LOGIN“อันดาอยากมีลูกสักกี่คนครับ” “คะ?” เธอหันมามองเขาแล้วหน้าแดง มาถามอะไรแบบนี้ “ไม่รู้สิ” เธอก้มงุดตักข้าวต้มกินอย่างขัดเขิน “สักโหลดีไหม ตั้งทีมฟุตบอล” “บ้าเหรอ เราไม่ใช่แม่หมูนะ” “อันดาจะเป็นเมียเราเหรอ” เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะกระซิบถาม คนถูกถามหน้าแดงร้อนเห่อกว่าเก่า “ไม่รู้ไม่ชี้” *** “อันดา เรามีอะไรจะบอก” “อะไรจ๊ะ อื้อ...” เธอขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เพื่อถามเขา เลยโดนหอมแก้มฟอดใหญ่ “จะบอกว่าแก้มหอม” “คนเจ้าเล่ห์” เธอยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเอง ลูบไปมาเบาๆ มองร่างสูงที่เดินออกไปรอเธอนอกบ้านด้วยความขัดเขิน
View Moreอันดามองบรรยากาศของงานเลี้ยงรุ่นที่ทางสถาบันการศึกษาจัดขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจเพราะเธอจะได้เจอเพื่อนเก่าๆ นั่นเอง
สิบกว่าปีแล้วที่เธอไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลย หลังจากเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี บรรยากาศเก่าๆ หวนกลับมาอีกครั้ง
ร่างอวบอิ่มชะงักเมื่อเดินมาประจันหน้ากับใครบางคน บางคนที่เธอ
ไม่เคยลืมเลือนเขาไปจากใจวายุ...
เขาเองก็ชะงักเหมือนกันที่เห็นเธอ ทั้งสองกวาดสายตามองกันและกัน ก่อนจะสบตากันเนิ่นนาน
“อันดาสบายดีเหรอ”
เขาทักทายเธอก่อน อันดากะพริบตาปริบๆ เธอรู้สึกว่าแก้มร้อนผ่าวอย่างไม่ทราบสาเหตุ วายุในวัยสามสิบห้าดูหล่อเหลาคมเข้ม ใบหน้าเรียว
ดูเข้มแข็งสมชายชาตรี ไม่เหมือนนิสิตนักศึกษาสมัยหลายปีก่อนที่หน้าใส ผิวขาวจัด ปากแดงจนสาวๆ กรี๊ดกันทั้งสถาบัน เธอมองเส้นผมดกดำ ยาวประบ่าของเขา ก่อนเลื่อนลงมายังริมฝีปากหยักลึกเป็นคันศรแล้ววกขึ้นไปมองจมูกโด่งคมสัน ดวงตาของเขามีแววหวานแต่ดุดันอยู่ในที คิ้วเข้มพาดเฉียง ขนตาดกหนา ซึ่งเธอเคยอิจฉาเขาอยู่บ่อยครั้งในสมัยก่อนรูปร่างของเขาสูงหนาขึ้น ซึ่งโดยปกติเขาตัวสูงมากอยู่แล้ว เกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร
“สบายดีจ้ะ แล้วลมล่ะ สบายดีไหม”
เธอมองสำรวจเขาแล้วตอบกลับ หน้าแดงระเรื่ออย่างปัจจุบันทันด่วน
“มีแฟนหรือยัง”
จู่ๆ เขาก็ถามกลับมา แต่ไม่ได้ตอบคำถามของเธอ อันดาตาโต
อ้าปากค้าง ก่อนจะรีบหุบฉับ กะพริบตาปริบๆ หัวใจเธอเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ“ถ้ายังไม่มีเราจะจีบ”
เขาไม่ได้รอฟังคำตอบ แต่พูดกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองใจเต้นรัวหนักขึ้นกว่าเก่า
“ยะ...ยัง”
เธออยากจะหยิกตัวเองให้เนื้อเขียวนัก รีบตอบเขาจนเสียงสั่นไปหมด เขากระตุกยิ้มมุมปาก ในขณะที่เธอก้มหน้างุดด้วยความอาย
อันดารู้สึกว่าเขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธอไม่เคยเปลี่ยน และมัน
ยิ่งมากขึ้นเมื่อได้เจอกันอีกครั้งเรื่องราวแต่หนหลังกระจ่างชัดในห้วงคำนึงของเธออีกครั้ง...
1
สิบกว่าปีก่อน...
อันดามองสถาบันราชภัฏในต่างจังหวัดด้วยจิตใจห่อเหี่ยว
ที่จิตใจของเธอห่อเหี่ยวนั้นเป็นเพราะเธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลได้ แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอีกด้วย แต่บิดามารดาไม่มีเงินส่งเสียให้เล่าเรียน
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ความที่อยากเรียนต่อให้จบปริญญาตรีทำให้เธอต้องเข้าเรียนสถาบันราชภัฏที่ค่าเทอมไม่แพงมากนัก อย่างน้อยก็ได้เรียนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ และปลอบใจตัวเองว่าได้รับปริญญาเหมือนกัน
เธอทำงานตั้งแต่เด็ก ช่วยเหลือทางบ้านเพราะฐานะยากจนมาก
คิดว่ามาเรียนใกล้บ้านแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้หางานทำและค่าใช้จ่าย ไม่สูงมากนักรับน้องสยองขวัญ!!!
การรับน้องเป็นเรื่องที่นักศึกษาในชั้นปีที่หนึ่งทุกคนไม่ชอบที่สุด โดนรุ่นพี่เรียกไปว้าก... ไปขอลายเซ็น วันๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่รายงานตัวทำความรู้จัก
กับรุ่นพี่ ต้องท่องว่ารุ่นพี่ชอบกินอะไร ชอบสีอะไร ชื่อเสียงเรียงนาม บ้านช่องห้องหออยู่ที่ไหน ญาติโกโหติกามีกี่คน แนะนำตัวจนปากเปียกปากแฉะ เขาว่ามันเป็นธรรมเนียมของทุกสถาบัน ซึ่งเธอเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบเอาเสียเลยกัลยาเพื่อนใหม่ของเธอแอบค่อนขอดรุ่นพี่ว่า...
“ว่าไหมอันดา พวกรุ่นพี่นี่โง่เนอะ”
“โง่ยังไงเหรอ”
“ก็บ้านเลขที่ตัวเองยังจำไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบกินอะไร มีพี่น้องกี่คน อีกจิปาถะ โง่ไหมล่ะแก คิกๆ”
“อย่าไปพูดให้รุ่นพี่ได้ยินเชียว เดี๋ยวก็โดนปาดคอหรอก”
อันดาจำได้ว่าทำเสียงดุใส่เพื่อนไปในตอนนั้น
ทำยังไงได้ การรับน้องเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ อาจารย์ก็ไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวายกับกิจกรรมพวกนี้ ให้รุ่นพี่จัดการรุ่นน้องกันเอาเอง ใครได้พี่รหัสใจดี
ก็ดีไป ใครได้พี่รหัสใจร้ายก็ฝันร้ายไปตามระเบียบกฎเหล็กที่รุ่นพี่ให้รุ่นน้องท่องก็ช่างปัญญาอ่อนไม่ต่างกัน
กฎข้อที่ 1 รุ่นพี่ถูกเสมอ
กฎข้อที่ 2 ถ้ารุ่นพี่ทำอะไรผิดให้ย้อนกลับไปดูข้อที่ 1
คิดดูแล้วกันว่ามันปัญญาอ่อนขนาดไหน...
อันดามีพี่รหัสปีสี่เป็นผู้หญิงท่าทางไว้ตัวไม่ค่อยพูด เธอแอบเกร็ง
เมื่อต้องมารายงานตัว แต่พอได้สบสายตาที่มองกลับมานั้น มันทำให้เธอ รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหน่อย เพราะพี่เขามีความเอื้อเอ็นดูเธออยู่มากก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีการรับน้องนอกสถานที่ด้วย เป็นกิจกรรมคล้ายๆ ไปเข้าค่ายพักแรมสมัยเรียนลูกเสือเนตรนารีเมื่อตอนมัธยม
น้องใหม่คณะวิทยาศาสตร์อย่างเธอก็ต้องไปกับเขาด้วย เรียกว่าไปกันทุกสาขาวิชานั่นแหละ
กิจกรรมรับน้องน่าจะเหมือนๆ กันทุกคณะ ต้องลอดซุ้ม โดนพี่ๆ
ป้ายหน้าป้ายตาด้วยสี เต้นแร้งเต้นกา ร้องเพลงยอดฮิตไก่ย่างถูกเผา ไก่ย่างถูกเผา มันจะถูกไม้เสียบ จ๊าก... มันจะถูกไม้เสียบ จ๊าก... เสียบตูดซ้าย เสียบตูดขวา ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ ร้อนจริงๆ
แล้วก็เต้นส่ายเหมือนท่าไส้เดือนกิ้งกือ ชวนให้หลายคนที่ตบมือขำกัน
ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องเพลงยอดฮิตอีกเพลงก็คือ เมียงู...
บาทเดียวดูเพลิน อะไรไม่เกินเมียงู บาทเดียวดูเพลิน อะไรไม่เกินเมียงู ลูบได้คลำได้ แต่อย่าเอาไม้แหย่รู แหย่รู แหย่รู แหย่รู
บอระเพ็ดขมปี๋โดนป้อนเข้าปาก อันดาแทบจะคายทิ้ง แต่โดนบังคับ
ให้เคี้ยวกลืนตอนลอดซุ้มกิจกรรมรับน้องใหม่คงไม่ตื่นเต้นหากเธอจะไม่พบกับ...
ผู้ชายในฝัน หล่อมาดแมน ปากแดง แก้มใส
วายุ วายุภัค นิสิตปีหนึ่งที่โดนพี่ๆ เรียกไปแกล้งมากที่สุดเพราะหล่อใสหน้าตาผู้ดี๊ผู้ดี แถมยังยิ้มหวานจับใจ
เธอว่าเขาหน้าตาวายร้ายเชียวล่ะ แต่พอยิ้มใจละลายแทบลงไปนอน
อยู่แทบเท้าอันดาถึงกับมองตาลอย ความเบื่อหน่ายของเธอเริ่มหายไปนับตั้งแต่
ได้มองหน้านิสิตคณะเดียวกันเธอมองแล้วรู้สึกฟิน เอาไปจิ้นอย่างมีความสุข
อันดาได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน แต่ไม่ค่อยสนิทกับใคร เพราะเพื่อน
ที่จบมัธยมศึกษาปีที่หกด้วยกันเรียนสถาบันอื่น บางคนก็เรียนสาขาวิชาอื่น แม้จะอยู่ในสถาบันเดียวกันรับน้องปีนี้พี่ๆ พามาเข้าค่ายที่ค่ายทหาร ก่อนกินก็ต้องท่องว่า...
ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า คนจน
คนยาก ลำบากหนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆใครกินข้าวไม่หมด จะถูกกวาดข้าวไปรวมในกะละมัง แล้วรุ่นพี่ก็คลุก
เข้าด้วยกันก่อนเอากลับมาป้อนให้รุ่นน้องกินจนอ้วกไปตามๆ กัน มื้อถัดมา ถึงอาหารรสชาติไม่อร่อยยังไงก็ต้องกวาดกินให้เกลี้ยงไม่ให้เหลือซากเธอเป็นพวกลิ้นจระเข้อยู่แล้ว กินอะไรก็ได้ จึงไม่เคยทำตัวมีปัญหา
เพราะไม่ค่อยมีปากเสียง หน้าตาไม่เด่นดังเลยไม่ค่อยโดนแกล้งเท่าไหร่
การเข้าค่ายสามวันมันก็สนุกดีหรอก แต่เธอแอบเห็นว่ารุ่นพี่ลำเอียง
อันดาแอบเบ้หน้า...
คนไหนสวยแซ่บหรือน่ารักก็ถูกเอาใจจากรุ่นพี่ผู้ชาย คนไหนหล่อหน่อย รุ่นพี่ผู้หญิงก็ทำท่าจะขย้ำลากไปกินตับ
มีความหื่นนะนี่!
