Masukตอนเช้าต้องตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย รุ่นพี่ให้หยิบฉลากจัดกลุ่ม เธออยู่อีกกลุ่มหนึ่ง นึกเสียดายมากๆ ที่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับเขา
เขาไม่เห็นเธอหรอกนะ เพราะเธอไม่มีโอกาสเข้าใกล้เขาเลย มีแต่สาวๆ มารุมมาตุ้ม เธอเลยแอบมองเขาอยู่ห่างๆ
คิดๆ แล้วก็แอบหมั่นไส้ แต่ผู้หญิงหน้าตาธรรมดาแบบเธอ
ใครเขาจะสนใจกันล่ะตอนแรกที่มาเข้าค่าย เธอไม่อยากมาเลย แต่ตอนนี้ไม่อยากให้ครบ
สามวันเลยด้วยซ้ำแต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา...
หลังจากเข้าค่ายเสร็จก็มีการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ มารดาของเธอฝากเธอให้ไปอยู่กับหลานของท่าน เรียกให้ถูกคือลูกพี่ลูกน้องของเธอ
นับกันแล้วมีศักดิ์เป็นพี่สาวพี่สาวเป็นพวกปล่อยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบ อยู่ในชุมชน
ที่ไม่ไกลจากสถาบันที่เธอเรียนมากนัก หล่อนใจดีมาก ตอนเช้าๆ เธอมาเรียน ก็เดินมาทางด้านหลังของสถาบัน ผ่านวิทยาลัยพลศึกษาไม่นานก็ถึงสถาบัน ที่ตัวเองเรียนอยู่การอยู่กับพี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องดีอยู่อย่างคือไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้าน ค่าหอพัก มันก็ประหยัดไปอีกแบบหนึ่ง มารดาของเธอขายผัก ให้เงินเธออาทิตย์ละสองร้อยบาท โคตรน้อยมากสำหรับนักศึกษาอย่างเธอ แต่เธอซาบซึ้งในบุญคุณของท่าน สองร้อยบาทก็ทำให้เธอรอดชีวิตไปอีกอาทิตย์หนึ่ง
ท่านลำบากเดินไปหาผักเอามาขาย เหนื่อยหนักเหลือเกินเพราะ
กว่าจะได้มาต้องเดินลุยป่าเข้าไป เธอต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้มีคุณค่ามากที่สุด บิดามีเพื่อนฝูงเยอะ ว่างๆ ก็ตั้งวงกินเหล้า แต่ยังดีที่มารดา ใช้ให้ทำอะไรก็ทำ เห็นนิสัยบิดาแล้ว คิดว่าชาตินี้เธอจะไม่แต่งงานเด็ดขาด ไม่อยากทุกข์ใจเหมือนมารดา ถึงแม้จะทำงานแต่ก็ชอบตั้งวงกินเหล้า มันน่าเบื่อหน่ายเอามากๆเขาว่าเลือกผัวผิดคิดจนตัวตายน่าจะจริง
ถ้ามีผัวไม่ดี สู้อย่ามีเสียดีกว่า
มีคนเคยบอกว่าเกิดคนเดียวก็ตายคนเดียว เวลาเราจะตายก็ไม่มีใคร
มาตายกับเราด้วยการอยู่กับพี่สาวก็ดีหรอก มีมอเตอร์ไซค์ให้ใช้ในบางครั้ง แต่มีคนบอกว่าชีวิตของคนเราไม่แน่นอน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สุดท้ายเธอ
ต้องย้ายมาอยู่หอพักในสถาบันแทนเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัว ไปได้มาก จึงอยู่กับพี่สาวไปได้แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น“อุ๊ย! ขอโทษ” อันดาเอ่ยขอโทษเมื่อเดินชนเข้ากับร่างสูง ของนักศึกษาในสถาบัน เธอเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะรีบก้มลงเก็บหนังสือ
ผู้ชายที่เธอแอบมองทุกวันเพราะชอบเขา นายวายุ วายุภัค
เธอเดินมาชนเขาได้ยังไงกันนะ!
โอ๊ย! ยายซุ่มซ่ามเอ๊ย...
อันดาลนลานเก็บของให้ยุ่งไปหมด วายุก้มลงไปช่วยเก็บ เขามอง
คนตรงหน้าขำๆ“ไม่ต้องรีบหรอก”
“โอ๊ย!” เพราะมัวแต่ก้มเลยไม่เห็นว่าเขาก้มลงช่วยเก็บด้วย เธอเงยหน้าขึ้นอีกที ศีรษะจึงกระแทกเข้ากับคางของเขาเต็มๆ
“เป็นยังไงบ้าง ขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ” อันดารีบเอ่ยขอโทษขอโพย
ยกใหญ่ เห็นเขาแล้วใจเธอเต้นกระหน่ำราวกับกลองเพลโอ๊ย! หัวใจของเธอจะวายตาย
เธอเดินชนกับคนที่แอบปลื้ม...
วายุมองคนตรงหน้าอย่างนึกเอ็นดู ท่าทีโก๊ะๆ ของเธอทำให้เขา
ยกยิ้มมุมปาก ชายหนุ่มมองเธออย่างอึ้งๆ ได้เห็นในระยะประชิดแบบนี้ เธอน่ารักใช่เล่น เขาจำเธอได้ เพราะตอนไปเข้าค่ายรับน้องใหม่ร่วมกัน เขาแอบมองเธอออกบ่อยผู้หญิงร่างอวบน่ามอง เธอไม่ได้สวยโดดเด่น แต่เขาคิดว่าเธอ
เป็นคนมีเสน่ห์ น่ารัก มองยังไงก็ไม่เบื่อ หลายคนอาจจะชอบมองผู้หญิงสวย แต่เขาชอบผู้หญิงน่ารัก ยิ้มแล้วแก้มน่าหยิกเหมือนเธออันดากะพริบตาเมื่อเขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ในระยะประชิด
เธอก้มหน้างุดอีกครั้ง รีบเก็บหนังสือมากอดเอาไว้กับอกโอ๊ย! ทำไมหัวใจมันเต้นแรงแบบนี้นะ มันจะกระโดดออกมานอกอก
อยู่แล้ว“อันดาใช่ไหม” เขาเอ่ยถาม เธอมองเขาตาโต เขาจำเธอได้ด้วยเหรอ
ไม่น่าเชื่อ?
“ใช่ เราชื่ออันดา” คนตอบเขินอาย บิดไปบิดมา เธอทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ อยากจะหนีไปจากตรงนี้ แต่การได้มองหน้าเขาใกล้ๆ แบบนี้ ฟินไปถึง
ดาวอังคารเลยนะ เพราะตั้งแต่กลับจากเข้าค่ายรับน้องใหม่วันนั้น เธอก็ได้แต่แอบมองเขาอยู่ไกลๆ“เราชื่อวายุนะ ชื่อเล่นว่าลม วันก่อนเราไปเข้าค่ายด้วยกันจำได้ไหม”
“จำได้สิ” เธออุบอิบตอบ คนที่เราปลื้ม ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ “เราเรียน microbiology[1] เอ่อ... จำเราได้ด้วยเหรอ”
ที่นี่เขาให้นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์กับเกษตรศาสตร์ไปเข้าค่ายด้วยกัน
“จำได้สิ... เด็กสายวิทย์ฯ” ใส่กระโปรงยาวเกือบถึงข้อเท้า ท่าทีน่าเอ็นดูของเธอทำให้เขาจำได้ติดตา
“ลมเองก็ต้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยไม่ใช่เหรอ เรียนเกษตรนี่นา” เธอชวนเขาคุย เก้อเขินจนแทบวางไม้วางมือไม่ถูก เลยกระชับหนังสือในมือแน่นขึ้น
“ใช่ ไม่รู้จะเลือกเรียนอะไรดี เลยเลือกตามเพื่อนน่ะ” เขาตอบอย่าง
ไม่ใส่ใจนัก ท่าทีดูเป็นกันเองและรอยยิ้มนั้นทำให้เธอหายเกร็งเขายิ้มทีทำเอาคนมองใจละลาย จนเธอต้องเสไปมองทางอื่น ไม่กล้ามองมากๆ กลัวว่าตัวเองจะเป็นลมล้มพับลงไปตรงหน้าเขา
“อันดาก็เลือกเรียนตามเพื่อน เคยสอบติดมหาวิทยาลัยอีกที่หนึ่ง
แต่ไม่ได้เรียน”“ทำไมล่ะ”
“ที่บ้านอยากให้เรียนใกล้ๆ” เธอไม่กล้าบอกหรอกว่าไม่มีเงินเรียนต่อ
ที่บ้านค่อนข้างมีฐานะมาก ฐานะยากจนยังไงล่ะ!!!“พักอยู่ที่ไหนเหรอ มาจากจังหวัดอะไรล่ะ” วายุเอ่ยถาม เธอเอาแต่
ก้มหน้างุดขณะเดินไปพร้อมๆ กับเขา เธอดูแปลกดีจนเขานึกเอ็นดู แลดูเป็นผู้หญิงขี้อายที่ไม่มีจริต“อยู่ใกล้ๆ นี่แหละ อันดาพักอยู่ในหอของสถาบันนี่ล่ะจ้ะ”
“เห็นว่าค่าหอถูกดีใช่ไหม”
“ใช่แล้วจ้ะ” ไม่อยากบอกว่านอกจากค่าหอถูกแล้วยังต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาขัดห้องน้ำ ทำความสะอาดหอและวิ่งในตอนเช้า โดนรุ่นพี่ว้ากจนอยาก
เอาสำลีอุดหู ข้าวปลาอาหารบางวันแทบไม่ได้กิน จนโรคกระเพาะถามหา“รุ่นพี่ที่สาขาวิชาของอันดาโหดไหม”
“โหดสิ ว้ากเสียสะดุ้งเลย” เธอทำหน้าแหยๆ แค่คิดก็ชวนขนลุก
“รุ่นพี่ที่สาขาวิชาลมก็โหดนะ รุ่นพี่ผู้หญิงเสียงแปดหลอดแน่ะ!” เขาพูดแล้วหัวเราะ ไม่ได้ทำท่าขนลุกเหมือนเธอ อันดาแอบรู้มาว่ารุ่นพี่ชอบวายุมากๆ เพราะเขาอาจจะเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในคณะ น้องใหม่ไฟแรง พี่ๆ เลยไม่ค่อยอะไรมากมาย อาจจะแกล้งแต่เพราะความเอ็นดูเสียมากกว่า
แม้สาขาเกษตรศาสตร์จะไปรับน้องพร้อมๆ กับคณะวิทยาศาสตร์
เพราะสถาบันเล็กมาก แต่พอหมดช่วงรับน้องรวม พวกเด็กที่เรียนเกษตรฯ ก็แยกไปรับน้องเฉพาะสาขาของตัวเองที่นี่รวมสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์การอาหารเอาไว้กับ
คณะวิทยาศาสตร์ ชื่อเต็มของคณะจึงเป็น วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตรสาขาคณิตศาสตร์อีกแขนงวิชาหนึ่งที่ต้องมารับน้องที่คณะวิทยาศาสตร์ เธอก็งงๆ กับธรรมเนียมของสถาบันนี้เพราะว่าสาขานี้ไม่ได้วุฒิ วทบ. แต่ได้วุฒิ คบ. ตอนจบปริญญาตรี
เด็กที่มาเรียนสาขาคณิตศาสตร์เลยโดนรับน้องคณะครุศาสตร์ด้วย
เรียกว่าโดนรับน้องหลายด้าน รับกันไม่หวาดไม่ไหว ไม่รู้จะรับอะไร
กันนักกันหนา“ต้องไปก่อนนะ นัดเพื่อนเอาไว้” วายุบอกคนตรงหน้าเมื่อเดินมาส่งเธอที่หน้าหอพัก
หอพักของเธออยู่หน้าอาคารเรียนของสาขาวิชาที่เขาเรียนอยู่
อยากจะบอกว่าเธอแอบมองเขาที่ริมหน้าต่างห้องนอนทุกวัน แล้วก็เอาไปฝันถึง เห็นหน้าแล้วฟินสุดติ่งเธอมองเขาตาลอย เขินอายทุกครั้งที่สบตา รู้สึกแก้มร้อนผ่าวไปหมด เขาจะรู้ไหมว่าเธอลวนลามเขาทางสายตาทุกวัน
[1] จุลชีววิทยา (Microbiology) เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ ในด้านรูปร่าง โครงสร้าง การสืบพันธุ์ สรีรวิทยา
การจัดจำแนก การแพร่กระจายในธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น การเปลี่ยนแปลงทางเคมีและกายภาพในสภาพแวดล้อมที่จุลินทรีย์เจริญ“หยิกตัวเองทำไม เจ็บแย่ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูว่าไม่ได้ฝัน” วายุพูดจบก็รวบร่างอวบเข้าไปกอดเอาไว้ ก่อนที่เขาจะจับท้ายทอยของเธออย่างมั่นคง บดจูบลงไปยังกลีบปากอวบอิ่ม เธอตาโต จิกมือกับคอเสื้อของเขาแล้วหลับตาพริ้มเขาผละออกห่างแล้วเธอจึงเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ วายุยิ้มใส่ตา ก่อนที่เขาจะพาเธอเดินไปหยุดที่โต๊ะรับประทานอาหารที่ปูด้วยผ้าสีขาว มีแจกันดอกไม้สีชมพูหวานแหวว“นั่งสิอันดา”“นี่มันอะไรคะ” เธองงเป็นไก่ตาแตก“ลมเป็น บ.ก. ของสำนักพิมพ์ที่อันดาส่งงานมาพิมพ์นั่นแหละ”“ลมเป็น บ.ก.” เธอทวนคำ“ครับ”“แสดงว่าที่งานอันดาผ่านเพราะลมช่วยเหรอ”“ไม่ใช่ครับ เพราะงานของอันดามันดีจริงๆ ครับ”“เอ่อ... แล้วเรื่องเงินล่ะค่ะ”“มันเป็นค่าตอบแทนที่อันดาจะได้รับอยู่แล้วครับ”“ลมช่วยอันดา” เธอซาบซึ้งใจ ถึงแม้เขาจะปฏิเสธ แต่เธอคิดว่าเขาช่วย เธอรู้สึกว่าก้อนอะไรมันแล่นขึ้นมาจุกที่อก มันคือก้อนแห่งความตื้นตันจนแทบจะร้องไห้ เขาไม่ได้ไปไหน หลายปีแล้วที่เธอเฝ้าคิดถึง แต่เขาก็ยังอยู่ ยังอยู่ข้างๆ เธอ“ได้คำตอบหรือยังครับเด็กขี้แย อายุสามสิบกว่าแล้วนะ ถ้าจะสละโสดก็ต้องรีบๆ เข้านะ เดี๋ยวไม
“อันดา ขอนอนด้วยสิ”“คะ?” เธออุทานมองหน้าเขา บิดามารดาเข้านอนหมดแล้ว วายุแค่ไปไหว้และพวกท่านก็หลับไปอีกครั้ง หลังจากตื่นขึ้นมาตอนเธอรถขับเข้ามาจอดในบ้าน สุขภาพของพวกท่านไม่ค่อยดี จึงนั่งสนทนานานๆ ไม่ได้“ลุงเริญกับป้าปริกไม่อยู่ ลมไม่มีกุญแจเข้าบ้าน ถ้าอันดาไม่ให้นอน ลมคงไปนอนหน้าบ้านลุงกับป้าให้ยุงกัดจนเป็นไข้เลือดออก” เขาทำเสียงน่าสงสาร“จ้ะ ลมอาบน้ำก่อนไหม” เขาพูดแบบนั้นเธอเลยปฏิเสธไม่ได้ จะไล่เขาไปก็ดูจะใจดำจนเกินไป“อาบหน่อยก็ดี จะได้ไม่เหนียวตัว อันดาขยันนะ ต่อเติมบ้านใหม่ให้พ่อแม่ด้วย”“รู้ได้ไงว่าอันดาทำ” เธอมองเขาอย่างสงสัย“เดาเอาน่ะ อันดาเป็นคนกตัญญู” เขารับผ้าขนหนูมาถือเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เธอจึงไปหาเสื้อผ้าของบิดามาให้เขาเปลี่ยนเดินมาอีกรอบเขาก็นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำ หยดน้ำที่เกาะพราวไปทั่วตัวและร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเป็นมัดๆ ทำเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกขัดเขินจนต้องเบือนหน้าหนี แก้มร้อนผ่าวอย่างปัจจุบันทันด่วน“เสื้อผ้าของพ่อน่ะ พอจะใส่ได้ไหม”“ได้ครับ” เขายื่นมือมารับ ก่อนรวบมือเธอเอาไว้ด้วย“อุ๊ย!” อันดาอุทาน เงยหน้าขึ้นมอง หน้าแดงก่ำ เขาขยับใบ
“วันเกิดเดือนหน้าอยากได้ของขวัญอะไรครับ” วายุเอ่ยถามน้องสาวคนสวย คนฟังตาโตทันที เอ่ยถามอย่างรู้ทัน“มาแนวสายเปย์แบบนี้จะให้น้องช่วยอะไรคะ”“ช่วยนัดว่าที่พี่สะใภ้มารับประทานอาหารหน่อย”“พี่อันดาน่ะเหรอคะ”“ครับ”“ทำไมคุณ บ.ก. อมยิ้มไม่นัดเองล่ะคะ”“ให้เลขาฯ คนสวยนัดให้ดีกว่า”“เห็นแต่รูปในบัตรประชาชน ไม่เคยเห็นตัวจริง พี่อันดาจริงๆ เป็นคนยังไงคะ”“เป็นคนสวย”“แน่ะ! ชมว่าสวย ถ้าเขาไม่สวยไม่ชอบเหรอ”“เป็นคนน่ารัก” คนพูดอมยิ้ม“นิสัยน่ารักหรือหน้าตาน่ารักคะ”“ทั้งสองอย่าง”“เชื่อเลยค่ะว่าเวลาคนเรามีความรัก หรือชอบใครสักคน คนที่เราชอบจะหน้าตาดี” นลินอมยิ้ม“เป็นคนกตัญญู” วายุชื่นชมผู้หญิงที่เขารักจากใจ อันดาในอดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น เธอไม่เคยเปลี่ยน และสำหรับเขา เธอน่ารักเช่นไร ก็ยังน่ารักเช่นนั้น“อันนี้เชื่อค่ะ ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ผู้หญิงดีๆ แบบนี้หายากนะคะ เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพ่อแม่ ถ้าเป็นคนอื่นหนีไปมีความสุขคนเดียวดีกว่า ที่บ้านก็เต็มไปด้วยหนี้”“แล้วที่สำคัญสุด ทำกับข้าวอร่อย”“อันนี้คงต้องลองชิมกันแล้วล่ะค่ะว่าจะอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือเปล่า”“เดี๋ยวก็ได้ชิม
เขาว่าในชีวิตมีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นสลับกันไป เหมือนความทุกข์และความสุขไหลวนเข้ามาประดุจดั่งเพื่อนที่ไปมาหาสู่ แต่ไม่ได้อยู่กับเรานานมารดาต้องผ่าตัดอีกหลายครั้งเพราะก้อนเนื้อที่แม้จะไม่ใช่เนื้อร้ายแต่พอตัดเนื้องอกส่วนนั้นออกไป มันก็งอกกลับขึ้นมาใหม่การเดินทางที่ไกลเพราะต้องไปหาหมออีกจังหวัดหนึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงทำให้อันดาต้องขยันเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ และทำหน้าที่การเป็นครูอย่างเต็มที่วันเวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี คนเดียวที่เธอรู้สึกว่าพึ่งพิงได้ไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุขคือ บ.ก. อมยิ้ม เขาคอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ และคอยทำให้เธอหัวเราะได้ แล้ววันที่ต้องตัดสินใจก็มาถึง เมื่อบิดาล้มป่วยลงอีกคน และมารดาก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อันดาเลยตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำมาดูแลพวกท่านทั้งสองคนเธอยอมรับว่าใจหายและร้องไห้เมื่อเห็นลูกศิษย์หลายคนวิ่งมากอด ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุมัติใบลาออกให้เธอพร้อมด้วยการที่เธอหาครูคนใหม่มาสอนแทน นั่นคือรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่กำลังหางานทำอยู่นั่นเองการออกจากงานประจำนั้นมันทำให้รู้สึกโหวงแปลกๆ เพราะจากที่เคยต้องตื่นตั้งแต่เช้ารีบร้อนไปโ
“เราเหรอ มาเป็นครูแล้วก็กำลังจะเป็นนักเขียนมือสมัครเล่นด้วย” อันดาเล่าเรื่องงานเขียนให้เพื่อนรักฟัง กัลยาฟังแล้วอมยิ้ม เธอจดจำเรื่องราวของเพื่อนทุกอย่างเอาไว้ในสมอง สนับสนุนเพื่อนหากว่าเพื่อนทำอะไรแล้วมีความสุขกัลยาคุยกับอันดาอยู่พักใหญ่ก่อนจะวางสาย อันดามองสมุดบันทึกของตัวเองแล้วอมยิ้ม เธอจะเขียนให้ได้ทุกวัน วันละนิดวันละหน่อย สักวันมันก็ต้องจบเรื่องจนได้“ครูคะ มีคนฝากซาลาเปามาให้ค่ะ” อันดาสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิดของตนเอง เธอนั่งอยู่ในห้องพักครู หลังจากตรวจการบ้านเสร็จก็คิดเรื่องพลอตนิยายว่าวันนี้จะเขียนอะไรต่อดี“ใครกันจ๊ะ” อันดาเอ่ยถามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองที่กำลังยืนยิ้มอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะทำงานของเธอนัก“หนูไม่รู้ค่ะ มีคนฝากมาอีกที นี่โน้ตค่ะคุณครู”“ขอบใจจ้ะ” เธอกล่าวขอบคุณ ก่อนจะอ่านโน้ตเล็กๆ ใบนั้นแล้วอมยิ้ม“กินให้อร่อยนะครับคุณครู”“ใครกันนะ” เธอมองซาลาเปาลูกโตน่ากินแล้วค่อยๆ บิดูไส้ด้านใน เห็นว่าเป็นไส้หมูสับหอมกรุ่น มีเห็ดมีไข่เค็ม รสชาติหอมหวนทำเธอน้ำลายสอ พอชิมเข้าไปคำแรก แป้งนิ่ม ไส้กลมกล่อมอร่อยจนต้องกัดคำต่อๆ ไปเธอชอบกินซาลาเปาไส้หมูมากๆ ชักอยากรู้แล้วสิว่
“หนูจะจำคำของพ่อเอาไว้จ้ะ”“นอนได้แล้ว ฝันดีนะลูกรัก”พลห่มผ้าให้บุตรสาวอย่างเบามือ“พ่อคะ”“ว่าไง”“หนูว่าจะไปสอนหนังสือ”“ก็เอาสิ”“จะลองไปสอบดู หนูไม่ได้เรียนครูมานะจ๊ะ แต่หนูจบวิทยาศาสตร์ ทางโรงเรียนต้องการครูสอนวิทยาศาสตร์ น่าจะไม่มีปัญหานะจ๊ะ”“ลองดูนะ อยากทำอะไรก็ทำเลย หนูเป็นคนเก่ง เรียนจบมาได้เพราะตัวหนู พ่อเองก็ละอายใจที่ไม่เก่งเหมือนพ่อคนอื่นเขา แถมยังเป็นหนี้เป็นสินมากมายขนาดนี้”“พ่ออย่าว่าตัวเองเลยจ้ะ ทุกคนย่อมผิดพลาดกันได้ หนูจะใช้หนี้ให้พ่อกับแม่เอง” อันดาขยับศีรษะไปนอนหนุนตักอุ่นๆ ของบิดา หลับตาพริ้มให้ท่านลูบศีรษะไปมาเบาๆคนแถวบ้านเริ่มถามกันว่าเรียนจบมาจะทำงานอะไร อันดาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของพี่คนหนึ่งที่เคยเล่าให้เธอฟัง สเต็ปการถามของคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านคือ เรียนอะไร เรียนจบจะทำอะไร คงไม่ใช่เอาใบปริญญามาแขวนไว้ตรงฝาบ้านหรอกนะ พอทำงานก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมีแฟน เมื่อไหร่จะแต่งงาน พอแต่งงานก็จะถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูก พอมีลูกคนแรกก็ถามว่าเมื่อไหร่จะมีลูกคนที่สอง พี่คนนั้นพูดถูก ชีวิตเป็นของเราทำไมต้องไปแคร์ลมปากคนอื่นด้วยรุ่งเช้าของวันใหม่ อันดาไปสมัครงา







