Se connecterเมื่อเพลย์บอยหนุ่มรูปงามอย่าง ชลพฤกษ์ ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงดวงแข มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ต้องมาโดนจับหมั้นอย่างกะทันหันกับสาวห้าวสไตร์ทอมบอยอย่าง อรณิชา เรื่องวุ่นๆ จึงเกิดขึ้นทันที ทั้งสองนั้นไม่ถูกชะตากันอย่างมาก ฝ่ายหญิงนั้นอยากจะตั้นหน้าชายหนุ่ม โทษฐานที่มาว่าเธอเป็นพวกผิดเพศ ส่วนฝ่ายชายนั้นอยากจะกระชากร่างยัยทอมซ่านั่นมาจูบสั่งสอนให้เข็ด โทษฐานที่มาทำตัวอวดดีและจองหองใส่เขา
Voir plusรถสปอร์ตยี่ห้อดังซึ่งนำเข้าจากยุโรปคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามท้องถนนปานพญาเหยี่ยวที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่บนเวหาด้วยความเร็วค่อนข้างสูงตามสมรรถนะของเครื่องยนต์
บุรุษที่กำลังบังคับพวงมาลัยและแตะคันเร่งอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรูหรา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับนายแบบตามหน้านิตยสารดัง มีเพียงคนที่สนิทสนมเท่านั้น ที่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านี้ เจ้าตัวกลับเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเอาแต่ใจเป็นที่สุด
สายตาคู่คมจดจ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมกับแตะคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง กระทั่งขับผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่รถคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังมาต่างก็เบรกกันเป็นแถว
“ฟู่ววว์...เกือบไม่ทันแล้วเรา”
ทว่าความสบายใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นสะดุ้งวาบในวินาทีต่อมา! ชายหนุ่มรีบใช้เท้าเหยียบเบรกเต็มแรง จนเสียงลากล้อรถดังเอี๊ยด พร้อมๆ กับที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างมอมแมม ผงะล้มหงายลงไปกองอยู่กับพื้นถนนก้นจ้ำเบ้า
“บ้าชะมัด!” ชลพฤกษ์เจ้าของรถสปอร์ตคันหรู สบถออกมาอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดู
ซึ่งในจังหวะเดียวกัน เพื่อนของหญิงสาวคนนั้นก็กระวีกระวาดวิ่งเข้าไปประคองร่างของเธอที่นอนเค้เก้อยู่กับพื้นให้ลุกขึ้นอย่างตกใจ
“ว้าย! ฝ้ายเป็นอะไรหรือเปล่า!?”
“ไม่ได้เป็นอะไรหรอกภา พอดีไหวตัวทันน่ะ ไม่งั้นคงศพไม่สวยแน่ๆ” อรณิชาตอบด้วยสีหน้าเจื่อนๆ และมองขนมที่ตัวเองใส่ในตะกร้ามาด้วย ซึ่งตอนนี้มันตกกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปหมด
“เฮ้อ...โล่งอกไปที ภานึกว่าฝ้ายถูกรถชน”
ฐิตาภายกมือขึ้นทาบอก พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ๆ เมื่อเห็นเพื่อนของตนเองไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่คิด
ด้านชลพฤกษ์พอเดินดุ่มๆ เข้ามาถึงจุดเกิดเหตุก็จัดการเปิดฉากใส่คู่กรณีทันทีอย่างไม่ไว้หน้าเต็มอัตราศึก
“นี่เธอ! อยากตายโหงหรือยังไงฮะ! ถึงได้ทะเล่อทะล่าเดินออกมาแบบนั้น!”
