกซะแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่พ่อแม่นั่งกอดร่างฉันร้องไห้ครั้งนั้นยังติดตาฉันอยู่เลย “แม่คือกัน ขวัญเอยขวัญมาเด้อลูกเอย” (แม่เหมือนกัน ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก) แม่โผล่เข้ามากอดฉันไว้แน่น ส่วนพ่อก็ลูบหัวฉันเบาๆ “แล้วนี่คุณหมอเพิ่นว่าจั๋งใด๋ลูก” (แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างลูก) ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะยังไม่เห็นคุณหมอเข้ามาเลย “บ่ฮู้คือกัน แต่พี่พยาบาลเพิ่นเข้ามาตรวจแล้วรอบหนึ่ง เพิ่นว่าอีกสักหน่อยคุณหมอเพิ่นจะเข้ามาจ้า” (ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่พยาบาลเข้ามาตรวจรอบหนึ่ง เห็นบอกว่าอีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาค่ะ) “แล้วนี่หล่าย่างไหวบ่ เข้าฮ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งจากการที่หลับมานาน ก็ค่อยๆขยับลืมขึ้นอย่างช้าๆ แสงไฟนวลจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา ทำให้ฉันกระพริบตาช้าๆเพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นสะอาดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นเสาน้ำเกลือและจอมอนิเตอร์ที่ยังส่งเสียงไม่หยุดตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ สวบ… ฉันพยายามขยับร่างกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ เพื่อหาปุ่มกดสัญญาณเรียกพยาบาล หลังจากที่นอนตั้งสตินึกเหตุการณ์ต่างๆที่ตัวเองได้พบเจอ แอด… แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามาจนต้องหันไปมอง “อะ อิกัต! / อิกัต!!!” เป็นเสียงสองสาวกรีดร้องดังขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอเพื่อนตัวเองฟื้นแล้ว “กร๊ดดดดด อิกัต มึงตื่นแล้ว!!!/ เดี๋ยวรีบโทรบอกลุงดินกับป้าพิมพ์ก่อน กรี๊ด!!!” “เบาๆ เสียงแหน่พวกมึง…” (เบาเสียงหน่อยพวกเธอ) ฉันพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ก็ได้เท่านี้จริงๆ จนต้องเอ่ยปากบอกให้พวกมันรินน้ำมาให้ “น้ำ ขอน้ำแนพวกม
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ 01.00 น. ติ๊ด… ติ๊ด…. ติ๊ด…เสียงเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงที่เคยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณรัวถี่ บ่งบอกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงจนวิกฤต ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำให้ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่นั่งเฝ้าลูกสาวตนเองข้างเตียงถึงกับตกใจ ก่อนที่จะตะโกนเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการให้ ติ๊ด----------- แต่แล้วเขาทั้งสองเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงตรงกลางอก เมื่อเสียงของมอนิเตอร์ลากยาวเป็นเส้นตรง ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง พยาบาลคนหนึ่งรีบใช้นิ้วกดคล้ำชีพจรที่คอของคนไข้ ก็พบว่าไม่มีชีพจรแล้ว “ตามหมอเวร! เตรียมรถ Crash Cart มาด่วน!” เสียงพยาบาลประสานงานกันอย่างรู้หน้าที่ สักพักพยาบาลอีกคนเอ่ยเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอก “เดี๋ยวเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอกก่อนนะคะ" ทั้งสองยังคงกอดกันร้องไห้อยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอจะวิ่งผ่านหน้าทั้งสองเข้าไปในห้องคนไข้อย่างรวดเร็ว ภายในห้อง หนึ่ง และ สอง และ สาม…
เสียงบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าอันน่าเลื่อมใสของพระสงฆ์ดังก้องไปทั่วศาลาการเปรียญ น้ำเสียงที่สวดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ท่วงทำนองเนิบนาบแต่กลับอิ่มเอิบไปด้วยความเลื่อมใสยามที่ได้ฟัง “โย โส ทะสะพะโล สัมสัมพุทโธ… อุตตะมัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ…” กลิ่นธูปและควันเทียนที่ลอยมาตามสายลมจางๆ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่กำลังฟุ้งซานของฉันให้ค่อยๆสงบเย็นลง ฉันนั่งพับเพียบลงอย่างสำรวม เมื่ออยู่ต่อหน้าพระประธานองค์ใหญ่ นิ้วมือทั้งสิบประนมเข้าหากัน โดยมีดอกบัวขาวในมือถูกกุมไว้แน่น ฉันหลับตาลงช้าๆพลันกราบลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ในจังหวะนั้นเอง พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพศรัทธาก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญ เป็นบทสวดที่อัญเชิญชัยชนะและความแคล้วคลาดปลอดภัย “พาหุง สะหัสสะมะภินิมนิตะสาวุธันตัง… คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง…” เสียงสวดคาถาพาหุงสวดประสานพร้อมกันอีกครั้งราวกับมีพลังพรมจิตใจผู้คนที่ได้ฟังพร้อมขจัดความกลัวในใจออกไป ฉันค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิฐานขอพรอย่างตั้งใจ ‘ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ
สองวันต่อมา ตึ้ง ตึ้ง! ตึ้ง!! เสียงกลองศึกและแตรสังข์ดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วทุ่งพระราชวัง ปลุกขวัญกำลังใจทหารนับหมื่น ประตูเมืองกรุงศรีอยุธยาเปิดออกพร้อมการเคลื่อนขบวนของมหาทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เสียงบทสวดมนต์พร่ำบ่นคาถาอาคมดังพึมพำไม่ขาดสาย พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านประตูเมือง แสงอาทิตย์อุทัยสาดส่องกระทบเข้ากับยอดฉัตร เสื้อเกราะเหล็ก และคมดาบนับหมื่นเล่มจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับเกลียวคลื่นโลหะอันไร้สิ้นสุด ฝุ่นตลบอบอวลเมื่อฝีเท้าของเหล่าไพร่พลและกีบม้าศึกจนบดบังแสงแดด ยอดช้างศึกมหึมาเยื้องกรายทรงพลัง เสียงกระดึงและโซ่ตรวนที่คล้องคอช้างดังประสานไปกับฝีเท้าที่หนักหน่วงทำเอาแผ่นดินสะเทือน ทหารราบกระชับหอก ทหารปืนอาสาแบกอาวุธไฟเดินหน้าอย่างเคร่งขรึม เหนือทัพทั้งหมดคือธงชัยของ ‘เจ้าพระยาโกษาเหล็ก’ ที่โบกสะบัดพลิ้วไหวสำแดงแสนยานุภาพบดขยี้ทุกความกระด้างกระเดื่องหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ราบคาบเพื่อทวงแผ่นดินคืนกลับมา ด้านฝั่งแม่หญิงบุษบาที่ตอนนี้นางยืนปะปนกับชาวบ้าน ที่ทั้งสองฝั่ง







