LOGIN"ยัยนาว แกคงไม่ลืมอะไรแล้วใช่ไหม ของสำคัญอย่างเช่นพาสปอร์ต วีซ่า หรือบัตรประชาชนน่ะ แกเอามาครบแล้วนะ"
ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อให้เพื่อนของเธอได้ตรวจสอบรายการดูอีกครั้ง ว่ายังลืมอะไรอยู่หรือไม่
มะนาวลองจึงลองเปิดกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กดู เพื่อตรวจสอบรายการตามที่เพื่อนได้พูดมา
"เอามาแล้วแก เอกสารสำคัญอยู่ในกระเป๋านี้หมดแล้ว ส่วนในกระเป๋าลากใบใหญ่นั้นก็มีแต่ของใช้ส่วนตัว ฉันว่าฉันเอามาครบแล้วแหละ ไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนะ"
มะนาวพูดยืนยันว่าตนเองได้นำสิ่งของสำคัญใส่กระเป๋ามาครบหมดแล้ว เพื่อให้เพื่อนสาวได้สบายใจ
"โอเค แล้วแกได้ไปลาพ่อกับแม่แกยัง ต้องโทรไปบอกท่านอีกหรือเปล่า ว่าวันนี้แกจะออกเดินทางแล้วนะ"
ปลาวาฬสอบถามมะนาวอย่างห่วงใย เพราะด้วยความที่กลัวว่าเพื่อนจะตื่นเต้นเกินไป จนบางทีอาจจะลืมบอกลากับคนทางบ้านได้
"ฉันกลับไปเยี่ยมที่บ้านมาแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง”
“และก่อนที่แกจะมารับฉัน ฉันก็ได้โทรไปร่ำลากับพ่อแม่และน้องชายแล้วล่ะ”
“ขอบใจแกมากนะที่คอยเป็นห่วง และคอยช่วยเหลือฉันมาตลอด”
“เพราะถ้าไม่มีแกคอยช่วยเหลือ ฉันคงจะได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากกว่านี้แน่เลย"
มะนาวพูดแล้วก็ส่งยิ้มให้กับปลาวาฬเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เธอพูดออกมานั้น คือสิ่งที่เธออยากจะบอกเพื่อนคนนี้มาตลอด เพราะถ้าหากไม่มีเพื่อนอย่างปลาวาฬ การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คงยากที่มะนาวจะสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวคนเดียว
"มาขอบจงขอบใจอะไรกัน พูดอย่างกับคนห่างเหินกันไปได้ แกต่างหากที่คอยช่วยเหลือฉันมาโดยตลอด”
“แกก็รู้ว่าการเรียนฉันแย่มากขนาดไหน มีแต่แกนี้แหละที่คอยฉุดคอยลากฉันให้ขึ้นมา จนฉันได้เรียนจบไปพร้อมกันกับเพื่อนคนอื่น ๆ”
“ดังนั้นระหว่างเรา แกไม่จำเป็นต้องมีความเกรงใจอะไรกับฉันหรอก"
ปลาวาฬพูดกับมะนาว เพื่อไม่ให้เพื่อนคิดเป็นอย่างอื่น และที่เธอทำไปไม่ใช่เพราะหวังผลประโยชน์ใด ๆ หรือทำเพื่อให้มะนาวมาช่วยในด้านการเรียนของเธอเลย
แต่ปลาวาฬคิดว่าพวกเธอเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ต่างคนต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน ดังนั้นสิ่งที่ทำไปเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว
มะนาวได้แต่อมยิ้มน้อย ๆ และส่ายหน้าไปเพียงเบา ๆ เพราะเธอเข้าใจในสิ่งที่ปลาวาฬต้องการจะสื่อถึงดี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้อยู่ดี
"รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสายเอา"
ปลาวาฬรีบพูดตัดบททันที เมื่อเธอมองเห็นเวลาที่อยู่บนหน้าจอมือถือของตน เพราะตอนนี้ได้เวลาที่มะนาวจะต้องเข้าไปเช็กอินและนั่งรอขึ้นเครื่องแล้ว
