เข้าสู่ระบบ"อนุหลิว!?"
คนถูกเรียกชะงักโดยพลัน ก่อนจะหันกลับมาแล้วค่อยก้าวเข้าไปใกล้คนเรียก ป้าฉาง บ่าวคนสนิทของฮูหยินใหญ่ที่มักเป็นธุระติดต่อฟางหลินอยู่บ่อยครั้ง
“งดงามอย่างที่เจ้าเคยพูดไว้จริงเสียด้วย”
น้ำเสียงของฮูหยินใหญ่มิได้เข้มงวด ทว่ากลับแฝงความประหลาดใจไว้ชัดเจน สายตามองฟางหลินที่ก้าวเข้ามาใกล้ ศาลาที่เคยมีเพียงสองแม่ลูกกลับตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ จื่อเหยาเผลอทำชาหกลงบนโต๊ะเล็กน้อยก่อนจะรีบวางถ้วยชาไว้ แล้วจ้องมองฟางหลินด้วยดวงตากลมโตอย่างตื่นเต้น
นางและมารดาต่างเคยได้ยินจากบ่าวสนิทว่า อนุหลิวงดงามอย่างไม่คาดคิด แต่พอได้เห็นด้วยตาตนเอง ความงดงามนั้นกลับเกินกว่าที่คิดตอนได้ยินเสียอีก
ดวงตาคมเรียวใต้มีเสน่ห์ คิ้วโค้งสวย ผิวขาวละมุนดั่งหิมะในยามเช้า ริมฝีปากระเรื่อสีชมพูอ่อน และเรือนร่างที่อ้อนแอ้นพอเหมาะ มิได้ผอมบางจนไร้เนื้อหนังแต่ก็ไม่อวบอ้วนเกินไป ท่วงท่าของนางสง่างามน่ามองยิ่งนัก
เป็นสตรีที่แม้แต่สตรีด้วยกันยังอดอิจฉามิได้
ฮูหยินใหญ่ลอบคิดในใจ นางเข้าใจได้แล้วว่าทำไมบ่าวในจวนถึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กน้อยผู้นี้ติบโตมางดงามนัก
ทว่าเหตุใดบุตรชายของนางถึงไม่สนใจสตรีผู้นี้เลยเล่า? ถึงกับต้องส่งไปแต่งออกจากจวนเลยเชียว?
“นั่งลงสิ” ฮูหยินใหญ่กล่าวเรียบ ๆ พลางผายมือไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
ฟางหลินค้อมศีรษะก่อนจะนั่งลงอย่างนอบน้อม นางไม่รู้ว่าฮูหยินใหญ่เรียกตนไว้ด้วยเหตุใด แต่เมื่อเห็นสายตาที่มิได้มีเจตนาร้ายก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง
อย่างน้อยก็มีความเป็นไปได้ว่าแม่สามีผู้นี้จะไม่ร้ายอย่างที่นางเคยเห็นในซีรีส์ย้อนยุค ส่วนเรื่องที่นางถูกพวกเขาจับล้างน้ำจัดเตรียมขึ้นเตียงให้บุตรชายของพวกนางนั้นความจริงอนุเช่นนางก็มิควรโกรธหรอก เพราะนั่นคือหน้าที่ของสตรีที่ยังอยู่ในฐานะอนุนั่นล่ะ เพียงแต่วิธีของสองนางตรงหน้าอาจจะดูบังคับไปหน่อยก็ตามที
“ข้ามิได้เจอเจ้ามานานมากโตขึ้นเพียงนี้แล้ว” ฮูหยินใหญ่กล่าวขึ้นพลางพิจารณานางราวกับมองลูกสาวคนหนึ่งมากกว่าภรรยาของบุตรชาย “ไม่สิ ตั้งแต่ข้ารับเจ้ามาเป็นอนุให้อาหยวนข้าก็มิได้เห็นหน้าเจ้าอีกเลยต่างหาก”
ฟางหลินยิ้มบางเบา “เจ้าค่ะ ข้าเติบโตได้เพราะความเมตตาของฮูหยินใหญ่เลย...”
ฮูหยินใหญ่พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แกมเสียดาย “น่าเสียดายที่อาหยวนมิได้ถูกใจเจ้า มิรู้เขามีตาหรือไม่กัน”
จื่อเหยาที่เงียบมานานก็อดไม่ได้ที่จะเสริมขึ้น "ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงไม่ชอบอนุหลิวที่งดงามน่ามองเช่นนี้กัน แล้วสตรีในเมืองหลวงผู้ใดเล่าที่พี่ใหญ่จะสนใจอีก เฮ้อ..."
ฟางหลินยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ท่านแม่ทัพมิได้อยู่เมืองหลวงมานานเจ้าค่ะ นิสัยของเขาย่อมแตกต่างจากบุรุษทั่วไป ข้าก็มิได้รู้สึกโกรธเคือง เพียงเสียใจที่มิอาจตอบแทนท่านฮูหยินใหญ่ที่เลี้ยงดูข้ามาได้ด้วยการทำหน้าที่อนุให้สมบูรณ์เท่านั้น"
ฮูหยินใหญ่เหลือบมองนาง นางรับรู้ได้ว่าฟางหลินมิได้พูดเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่พูดด้วยความสัตย์จริง
"ข้าเองก็ขัดอันใดบุตรชายมิได้ ขอให้เจ้าออกจากจวนเราไปมีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้เถอะ เดี๋ยวข้าช่วยเพิ่มสินเดิมให้เจ้าอีกแล้วกัน"
ฮูหยินใหญ่และจื่อเหยานั้นแม้เพิ่งเคยพบและสนทนากับผู้เป็นอนุคราแรกแต่กลับรู้สึกถูกชะตายิ่งนัก จื่อเหยาที่หลายปีมานี้อยู่จวนหลี่ไร้พี่ชายคุยด้วยก็มองหลิวฟางหลินราวมองพี่สาวคนหนึ่งไปเสียแล้ว
น่าเสียดายที่พวกนางใส่ใจอนุตรงหน้าช้าไปหน่อย...
“ขอพระคุณเจ้าค่ะ” ฟางหลินก้มหน้าคำนับเล็กน้อยก่อนปรายตามองสองแม่ลูกก่อนจะกล่าวขึ้น
"หากไม่เป็นการยุ่งเรื่องของพวกท่านเกินไป ข้าน้อยเองก็อาจช่วยท่านบางเรื่องเกี่ยวกับบุตรชายของท่านได้นะเจ้าคะ"
ฮูหยินใหญ่และจื่อเหยาขมวดคิ้วแทบพร้อมกัน "ช่วยอย่างไร?"
ฟางหลินยกยิ้มก่อนเอ่ยตอบ “ก่อนที่พวกท่านจะหาสตรีที่ท่านแม่ทัพชอบ เหตุใดไม่ลองสอบถามถึงความต้องการของเขาก่อนเล่าเจ้าคะ?”
รสนิยมของแต่ละคนไม่เหมือนกันเสียหน่อย...
จื่อเหยาเบะปากอบ่างยอมแพ้ก่อนเอ่ยเสียงหงุดหงิด “พี่ใหญ่น่ะหรือ พวกข้าถามแล้วเขาก็หาได้บอกไม่ต่างหากเล่า!”
ฟางหลินหัวเราะเบา ๆ พยักหน้าเข้าใจ “ถามตอนท่านแม่ทัพมีสติไม่ได้ เหตุใดไม่ถามตอนที่ท่านแม่ทัพกำลังเมามายเล่าเจ้าคะ”
สองแม่ลูกมองนางอย่างงุนงงก่อนเผยรอยยิ้มอย่างเข้าใจในสิ่งที่ฟางหลินต้องการจะสื่อแล้ว
“คนเมาย่อมพูดความจริง...” จื่อเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวัง
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” ฟางหลินพูดต่อ “ท่านแม่ทัพอาจไม่หลงในสตรี แต่ข้าน้อยมั่นใจว่าท่านแม่ทัพนั้นหมกมุ่นในสุราแน่นอน”
บุรุษไร้อารมณ์เช่นหลี่หยวนเมื่อถูกถามเรื่องสตรีก็คงกระดากอายที่จะพูด แต่อนสตรีเลอะเลือนก็ไม่แน่ว่าความอายเหล่านั้นจะยังมีอยู่
อย่างไรเขาก็บุรุษผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่แต่กับศพหรือการฆ่าฟันมามากเพียงใด ความต้องการปลดปล่อยของบุรุษย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงได้ นางเชื่อเช่นนั้น!
หากแผนการที่นางเสนอสำเร็จ อนุที่ไร้ญาติมิตรเช่นนางก็จะได้ทั้งผู้ใหญ่ที่เอ็นดูและได้เพิ่มกองสินเดิมอันส่งผลต่ออนาคตกับสามีคนใหม่ด้วย!
ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนรออย
ยามเย็นที่จวนของหมิงจูถูกปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รถม้าของนางจอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าจวนอย่างเรียบง่าย เมื่อหมิงจูก้าวลงจากรถม้าสายตาของนางก็เผลอจับจ้องไปที่จวนข้างเคียง รถม้าคันหรูประดับตราสัญลักษณ์ตระกูลเฉินจอดอยู่เช่นกันเฉินอวี่ในชุดหรูหราทรงภูมิกำลังลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหมิงจูที่กลับมาจวนเร็วกว่าปกติ"เจ้ากลับมาเร็วนัก เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านหรือ?"เฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย พลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงหมิงจูที่ยืนสงบนิ่งอยู่สูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้ามองเขา แววตาของนางฉายแววบางอย่างที่เฉินอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเจ้าเล่ห์เกินบรรยายจนพาลให้จังหวะหัวใจหยุดไปโดยพลัน"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครา
บทส่งท้ายยามเช้าที่แสงตะวันสาดผ่านม่านเมฆอย่างอ่อนโยน ลานพิธีที่จวนตระกูลเฉินถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยผ้าสีแดงสด ประดับด้วยโคมไฟและดอกไม้หอมที่อบอวลในอากาศ เสียงขับร้องและดนตรีจีนดั้งเดิมขับขานด้วยความไพเราะเจ้าบ่าวเฉินอวี่ในชุดแต่งงานสีแดงหรูหราประดับลวดลายประดับดิ้นทอง เดินนำหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ข้างกายของเขาคือ หมิงจูในชุดเจ้าสาวสีแดงลายดอกโบตั๋นทองอันอ่อนช้อย สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาร่างกายขยับเคียงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นในยามที่ทั้งสองคุกเข่าเบื้องหน้าฟ้าดิน“คารวะฟ้าดิน!”ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงดัง ขณะทั้งสองคนก้มลงคารวะฟ้าดินเป็นครั้งแรก เสียงผู้ร่วมงานส่งเสียงแสดงความยินดีดังกระหึ่ม“คารวะบิดามารดา!” หมิงจูและเฉินอวี่หันไปยัง ฮูหยินเฉินและเจ้าตระกูลเฉิน ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำคัญ ฮูหยินเฉินนั้นมีน้ำตาคลอเบ้ากลับยิ้มอย่างปลื้มปีติ เจ้าตระกูลเฉินก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน“หมิงจู เจ้าได้บุตรชายข้าไปแล้ว ขอฝากให้เจ้าช่วยปรามเขาให้หน่อย”ฮูหยินเฉินกล่าวแทรกด้วยเสียงขำ “ใช่แล้ว หมิงจู เจ้าต้องเป็นสะใภ้ที่เด็ดขาดในแบบของเจ้าเองนั่นแหละ แล้วก็ขอให้มีลูกเต็มบ้านห
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข







