LOGIN
ภายในห้องพักนักศึกษาห้องหนึ่ง มีสายตาของหญิงสาวสองคู่กำลังจดจ่ออยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กับผลการคัดเลือกที่จะประกาศออกมาในเร็ว ๆ นี้
ลำดับที่1 นางสาวกุลนันท์ แก้วตาใส นั่นคือรายชื่อของนักศึกษาที่เพิ่งจะเรียนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ไม่นานหลังจากที่ผลประกาศออกมาแล้ว สายตาของหญิงสาวคนหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังนั่งไล่อ่านรายชื่อของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกอยู่นั้น
จู่ ๆ น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลรินออกมา เนื่องจากตื้นตันใจกับความสำเร็จที่เธอนั้นได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้
มะนาวหญิงสาววัย 22 ปี ที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกในการสอบแข่งขันชิงทุนการศึกษา เพื่อไปเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น
ส่วนหญิงสาวอีกคนที่คอยยืนลุ้นไปด้วยกันกับเธอนั้น เมื่อได้เห็นรายชื่อในผลประกาศแล้ว เธอก็ได้แต่กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง ด้วยความปลื้มปีติยินดีกับเพื่อนของเธอ
"ยัยนาววว! ฉันยินดีกับแกด้วยว่ะ แกเก่งมากเลย ฉันรู้ว่าคนอย่างแกต้องทำได้แน่นอน"
ปลาวาฬกล่าวออกมาอย่างดีใจ พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นไปมา ดีอกดีใจยิ่งกว่าคนที่ได้ผ่านการคัดเลือกเองเสียอีก
ในขณะที่มะนาวคนที่ได้ผ่านการคัดเลือกนั้นกลับไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอได้แต่ก้มหน้าและเช็ดคราบน้ำตาแห่งความตื้นตันใจนี้ออกไป ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ามาเอ็ดเพื่อนของเธอไปเพียงเบา ๆ
"เบาเสียงหน่อยสิยัยวาฬ เสียงแกดังขนาดนี้คนทั่วทั้งตึกคงได้รู้กันหมดแล้วมั้งเนี่ย"
มะนาวพูดตักเตือนเพื่อนสาวของเธอ เนื่องจากหญิงสาวกลัวว่าเสียงของเพื่อนเธอจะดังไปรบกวนห้องข้างๆ จนทำให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่นได้
"รู้กะรู้ไปสิ เรื่องน่ายินดีขนาดนี้ จะเป็นไรไปล่ะ พวกเราไม่ได้เสียงดังกันทุกวันสักหน่อย”
ปลาวาฬโต้เถียงกลับ เพราะด้วยความที่มะนาวนั้น เป็นคนที่มีนิสัยมักจะชอบเกรงใจคนอื่นมากจนเกินไป แม้กระทั่งเรื่องที่น่ายินดีเช่นนี้ มะนาวก็ยังจะมาบ่นเรื่องเสียงดังกับเธออีก
แต่สำหรับปลาวาฬแล้ว เธอไม่ใช่คนแบบนั้น เธอกลับมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้ว่าจะมีเสียงดังออกมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวันสักหน่อย
ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะรำคาญเสียงของเธอหรือไม่ เธอเพียงแค่ต้องการแสดงความยินดีกับเพื่อนของเธอก็เท่านั้นเอง
"จ้า ๆ "
เสียงพูดอย่างปลงตกของมะนาว พร้อมทั้งส่ายหัวไปมาเล็กน้อยให้กับเพื่อนของเธอ เพราะไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไร เพื่อนหัวรั้นอย่างปลาวาฬก็ยังคงคิดที่จะเถียงเธออยู่ดี และต่อให้จะมีเหตุผลสักแค่ไหนแต่ถ้าหญิงสาวไม่ยอมทำตาม ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถมาบังคับเธอได้เลย
"ยัยนาว งั้นคืนนี้พพวกเราไปเลี้ยงฉลองกันนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง ไปร้านหมูกระทะกัน ร้านประจำเราอ่า"
ปลาวาฬพูดชักชวนเพื่อนสาวคนเก่งของเธอ เพื่อที่จะไปเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยกัน
"ขอบใจนะแก แต่ว่าเอาไว้ให้ใกล้วันออกเดินทางก่อนแล้วกันนะ พวกเราค่อยไปฉลองกันทีเดียว ฉันจะได้ประหยัดเงินเอาไว้ด้วย เพราะฉันคิดว่าน่าจะได้ใช้เงินในการดำเนินการต่าง ๆ อีกเยอะอยู่อ่าแก"
มะนาวพูดอย่างเกรงอกเกรงใจเพื่อนสนิทคนเดียวของเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าปลาวาฬจะต้องมัดมือชกขอจ่ายคนเดียวอีกแน่นอน แต่มะนาวไม่เคยต้องการเช่นนั้นเลย
เธอจึงได้แต่ขอเลื่อนวันฉลองออกไปอีก เพื่อที่ว่าในวันนั้นเธอจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง โดยใช้โอกาสนี้ได้เลี้ยงอาหารเพื่อนของเธอคืนบ้างเช่นกัน
"ไม่เอา ไปวันนี้แหละ ฉันอยากกินวันนี้ ฉันเลี้ยงเองน่า นานๆทีกว่าแกจะมีวันว่างสักที ส่วนใกล้วันออกเดินทางก็ค่อยไปกันใหม่ไง ไม่เห็นยากเลย"
ปลาวาฬพูดออกมาราวกับล่วงรู้ความคิดของเพื่อนดี เนื่องจากมะนาวมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอจึงมักจะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่เสมอ
มะนาวจำเป็นจะต้องออกไปทำงานพาร์ทไทม์ในระหว่างที่เธอไม่มีเรียนอยู่เสมอเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ และยังต้องแบ่งเงินบางส่วนที่เธอหามาได้ส่งให้กับครอบครัวของเธออีกด้วย ถึงแม้ว่าทางบ้านจะปฏิเสธที่จะรับก็ตาม แต่หญิงสาวก็ยังรั้นที่จะส่งให้อยู่ดี
ถึงแม้ว่ามะนาวจะใช้เวลาว่างจากการเล่าเรียนเพื่อออกไปทำงาน แต่ผลการเรียนของเธอนั้นกลับอยู่ในระดับท๊อปของชั้นเรียนเกือบตลอดระยะเวลาของหลักสูตรการศึกษาเลยทีเดียว และคงจะมีเพียงแค่ช่วงเวลาที่ใกล้สอบแข่งขันชิงทุนการศึกษาสำหรับเรียนต่อนี้เท่านั้นที่เธอยอมหยุดทำงานพาร์ทไทม์ชั่วคราว เพื่อที่จะมาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบอย่างจริงจัง จนทำให้เธอได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้นั่นเอง
ดังนั้นตลอดหลักสูตรที่มะนาวได้เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมาเธอจึงแทบจะไม่ค่อยมีเวลาหาเพื่อน หรือไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นเลย จะมีเพียงแค่ปลาวาฬเท่านั้นที่ยังคงแวะมาหาสู่เมื่อมะนาวมีเวลาว่างอยู่เสมอ
ส่วนในเรื่องความรักของคนวัยนี้ ต่อให้มะนาวจะดูเหมือนเด็กเรียนและไม่สนใจในเรื่องของความรักมากแค่ไหน แต่ก็ไม่วายที่จะมีหนุ่ม ๆ เข้ามาจีบเธออยู่ดี เพราะหญิงสาวก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์มากโดยธรรมชาติคนหนึ่งเช่นกัน
มะนาวเป็นคนที่มีผิวขาวเนียนใสละเอียด มีดวงตากลมโต มีผมยาวสีน้ำตาลเข้ม และมีรูปร่างที่เพรียวบางอย่างสมส่วน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีหนุ่ม ๆ คอยมาแวะเวียนจีบเธออยู่บ้าง
แต่ถึงแม้ว่าจะมีหนุ่ม ๆ มาขอจีบ ขอเลี้ยงดูมะนาวต่าง ๆ นานา แต่เธอก็ได้ปฏิเสธไปหมดทุกคน เพราะมะนาวมีคติว่าเธอจะต้องพึ่งพาตนเองและนำพาครอบครัวของเธอให้หลุดพ้นจากฐานะที่เป็นอยู่นี้ให้ได้โดยที่ไม่หวังพึ่งพาใคร เธอจะต้องหาทางก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวของเธอเองเท่านั้น ดังนั้นมะนาวจึงเป็นคนที่มีนิสัยชอบเกรงใจคนอื่น แต่ก็ยังมีความแน่วแน่ในเส้นทางที่ตนเองได้เลือกแล้วเช่นกัน
"ตามใจแกละกัน"
มะนาวได้แต่ส่ายหัวให้เพื่อนเล็กน้อย พร้อมทั้งพูดอย่างไม่อยากจะเถียงกับเพื่อนตัวดีของเธอต่อแล้ว เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร ปลาวาฬก็คงจะดึงดันที่จะไปให้ได้อีกตามเคย
ปลาวาฬคือเพื่อนสนิทคนเดียวของมะนาว เป็นสาวสวยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง ที่มีนิสัยหัวรั้น แต่จิตใจดีและยังมีความสดใสร่าเริงอยู่เสมอ
ส่วนฐานะทางบ้านของปลาวาฬนั้น ถือว่าค่อนข้างที่จะรวยในระดับหนึ่ง เพราะทางบ้านของเธอนั้นได้เปิดกิจการร้านขายอะไหล่รถยนต์ในตัวเมืองจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือมานานหลายปีมากแล้ว จึงทำให้ตัวของปลาวาฬนั้นไม่เคยขัดสนในเรื่องของเงินทองเลย
"แกพูดแล้วนะ งั้นฉันมารับแกตอนหนึ่งทุ่มนะ เดี๋ยวฉันจะกลับห้องไปเตรียมตัวก่อน แล้วจะกลับมารับแกอีกที"
ปลาวาฬพูดพลางโบกมือลาให้เพื่อนไปหนึ่งที ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ หันหลังให้มะนาว แล้วเดินเปิดประตูออกจากห้องไป ส่วนมะนาวเธอได้แต่ส่ายหัวไปเบา ๆ ไล่หลังให้กับเพื่อนหัวรั้นของเธอ จากนั้นหญิงสาวก็รีบจับมือถือขึ้นมาแล้วต่อสายไปหาพ่อกับแม่ของเธอในทันที
เมื่อเสียงมือถือของปลายสายดังขึ้น หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในวันนี้ เธอก็ได้ละวางจากสิ่งของต่าง ๆ แล้วรีบเดินไปจับมือถือที่วางอยู่บนหลังตู้เย็นเก่าๆ ตู้หนึ่งขึ้นมา หญิงวัยกลางคนมองไปดูบนหน้าจอมือถือจึงได้เห็นรายชื่อของสายที่โทรเข้ามาเลยรีบกดรับสายไปในทันที
"ว่าไงลูก วันนี้หนูไม่ได้ไปทำงานพิเศษเหรอลูกแม่ ทำไมถึงโทรมาหาแม่ในเวลาได้นี้ล่ะจ๊ะ"
เสียงปลายสายสอบถามลูกสาวด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วลูกของตนมักจะโทรมาหาในเวลาอื่น ที่ได้ว่างจากการทำงานในช่วงเวลานี้อยู่เสมอ
"วันนี้หนูก็ไม่ได้ไปทำงานค่ะแม่... แล้วหนูมีเรื่องสำคัญที่อยากจะบอกแม่ด้วยนะคะ" เสียงต้นสายพูดคุยอย่างเก็บอาการ
"มีเรื่องอะไรหรือลูก ลูกมีปัญหาอะไรหรือเปล่าจ้ะ หรือว่าเงินไม่พอใช้ใช่ไหม เดี๋ยวแม่ฝากเขาโอนไปให้นะ หนูจะเอาเท่าไหร่ ถ้าแม่มีไม่พอแม่จะขอติดเขาไว้ก่อนก็ได้ลูก"
เสียงของคนเป็นแม่ที่ได้สอบถามลูกสาวออกมาด้วยความเป็นห่วง เพราะในใจของพ่อแม่นั้นก็ยังคงรู้สึกผิดต่อลูกสาวคนนี้อยู่
ถึงแม้มะนาวจะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างยากจน พวกเขาจึงไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถส่งเสียให้ลูกคนนี้ได้มีโอกาสเข้าเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาตรีเหมือนอย่างเด็กบ้านอื่นเขาได้
พวกเขาเคยขอให้ลูกสาวหยุดเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาตรี เนื่องจากยังไม่สามารถที่จะหาเงินมาส่งเสียให้ทั้งลูกชายคนเล็กและลูกสาวคนโตเข้าเรียนพร้อมกันได้ พวกเขาคิดว่าถ้าหากต้องส่งเสียทั้งพี่สาวและน้องชายให้เข้าเรียนต่อพร้อมกัน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเยอะขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เพราะยิ่งเรียนในระดับที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะยิ่งมากขึ้นตามมา เกรงว่าเงินที่พ่อแม่รับจ้างหามาได้ในแต่ละวันคงจะมีไม่พอสำหรับใช้จ่ายของคนทั้งครอบครัวแน่
แต่มะนาวเป็นเด็กที่รู้ความมาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เธอยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับชั้นมัธยม ถ้าหากมะนาวมีเวลาว่างจากการเรียน มะนาวก็จะไปหารับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหาเงินมาเสริมให้กับครอบครัวของเธออยู่เสมอ
และในช่วงที่มะนาวใกล้เรียบจบชั้นมัธยมหกนั้น พ่อและแม่ของเธอได้มาขอให้เธอหยุดเรียนต่อ เพราะเงินที่พ่อแม่หามาได้นั้นจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวถ้าหากว่ายังต้องส่งเสียเธอเรียนต่อไป พ่อแม่จึงได้ตัดสินใจขอร้องกับมะนาวไปเช่นนั้น แต่มะนาวในตอนนั้นเป็นเด็กที่ชอบฝักใฝ่ในการเรียนมาก เธอจึงได้บอกพ่อและแม่ของเธอไปว่า
‘หนูขอเรียนต่อนะคะ หนูได้ไปปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนแล้ว”
“คุณครูบอกว่าการสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จะมีทุนการศึกษามาให้นักเรียนสมัครสอบทุกปี”
“และหนูก็ได้สมัครสอบไปแล้ว ถ้าหนูสอบติดหนูขอ เรียนต่อนะคะ”
“หนูสัญญาว่าจะไม่มารบกวนการเงินกับทางบ้านอีก และหนูจะหางานทำระหว่างเรียนเองค่ะ”’
เมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ยินลูกสาวพูดอย่างนั้น ก็ยิ่งรู้สึกรันทดที่ตนเองนั้นไม่มีศักยภาพพอ ที่จะดูแลลูก ๆ ให้ได้อยู่อย่างสุขสบายเหมือนคนอื่นเขา
แม้แต่การเรียน ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของลูก ตนเองก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ลูกได้เลย จนลูกนั้นต้องดิ้นรนหาทางออกอื่นด้วยตัวเอง
สองคนพ่อแม่จึงได้แต่ปลงตกและโทษตนเองอยู่ในใจ แต่ก็ยอมตอบตกลงลูกสาวไป เพราะพวกเขาเองก็รู้ตัวดีว่าไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งเสียให้ลูกเช่นกัน ทางเลือกนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ อย่างมากพวกเขาก็ได้แต่คอยให้กำลังใจลูกสาวบ้างในบางครั้ง เพราะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำให้เธอได้
"ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกค่ะแม่ คือหนูได้สมัครสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ประเทศญี่ปุ่นไว้”
“แล้ววันนี้ผลประกาศออกมา หนูได้ผ่านการคัดเลือกให้ไปเรียนต่อที่นู่น และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หนูก็จะได้ออกเดินทางแล้วค่ะแม่"
มะนาวพูดในสิ่งที่เธออยากจะบอกคนเป็นแม่ว่าเธอประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะ เพื่อให้พ่อแม่ได้แสดงความยินดีและภูมิใจในตัวเธอ ปลายสายได้แต่นิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ จนทำให้มะนาวรู้สึกเป็นกังวลว่าพ่อแม่ของเธอจะรู้สึกยินดีกับเธอด้วยหรือไม่
"ฮัลโหลแม่ แม่ได้ยินที่หนูพูดไหมคะ ทำไมแม่ถึงเงียบไปเลยคะ"
มะนาวถามปลายสายซ้ำกลับไปเพราะเธอกลัวว่าแม่ของเธออาจจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูดไปเมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะสัญญาณมือถือขาดหายไปหรือไม่ ถึงไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ตอบกลับมาบ้างเลย ปลายสายได้แต่ใช้มือเช็ดคราบน้ำตาของตนเองออกก่อนจะรีบตอบกลับลูกสาวไปในทันที
"เปล่าลูก แม่ได้ยินแล้ว แม่ดีใจกับหนูมากจริงๆนะ หนูเป็นเด็กดีมาตลอด แม่ก็ขออวยพรให้หนูประสบความสำเร็จดั่งใจหวังทุกอย่างนะลูก แม่กับพ่อและน้องก็จะคอยเป็นกำลังใจให้หนูเสมอนะ แล้วหนูจะได้กลับมาเยี่ยมที่บ้านก่อนออกเดินทางบ้างไหมลูก"
ผู้เป็นแม่กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความปลื้มปีติยินดีกับลูกสาว ที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกเรียนต่อในครั้งนี้
"กลับค่ะแม่ เดี๋ยวหนูกลับไปบ้านวันไหนหนูจะโทรบอกแม่อีกทีนะคะ แล้วพ่อกับน้องไปไหนคะแม่"
มะนาวสอบถามถึงพ่อและน้องชาย เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงของทั้งสองคนผ่านสายโทรศัพท์ ปกติแล้วถ้าทุกคนอยู่ด้วยกันที่บ้านก็จะมีเสียงแทรกเข้ามาในสายให้เธอได้ยินอยู่ตลอด แต่วันนี้หญิงสาวไม่ได้ยินเสียงของทั้งสองคนเลย จึงได้สอบถามกับแม่ของเธอไป
"พ่อไปรับจ้างตัดอ้อยยังไม่ได้กลับมาเลยลูก ส่วนน้องตอนนี้ไปฝึกหัดซ่อมรถอยู่ที่บ้านเพื่อนก็ยังไม่ได้กลับมาบ้านเหมือนกันจ้ะ" เสียงผู้เป็นแม่ได้ตอบกลับลูกสาวไป
"งั้นหนูฝากความคิดถึงไปให้พ่อกับน้องด้วยนะคะ เดี๋ยวหนูจะต้องวางสายก่อนนะคะแม่เพราะหนูนัดกับเพื่อนไว้แล้ว ถ้าว่างหนูโทรไปหาใหม่นะคะ รักแม่นะ แม่รักษาสุขภาพด้วยนะคะ"
มะนาวรีบพูดตัดจบกับแม่ของเธอ เพราะหญิงสาวจะต้องรีบไปเตรียมตัว เพื่อไปกินหมูกระทะกับปลาวาฬในคืนนี้
"จ้าลูก หนูก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ แม่รักและเป็นห่วงหนูนะ"
ผู้เป็นแม่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีแต่ความห่วงใยให้กับลูกสาว
"ค่ะแม่ หนูไปก่อนนะ สวัสดีค่ะ... "
พอสิ้นเสียงพูด มะนาวก็ได้กดวางสายและรีบไปอาบน้ำแต่งตัวทันที ก่อนที่จะออกไปกินหมูกระทะ เพื่อฉลองให้กับตนเองในค่ำคืนนี้ด้วยกันกับเพื่อน
ที่ห้องผู้บริหารของบริษัทชิกิยามะ เลขาสาวสวยคนเดิมได้เดินนำหน้าหญิงสาวร่างบาง เพื่อนำทางเธอเข้าไปพบกับเจ้านายของตนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงาน ณ ขณะนี้ เมื่อพวกเธอเดินมาถึงที่หน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม เลขาสาวสวยจึงได้ผายมือข้างหนึ่งไปยังเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับยามาดะเพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงบนนั้น จากนั้นพนักงานคนเดิมก็ได้โค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะค่อย ๆ เดินถอยหลังแล้วออกจากห้องไป “คุณเรียกฉันมามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะนี่ก็ยังไม่ถึงวันที่เธอจะต้องเข้ามารายงานความคืบหน้ากับเขาสักหน่อย แล้วเขาเรียกเธอเข้ามาพบทำไมกัน “คุณยังติดต่อกับไดอิจิอยู่ใช่ไหม” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมทั้งจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหญิงสาวเพื่อสังเกตอาการของเธอ มะนาวที่ได้ยินเขาถามขึ้นมาแบบนั้น เธอก็มีอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะรีบตอบชายหนุ่มไป “เปล่าค่ะ เขาแค่แชทมาถามฉันเกี่ยวกับเรื่องของทุนการศึกษาเท่านั้นเอง แต่ฉันไม่ได้ไปพบเขานะคะ” หญิงสาวพยายามเลี่ยงที
ที่ห้องติวหนังสือใต้หอพักของมะนาวและไดอิจิ "มะนาวเป็นยังไงบ้าง คุณหายดีแล้วใช่ไหม" ไดอิจิรีบสอบถามถึงอาการป่วยของหญิงสาวทันทีที่เธอได้เดินเข้ามานั่งยังฝั่งตรงข้ามกันกับเขา "มะนาวหายดีแล้ว ขอบคุณไดอิจิมากนะที่ยังเป็นห่วงมะนาว" หญิงสาวตอบเขากลับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย เพื่อเว้นระยะห่างอย่างเช่นเคย “มะนาวหายดีก็ดีแล้ว เพราะผมจะไม่ได้เป็นห่วงมะนาวมาก... ถ้างั้นเรามาเริ่มเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ” ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบพูดเข้าเรื่องทันที “มะนาวอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงได้เกลียดเขานัก ก็เพราะว่าเขาเป็นคู่หมั้นของพี่สาวผมยังไงล่ะ แต่ผมไม่ได้เกลียดเขาเพียงเพราะว่าเขาเป็นคู่หมั้นของพี่สาวผมหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่าผู้ชายคนนั้นชอบทำให้พี่สาวของผมเสียใจอยู่บ่อยครั้งน่ะสิ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดเขามากต่างหาก” ชายหนุ่มหน้าหวานพูดไปพร้อมทั้งใส่อารมณ์ไป เมื่อเขาได้ย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาของยามาดะที่เขาเคยทำกับคาซึเมะไว้ ส่วนมะนาวเมื่อเธอได้ยินเขาพูดออกมาแบบนั้นเธอก็ได้แต่ทำตาโตนั่งนิ่งเพราะกำลังตกใจอยู่กับสิ
ที่ห้องพักของไดอิจิ"ฮัลโหลครับนายน้อย ผมได้สืบมาแล้วนะครับ เรื่องที่นายน้อยสั่งมา" เสียงทุ้มใหญ่ของพ่อบ้านรีบพูดขึ้นมาทันทีที่ไดอิจิกดรับสายของเขา"ได้เรื่องว่ายังไงบ้างครับ" ไดอิจิรีบถามเขาออกไปด้วยความอยากรู้“เรื่องของคุณผู้หญิงที่นายน้อยสั่งให้ผมสืบ เธอมีความเกี่ยวข้องกับท่านประธานยามาดะจริงครับ โดยที่ท่านประธานเป็นผู้ให้ทุนการศึกษาเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แก่คุณผู้หญิงครับ”พ่อบ้านรีบบอกถึงข้อมูลที่เขาได้ไปสืบมาให้กับไดอิจิฟัง“แล้วนอกจากเรื่องให้ทุนการศึกษาล่ะ ยังมีเรื่องอื่นอีกไหมครับที่มันยังมีความเกี่ยวข้องกันกับเขา”“มีครับ นอกจากท่านจะให้ทุนการศึกษาแก่คุณผู้หญิงแล้วท่านยังให้ทุนการศึกษากับน้องชายของเธออีกด้วยครับ พร้อมทั้งให้เงินเดือนกับครอบครัวของเธอเอาไว้ใช้จ่ายอีกเดือนละ 10,000 บาท และนอกจากนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ท่านประธานยามาดะยอมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้กับคุณผู้หญิงครับ”ชายหนุ่มหน้าหวานเงียบไปสักพักใหญ่เมื่อเขาได้ยินแบบนั้น เพราะเขาคิดว่าเงื่อนไขของทุนการศึกษานี้มันดูค่อนข้างแปลกจนเกินไปสำหรับผู้ให้และผู้รับทุนที่เขาเคยพบเจอมา“ขอบคุณครับ แต่คุณ
ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านของพ่อแม่ไดอิจิชายหนุ่มหน้าหวานรีบเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ผู้เป็นแม่ทันทีที่เขาเข้ามาภายในห้อง วันนี้ที่เขาได้เดินทางกลับมาบ้านก็เนื่องจากว่าพ่อและแม่ของเขาต้องการที่จะปรึกษาหารือธุระสำคัญกับลูกทั้งสองคนโดยเรื่องแรกคือเรื่องกำหนดวันแต่งงานของคาซึเมะพี่สาวไดอิจิ เพราะเธอถูกหมั้นหมายกับยามาดะ โช มาเนิ่นนานหลายปีมากแล้ว แต่จนป่านนี้ก็ยังไร้วี่แววของฤกษ์มงคล และด้วยอายุของหญิงสาวเริ่มที่จะมากขึ้นทุกปี ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จึงอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ทางด้านคาซึเมะเอง เธอก็ได้แต่ยืนกรานที่จะปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้อีกครั้งโดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่เธอขอเวลาอีกแค่สองปีเท่านั้น เพราะถ้าหากฝ่ายนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร เธอก็จะยอมแต่งงานแต่โดยดีตามที่ผู้ใหญ่ต้องการส่วนไดอิจิ เขาก็พอจะรู้จักนิสัยพี่สาวดี ที่เธอทำไปแบบนี้ก็ล้วนแค่ทำตามความต้องการของอีกฝ่ายเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วคาซึเมะเองก็ได้ตกหลุมรักยามาดะ โช มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กแล้ว แต่ด้วยนิสัยของหญิงสาวที่เธอเองก็ไม่อยากจะฝืนใจใครและเธอก็ไม่ยอมตัดใจจากเขาเสียที ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้เธอจึงขอเ