"ขอให้เดินทางปลอดภัยนะแก ถึงที่นู่นแล้วแกก็บอกฉันด้วยนะ ถ้าแกมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไรที่สนุก ๆ ก็อย่าลืมมาเล่าให้ฉันฟังด้วย”
“และถ้ามีโอกาสฉันก็อาจจะได้ไปเยี่ยมแกถึงที่นู่นเลยก็ได้ พอถึงวันนั้นแกก็อย่าลืมพาฉันไปเที่ยวด้วยล่ะ"
ปลาวาฬพูดอย่างอดเป็นห่วงมะนาวไม่ได้ ที่เพื่อนของตนเองจะต้องไปอยู่ต่างถิ่นต่างแดนเพียงลำพัง
แต่เพื่ออนาคตของมะนาวเอง ปลาวาฬก็ได้แต่สนับสนุนเพื่อนอย่างเต็มที่ เพราะเธอเชื่อว่าเพื่อนของเธอคนนี้ จะต้องมีอนาคตที่ดีรออยู่อย่างแน่นอน
"โอเค ถ้าถึงที่นู่นแล้วฉันจะบอกแกนะ แล้วแกอย่าลืมมาเยี่ยมฉันล่ะ แกพูดแล้วนะ ฉันเป็นคนลืมยากนะบอกไว้ก่อนเลย"
มะนาวพูดแซวเพื่อนกลับ เพื่อให้กลบเกลื่อนความรู้สึกเศร้าสร้อยที่จะได้จากลากัน
"จ้าาา แม่คนมีความจำเป็นเลิศ ฉันจะคอยดู ถ้าเกิดวันไหนที่แกลืมบ้าง วันนั้นฉันจะคอยสมน้ำหน้าแกให้ดู หึหึ"
ปลาวาฬพูดพร้อมทั้งเบะปากให้เพื่อนเล็กน้อย ข้อหาหมั่นไส้ยัยเพื่อนตัวดีของเธอ คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ ๆ
แต่ในเมื่อปลาวาฬเห็นมะนาวปากเก่งแบบนี้แล้ว สงสัยเธอคงจะต้องหมดห่วงแล้วแหละมั้ง
เมื่อมะนาวได้มองดูท่าทางของปลาวาฬที่เป็นแบบนั้น ก็ทำให้เธออดขำไม่ได้ จึงได้แต่เอ็นดูในความซื่อของเพื่อนตน
จากนั้นมะนาวก็เดินเข้าไปใกล้ปลาวาฬ แล้วสวมกอดเธอด้วยความอาลัย
"ฉันคงคิดถึงแกแย่แน่เลย ไปอยู่ที่นู่นก็ไม่รู้จะได้เจอคนอย่างแกอีกหรือเปล่า แกอย่าลืมนะ ถ้ามีเวลาว่างก็มาเยี่ยมฉันบ้างล่ะ"
มะนาวพูดออกมาจากส่วนลึกในหัวใจ เพราะถ้าเธอมีทางเลือกอื่นโดยที่ยังได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง และก็ยังคงมีอนาคตที่ดีแบบก้าวกระโดดอย่างเช่นการได้ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนี้ เธอคงจะเลือกทางนั้นมากกว่า
เพราะในใจลึก ๆ ของมะนาวเองก็ยังคงมีความคิดถึงและเป็นห่วงครอบครัวอยู่ตลอด และต่อให้เธอจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม เธอคิดว่าคงจะไม่มีที่ไหนที่อยู่แล้วจะสบายใจ เหมือนกับอยู่ที่บ้านเกิดของตนเองอย่างแน่นอน
ส่วนปลาวาฬเธอก็ค่อย ๆ เอาแขนน้อย ๆ ทั้งสองข้างของเธอโอบกอดมะนาวไว้ พร้อมทั้งพูดคุยกับเพื่อนสาวของเธออย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พวกเธอเคยรู้จักกันมาเลย
"ฉันไม่ลืมหรอกแก ให้ฉันทำงานหาเงินได้สักก้อนก่อน แล้วฉันจะบินไปหาแกอย่างแน่นอน”
“เพราะตอนนี้ฉันก็เรียนจบแล้ว จะคอยแต่ขอเงินพ่อแม่ใช้ไปวัน ๆ คงจะไม่ดีสักเท่าไหร่ ฉันเองก็อยากที่จะทำให้ได้เหมือนอย่างแกบ้าง จะไม่ได้เป็นภาระของใครอีก"
เมื่อมะนาวได้ยินเพื่อนของตนพูดเช่นนั้น ก็รู้สึกปลื้มปีติยินดีแทนพ่อและแม่ของปลาวาฬเป็นอย่างมาก ที่ตอนนี้ลูกสาวหัวรั้นของพวกเขา ก็ได้มีความคิดความอ่านที่โตเป็นผู้ใหญ่เสียที
"ฉันเชื่อว่าคนอย่างแกต้องทำได้อย่างแน่นอน"
มะนาวพูดพร้อมกับค่อย ๆ ผละตัวให้ออกห่างจากอ้อมกอดของปลาวาฬเล็กน้อย แล้วจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเชื่อมั่นในตัวเธอ
"แกไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ห่วงตัวแกเองดีกว่า อยู่ที่อื่นมันไม่เหมือนกับอยู่บ้านเราหรอก จะทำอะไรก็ระวังตัวเอาไว้หน่อย ฉันหวังดีหรอกนะ"
ปลาวาฬได้แต่พูดและทำสายตาเฉไฉมองไปที่อื่น เพราะเธอพึ่งจะคิดได้ว่าตนเองได้พูดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอออกมา ตอนนี้เลยทำให้ปลาวาฬรู้สึกเขินอายเพื่อนตรงหน้านี้มาก
เสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ ของมะนาว ที่ได้เห็นท่าทีของเพื่อนสาวเช่นนั้น
"โอเค ๆ ฉันจะพยายามดูแลตัวเองให้ดีนะ"
มะนาวพูดพร้อมทั้งพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่นี้ของเธอให้ได้มากที่สุด
"ชิ แกรีบเข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก ยังมีหน้ามาหัวเราะใส่คนอื่นอีก เดี๋ยวเหอะ"
ปลาวาฬพูดอย่างรีบตัดบท เพราะเธอเขินอายเพื่อนเกินกว่าที่จะทนอยู่ต่อให้นานกว่านี้ อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะหมดเวลาที่จะต้องเช็กอินแล้ว ขืนมัวแต่ร่ำลากันอีกจะไม่ทันการเอาได้
"จ้า ๆ งั้นฉันไปก่อนนะ ถึงที่นู่นเมื่อไหร่แล้วจะบอกแกนะ"
หลังจากที่มะนาวพูดจบ เธอก็ได้เข้าไปสวมกอดเพื่อนอีกหนึ่งที ก่อนที่จะรีบผละตัวออกมา แล้วเตรียมลากกระเป๋าใบใหญ่เพื่อเดินเข้าไปในจุดเช็กอิน
"ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะยัยนาว เจอกันคราวหน้าถ้าแกผอมแห้งลงกว่านี้อีก ฉันจะบ่นให้หูชาเลยนะ"
เสียงไล่หลังตามมาของปลาวาฬ ก่อนที่มะนาวจะหันหลังกลับมาแล้วโบกมือลาให้เพื่อนอีกหนึ่งที เพื่อเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายก่อนจากกัน
บนเครื่องบิน
“ขออนุญาตดู Boarding Pass หน่อยนะคะ”
เสียงหวานของพนักงานสาวสวยบนเครื่องบินคนหนึ่งได้สอบถามหญิงสาวขึ้นมา ในขณะที่เธอกำลังมองหาที่นั่งของตนเองอยู่ พนักงานจึงขอตรวจสอบหมายเลขที่นั่งเพื่อจะนำทางมะนาวไปยังที่นั่งของเธอ
จากนั้นมะนาวก็ได้ยื่นกระดาษใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งให้แก่พนักงานไป
“ที่นั่ง 24A นะคะ”
หลังจากที่พนักงานดูตั๋วเสร็จก็ได้พูดทบทวนหมายเลขที่นั่งให้แก่มะนาวฟังอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องจากเธอ
“ใช่ค่ะ”
เสียงมะนาวพูดตอบกลับพนักงานไป
จากนั้นพนักงานก็ได้เดินนำหน้าเธอไป แล้วก็ผายมือข้างหนึ่งไปยังที่นั่ง เพื่อให้มะนาวได้เข้าประจำยังที่นั่งของเธอให้เรียบร้อย ก่อนที่เครื่องบินจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในอีกไม่นาน
นี่คือการเดินทางบนเครื่องบินครั้งแรกของมะนาว ทั้งชีวิตที่ผ่านมาของเธอ หญิงสาวเคยนั่งแต่รถเมล์กับรถทัวร์เท่านั้น การที่เธอจะได้มีโอกาสเดินทางบนเครื่องบิน มันเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยในชีวิตนี้
และแล้วในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่มะนาวได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกในชีวิต และยังเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกคนเดียวของเธออีกด้วย
ลึก ๆ ในใจของมะนาวนั้น ก็ยังมีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง เพราะเธอจะต้องไปอยู่ในที่ต่างถิ่นต่างแดนเพียงลำพัง ส่วนในเรื่องของภาษานั้น มะนาวไม่ได้คิดที่จะเป็นห่วงเท่าไหร่นัก เพราะเธอค่อนข้างที่จะพูดคุยได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
แต่เรื่องที่ทำให้เธอเป็นกังวลมากที่สุดมันคือเรื่องอิทธิพลต่าง ๆ ของแก๊งมาเฟีย ยากูซ่าในญี่ปุ่นต่างหาก และเธอไม่รู้ว่าจะมีวันไหนที่เธอพลาดท่าได้ไปเจอกับคนเหล่านั้นบ้างหรือเปล่า
เพราะจากที่เธอได้อ่านข่าวและศึกษาหาข้อมูลมา อิทธิพลเหล่านี้ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างในประเทศญี่ปุ่น และก็ไม่เคยจางหายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวดังอย่างเช่นเมื่อก่อนแล้วเท่านั้นเอง
มะนาวได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ เพื่อสลัดความคิดบ้าๆนี้ ที่จะทำให้เธอถอยหลังกลับ เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถหันหลังกลับไปได้แล้ว มีแต่ต้องสู้เท่านั้น ถึงจะทำให้เธอและครอบครัวลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้
ไม่รู้มะนาวคิดเพลินถึงเรื่องต่าง ๆ ไปนานเท่าใด มารู้ตัวอีกทีเธอก็รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่นานแล้ว มะนาวค่อย ๆ หันหน้าไปดูคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ จึงทำให้สายตาของทั้งคู่ได้ประสานเข้าด้วยกัน มะนาวได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
ผู้ชายคนนี้อายุน่าจะราว ๆ ยี่สิบปลายถึงสามสิบต้น ๆ เขามีผิวที่ขาวเนียนละเอียด สันจมูกโด่งคม นัยน์ตาและผมมีสีดำ และด้วยรูปร่างที่สูงโปร่ง จึงนับว่าเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
และตอนนี้เขากำลังนั่งมองมะนาวอยู่อย่างไม่ละวางสายตา ถึงแม้ว่าเธอจะมองเขากลับไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สะทกสะท้านรีบเบือนหน้าหนีหญิงสาวแต่อย่างใด
มะนาวรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เธอได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ ว่าเขาจ้องมองเธอเพราะเรื่องอะไรกัน หรือว่าเธอนั่งผิดที่ หรือว่าเธอเคยไปทำอะไรให้เขาโกรธเคืองมาหรือเปล่าด้วยความสงสัยที่มีอยู่ในใจ มะนาวจึงได้สอบถามชายคนนั้นออกไปทันที
“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าเรานั่งสลับที่กันคะ”
เธอสอบถามเขาด้วยภาษาไทย เพราะเธอเห็นว่าเขาขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิมาพร้อมกันกับเธอ หญิงสาวจึงคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนไทยเหมือน ๆ กัน
หลังสิ้นคำถามของมะนาว ชายหนุ่มก็ยังคงนั่งนิ่งแล้วมองดูเธออยู่เช่นเดิม มะนาวจึงเริ่มหงุดหงิดใจขึ้นเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคิดในแง่ดีว่าเขาอาจจะฟังในสิ่งที่เธอพูดไม่ออกหรือเปล่า เพราะบางทีเขาอาจจะเป็นคนชาติอื่นก็ได้
เมื่อมะนาวคิดได้ดังนั้นจึงสอบถามไปใหม่อีกครั้งกับคำถามเดิม แต่ครั้งนี้เธอได้สอบถามเป็นภาษาอังกฤษแทน ปรากฏว่ามันได้ผลเล็กน้อย เขาค่อย ๆ หันหน้ากลับไปมองตรงแล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเท่านั้น โดยที่ไม่มีคำตอบใด ๆ ให้กับมะนาวได้หายข้องใจเลยสักนิด
มะนาวเริ่มหงุดหงิดใจขึ้นมาอีกรอบ แต่เธอได้แต่คิดปลอบใจตนเองว่าช่างมันเถอะ เดี๋ยวพอลงจากเครื่องแล้วพวกเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกหรอก แต่ตอนนี้ก็ทน ๆ ไปก่อนแล้วกัน เพราะอีกประมาณหกชั่วโมงเท่านั้นก็จะถึงที่หมายแล้ว
เมื่อมะนาวคิดได้ดังนั้นเธอจึงหันหน้ากลับมาดังเดิม แล้วค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อพักผ่อนเช่นกัน เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่น ก็ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงเลยทีเดียว ตอนนี้เธอก็ขอนอนพักเอาแรงไว้ก่อนละกัน
ที่ห้องผู้บริหารของบริษัทชิกิยามะ เลขาสาวสวยคนเดิมได้เดินนำหน้าหญิงสาวร่างบาง เพื่อนำทางเธอเข้าไปพบกับเจ้านายของตนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงาน ณ ขณะนี้ เมื่อพวกเธอเดินมาถึงที่หน้าโต๊ะทำงานของชายหนุ่ม เลขาสาวสวยจึงได้ผายมือข้างหนึ่งไปยังเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับยามาดะเพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงบนนั้น จากนั้นพนักงานคนเดิมก็ได้โค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะค่อย ๆ เดินถอยหลังแล้วออกจากห้องไป “คุณเรียกฉันมามีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามขึ้นมาด้วยความสงสัย เพราะนี่ก็ยังไม่ถึงวันที่เธอจะต้องเข้ามารายงานความคืบหน้ากับเขาสักหน่อย แล้วเขาเรียกเธอเข้ามาพบทำไมกัน “คุณยังติดต่อกับไดอิจิอยู่ใช่ไหม” ชายหนุ่มพูดขึ้นพร้อมทั้งจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหญิงสาวเพื่อสังเกตอาการของเธอ มะนาวที่ได้ยินเขาถามขึ้นมาแบบนั้น เธอก็มีอาการเลิ่กลั่กขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะรีบตอบชายหนุ่มไป “เปล่าค่ะ เขาแค่แชทมาถามฉันเกี่ยวกับเรื่องของทุนการศึกษาเท่านั้นเอง แต่ฉันไม่ได้ไปพบเขานะคะ” หญิงสาวพยายามเลี่ยงที
ที่ห้องติวหนังสือใต้หอพักของมะนาวและไดอิจิ "มะนาวเป็นยังไงบ้าง คุณหายดีแล้วใช่ไหม" ไดอิจิรีบสอบถามถึงอาการป่วยของหญิงสาวทันทีที่เธอได้เดินเข้ามานั่งยังฝั่งตรงข้ามกันกับเขา "มะนาวหายดีแล้ว ขอบคุณไดอิจิมากนะที่ยังเป็นห่วงมะนาว" หญิงสาวตอบเขากลับไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย เพื่อเว้นระยะห่างอย่างเช่นเคย “มะนาวหายดีก็ดีแล้ว เพราะผมจะไม่ได้เป็นห่วงมะนาวมาก... ถ้างั้นเรามาเริ่มเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ” ชายหนุ่มไม่รอช้ารีบพูดเข้าเรื่องทันที “มะนาวอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงได้เกลียดเขานัก ก็เพราะว่าเขาเป็นคู่หมั้นของพี่สาวผมยังไงล่ะ แต่ผมไม่ได้เกลียดเขาเพียงเพราะว่าเขาเป็นคู่หมั้นของพี่สาวผมหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่าผู้ชายคนนั้นชอบทำให้พี่สาวของผมเสียใจอยู่บ่อยครั้งน่ะสิ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดเขามากต่างหาก” ชายหนุ่มหน้าหวานพูดไปพร้อมทั้งใส่อารมณ์ไป เมื่อเขาได้ย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาของยามาดะที่เขาเคยทำกับคาซึเมะไว้ ส่วนมะนาวเมื่อเธอได้ยินเขาพูดออกมาแบบนั้นเธอก็ได้แต่ทำตาโตนั่งนิ่งเพราะกำลังตกใจอยู่กับสิ
ที่ห้องพักของไดอิจิ"ฮัลโหลครับนายน้อย ผมได้สืบมาแล้วนะครับ เรื่องที่นายน้อยสั่งมา" เสียงทุ้มใหญ่ของพ่อบ้านรีบพูดขึ้นมาทันทีที่ไดอิจิกดรับสายของเขา"ได้เรื่องว่ายังไงบ้างครับ" ไดอิจิรีบถามเขาออกไปด้วยความอยากรู้“เรื่องของคุณผู้หญิงที่นายน้อยสั่งให้ผมสืบ เธอมีความเกี่ยวข้องกับท่านประธานยามาดะจริงครับ โดยที่ท่านประธานเป็นผู้ให้ทุนการศึกษาเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แก่คุณผู้หญิงครับ”พ่อบ้านรีบบอกถึงข้อมูลที่เขาได้ไปสืบมาให้กับไดอิจิฟัง“แล้วนอกจากเรื่องให้ทุนการศึกษาล่ะ ยังมีเรื่องอื่นอีกไหมครับที่มันยังมีความเกี่ยวข้องกันกับเขา”“มีครับ นอกจากท่านจะให้ทุนการศึกษาแก่คุณผู้หญิงแล้วท่านยังให้ทุนการศึกษากับน้องชายของเธออีกด้วยครับ พร้อมทั้งให้เงินเดือนกับครอบครัวของเธอเอาไว้ใช้จ่ายอีกเดือนละ 10,000 บาท และนอกจากนี้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ท่านประธานยามาดะยอมเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้กับคุณผู้หญิงครับ”ชายหนุ่มหน้าหวานเงียบไปสักพักใหญ่เมื่อเขาได้ยินแบบนั้น เพราะเขาคิดว่าเงื่อนไขของทุนการศึกษานี้มันดูค่อนข้างแปลกจนเกินไปสำหรับผู้ให้และผู้รับทุนที่เขาเคยพบเจอมา“ขอบคุณครับ แต่คุณ
ที่ห้องนั่งเล่นในบ้านของพ่อแม่ไดอิจิชายหนุ่มหน้าหวานรีบเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ผู้เป็นแม่ทันทีที่เขาเข้ามาภายในห้อง วันนี้ที่เขาได้เดินทางกลับมาบ้านก็เนื่องจากว่าพ่อและแม่ของเขาต้องการที่จะปรึกษาหารือธุระสำคัญกับลูกทั้งสองคนโดยเรื่องแรกคือเรื่องกำหนดวันแต่งงานของคาซึเมะพี่สาวไดอิจิ เพราะเธอถูกหมั้นหมายกับยามาดะ โช มาเนิ่นนานหลายปีมากแล้ว แต่จนป่านนี้ก็ยังไร้วี่แววของฤกษ์มงคล และด้วยอายุของหญิงสาวเริ่มที่จะมากขึ้นทุกปี ดังนั้นคนเป็นพ่อเป็นแม่จึงอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ทางด้านคาซึเมะเอง เธอก็ได้แต่ยืนกรานที่จะปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้อีกครั้งโดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่เธอขอเวลาอีกแค่สองปีเท่านั้น เพราะถ้าหากฝ่ายนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร เธอก็จะยอมแต่งงานแต่โดยดีตามที่ผู้ใหญ่ต้องการส่วนไดอิจิ เขาก็พอจะรู้จักนิสัยพี่สาวดี ที่เธอทำไปแบบนี้ก็ล้วนแค่ทำตามความต้องการของอีกฝ่ายเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วคาซึเมะเองก็ได้ตกหลุมรักยามาดะ โช มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กแล้ว แต่ด้วยนิสัยของหญิงสาวที่เธอเองก็ไม่อยากจะฝืนใจใครและเธอก็ไม่ยอมตัดใจจากเขาเสียที ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้เธอจึงขอเ
หลังจากที่ทั้งสองคนได้สวมใส่เสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวร่างบางจึงได้ตัดสินใจที่จะลองพูดคุยต่อรองเงื่อนไขบางอย่างกับชายหนุ่มไปอีกครั้งอย่างคนไร้หนทางอื่น"ฉันมีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียว ถ้าหากว่าคุณยอมรับปาก ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะสั่งให้ฉันทำอะไรฉันก็จะยอมทำตามทุกอย่างที่คุณพูดมา"มะนาวพูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแววตาที่ดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในตอนนี้เธอรู้สึกปลงตกกับชีวิตของตัวเองเกินกว่าที่จะรับได้แล้ว ยามาดะเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจ เขาจึงรีบถามเธอกลับไปในทันทีอย่างสนใจ"คุณลองว่ามาสิ" เพราะเขาเองก็อยากรู้ว่าเธอจะพูดอะไรกันแน่"คุณอย่าทำแบบนี้กับฉันอีกได้ไหมหากว่าฉันไม่ยินยอม ถ้าคุณยอมรับปากไม่ว่าเรื่องอะไรฉันก็จะยอมทำให้แต่โดยดี"มะนาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เอื่อยเฉื่อยราวกับคนไร้ชีวิตชีวา พร้อมทั้งเบือนหน้าไปมองมู่ลี่บังสายตาที่ติดอยู่กับหน้าต่างภายในห้องนั้น ชายหนุ่มนั่งพิจารณาอยู่สักพักใหญ่ก่อนจะหันหน้าไปตอบหญิงสาวร่างบางด้วยความรู้สึกผิดที่มีต่อเธออยู่บ้าง"ผมยอมรับปากคุณก็ได้ แต่ถ้าคุณยังกล้าขัดคำสั่งของผมอีก คุณจะต้องยอมรับกับผลที่จะตามมาใ
เสียงอู้อี้อย่างแผ่วบางอยู่ในลำคอเล็ก หญิงสาวพยายามดิ้นขลุกขลักไปมาภายใต้ร่างหนาใหญ่แต่เขาก็ยังคงดูดดึงลิ้นบางอย่างไม่ให้เธอได้พักหายใจ หญิงสาวจึงใช้มือเล็กทั้งสองข้างทุบตีระรัวเข้าไปที่กลางลำตัวของชายหนุ่มเพื่อส่งสัญญาณให้เขาปล่อยเธอไปผ่านไปไม่นานชายหนุ่มถึงได้ถอนริมฝีปากหนาของเขาขึ้น จึงทำให้น้ำหวานจากปากของพวกเขาฉ่ำเยิ้มไปทั่วบริเวณรอบ ๆ กลีบปากทั้งสอง ตามมาด้วยเสียงหอบกระเส่าของร่างบางเมื่อเธอได้รับอิสรภาพจากคนตรงหน้า“คุณจะยอมทำตามที่ผมบอกดี ๆ ไหม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วคุณก็จะได้เจออย่างเมื่อคืนอีก”เสียงชายหนุ่มพูดตะคอกใส่หน้าหญิงสาวด้วยอารมณ์โมโหที่เธอชอบขัดคำสั่งเขาตลอด มะนาวจ้องมองไปที่ดวงตาคมเข้มด้วยสายตาที่อาฆาตราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขาหากว่าเธอสามารถทำได้“ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำอะไรแบบนี้กับฉันอีก และฉันขอยกเลิกสัญญารับทุนการศึกษานี้ถึงแม้ว่ามันจะเป็นหนี้หัวโต แต่ความรู้สึกของฉันก็น่าจะดีกว่าตอนนี้หลายเท่า”มะนาวพูดตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มไปด้วยอารมณ์ที่จุกอกคับแค้นใจ เพราะเขาชอบข่มเหงและข่มขู่เธอด้วยเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะขอยกเลิกสัญญาแล้วกลับไปหางานทำ







