Mag-log inบ่าวสาวหัวเราะคิกคักสมทบ "ไม่แน่นะเจ้าคะ อนุหลิวอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้ ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา หากฮูหยินใหญ่ดันท่านขึ้นเป็นเจ้านายอนุคนแรกของจวนหลี่ในอนาคต ท่านอย่าลืมข้านะเจ้าคะ!"
คำพูดนี้ทำให้หลิวฟางหลินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันเสียมากกว่า
กลับมาสนใจ? ดันขึ้นเป็นเจ้านาย? หึ... มิใช่หรอก
หากฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะหาภรรยาให้บุตรชายจริง ๆ นางที่เป็นเพียงอนุเก่าที่ถูกลืมมานับสิบปี คงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกแน่
อนุเช่นนางเป็นได้เพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น...
ดวงตาของฟางหลินฉายแววเย็นชาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามีรอยยิ้มอ่อนโยนตามเดิม นางโบกมือไล่พวกบ่าวออกไป
"เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะกินมันให้หมดเลย พวกเจ้ากลับไปเถิด ข้ากินเสร็จแล้วจะนำชามพวกนี้ไปคืนที่โรงครัวเอง"
"เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวสองคนโค้งศีรษะ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดี
หลิวฟางหลินรอจนพวกบ่าวกลับไปแล้ว นางจึงเริ่มลงมือกำจัดอาหารที่ถูกจัดเตรียมมาให้ด้วยความระแวดระวัง ส่วนหนึ่งถูกเททิ้งในลานหลังเรือน อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปทิ้งไว้ใกล้โรงครัวเพื่อให้พวกหนูในจวนได้ลิ้มลอง
ไม่นานนัก หนูตัวหนึ่งก็รีบเข้ามาคลุกอยู่ในกองอาหารที่ถูกวางทิ้งไว้ มันกินของที่เหลืออยู่ในชามเข้าไปไม่นานนัก ร่างกายเล็ก ๆ ของมันก็เซไปเซมา ก่อนจะล้มลงนอนนิ่ง
ดวงตาคู่สวยของหลิวฟางหลินฉายแววเย็นเยียบขณะจ้องมองหนูตัวนั้น นางมิได้รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัว เพราะประสบการณ์จากชาติก่อนทำให้นางชินชากับพิษและยาต่าง ๆ
"หมดสติไปเท่านั้น..."
นางพึมพำเสียงเบา สายตาฉายความฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุใดพวกเจ้านายในจวนถึงต้องวางยาสลบนางด้วยกันนะ ก่อนที่นางจะลงมือทำอันใดต่อคนในจวนที่เลี้ยงดูนางมาอย่างสุขสบายในช่วงเวลาหนึ่งปีนี้ ฟางหลินขอรู้สาเหตุที่พวกเขาวางยาเสียก่อน หากเพื่อจุดประสงค์ร้ายแรงนางที่อยากเปลี่ยนเส้นทางการเดินก็คตงไม่ยอมไว้ชีวิตพวกเขาแน่
หลิวฟางหลินกลับเข้าห้อง นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารอีกครั้ง ก่อนจะแสร้งเอนกายลงนอนราวกับหมดสติ เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของบ่าวสตรีก็ดังขึ้น พวกนางสามคนที่ไม่ใช่คนเดิมเข้ามาในเรือนอย่างเงียบเชียบ มิได้มีท่าทีลังเลก่อนจะพยุงร่างของนางขึ้นอุ้มออกจากเรือนไป
แม้จะอยู่ในสภาพแสร้งหลับ แต่นางสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นของเรือนที่พวกนางนำร่างของตนเข้าไป
กลิ่นไม้หอม กลิ่นเครื่องหอมแบบบุรุษ การตกแต่งภายในที่ไม่หวานละมุนเหมือนเรือนของสตรี...
นี่คือเรือนของแม่ทัพหลี่ สามีในนามของนางเอง
พวกบ่าวจัดการอาบน้ำให้นาง ขัดถูร่างกายด้วยน้ำสมุนไพรหอมกรุ่น เส้นผมยาวของนางถูกล้างอย่างอ่อนโยน ละเอียดละออเพื่อเตรียมสตรีให้ปรนนิบัติบุรุษ จบด้วยฟางหลินถูกจับแต่งตัวด้วยอาภรณ์บางเบา เนื้อผ้าช่างโปร่งเสียจนมิอาจปิดบังส่วนใดของร่างกายได้ อีกทั้งมันยังลู่ตามส่วนเว้าส่วนของของร่างกายอีกต่างหาก
จากนั้นพวกบ่าวก็พานางไปวางลงบนเตียงหลังใหญ่ในห้องนอนและพากันออกไป
ฟางหลินลืมตาหลังรู้สึกว่านางอยู่ในห้องนี้เพียงผู้เดียว นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง แม้แสงสลัวแต่ก็พอจะทำให้นางมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน วิเคราะห์ลักษณะท่านแม่ทัพผู้นี้แล้วเขาน่าจะเป็นบุรุษเคร่งขรึมและไม่ใส่ใจความสะดวกสบาย เพราะเครื่องเรือนในห้องนี้ล้วนสีดำสนิทและไม่มีอันใดประดับตกแต่งเลยนอกจากของที่ใช้จริง
นางเดาว่าการที่ตนถูกจับมาล้างน้ำเตรียมขึ้นเขียงเช่นนี้น่าจะเป็นความต้องการของมารดาและน้องสาว มิใช่ตัวเขาเองหรอก
หากเขากลับมาแล้วก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่นางจะได้เจอหน้าและเจรจากับเขา เพราะอย่างไรสถานะอนุเช่นนางก็คงไม่รอดพ้นชะตาเช่นนี้อยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยมากขึ้นผ้าห่มสีทองที่พับวางไว้บนเตียงก็ถูกนำมาห่อตัวของนางในระหว่างนั่งรอเจ้าของห้องกลับเข้ามา
รอ รอ และรอ…
แต่เวลาผ่านไปเป็นชั่วยาม กระทั่งจวนจะเลยครึ่งคืน ก็ยังไม่มีวี่แววของเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย คนไม่ชอบอยู่เฉยเช่นนางอดไม่ได้ที่จะกระโดดออกจากหน้าต่างไปนำสุราดอกเหมยเหยือกเล็กมาจิบรอเขาก็แล้ว การรอคอยก็ไม่สิ้นสุดเสียที
ดวงตาของฟางหลินหรี่ลงเล็กน้อย ขณะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ไหน ๆ ก็ถูกส่งมาไว้ที่นี่แล้ว หากเจ้าของห้องไม่กลับมา คืนนี้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นคืนแห่งการดื่มกินเสียแล้ว
ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสถานที่ร่ำสุราก็แล้วกัน...