หลังจากที่ทั้งสองคนได้สวมใส่เสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวร่างบางจึงได้ตัดสินใจที่จะลองพูดคุยต่อรองเงื่อนไขบางอย่างกับชายหนุ่มไปอีกครั้งอย่างคนไร้หนทางอื่น"ฉันมีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียว ถ้าหากว่าคุณยอมรับปาก ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะสั่งให้ฉันทำอะไรฉันก็จะยอมทำตามทุกอย่างที่คุณพูดมา"มะนาวพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแววตาที่ดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในตอนนี้เธอรู้สึกปลงตกกับชีวิตของตัวเองเกินกว่าที่จะรับได้แล้ว ยามาดะเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจ เขาจึงรีบถามเธอกลับไปในทันทีอย่างสนใจ"คุณลองว่ามาสิ" เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไรกันแน่"คุณอย่าทำแบบนี้กับฉันอีกได้ไหมหากว่าฉันไม่ยินยอม ถ้าคุณยอมรับปากไม่ว่าเรื่องอะไรฉันก็จะยอมทำให้แต่โดยดี"มะนาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอื่อยเฉื่อยราวกับคนไร้ชีวิตชีวา พร้อมทั้งเบือนหน้าไปมองมู่ลี่บังสายตาที่ติดอยู่กับหน้าต่างภายในห้องนั้น ชายหนุ่มนั่งพิจารณาอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะหันหน้าไปตอบหญิงสาวร่างบางด้วยความรู้สึกผิดที่มีต่อเธออยู่บ้าง"ผมยอมรับปากคุณก็ได้ แต่ถ้าคุณยังกล้าขัดคำสั่งของผมอีก คุณจะต้องยอมรับกับผลที่จะตามมาใ
เสียงอู้อี้อย่างแผ่วบางอยู่ในลำคอเล็ก หญิงสาวพยายามดิ้นขลุกขลักไปมาภายใต้ร่างหนาใหญ่แต่เขาก็ยังคงดูดดึงลิ้นบางอย่างไม่ให้เธอได้พักหายใจ หญิงสาวจึงใช้มือเล็กทั้งสองข้างทุบตีระรัวเข้าไปที่กลางลำตัวของชายหนุ่มเพื่อส่งสัญญาณให้เขาปล่อยเธอไปผ่านไปไม่นานชายหนุ่มถึงได้ถอนริมฝีปากหนาของเขาขึ้น จึงทำให้น้ำหวานจากปากของพวกเขาฉ่ำเยิ้มไปทั่วบริเวณรอบ ๆ กลีบปากทั้งสอง ตามมาด้วยเสียงหอบกระเส่าของร่างบางเมื่อเธอได้รับอิสรภาพจากคนตรงหน้า“คุณจะยอมทำตามที่ผมบอกดี ๆ ไหม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วคุณก็จะได้เจออย่างเมื่อคืนอีก”เสียงชายหนุ่มพูดตะคอกใส่หน้าหญิงสาวด้วยอารมณ์โมโหที่เธอชอบขัดคำสั่งเขาตลอด มะนาวจ้องมองไปที่ดวงตาคมเข้มด้วยสายตาที่อาฆาตราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขาหากว่าเธอสามารถทำได้“ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำอะไรแบบนี้กับฉันอีก และฉันขอยกเลิกสัญญารับทุนการศึกษานี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนี้หัวโต แต่ความรู้สึกของฉันก็น่าจะดีกว่าตอนนี้หลายเท่า”มะนาวพูดตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มไปด้วยอารมณ์ที่จุกอกคับแค้นใจ เพราะเขาชอบข่มเหงและข่มขู่เธอด้วยเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะขอยกเลิกสัญญาแล้วกลับไปหางานทำ