ประโยคที่เหมือนด่า มากกว่าการตักเตือนนั้น ทำเอาอรณิชาหันขวับไปจ้องมองเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“นายน่ะสิอยากตายโหง! สงสัยจะใช้เงินซื้อใบขับขี่มาสิท่า ขับรถไม่ดูคนเดินข้ามถนนเลย ประเดี๋ยวแม่ก็ชกเบ้าตาเข้าให้สักเปรี้ยง”
ท่าทางก๋ากั่นดั่งนักเลงอันธพาลของคนตรงหน้า ยังผลให้ชลพฤกษ์ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูง ก่อนจะพยายามระงับอารมณ์ที่เดือดพล่านราวกับลาวาร้อนๆ ในปล่องภูเขาไฟให้ดับมอดลง แล้วกวาดสายตาสำรวจเธอไปทั่วเรือนร่าง เห็นสภาพการแต่งกายที่ดูขะมุกขะมอมไม่ต่างจากคนสลัมชั้นต่ำ ก็เลยจัดการสวนไปอีกดอกหนักๆ ด้วยคำพูดแสบๆ คันๆ
“นี่คงเป็นวิธีหาเงินอีกทางหนึ่งของพวกมิจฉาชีพอย่างเธอล่ะสิ จัดฉากด้วยการทำทีเดินข้ามถนนเพื่อตัดหน้ารถของเหยื่อทุกราย” เขาหัวเราะหยันๆ พร้อมทั้งปรายตามองหยามหมิ่น “จากนั้นก็เรียกร้องค่าเสียหาย แผนนี้โคตรล้ำลึกมากๆ แต่ก็ขอโทษนะ...ฉันไม่ได้โง่”
วาจาดูแคลนดังกล่าว ทำเอาอรณิชาถึงกับเบิกตาโพลง ไม่คิดว่าอีตาบ้านี่เล่นไม่เลิก หน็อย...เดี๋ยวนายได้ตายสมใจแน่
ชลพฤกษ์ยืดอกตึงผึ่งผายหลังจากเห็นหญิงสาวจ้องมองมาที่ตนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะหันไปทางฐิตาภา
“นี่...หัดบอกเพื่อนของเธอด้วย อย่าหากินแบบนี้อีก ถ้าฉันเหยียบเบรกไม่ทัน มีหวังแขน-ขา-หัว-ลำตัว ได้ไปอยู่คนละทิศละทางแล้ว”
ฐิตาภาได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าหงึกๆ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับเขา กระทั่งชายหนุ่มหมุนตัวเพื่อเตรียมจะเดินกลับไปที่รถ แต่จู่ๆ เสียงของอรณิชาก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนสินาย!”
ชลพฤกษ์ชะงักเท้ากึก พลางรีบหันมาถามด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความรำคาญอย่างเปิดเผย
“มีอะไรอีกล่ะ?”
“ขับรถเกือบจะชนฉัน แล้วจะไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ?”
“แล้วเธอจะเอายังไง ว่ามาเลย” เขาทำหน้าหมิ่นๆ
“ฉันต้องการได้ยินคำว่า...ขอโทษ”
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า” ชลพฤกษ์หัวเราะก๊ากออกมาอย่างสุดกลั้น เขาส่ายหัวน้อยๆ พร้อมกับมองใบหน้ามอมแมมของเธอด้วยสายตาสมเพช “ฉันเนี่ยนะต้องขอโทษเธอ ไม่ตลกร้ายไปหน่อยเหรอ…ยัยปัญญาอ่อน”
“ตกลงนายจะไม่ขอโทษใช่ไหม”
อรณิชาเค้นเสียงออกมา จ้องหน้าเขาเขม็ง ฝ่ามือบางกำเข้าหากันแน่นจนปลายเล็บจิกกับอุ้งมือ
“ใช่...แล้วเธอจะทำไม?”
ชายหนุ่มยื่นหน้าไปท้าทายโดยไม่รู้ว่าหญิงสาวกำลังโกรธจนตัวสั่น และทันใดนั้นเอง หมัดน้อยๆ ของอรณิชาก็ซัดเปรี้ยงเข้าไปที่โหนกแก้มของเขาอย่างจัง
ผัวะ!!!
ใบหน้าหล่อคมสะบัดหัน ริมฝีปากบิดค้าง แรงหมัดนั้นหนักเอาเรื่องจนชายหนุ่มรู้สึกชาไปทั้งแถบ
“ยัยเด็กบ้า! กล้ามากเลยนะที่มาชกหน้าคนอย่างฉัน”
ชลพฤกษ์หันขวับมาตะเบ็งเสียงใส่อย่างโกรธจัด แววตาแทบจะลุกเป็นไฟ
“ทำไมฉันจะไม่กล้า! คนอย่างนายโดนแค่นี้ถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ” หญิงสาวลอยหน้าลอยตาตอบโต้อย่างไม่คิดจะเกรงกลัว
“วันนี้ฉันจะสั่งสอนให้เธอรู้สำนึกว่าไม่ควรมาอวดดีกับฉัน”
สิ้นคำพูด...ร่างสูงใหญ่ก็เดินอาดๆ เข้าไปหาอรณิชา มือหนาเอื้อมไปดึงแขนกลมกลึงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกแรงกระชาก!
“ว้าย!”
หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เมื่อร่างของตัวเองปลิวเข้าไปปะทะกับแผงอกกลัดแกร่งที่ขวางเต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา
“เก่งนักใช่ไหม!”
ชลพฤกษ์พูดพร้อมกับก้มใบหน้าลงไปหา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดริมฝีปากจิ้มลิ้ม จนอรณิชาต้องรีบเบี่ยงหน้าหลบ
“ปล่อยฉันนะ!” เสียงหวานแว้ดใส่ระงมลั่น
“จะดิ้นทำไม...ฮึ!”
“ฉันบอกให้ปล่อย!” เธอตะโกนสุดเสียง ทุบตีจิกข่วนเขาพัลวัน แต่ทว่าชลพฤกษ์กลับใช้ฝ่ามือหนารวบข้อมือบางทั้งสองข้างนั้นไพล่ไว้ด้านหลัง หญิงสาวจึงหมดหนทางตอบโต้
“ฉันเจ็บนะไอ้บ้า!”
“เจ็บสิดี! ร้ายๆ อย่างเธอมันต้องเจออย่างฉัน”
ชลพฤกษ์ฉุดเอาข้อมือเล็ก แล้วลากร่างแสนพยศให้เดินตามไปยังรถยนต์คันหรูของตัวเอง
“จะพาฉันไปไหน?” หญิงสาวมองอย่างหวาดระแวง
“ก็พาเธอไปส่งตำรวจไงล่ะ”
“อะ...อะไรนะ!!??” ใบหน้าเรียวมนซีดเผือดเหมือนขาดโลหิตไปทันที
“ถึงกับหน้าถอดสีเลยเหรอ” ชายหนุ่มแสยะยิ้มหยัน “ไม่ต้องห่วง วันนี้เธอได้นอนซังเตแน่”
“ฉันไม่ไป”
อรณิชาดิ้นรนสุดแรงเกิด พร้อมกับบิดข้อมือตนเองให้หลุดจากอุ้งมือใหญ่หนาประดุจคีมเหล็กของเขา
“ขอโทษครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”ผู้จัดการผับพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในผับที่เขาดูแลอยู่“ผู้จัดการคะ” อรณิชาชิงพูดขึ้นก่อน “หมอนี่มันลวนลามฝ้าย”“นี่เธอพูดจาให้มันดีๆ นะ!” ชายหนุ่มหันมาตวาดเสียงเข้ม“ก็หรือว่าไม่จริง นายกำลังลวนลามฉันอยู่”“แค่จับมือเนี่ยนะ?” ชลพฤกษ์แสยะยิ้มมุมปาก กึ่งขำกึ่งโมโหกับคำพูดของยัยทอมที่เหมือนใส่ร้ายเขา“ก็ใช่น่ะสิ!” คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างถือดี“อย่างนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่า...ลวนลาม!”สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระชากร่างบอบบางของคนอวดดีเข้าไปกอดไว้แน่น วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่ว พร้อมๆ กับที่มือใหญ่วางลงบนสะโพกผายกลมกลึงแล้วขยำเคล้นคลึงอย่างมันเขี้ยว“ว้าย! ไอ้คนบ้า!”อรณิชาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธจัด ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มี รีบผลักร่างหนาให้ออกห่าง ก่อนจะซัดกำปั้นน้อยๆ ลงบนใบหน้าหล่อคมเต็มแรงผัวะ!!!เสียงกำปั้นกระทบกับโหนกแก้มดังให้ได้ยินพอสมควร จนร่างสูงของเขาเซถลานิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของกำปั้น เลือดสีแดงฉานซึมออกมาตรงมุมปากและเมื่อชลพฤกษ์ได้ลิ้มรสเลือดของตนเอง ก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า
ณ คฤหาสน์มหธาดา“อะไรนะครับคุณแม่!” ‘ชลพฤกษ์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี โวยวายขึ้นทันทีหลังจากมารดาพูดบางอย่างจบ“ใจเย็นๆ สิชล แม่มีเหตุผลจริงๆ นะ แม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้กันไว้”เสียงของคุณหญิงดวงแขพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง“แม่จะสนใจทำไมครับ คุณพ่อท่านเสียไปนานแล้ว”“แต่มันมีผลต่อเกียรติวงศ์ตระกูล ‘มหธาดา’ ของเรานะลูก ถ้าทางโน้นทวงสัญญาขึ้นมาแล้วป่าวประกาศว่าเราตระบัดสัตย์ล่ะ”ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าคมสันก็กระด้างขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่สาดลำแสงร้อนแรงออกมาอย่างเปิดเผย“เป็นตายยังไง ผมก็ไม่มีทางยอมหมั้นกับคนที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรอกครับคุณแม่ มิหนำซ้ำหัวนอนปลายเท้าของเขาเราก็ยังไม่รู้อีก” ชลพฤกษ์เถียงด้วยน้ำเสียงดื้อดึงและรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบบึ่งรถกลับมาคฤหาสน์หลังจากได้รับโทรศัพท์ของคุณหญิงดวงแขที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ที่แท้เรื่องสำคัญของผู้เป็นมารดานั้นก็คือ...เรื่องการหมั้นอันไร้สาระนี่เอง!“แต่แม่รู้ว่าคนที่ชลกำลังกล่าวหาว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้านั้นคือใคร?”คำพูดดังกล่าวทำเอาชลพฤกษ์รีบขมวดคิ้วแน่น