ฟางหลินนั่งพิงหัวเตียง ยกเหยือกสุราขึ้นจิบช้า ๆ ดวงตาพราวระยับ รสชาติของสุราที่บ่มมาครบปีซึมซาบไปทั่วปลายลิ้น อากาศเย็นยามราตรีพัดผ่านม่านบางเบา กลิ่นของสมุนไพรที่พวกบ่าวใช้อาบน้ำให้นางยังติดอยู่บนผิวกายทำให้เคลิบเคลิ้มไม่น้อย
"เขาไม่ว่าก็ดีเหมือนกัน..." นางกระซิบกับตัวเองเบา ๆ
สิ่งที่มาถึงก่อนกลับเป็นความง่วงและเมามายจากสุราที่ดื่มเข้าไป นางพยายามฝืนตาไว้สักพัก แต่สุดท้ายก็ถูกเตียงที่นุ่มที่สุดเท่าที่เคยนอนมาดูดดึงสติเข้าเสียแล้ว...
ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนรออย
ยามเย็นที่จวนของหมิงจูถูกปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รถม้าของนางจอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าจวนอย่างเรียบง่าย เมื่อหมิงจูก้าวลงจากรถม้าสายตาของนางก็เผลอจับจ้องไปที่จวนข้างเคียง รถม้าคันหรูประดับตราสัญลักษณ์ตระกูลเฉินจอดอยู่เช่นกันเฉินอวี่ในชุดหรูหราทรงภูมิกำลังลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหมิงจูที่กลับมาจวนเร็วกว่าปกติ"เจ้ากลับมาเร็วนัก เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านหรือ?"เฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย พลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงหมิงจูที่ยืนสงบนิ่งอยู่สูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้ามองเขา แววตาของนางฉายแววบางอย่างที่เฉินอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเจ้าเล่ห์เกินบรรยายจนพาลให้จังหวะหัวใจหยุดไปโดยพลัน"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครา
บทส่งท้ายยามเช้าที่แสงตะวันสาดผ่านม่านเมฆอย่างอ่อนโยน ลานพิธีที่จวนตระกูลเฉินถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยผ้าสีแดงสด ประดับด้วยโคมไฟและดอกไม้หอมที่อบอวลในอากาศ เสียงขับร้องและดนตรีจีนดั้งเดิมขับขานด้วยความไพเราะเจ้าบ่าวเฉินอวี่ในชุดแต่งงานสีแดงหรูหราประดับลวดลายประดับดิ้นทอง เดินนำหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ข้างกายของเขาคือ หมิงจูในชุดเจ้าสาวสีแดงลายดอกโบตั๋นทองอันอ่อนช้อย สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาร่างกายขยับเคียงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นในยามที่ทั้งสองคุกเข่าเบื้องหน้าฟ้าดิน“คารวะฟ้าดิน!”ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงดัง ขณะทั้งสองคนก้มลงคารวะฟ้าดินเป็นครั้งแรก เสียงผู้ร่วมงานส่งเสียงแสดงความยินดีดังกระหึ่ม“คารวะบิดามารดา!” หมิงจูและเฉินอวี่หันไปยัง ฮูหยินเฉินและเจ้าตระกูลเฉิน ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำคัญ ฮูหยินเฉินนั้นมีน้ำตาคลอเบ้ากลับยิ้มอย่างปลื้มปีติ เจ้าตระกูลเฉินก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน“หมิงจู เจ้าได้บุตรชายข้าไปแล้ว ขอฝากให้เจ้าช่วยปรามเขาให้หน่อย”ฮูหยินเฉินกล่าวแทรกด้วยเสียงขำ “ใช่แล้ว หมิงจู เจ้าต้องเป็นสะใภ้ที่เด็ดขาดในแบบของเจ้าเองนั่นแหละ แล้วก็ขอให้มีลูกเต็มบ้านห
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข







