Masuk
ภายในห้องพักนักศึกษาห้องหนึ่ง มีสายตาของหญิงสาวสองคู่กำลังจดจ่ออยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กับผลการคัดเลือกที่จะประกาศออกมาในเร็ว ๆ นี้
ลำดับที่1 นางสาวกุลนันท์ แก้วตาใส นั่นคือรายชื่อของนักศึกษาที่เพิ่งจะเรียนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ไม่นานหลังจากที่ผลประกาศออกมาแล้ว สายตาของหญิงสาวคนหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังนั่งไล่อ่านรายชื่อของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกอยู่นั้น
จู่ ๆ น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลรินออกมา เนื่องจากตื้นตันใจกับความสำเร็จที่เธอนั้นได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้
มะนาวหญิงสาววัย 22 ปี ที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกในการสอบแข่งขันชิงทุนการศึกษา เพื่อไปเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น
ส่วนหญิงสาวอีกคนที่คอยยืนลุ้นไปด้วยกันกับเธอนั้น เมื่อได้เห็นรายชื่อในผลประกาศแล้ว เธอก็ได้แต่กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง ด้วยความปลื้มปีติยินดีกับเพื่อนของเธอ
"ยัยนาววว! ฉันยินดีกับแกด้วยว่ะ แกเก่งมากเลย ฉันรู้ว่าคนอย่างแกต้องทำได้แน่นอน"
ปลาวาฬกล่าวออกมาอย่างดีใจ พร้อมทั้งกระโดดโลดเต้นไปมา ดีอกดีใจยิ่งกว่าคนที่ได้ผ่านการคัดเลือกเองเสียอีก
ในขณะที่มะนาวคนที่ได้ผ่านการคัดเลือกนั้นกลับไม่มีเสียงใดเอื้อนเอ่ยออกมาเลยแม้แต่น้อย เธอได้แต่ก้มหน้าและเช็ดคราบน้ำตาแห่งความตื้นตันใจนี้ออกไป ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ามาเอ็ดเพื่อนของเธอไปเพียงเบา ๆ
"เบาเสียงหน่อยสิยัยวาฬ เสียงแกดังขนาดนี้คนทั่วทั้งตึกคงได้รู้กันหมดแล้วมั้งเนี่ย"
มะนาวพูดตักเตือนเพื่อนสาวของเธอ เนื่องจากหญิงสาวกลัวว่าเสียงของเพื่อนเธอจะดังไปรบกวนห้องข้างๆ จนทำให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่นได้
"รู้กะรู้ไปสิ เรื่องน่ายินดีขนาดนี้ จะเป็นไรไปล่ะ พวกเราไม่ได้เสียงดังกันทุกวันสักหน่อย”
ปลาวาฬโต้เถียงกลับ เพราะด้วยความที่มะนาวนั้น เป็นคนที่มีนิสัยมักจะชอบเกรงใจคนอื่นมากจนเกินไป แม้กระทั่งเรื่องที่น่ายินดีเช่นนี้ มะนาวก็ยังจะมาบ่นเรื่องเสียงดังกับเธออีก
แต่สำหรับปลาวาฬแล้ว เธอไม่ใช่คนแบบนั้น เธอกลับมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้ว่าจะมีเสียงดังออกมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวันสักหน่อย
ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะรำคาญเสียงของเธอหรือไม่ เธอเพียงแค่ต้องการแสดงความยินดีกับเพื่อนของเธอก็เท่านั้นเอง
"จ้า ๆ "
เสียงพูดอย่างปลงตกของมะนาว พร้อมทั้งส่ายหัวไปมาเล็กน้อยให้กับเพื่อนของเธอ เพราะไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไร เพื่อนหัวรั้นอย่างปลาวาฬก็ยังคงคิดที่จะเถียงเธออยู่ดี และต่อให้จะมีเหตุผลสักแค่ไหนแต่ถ้าหญิงสาวไม่ยอมทำตาม ใครหน้าไหนก็ไม่สามารถมาบังคับเธอได้เลย
"ยัยนาว งั้นคืนนี้พพวกเราไปเลี้ยงฉลองกันนะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง ไปร้านหมูกระทะกัน ร้านประจำเราอ่า"
ปลาวาฬพูดชักชวนเพื่อนสาวคนเก่งของเธอ เพื่อที่จะไปเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยกัน
"ขอบใจนะแก แต่ว่าเอาไว้ให้ใกล้วันออกเดินทางก่อนแล้วกันนะ พวกเราค่อยไปฉลองกันทีเดียว ฉันจะได้ประหยัดเงินเอาไว้ด้วย เพราะฉันคิดว่าน่าจะได้ใช้เงินในการดำเนินการต่าง ๆ อีกเยอะอยู่อ่าแก"
มะนาวพูดอย่างเกรงอกเกรงใจเพื่อนสนิทคนเดียวของเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าปลาวาฬจะต้องมัดมือชกขอจ่ายคนเดียวอีกแน่นอน แต่มะนาวไม่เคยต้องการเช่นนั้นเลย
เธอจึงได้แต่ขอเลื่อนวันฉลองออกไปอีก เพื่อที่ว่าในวันนั้นเธอจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมดเอง โดยใช้โอกาสนี้ได้เลี้ยงอาหารเพื่อนของเธอคืนบ้างเช่นกัน
"ไม่เอา ไปวันนี้แหละ ฉันอยากกินวันนี้ ฉันเลี้ยงเองน่า นานๆทีกว่าแกจะมีวันว่างสักที ส่วนใกล้วันออกเดินทางก็ค่อยไปกันใหม่ไง ไม่เห็นยากเลย"
ปลาวาฬพูดออกมาราวกับล่วงรู้ความคิดของเพื่อนดี เนื่องจากมะนาวมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอจึงมักจะต้องประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่เสมอ
มะนาวจำเป็นจะต้องออกไปทำงานพาร์ทไทม์ในระหว่างที่เธอไม่มีเรียนอยู่เสมอเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ และยังต้องแบ่งเงินบางส่วนที่เธอหามาได้ส่งให้กับครอบครัวของเธออีกด้วย ถึงแม้ว่าทางบ้านจะปฏิเสธที่จะรับก็ตาม แต่หญิงสาวก็ยังรั้นที่จะส่งให้อยู่ดี
ถึงแม้ว่ามะนาวจะใช้เวลาว่างจากการเล่าเรียนเพื่อออกไปทำงาน แต่ผลการเรียนของเธอนั้นกลับอยู่ในระดับท๊อปของชั้นเรียนเกือบตลอดระยะเวลาของหลักสูตรการศึกษาเลยทีเดียว และคงจะมีเพียงแค่ช่วงเวลาที่ใกล้สอบแข่งขันชิงทุนการศึกษาสำหรับเรียนต่อนี้เท่านั้นที่เธอยอมหยุดทำงานพาร์ทไทม์ชั่วคราว เพื่อที่จะมาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบอย่างจริงจัง จนทำให้เธอได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้นั่นเอง
ดังนั้นตลอดหลักสูตรที่มะนาวได้เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยมาเธอจึงแทบจะไม่ค่อยมีเวลาหาเพื่อน หรือไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นเลย จะมีเพียงแค่ปลาวาฬเท่านั้นที่ยังคงแวะมาหาสู่เมื่อมะนาวมีเวลาว่างอยู่เสมอ
ส่วนในเรื่องความรักของคนวัยนี้ ต่อให้มะนาวจะดูเหมือนเด็กเรียนและไม่สนใจในเรื่องของความรักมากแค่ไหน แต่ก็ไม่วายที่จะมีหนุ่ม ๆ เข้ามาจีบเธออยู่ดี เพราะหญิงสาวก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่สวยและมีเสน่ห์มากโดยธรรมชาติคนหนึ่งเช่นกัน
มะนาวเป็นคนที่มีผิวขาวเนียนใสละเอียด มีดวงตากลมโต มีผมยาวสีน้ำตาลเข้ม และมีรูปร่างที่เพรียวบางอย่างสมส่วน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีหนุ่ม ๆ คอยมาแวะเวียนจีบเธออยู่บ้าง
แต่ถึงแม้ว่าจะมีหนุ่ม ๆ มาขอจีบ ขอเลี้ยงดูมะนาวต่าง ๆ นานา แต่เธอก็ได้ปฏิเสธไปหมดทุกคน เพราะมะนาวมีคติว่าเธอจะต้องพึ่งพาตนเองและนำพาครอบครัวของเธอให้หลุดพ้นจากฐานะที่เป็นอยู่นี้ให้ได้โดยที่ไม่หวังพึ่งพาใคร เธอจะต้องหาทางก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวของเธอเองเท่านั้น ดังนั้นมะนาวจึงเป็นคนที่มีนิสัยชอบเกรงใจคนอื่น แต่ก็ยังมีความแน่วแน่ในเส้นทางที่ตนเองได้เลือกแล้วเช่นกัน
"ตามใจแกละกัน"
มะนาวได้แต่ส่ายหัวให้เพื่อนเล็กน้อย พร้อมทั้งพูดอย่างไม่อยากจะเถียงกับเพื่อนตัวดีของเธอต่อแล้ว เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร ปลาวาฬก็คงจะดึงดันที่จะไปให้ได้อีกตามเคย
ปลาวาฬคือเพื่อนสนิทคนเดียวของมะนาว เป็นสาวสวยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง ที่มีนิสัยหัวรั้น แต่จิตใจดีและยังมีความสดใสร่าเริงอยู่เสมอ
ส่วนฐานะทางบ้านของปลาวาฬนั้น ถือว่าค่อนข้างที่จะรวยในระดับหนึ่ง เพราะทางบ้านของเธอนั้นได้เปิดกิจการร้านขายอะไหล่รถยนต์ในตัวเมืองจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือมานานหลายปีมากแล้ว จึงทำให้ตัวของปลาวาฬนั้นไม่เคยขัดสนในเรื่องของเงินทองเลย
"แกพูดแล้วนะ งั้นฉันมารับแกตอนหนึ่งทุ่มนะ เดี๋ยวฉันจะกลับห้องไปเตรียมตัวก่อน แล้วจะกลับมารับแกอีกที"
ปลาวาฬพูดพลางโบกมือลาให้เพื่อนไปหนึ่งที ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ หันหลังให้มะนาว แล้วเดินเปิดประตูออกจากห้องไป ส่วนมะนาวเธอได้แต่ส่ายหัวไปเบา ๆ ไล่หลังให้กับเพื่อนหัวรั้นของเธอ จากนั้นหญิงสาวก็รีบจับมือถือขึ้นมาแล้วต่อสายไปหาพ่อกับแม่ของเธอในทันที
เมื่อเสียงมือถือของปลายสายดังขึ้น หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นในวันนี้ เธอก็ได้ละวางจากสิ่งของต่าง ๆ แล้วรีบเดินไปจับมือถือที่วางอยู่บนหลังตู้เย็นเก่าๆ ตู้หนึ่งขึ้นมา หญิงวัยกลางคนมองไปดูบนหน้าจอมือถือจึงได้เห็นรายชื่อของสายที่โทรเข้ามาเลยรีบกดรับสายไปในทันที
"ว่าไงลูก วันนี้หนูไม่ได้ไปทำงานพิเศษเหรอลูกแม่ ทำไมถึงโทรมาหาแม่ในเวลาได้นี้ล่ะจ๊ะ"
เสียงปลายสายสอบถามลูกสาวด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วลูกของตนมักจะโทรมาหาในเวลาอื่น ที่ได้ว่างจากการทำงานในช่วงเวลานี้อยู่เสมอ
"วันนี้หนูก็ไม่ได้ไปทำงานค่ะแม่... แล้วหนูมีเรื่องสำคัญที่อยากจะบอกแม่ด้วยนะคะ" เสียงต้นสายพูดคุยอย่างเก็บอาการ
"มีเรื่องอะไรหรือลูก ลูกมีปัญหาอะไรหรือเปล่าจ้ะ หรือว่าเงินไม่พอใช้ใช่ไหม เดี๋ยวแม่ฝากเขาโอนไปให้นะ หนูจะเอาเท่าไหร่ ถ้าแม่มีไม่พอแม่จะขอติดเขาไว้ก่อนก็ได้ลูก"
เสียงของคนเป็นแม่ที่ได้สอบถามลูกสาวออกมาด้วยความเป็นห่วง เพราะในใจของพ่อแม่นั้นก็ยังคงรู้สึกผิดต่อลูกสาวคนนี้อยู่
ถึงแม้มะนาวจะเป็นเด็กที่เรียนเก่ง แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างยากจน พวกเขาจึงไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถส่งเสียให้ลูกคนนี้ได้มีโอกาสเข้าเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาตรีเหมือนอย่างเด็กบ้านอื่นเขาได้
พวกเขาเคยขอให้ลูกสาวหยุดเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาตรี เนื่องจากยังไม่สามารถที่จะหาเงินมาส่งเสียให้ทั้งลูกชายคนเล็กและลูกสาวคนโตเข้าเรียนพร้อมกันได้ พวกเขาคิดว่าถ้าหากต้องส่งเสียทั้งพี่สาวและน้องชายให้เข้าเรียนต่อพร้อมกัน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเยอะขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เพราะยิ่งเรียนในระดับที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็จะยิ่งมากขึ้นตามมา เกรงว่าเงินที่พ่อแม่รับจ้างหามาได้ในแต่ละวันคงจะมีไม่พอสำหรับใช้จ่ายของคนทั้งครอบครัวแน่
แต่มะนาวเป็นเด็กที่รู้ความมาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เธอยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับชั้นมัธยม ถ้าหากมะนาวมีเวลาว่างจากการเรียน มะนาวก็จะไปหารับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหาเงินมาเสริมให้กับครอบครัวของเธออยู่เสมอ
และในช่วงที่มะนาวใกล้เรียบจบชั้นมัธยมหกนั้น พ่อและแม่ของเธอได้มาขอให้เธอหยุดเรียนต่อ เพราะเงินที่พ่อแม่หามาได้นั้นจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวถ้าหากว่ายังต้องส่งเสียเธอเรียนต่อไป พ่อแม่จึงได้ตัดสินใจขอร้องกับมะนาวไปเช่นนั้น แต่มะนาวในตอนนั้นเป็นเด็กที่ชอบฝักใฝ่ในการเรียนมาก เธอจึงได้บอกพ่อและแม่ของเธอไปว่า
‘หนูขอเรียนต่อนะคะ หนูได้ไปปรึกษากับคุณครูที่โรงเรียนแล้ว”
“คุณครูบอกว่าการสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี จะมีทุนการศึกษามาให้นักเรียนสมัครสอบทุกปี”
“และหนูก็ได้สมัครสอบไปแล้ว ถ้าหนูสอบติดหนูขอ เรียนต่อนะคะ”
“หนูสัญญาว่าจะไม่มารบกวนการเงินกับทางบ้านอีก และหนูจะหางานทำระหว่างเรียนเองค่ะ”’
เมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ยินลูกสาวพูดอย่างนั้น ก็ยิ่งรู้สึกรันทดที่ตนเองนั้นไม่มีศักยภาพพอ ที่จะดูแลลูก ๆ ให้ได้อยู่อย่างสุขสบายเหมือนคนอื่นเขา
แม้แต่การเรียน ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่ออนาคตของลูก ตนเองก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ลูกได้เลย จนลูกนั้นต้องดิ้นรนหาทางออกอื่นด้วยตัวเอง
สองคนพ่อแม่จึงได้แต่ปลงตกและโทษตนเองอยู่ในใจ แต่ก็ยอมตอบตกลงลูกสาวไป เพราะพวกเขาเองก็รู้ตัวดีว่าไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งเสียให้ลูกเช่นกัน ทางเลือกนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ อย่างมากพวกเขาก็ได้แต่คอยให้กำลังใจลูกสาวบ้างในบางครั้ง เพราะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำให้เธอได้
"ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกค่ะแม่ คือหนูได้สมัครสอบชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ประเทศญี่ปุ่นไว้”
“แล้ววันนี้ผลประกาศออกมา หนูได้ผ่านการคัดเลือกให้ไปเรียนต่อที่นู่น และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หนูก็จะได้ออกเดินทางแล้วค่ะแม่"
มะนาวพูดในสิ่งที่เธออยากจะบอกคนเป็นแม่ว่าเธอประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะ เพื่อให้พ่อแม่ได้แสดงความยินดีและภูมิใจในตัวเธอ ปลายสายได้แต่นิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ จนทำให้มะนาวรู้สึกเป็นกังวลว่าพ่อแม่ของเธอจะรู้สึกยินดีกับเธอด้วยหรือไม่
"ฮัลโหลแม่ แม่ได้ยินที่หนูพูดไหมคะ ทำไมแม่ถึงเงียบไปเลยคะ"
มะนาวถามปลายสายซ้ำกลับไปเพราะเธอกลัวว่าแม่ของเธออาจจะไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูดไปเมื่อสักครู่นี้หรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะสัญญาณมือถือขาดหายไปหรือไม่ ถึงไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ตอบกลับมาบ้างเลย ปลายสายได้แต่ใช้มือเช็ดคราบน้ำตาของตนเองออกก่อนจะรีบตอบกลับลูกสาวไปในทันที
"เปล่าลูก แม่ได้ยินแล้ว แม่ดีใจกับหนูมากจริงๆนะ หนูเป็นเด็กดีมาตลอด แม่ก็ขออวยพรให้หนูประสบความสำเร็จดั่งใจหวังทุกอย่างนะลูก แม่กับพ่อและน้องก็จะคอยเป็นกำลังใจให้หนูเสมอนะ แล้วหนูจะได้กลับมาเยี่ยมที่บ้านก่อนออกเดินทางบ้างไหมลูก"
ผู้เป็นแม่กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความปลื้มปีติยินดีกับลูกสาว ที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกเรียนต่อในครั้งนี้
"กลับค่ะแม่ เดี๋ยวหนูกลับไปบ้านวันไหนหนูจะโทรบอกแม่อีกทีนะคะ แล้วพ่อกับน้องไปไหนคะแม่"
มะนาวสอบถามถึงพ่อและน้องชาย เพราะเธอไม่ได้ยินเสียงของทั้งสองคนผ่านสายโทรศัพท์ ปกติแล้วถ้าทุกคนอยู่ด้วยกันที่บ้านก็จะมีเสียงแทรกเข้ามาในสายให้เธอได้ยินอยู่ตลอด แต่วันนี้หญิงสาวไม่ได้ยินเสียงของทั้งสองคนเลย จึงได้สอบถามกับแม่ของเธอไป
"พ่อไปรับจ้างตัดอ้อยยังไม่ได้กลับมาเลยลูก ส่วนน้องตอนนี้ไปฝึกหัดซ่อมรถอยู่ที่บ้านเพื่อนก็ยังไม่ได้กลับมาบ้านเหมือนกันจ้ะ" เสียงผู้เป็นแม่ได้ตอบกลับลูกสาวไป
"งั้นหนูฝากความคิดถึงไปให้พ่อกับน้องด้วยนะคะ เดี๋ยวหนูจะต้องวางสายก่อนนะคะแม่เพราะหนูนัดกับเพื่อนไว้แล้ว ถ้าว่างหนูโทรไปหาใหม่นะคะ รักแม่นะ แม่รักษาสุขภาพด้วยนะคะ"
มะนาวรีบพูดตัดจบกับแม่ของเธอ เพราะหญิงสาวจะต้องรีบไปเตรียมตัว เพื่อไปกินหมูกระทะกับปลาวาฬในคืนนี้
"จ้าลูก หนูก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยนะ แม่รักและเป็นห่วงหนูนะ"
ผู้เป็นแม่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีแต่ความห่วงใยให้กับลูกสาว
"ค่ะแม่ หนูไปก่อนนะ สวัสดีค่ะ... "
พอสิ้นเสียงพูด มะนาวก็ได้กดวางสายและรีบไปอาบน้ำแต่งตัวทันที ก่อนที่จะออกไปกินหมูกระทะ เพื่อฉลองให้กับตนเองในค่ำคืนนี้ด้วยกันกับเพื่อน
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้งพร้อมทั้งเสียงพูดขออนุญาตไล่หลังตามมา"ขออนุญาตค่ะ ดิฉันนางสาวกุลนันท์มาขอเข้าพบอาจารย์ค่ะ" เสียงมะนาวกล่าวคำขออนุญาตเพื่อขอเข้าพบอาจารย์ที่ประจำอยู่ห้องนี้"เชิญ..." คำพูดเดียวสั้น ๆ ของชายหนุ่มคนหนึ่งเมื่อมะนาวได้ยินดังนั้นเธอจึงค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปภายในห้อง หลังจากที่มะนาวได้เข้ามาในห้องแล้ว สายตาของเธอก็ได้มองเห็นด้านหลังของผู้ชายคนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ให้เธออยู่มะนาวรู้สึกว่าคนนี้ดูคล้ายคุณยามาดะมาก ทั้งรูปร่างแล้วก็เสียงของเขา แต่เธอก็คิดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเขาดูแก่กว่าเธอแค่ไม่กี่ปี และคนอายุเท่านี้จะมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทได้อย่างไรแต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งอยู่ มะนาวก็อาจจะเชื่อก็ได้ ยังไม่ทันที่เธอจะได้วิเคราะห์อะไรดี เสียงของเจ้าของห้องนี้ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ หันเก้าอี้กลับมายังฝั่งที่เธอยืนอยู่"เชิญนั่งครับ..." ยามาดะพูดพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวที่ตอนนี้เธอกำลังยืนตัวแข็งทื่อและอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นมะนาวได้แต่เบิกตาโพลงโต เพราะเธอกำลังตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า
เวลา 06.30 น. ของเช้าวันจันทร์ ภายในห้องของมะนาวเริ่มมีแสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามา แต่ภายนอกห้องนั้นยังคงมีหิมะสีขาวโปรยปรายอยู่เล็กน้อยมะนาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น เปลือกตาบางกระพริบช้า ๆอยู่หลายทีก่อนที่เธอจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนสายตาคู่สวยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างในขณะที่เธอยังคงนั่งอยู่บนเตียงนอนเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์ในยามเช้าของวันนี้ มะนาวได้บิดขี้เกียจไปมาอยู่สองสามทีก่อนที่หญิงสาวจะลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปเข้าห้องเรียนในวันแรกนี้ที่ตึกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ ภายในห้องเรียน A103"มะนาว! ทางนี้"เสียงใครบางคนได้เรียกให้มะนาวไปนั่งยังที่นั่งข้าง ๆ เขาพร้อมทั้งโบกมือไปมา เพื่อให้เธอเห็นว่าเขาได้นั่งอยู่ตรงไหนของห้องเรียน มะนาวจึงรีบเดินผ่านผู้คนไปอย่างเร่งรีบแล้วค่อยนั่งลงไปยังที่นั่งข้าง ๆ เขาอย่างฉับไวภายในห้องเรียนนี้ โต๊ะเรียนจะเป็นแบบขั้นบันไดสูงขึ้นไป โดยมีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางห้องที่ชั้นล่างสุด ส่วนประตูทางเข้าออกจะมีอยู่สองฝั่ง คือฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของชั้นล่าง มะนาวและไดอิจิ พวกเขาเลือกนั่งอยู่เกือบขั้นสุดท้ายของที่นั่งภายในห้องเรียนนี้"เกือบมาสายแล้วไ
มะนาวได้เดินสำรวจจนมาถึงโรงอาหารกลางแห่งแรกของมหาวิทยาลัย เธอจึงเดินเข้าไปสำรวจร้านอาหารต่าง ๆ ที่ได้เปิดขายอยู่ภายในนั้นที่นี่เป็นศูนย์รวมอาหารหลากหลายอย่างจากนานาประเทศที่ถูกวางขายอยู่บนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น จีน เกาหลี ยุโรป หรือแม้กระทั่งอาหารไทยเองก็มีให้เห็นอยู่เช่นกันมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่จะมีอาหารจากหลากหลายเชื้อชาติถูกวางขายอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แต่เนื่องจากมะนาวได้ทานอาหารเช้ามาแล้ว ในตอนนี้หญิงสาวจึงยังไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะเดินออกไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ก่อน และเมื่อเธอเริ่มหิวแล้วจึงค่อยเดินกลับมาหาซื้ออะไรกินที่นี่พร้อมทั้งเดินกลับไปห้องพักด้วยเลยทีเดียวในระหว่างที่หญิงสาวกำลังเดินสำรวจตึกเรียนต่าง ๆ อยู่นั้นเธอก็เหลือบไปเห็นสวนสาธารณะขนาดย่อมแห่งหนึ่ง ท่ามกลางหิมะสีขาวโปรยปราย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งตั้งโดดเด่นอยู่ต้นเดียว ใต้ต้นไม้นั้นมีม้านั่งอยู่ตัวหนึ่งที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกองหิมะสีขาว และพืชพรรณนานาชนิดที่เคยปลูกไว้ในบริเวณพื้นที่โดยรอบในเ
เช้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องมะนาวก็ได้ดังขึ้นสามทีตามมาด้วยเสียงเรียกของใครบางคน"คุณผู้หญิงคะ นายท่านให้มาเรียกคุณผู้หญิงออกไปทานอาหารเช้าค่ะ" เสียงเรียกอย่างสุภาพของแม่บ้านวัยกลางคนคนหนึ่งที่คอยอยู่รับใช้ยามาดะในบ้านหลังนี้"ขอเวลาอีกสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันตามไปค่ะ" มะนาวรีบตอบกลับไปทันทีพร้อมเก็บข้าวของเครื่องใช้ของเธอที่เธอได้นำออกมาใช้เมื่อคืนนี้ลงในกระเป๋าใบใหญ่อีกครั้งหลังจากที่มะนาวเก็บของเสร็จแล้ว เธอก็ได้ลากกระเป๋าใบนั้นออกมาวางไว้ที่หน้าห้องแล้วค่อยเดินไปที่ห้องรับประทานอาหารที่อยู่ในพื้นที่ตรงกลางของตัวบ้าน"นั่งลงสิ" ชายหนุ่มผายมือข้างหนึ่งไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงมะนาวก้มหัวให้ชายหนุ่มเล็กน้อยพร้อมทั้งค่อย ๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยความอึดอัดใจ"เดี๋ยวพอคุณกินอาหารเช้าเสร็จแล้วผมก็จะไปส่งคุณที่มหาวิทยาลัยเอง""ไม่เป็นไรค่ะคุณยามาดะ ฉันว่าจะเรียกแท็กซี่เข้าไปในมหาวิทยาเองค่ะเพราะฉันรบกวนคุณมามากพอแล้ว" มะนาวรีบกล่าวปฏิเสธคนตรงหน้าไป เพราะแค่นี้เธอก็เกรงใจและอึดอัดใจกับคนตรงหน้านี้จะแย่อยู่แล้ว"ผมมีธุระที่จะต้องเข้าไปทำในนั้นอยู่แ
มะนาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเธอรู้สึกถึงการขยับเขยื้อนร่างกายของใครบางคน สายตาของมะนาวค่อย ๆ ปรับโฟกัสกับภาพตรงหน้า และเธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอจึงรู้สึกเช่นนั้น เพราะตอนนี้หัวของหญิงสาวได้เอนเอียงไปซบบนไหล่ของชายหนุ่มคนที่เคยจ้องมองดูใบหน้าเธออยู่นั่นเองมะนาวจึงรีบยกหัวขึ้นกลับไปดังเดิมแล้วค่อย ๆ หันหน้ากลับไปดูชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง ตอนนี้เธอเห็นเขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาอ่านมานานแค่ไหนแล้ว และเธอเผลอไปซบไหล่เขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"ขอโทษด้วยนะคะ ที่หัวของฉันได้ไปซบไหล่ของคุณ พอดีฉันเผลอหลับไปน่ะ และไม่ได้ตั้งใจที่จะไปรบกวนคุณนะคะ" มะนาวรู้สึกร้อนรนจึงรีบกล่าวคำขอโทษออกไปเป็นภาษาอังกฤษเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเข้าใจเธอผิดไป แต่ชายหนุ่มเพียงแค่หันหน้ามามองเธอเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งยิ่งเขาทำแบบนี้มะนาวก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกรอบคนอะไร คนอื่นเขาพูดด้วยดี ๆ แต่ทำเมินมาสองรอบแล้วนะ เป็นใบ้หรือยังไงกัน!มะนาวได้แต่คิดด่าอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้อยู่ดี เธอได้แต่นั่งภาวนาให้ถึงสนามบินโตเกียวเร็ว ๆ เพราะเธอ
"ยัยนาว แกคงไม่ลืมอะไรแล้วใช่ไหม ของสำคัญอย่างเช่นพาสปอร์ต วีซ่า หรือบัตรประชาชนน่ะ แกเอามาครบแล้วนะ"ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อให้เพื่อนของเธอได้ตรวจสอบรายการดูอีกครั้ง ว่ายังลืมอะไรอยู่หรือไม่มะนาวลองจึงลองเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กดู เพื่อตรวจสอบรายการตามที่เพื่อนได้พูดมา"เอามาแล้วแก เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋านี้หมดแล้ว ส่วนในกระเป๋าลากใบใหญ่นั้นก็มีแต่ของใช้ส่วนตัว ฉันว่าฉันเอามาครบแล้วแหละ ไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนะ"มะนาวพูดยืนยันว่าตนเองได้นำสิ่งของสำคัญใส่กระเป๋ามาครบหมดแล้ว เพื่อให้เพื่อนสาวได้สบายใจ"โอเค แล้วแกได้ไปลาพ่อกับแม่แกยัง ต้องโทรไปบอกท่านอีกหรือเปล่า ว่าวันนี้แกจะออกเดินทางแล้วนะ"ปลาวาฬสอบถามมะนาวอย่างห่วงใย เพราะด้วยความที่กลัวว่าเพื่อนจะตื่นเต้นเกินไป จนบางทีอาจจะลืมบอกลากับคนทางบ้านได้"ฉันกลับไปเยี่ยมที่บ้านมาแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง”“และก่อนที่แกจะมารับฉัน ฉันก็ได้โทรไปร่ำลากับพ่อแม่และน้องชายแล้วล่ะ”“ขอบใจแกมากนะที่คอยเป็นห่วง และคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด”“เพราะถ้าไม่มีแกคอยช่วยเหลือ ฉันคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากกว่านี้แน่เลย"มะนาวพูดแล้วก็ส่งยิ้มให้กับปลาว