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้!”คราวนี้เขาชะงักก้าว หันขวับกลับมาตวาดใส่เสียงเข้ม ทว่าอรณิชาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี จนชายหนุ่มทนไม่ไหวต้องรวบร่างบางแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนของเธอเต็มแรงดังเพียะ!“โอ๊ย! ไอ้คนบ้า!” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความเจ็บปนตกใจ ร่างบางยิ่งดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิม“ยังไม่หยุดดิ้นอีกใช่ไหม”ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเกาะกุมบั้นท้ายกลมกลึง แล้วบีบขยี้คลึงเป็นจังหวะ ยังผลให้อรณิชาเบิกตาโพลงหวีดร้องหนักกว่าเดิม“ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”“ไม่ปล่อย”ชลพฤกษ์สะใจที่สามารถแก้เผ็ดยัยทอมแสบจอมอวดดีได้ด้านฐิตาภาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทางไม่ค่อยจะดี จึงรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามชายหนุ่ม“คุณคะ ปล่อยเพื่อนฉันลงเถอะนะคะ”เสียงหวานอ้อนวอนบุรุษผู้เป็นคู่กรณีของอรณิชาเพื่อให้เขาหยุดการคุกคามนั่นเสียชลพฤกษ์ตวัดหางตาไปมองแววตาไหวระริกของฐิตาภาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด“ดูเพื่อนเธอสิ มันน่าไหมล่ะ!” เสียงทุ้มคำรามติดตะคอก ทำเอาฐิตาภาสะดุ้งโหยง“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” อรณิชายังคงโวยวายเสียงดังและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด“ฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
รถสปอร์ตยี่ห้อดังซึ่งนำเข้าจากยุโรปคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามท้องถนนปานพญาเหยี่ยวที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่บนเวหาด้วยความเร็วค่อนข้างสูงตามสมรรถนะของเครื่องยนต์บุรุษที่กำลังบังคับพวงมาลัยและแตะคันเร่งอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรูหรา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับนายแบบตามหน้านิตยสารดัง มีเพียงคนที่สนิทสนมเท่านั้น ที่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านี้ เจ้าตัวกลับเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเอาแต่ใจเป็นที่สุดสายตาคู่คมจดจ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมกับแตะคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง กระทั่งขับผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่รถคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังมาต่างก็เบรกกันเป็นแถว“ฟู่ววว์...เกือบไม่ทันแล้วเรา”ทว่าความสบายใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นสะดุ้งวาบในวินาทีต่อมา! ชายหนุ่มรีบใช้เท้าเหยียบเบรกเต็มแรง จนเสียงลากล้อรถดังเอี๊ยด พร้อมๆ กับที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างมอมแมม ผงะล้มหงายลงไปกองอยู่กับพื้นถนนก้นจ้ำเบ้า“บ้าชะมัด!” ชลพฤกษ์เจ้าของรถสปอร์ตคันหรู สบถออกมาอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดูซึ่งในจังหวะเดี





