Masuk"ยัยนาว แกคงไม่ลืมอะไรแล้วใช่ไหม ของสำคัญอย่างเช่นพาสปอร์ต วีซ่า หรือบัตรประชาชนน่ะ แกเอามาครบแล้วนะ"
ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อให้เพื่อนของเธอได้ตรวจสอบรายการดูอีกครั้ง ว่ายังลืมอะไรอยู่หรือไม่
มะนาวลองจึงลองเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กดู เพื่อตรวจสอบรายการตามที่เพื่อนได้พูดมา
"เอามาแล้วแก เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋านี้หมดแล้ว ส่วนในกระเป๋าลากใบใหญ่นั้นก็มีแต่ของใช้ส่วนตัว ฉันว่าฉันเอามาครบแล้วแหละ ไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนะ"
มะนาวพูดยืนยันว่าตนเองได้นำสิ่งของสำคัญใส่กระเป๋ามาครบหมดแล้ว เพื่อให้เพื่อนสาวได้สบายใจ
"โอเค แล้วแกได้ไปลาพ่อกับแม่แกยัง ต้องโทรไปบอกท่านอีกหรือเปล่า ว่าวันนี้แกจะออกเดินทางแล้วนะ"
ปลาวาฬสอบถามมะนาวอย่างห่วงใย เพราะด้วยความที่กลัวว่าเพื่อนจะตื่นเต้นเกินไป จนบางทีอาจจะลืมบอกลากับคนทางบ้านได้
"ฉันกลับไปเยี่ยมที่บ้านมาแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง”
“และก่อนที่แกจะมารับฉัน ฉันก็ได้โทรไปร่ำลากับพ่อแม่และน้องชายแล้วล่ะ”
“ขอบใจแกมากนะที่คอยเป็นห่วง และคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด”
“เพราะถ้าไม่มีแกคอยช่วยเหลือ ฉันคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากกว่านี้แน่เลย"
มะนาวพูดแล้วก็ส่งยิ้มให้กับปลาวาฬเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เธอพูดออกมานั้น คือสิ่งที่เธออยากจะบอกเพื่อนคนนี้มาตลอด เพราะถ้าหากไม่มีเพื่อนอย่างปลาวาฬ การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คงยากที่มะนาวจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวคนเดียว
"มาขอบจงขอบใจอะไรกัน พูดอย่างกับคนห่างเหินกันไปได้ แกต่างหากที่คอยช่วยเหลือฉันมาโดยตลอด”
“แกก็รู้ว่าการเรียนฉันแย่มากขนาดไหน มีแต่แกนี้แหละที่คอยฉุดคอยลากฉันให้ขึ้นมา จนฉันได้เรียนจบไปพร้อมกันกับเพื่อนคนอื่น ๆ”
“ดังนั้นระหว่างเรา แกไม่จำเป็นต้องมีความเกรงใจอะไรกับฉันหรอก"
ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อไม่ให้เพื่อนคิดเป็นอย่างอื่น และที่เธอทำไปไม่ใช่เพราะหวังผลประโยชน์ใด ๆ หรือทำเพื่อให้มะนาวมาช่วยในด้านการเรียนของเธอเลย
แต่ปลาวาฬคิดว่าพวกเธอเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ต่างคนต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน ดังนั้นสิ่งที่ทำไปเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว
มะนาวได้แต่อมยิ้มน้อย ๆ และส่ายหน้าไปเพียงเบา ๆ เพราะเธอเข้าใจในสิ่งที่ปลาวาฬต้องการจะสื่อถึงดี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้อยู่ดี
"รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา"
ปลาวาฬรีบพูดตัดบททันที เมื่อเธอมองเห็นเวลาที่อยู่บนหน้าจอมือถือของตน เพราะตอนนี้ได้เวลาที่มะนาวจะต้องเข้าไปเช็กอินและนั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว
"ขอให้เดินทางปลอดภัยนะแก ถึงที่นู่นแล้วแกก็บอกฉันด้วยนะ ถ้าแกมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไรที่สนุก ๆ ก็อย่าลืมมาเล่าให้ฉันฟังด้วย”
“และถ้ามีโอกาสฉันก็อาจจะได้ไปเยี่ยมแกถึงที่นู่นเลยก็ได้ พอถึงวันนั้นแกก็อย่าลืมพาฉันไปเที่ยวด้วยล่ะ"
ปลาวาฬพูดอย่างอดเป็นห่วงมะนาวไม่ได้ ที่เพื่อนของตนเองจะต้องไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนเพียงลำพัง
แต่เพื่ออนาคตของมะนาวเอง ปลาวาฬก็ได้แต่สนับสนุนเพื่อนอย่างเต็มที่ เพราะเธอเชื่อว่าเพื่อนของเธอคนนี้ จะต้องมีอนาคตที่ดีรออยู่อย่างแน่นอน
"โอเค ถ้าถึงที่นู่นแล้วฉันจะบอกแกนะ แล้วแกอย่าลืมมาเยี่ยมฉันล่ะ แกพูดแล้วนะ ฉันเป็นคนลืมยากนะบอกไว้ก่อนเลย"
มะนาวพูดแซวเพื่อนกลับ เพื่อให้กลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าสร้อยที่จะได้จากลากัน
"จ้าาา แม่คนมีความจำเป็นเลิศ ฉันจะคอยดู ถ้าเกิดวันไหนที่แกลืมบ้าง วันนั้นฉันจะคอยสมน้ำหน้าแกให้ดู หึหึ"
ปลาวาฬพูดพร้อมทั้งเบะปากให้เพื่อนเล็กน้อย ข้อหาหมั่นไส้ยัยเพื่อนตัวดีของเธอ คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ ๆ
แต่ในเมื่อปลาวาฬเห็นมะนาวปากเก่งแบบนี้แล้ว สงสัยเธอคงจะต้องหมดห่วงแล้วแหละมั้ง
เมื่อมะนาวได้มองดูท่าทางของปลาวาฬที่เป็นแบบนั้น ก็ทำให้เธออดขำไม่ได้ จึงได้แต่เอ็นดูในความซื่อของเพื่อนตน
จากนั้นมะนาวก็เดินเข้าไปใกล้ปลาวาฬ แล้วสวมกอดเธอด้วยความอาลัย
"ฉันคงคิดถึงแกแย่แน่เลย ไปอยู่ที่นู่นก็ไม่รู้จะได้เจอคนอย่างแกอีกหรือเปล่า แกอย่าลืมนะ ถ้ามีเวลาว่างก็มาเยี่ยมฉันบ้างล่ะ"
มะนาวพูดออกมาจากส่วนลึกในหัวใจ เพราะถ้าเธอมีทางเลือกอื่นโดยที่ยังได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง และก็ยังคงมีอนาคตที่ดีแบบก้าวกระโดดอย่างเช่นการได้ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ เธอคงจะเลือกทางนั้นมากกว่า
เพราะในใจลึก ๆ ของมะนาวเองก็ยังคงมีความคิดถึงและเป็นห่วงครอบครัวอยู่ตลอด และต่อให้เธอจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม เธอคิดว่าคงจะไม่มีที่ไหนที่อยู่แล้วจะสบายใจ เหมือนกับอยู่ที่บ้านเกิดของตนเองอย่างแน่นอน
ส่วนปลาวาฬเธอก็ค่อย ๆ เอาแขนน้อย ๆ ทั้งสองข้างของเธอโอบกอดมะนาวไว้ พร้อมทั้งพูดคุยกับเพื่อนสาวของเธออย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พวกเธอเคยรู้จักกันมาเลย
"ฉันไม่ลืมหรอกแก ให้ฉันทำงานหาเงินได้สักก้อนก่อน แล้วฉันจะบินไปหาแกอย่างแน่นอน”
“เพราะตอนนี้ฉันก็เรียนจบแล้ว จะคอยแต่ขอเงินพ่อแม่ใช้ไปวัน ๆ คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่ ฉันเองก็อยากที่จะทำให้ได้เหมือนอย่างแกบ้าง จะไม่ได้เป็นภาระของใครอีก"
เมื่อมะนาวได้ยินเพื่อนของตนพูดเช่นนั้น ก็รู้สึกปลื้มปีติยินดีแทนพ่อและแม่ของปลาวาฬเป็นอย่างมาก ที่ตอนนี้ลูกสาวหัวรั้นของพวกเขา ก็ได้มีความคิดความอ่านที่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที
"ฉันเชื่อว่าคนอย่างแกต้องทำได้อย่างแน่นอน"
มะนาวพูดพร้อมกับค่อย ๆ ผละตัวให้ออกห่างจากอ้อมกอดของปลาวาฬเล็กน้อย แล้วจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเชื่อมั่นในตัวเธอ
"แกไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ห่วงตัวแกเองดีกว่า อยู่ที่อื่นมันไม่เหมือนกับอยู่บ้านเราหรอก จะทำอะไรก็ระวังตัวเอาไว้หน่อย ฉันหวังดีหรอกนะ"
ปลาวาฬได้แต่พูดและทำสายตาเฉไฉมองไปที่อื่น เพราะเธอพึ่งจะคิดได้ว่าตนเองได้พูดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอออกมา ตอนนี้เลยทำให้ปลาวาฬรู้สึกเขินอายเพื่อนตรงหน้านี้มาก
เสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ของมะนาว ที่ได้เห็นท่าทีของเพื่อนสาวเช่นนั้น
"โอเค ๆ ฉันจะพยายามดูแลตัวเองให้ดีนะ"
มะนาวพูดพร้อมทั้งพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่นี้ของเธอให้ได้มากที่สุด
"ชิ แกรีบเข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก ยังมีหน้ามาหัวเราะใส่คนอื่นอีก เดี๋ยวเหอะ"
ปลาวาฬพูดอย่างรีบตัดบท เพราะเธอเขินอายเพื่อนเกินกว่าที่จะทนอยู่ต่อให้นานกว่านี้ อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะหมดเวลาที่จะต้องเช็กอินแล้ว ขืนมัวแต่ร่ำลากันอีกจะไม่ทันการเอาได้
"จ้า ๆ งั้นฉันไปก่อนนะ ถึงที่นู่นเมื่อไหร่แล้วจะบอกแกนะ"
หลังจากที่มะนาวพูดจบ เธอก็ได้เข้าไปสวมกอดเพื่อนอีกหนึ่งที ก่อนที่จะรีบผละตัวออกมา แล้วเตรียมลากกระเป๋าใบใหญ่เพื่อเดินเข้าไปในจุดเช็กอิน
"ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะยัยนาว เจอกันคราวหน้าถ้าแกผอมแห้งลงกว่านี้อีก ฉันจะบ่นให้หูชาเลยนะ"
เสียงไล่หลังตามมาของปลาวาฬ ก่อนที่มะนาวจะหันหลังกลับมาแล้วโบกมือลาให้เพื่อนอีกหนึ่งที เพื่อเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายก่อนจากกัน
บนเครื่องบิน
“ขออนุญาตดู Boarding Pass หน่อยนะคะ”
เสียงหวานของพนักงานสาวสวยบนเครื่องบินคนหนึ่งได้สอบถามหญิงสาวขึ้นมา ในขณะที่เธอกำลังมองหาที่นั่งของตนเองอยู่ พนักงานจึงขอตรวจสอบหมายเลขที่นั่งเพื่อจะนำทางมะนาวไปยังที่นั่งของเธอ
จากนั้นมะนาวก็ได้ยื่นกระดาษใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งให้แก่พนักงานไป
“ที่นั่ง 24A นะคะ”
หลังจากที่พนักงานดูตั๋วเสร็จก็ได้พูดทบทวนหมายเลขที่นั่งให้แก่มะนาวฟังอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องจากเธอ
“ใช่ค่ะ”
เสียงมะนาวพูดตอบกลับพนักงานไป
จากนั้นพนักงานก็ได้เดินนำหน้าเธอไป แล้วก็ผายมือข้างหนึ่งไปยังที่นั่ง เพื่อให้มะนาวได้เข้าประจำยังที่นั่งของเธอให้เรียบร้อย ก่อนที่เครื่องบินจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในอีกไม่นาน
นี่คือการเดินทางบนเครื่องบินครั้งแรกของมะนาว ทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเธอ หญิงสาวเคยนั่งแต่รถเมล์กับรถทัวร์เท่านั้น การที่เธอจะได้มีโอกาสเดินทางบนเครื่องบิน มันเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยในชีวิตนี้
และแล้วในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่มะนาวได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต และยังเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกคนเดียวของเธออีกด้วย
ลึก ๆ ในใจของมะนาวนั้น ก็ยังมีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง เพราะเธอจะต้องไปอยู่ในที่ต่างถิ่นต่างแดนเพียงลำพัง ส่วนในเรื่องของภาษานั้น มะนาวไม่ได้คิดที่จะเป็นห่วงเท่าไหร่นัก เพราะเธอค่อนข้างที่จะพูดคุยได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
แต่เรื่องที่ทำให้เธอเป็นกังวลมากที่สุดมันคือเรื่องอิทธิพลต่าง ๆ ของแก๊งมาเฟีย ยากูซ่าในญี่ปุ่นต่างหาก และเธอไม่รู้ว่าจะมีวันไหนที่เธอพลาดท่าได้ไปเจอกับคนเหล่านั้นบ้างหรือเปล่า
เพราะจากที่เธอได้อ่านข่าวและศึกษาหาข้อมูลมา อิทธิพลเหล่านี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างในประเทศญี่ปุ่น และก็ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวดังอย่างเช่นเมื่อก่อนแล้วเท่านั้นเอง
มะนาวได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ เพื่อสลัดความคิดบ้าๆนี้ ที่จะทำให้เธอถอยหลังกลับ เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถหันหลังกลับไปได้แล้ว มีแต่ต้องสู้เท่านั้น ถึงจะทำให้เธอและครอบครัวลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้
ไม่รู้มะนาวคิดเพลินถึงเรื่องต่าง ๆ ไปนานเท่าใด มารู้ตัวอีกทีเธอก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่นานแล้ว มะนาวค่อย ๆ หันหน้าไปดูคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ จึงทำให้สายตาของทั้งคู่ได้ประสานเข้าด้วยกัน มะนาวได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
ผู้ชายคนนี้อายุน่าจะราว ๆ ยี่สิบปลายถึงสามสิบต้น ๆ เขามีผิวที่ขาวเนียนละเอียด สันจมูกโด่งคม นัยน์ตาและผมมีสีดำ และด้วยรูปร่างที่สูงโปร่ง จึงนับว่าเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
และตอนนี้เขากำลังนั่งมองมะนาวอยู่อย่างไม่ละวางสายตา ถึงแม้ว่าเธอจะมองเขากลับไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สะทกสะท้านรีบเบือนหน้าหนีหญิงสาวแต่อย่างใด
มะนาวรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เธอได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ ว่าเขาจ้องมองเธอเพราะเรื่องอะไรกัน หรือว่าเธอนั่งผิดที่ หรือว่าเธอเคยไปทำอะไรให้เขาโกรธเคืองมาหรือเปล่าด้วยความสงสัยที่มีอยู่ในใจ มะนาวจึงได้สอบถามชายคนนั้นออกไปทันที
“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าเรานั่งสลับที่กันคะ”
เธอสอบถามเขาด้วยภาษาไทย เพราะเธอเห็นว่าเขาขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิมาพร้อมกันกับเธอ หญิงสาวจึงคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนไทยเหมือน ๆ กัน
หลังสิ้นคำถามของมะนาว ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งนิ่งแล้วมองดูเธออยู่เช่นเดิม มะนาวจึงเริ่มหงุดหงิดใจขึ้นเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคิดในแง่ดีว่าเขาอาจจะฟังในสิ่งที่เธอพูดไม่ออกหรือเปล่า เพราะบางทีเขาอาจจะเป็นคนชาติอื่นก็ได้
เมื่อมะนาวคิดได้ดังนั้นจึงสอบถามไปใหม่อีกครั้งกับคำถามเดิม แต่ครั้งนี้เธอได้สอบถามเป็นภาษาอังกฤษแทน ปรากฏว่ามันได้ผลเล็กน้อย เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับไปมองตรงแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเท่านั้น โดยที่ไม่มีคำตอบใด ๆ ให้กับมะนาวได้หายข้องใจเลยสักนิด
มะนาวเริ่มหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกรอบ แต่เธอได้แต่คิดปลอบใจตนเองว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวพอลงจากเครื่องแล้วพวกเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกหรอก แต่ตอนนี้ก็ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน เพราะอีกประมาณหกชั่วโมงเท่านั้นก็จะถึงที่หมายแล้ว
เมื่อมะนาวคิดได้ดังนั้นเธอจึงหันหน้ากลับมาดังเดิม แล้วค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อพักผ่อนเช่นกัน เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น ก็ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ตอนนี้เธอก็ขอนอนพักเอาแรงไว้ก่อนละกัน
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นสามครั้งพร้อมทั้งเสียงพูดขออนุญาตไล่หลังตามมา"ขออนุญาตค่ะ ดิฉันนางสาวกุลนันท์มาขอเข้าพบอาจารย์ค่ะ" เสียงมะนาวกล่าวคำขออนุญาตเพื่อขอเข้าพบอาจารย์ที่ประจำอยู่ห้องนี้"เชิญ..." คำพูดเดียวสั้น ๆ ของชายหนุ่มคนหนึ่งเมื่อมะนาวได้ยินดังนั้นเธอจึงค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปภายในห้อง หลังจากที่มะนาวได้เข้ามาในห้องแล้ว สายตาของเธอก็ได้มองเห็นด้านหลังของผู้ชายคนหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ให้เธออยู่มะนาวรู้สึกว่าคนนี้ดูคล้ายคุณยามาดะมาก ทั้งรูปร่างแล้วก็เสียงของเขา แต่เธอก็คิดว่าคงจะเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเขาดูแก่กว่าเธอแค่ไม่กี่ปี และคนอายุเท่านี้จะมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทได้อย่างไรแต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งอยู่ มะนาวก็อาจจะเชื่อก็ได้ ยังไม่ทันที่เธอจะได้วิเคราะห์อะไรดี เสียงของเจ้าของห้องนี้ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับค่อย ๆ หันเก้าอี้กลับมายังฝั่งที่เธอยืนอยู่"เชิญนั่งครับ..." ยามาดะพูดพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวที่ตอนนี้เธอกำลังยืนตัวแข็งทื่อและอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นมะนาวได้แต่เบิกตาโพลงโต เพราะเธอกำลังตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า
เวลา 06.30 น. ของเช้าวันจันทร์ ภายในห้องของมะนาวเริ่มมีแสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามา แต่ภายนอกห้องนั้นยังคงมีหิมะสีขาวโปรยปรายอยู่เล็กน้อยมะนาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น เปลือกตาบางกระพริบช้า ๆอยู่หลายทีก่อนที่เธอจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนสายตาคู่สวยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างในขณะที่เธอยังคงนั่งอยู่บนเตียงนอนเพื่อชื่นชมวิวทิวทัศน์ในยามเช้าของวันนี้ มะนาวได้บิดขี้เกียจไปมาอยู่สองสามทีก่อนที่หญิงสาวจะลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปเข้าห้องเรียนในวันแรกนี้ที่ตึกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ ภายในห้องเรียน A103"มะนาว! ทางนี้"เสียงใครบางคนได้เรียกให้มะนาวไปนั่งยังที่นั่งข้าง ๆ เขาพร้อมทั้งโบกมือไปมา เพื่อให้เธอเห็นว่าเขาได้นั่งอยู่ตรงไหนของห้องเรียน มะนาวจึงรีบเดินผ่านผู้คนไปอย่างเร่งรีบแล้วค่อยนั่งลงไปยังที่นั่งข้าง ๆ เขาอย่างฉับไวภายในห้องเรียนนี้ โต๊ะเรียนจะเป็นแบบขั้นบันไดสูงขึ้นไป โดยมีจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางห้องที่ชั้นล่างสุด ส่วนประตูทางเข้าออกจะมีอยู่สองฝั่ง คือฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของชั้นล่าง มะนาวและไดอิจิ พวกเขาเลือกนั่งอยู่เกือบขั้นสุดท้ายของที่นั่งภายในห้องเรียนนี้"เกือบมาสายแล้วไ
มะนาวได้เดินสำรวจจนมาถึงโรงอาหารกลางแห่งแรกของมหาวิทยาลัย เธอจึงเดินเข้าไปสำรวจร้านอาหารต่าง ๆ ที่ได้เปิดขายอยู่ภายในนั้นที่นี่เป็นศูนย์รวมอาหารหลากหลายอย่างจากนานาประเทศที่ถูกวางขายอยู่บนนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น จีน เกาหลี ยุโรป หรือแม้กระทั่งอาหารไทยเองก็มีให้เห็นอยู่เช่นกันมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่จะมีอาหารจากหลากหลายเชื้อชาติถูกวางขายอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แต่เนื่องจากมะนาวได้ทานอาหารเช้ามาแล้ว ในตอนนี้หญิงสาวจึงยังไม่ค่อยหิวสักเท่าไหร่ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะเดินออกไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ก่อน และเมื่อเธอเริ่มหิวแล้วจึงค่อยเดินกลับมาหาซื้ออะไรกินที่นี่พร้อมทั้งเดินกลับไปห้องพักด้วยเลยทีเดียวในระหว่างที่หญิงสาวกำลังเดินสำรวจตึกเรียนต่าง ๆ อยู่นั้นเธอก็เหลือบไปเห็นสวนสาธารณะขนาดย่อมแห่งหนึ่ง ท่ามกลางหิมะสีขาวโปรยปราย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งตั้งโดดเด่นอยู่ต้นเดียว ใต้ต้นไม้นั้นมีม้านั่งอยู่ตัวหนึ่งที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกองหิมะสีขาว และพืชพรรณนานาชนิดที่เคยปลูกไว้ในบริเวณพื้นที่โดยรอบในเ
เช้าวันต่อมา เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องมะนาวก็ได้ดังขึ้นสามทีตามมาด้วยเสียงเรียกของใครบางคน"คุณผู้หญิงคะ นายท่านให้มาเรียกคุณผู้หญิงออกไปทานอาหารเช้าค่ะ" เสียงเรียกอย่างสุภาพของแม่บ้านวัยกลางคนคนหนึ่งที่คอยอยู่รับใช้ยามาดะในบ้านหลังนี้"ขอเวลาอีกสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันตามไปค่ะ" มะนาวรีบตอบกลับไปทันทีพร้อมเก็บข้าวของเครื่องใช้ของเธอที่เธอได้นำออกมาใช้เมื่อคืนนี้ลงในกระเป๋าใบใหญ่อีกครั้งหลังจากที่มะนาวเก็บของเสร็จแล้ว เธอก็ได้ลากกระเป๋าใบนั้นออกมาวางไว้ที่หน้าห้องแล้วค่อยเดินไปที่ห้องรับประทานอาหารที่อยู่ในพื้นที่ตรงกลางของตัวบ้าน"นั่งลงสิ" ชายหนุ่มผายมือข้างหนึ่งไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงมะนาวก้มหัวให้ชายหนุ่มเล็กน้อยพร้อมทั้งค่อย ๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยความอึดอัดใจ"เดี๋ยวพอคุณกินอาหารเช้าเสร็จแล้วผมก็จะไปส่งคุณที่มหาวิทยาลัยเอง""ไม่เป็นไรค่ะคุณยามาดะ ฉันว่าจะเรียกแท็กซี่เข้าไปในมหาวิทยาเองค่ะเพราะฉันรบกวนคุณมามากพอแล้ว" มะนาวรีบกล่าวปฏิเสธคนตรงหน้าไป เพราะแค่นี้เธอก็เกรงใจและอึดอัดใจกับคนตรงหน้านี้จะแย่อยู่แล้ว"ผมมีธุระที่จะต้องเข้าไปทำในนั้นอยู่แ
มะนาวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเธอรู้สึกถึงการขยับเขยื้อนร่างกายของใครบางคน สายตาของมะนาวค่อย ๆ ปรับโฟกัสกับภาพตรงหน้า และเธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอจึงรู้สึกเช่นนั้น เพราะตอนนี้หัวของหญิงสาวได้เอนเอียงไปซบบนไหล่ของชายหนุ่มคนที่เคยจ้องมองดูใบหน้าเธออยู่นั่นเองมะนาวจึงรีบยกหัวขึ้นกลับไปดังเดิมแล้วค่อย ๆ หันหน้ากลับไปดูชายหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง ตอนนี้เธอเห็นเขากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาอ่านมานานแค่ไหนแล้ว และเธอเผลอไปซบไหล่เขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"ขอโทษด้วยนะคะ ที่หัวของฉันได้ไปซบไหล่ของคุณ พอดีฉันเผลอหลับไปน่ะ และไม่ได้ตั้งใจที่จะไปรบกวนคุณนะคะ" มะนาวรู้สึกร้อนรนจึงรีบกล่าวคำขอโทษออกไปเป็นภาษาอังกฤษเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเข้าใจเธอผิดไป แต่ชายหนุ่มเพียงแค่หันหน้ามามองเธอเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งยิ่งเขาทำแบบนี้มะนาวก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกรอบคนอะไร คนอื่นเขาพูดด้วยดี ๆ แต่ทำเมินมาสองรอบแล้วนะ เป็นใบ้หรือยังไงกัน!มะนาวได้แต่คิดด่าอยู่ในใจ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้อยู่ดี เธอได้แต่นั่งภาวนาให้ถึงสนามบินโตเกียวเร็ว ๆ เพราะเธอ
"ยัยนาว แกคงไม่ลืมอะไรแล้วใช่ไหม ของสำคัญอย่างเช่นพาสปอร์ต วีซ่า หรือบัตรประชาชนน่ะ แกเอามาครบแล้วนะ"ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อให้เพื่อนของเธอได้ตรวจสอบรายการดูอีกครั้ง ว่ายังลืมอะไรอยู่หรือไม่มะนาวลองจึงลองเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กดู เพื่อตรวจสอบรายการตามที่เพื่อนได้พูดมา"เอามาแล้วแก เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋านี้หมดแล้ว ส่วนในกระเป๋าลากใบใหญ่นั้นก็มีแต่ของใช้ส่วนตัว ฉันว่าฉันเอามาครบแล้วแหละ ไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนะ"มะนาวพูดยืนยันว่าตนเองได้นำสิ่งของสำคัญใส่กระเป๋ามาครบหมดแล้ว เพื่อให้เพื่อนสาวได้สบายใจ"โอเค แล้วแกได้ไปลาพ่อกับแม่แกยัง ต้องโทรไปบอกท่านอีกหรือเปล่า ว่าวันนี้แกจะออกเดินทางแล้วนะ"ปลาวาฬสอบถามมะนาวอย่างห่วงใย เพราะด้วยความที่กลัวว่าเพื่อนจะตื่นเต้นเกินไป จนบางทีอาจจะลืมบอกลากับคนทางบ้านได้"ฉันกลับไปเยี่ยมที่บ้านมาแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง”“และก่อนที่แกจะมารับฉัน ฉันก็ได้โทรไปร่ำลากับพ่อแม่และน้องชายแล้วล่ะ”“ขอบใจแกมากนะที่คอยเป็นห่วง และคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด”“เพราะถ้าไม่มีแกคอยช่วยเหลือ ฉันคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากกว่านี้แน่เลย"มะนาวพูดแล้วก็ส่งยิ้มให้กับปลาว