เธอคิดแล้วหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
มาอยู่ที่ค่ายก็ดีไปอย่าง เขาให้ใส่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์ม เธอพอมี
ชุดเก่าๆ ที่บ้านอยู่บ้าง ถ้าแต่งตัวดูดีกว่านี้เธอไม่มีปัญญาหาซื้อเสื้อผ้า ราคาแพงมาใส่แข่งกับใครหรอกเสื้อผ้าของเธอแทบนับชิ้นได้...
เขาว่าคนหน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง มีรูปเป็นทรัพย์ก็น่าจะจริง เพราะ
รุ่นน้องคนไหนหน้าตาเฉิดฉายละก็ กินดีอยู่ดี โดนแกล้ง แต่เพราะ สนใจหรอกนะ ไม่ใช่เพราะอยากจะแกล้งหนักๆนายวายุคนนั้นชื่อเล่นว่าลม เพราะต้องออกไปแนะนำตัวบ่อยมาก
ท่องรหัสนักศึกษาจนปากเปียกปากแฉะ จนตอนนี้เธอจำได้ขึ้นใจ“หยิกตัวเองทำไม เจ็บแย่ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูว่าไม่ได้ฝัน” วายุพูดจบก็รวบร่างอวบเข้าไปกอดเอาไว้ ก่อนที่เขาจะจับท้ายทอยของเธออย่างมั่นคง บดจูบลงไปยังกลีบปากอวบอิ่ม เธอตาโต จิกมือกับคอเสื้อของเขาแล้วหลับตาพริ้มเขาผละออกห่างแล้วเธอจึงเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ วายุยิ้มใส่ตา ก่อนที่เขาจะพาเธอเดินไปหยุดที่โต๊ะรับประทานอาหารที่ปูด้วยผ้าสีขาว มีแจกันดอกไม้สีชมพูหวานแหวว“นั่งสิอันดา”“นี่มันอะไรคะ” เธองงเป็นไก่ตาแตก“ลมเป็น บ.ก. ของสำนักพิมพ์ที่อันดาส่งงานมาพิมพ์นั่นแหละ”“ลมเป็น บ.ก.” เธอทวนคำ“ครับ”“แสดงว่าที่งานอันดาผ่านเพราะลมช่วยเหรอ”“ไม่ใช่ครับ เพราะงานของอันดามันดีจริงๆ ครับ”“เอ่อ... แล้วเรื่องเงินล่ะค่ะ”“มันเป็นค่าตอบแทนที่อันดาจะได้รับอยู่แล้วครับ”“ลมช่วยอันดา” เธอซาบซึ้งใจ ถึงแม้เขาจะปฏิเสธ แต่เธอคิดว่าเขาช่วย เธอรู้สึกว่าก้อนอะไรมันแล่นขึ้นมาจุกที่อก มันคือก้อนแห่งความตื้นตันจนแทบจะร้องไห้ เขาไม่ได้ไปไหน หลายปีแล้วที่เธอเฝ้าคิดถึง แต่เขาก็ยังอยู่ ยังอยู่ข้างๆ เธอ“ได้คำตอบหรือยังครับเด็กขี้แย อายุสามสิบกว่าแล้วนะ ถ้าจะสละโสดก็ต้องรีบๆ เข้านะ เดี๋ยวไม
“อันดา ขอนอนด้วยสิ”“คะ?” เธออุทานมองหน้าเขา บิดามารดาเข้านอนหมดแล้ว วายุแค่ไปไหว้และพวกท่านก็หลับไปอีกครั้ง หลังจากตื่นขึ้นมาตอนเธอรถขับเข้ามาจอดในบ้าน สุขภาพของพวกท่านไม่ค่อยดี จึงนั่งสนทนานานๆ ไม่ได้“ลุงเริญกับป้าปริกไม่อยู่ ลมไม่มีกุญแจเข้าบ้าน ถ้าอันดาไม่ให้นอน ลมคงไปนอนหน้าบ้านลุงกับป้าให้ยุงกัดจนเป็นไข้เลือดออก” เขาทำเสียงน่าสงสาร“จ้ะ ลมอาบน้ำก่อนไหม” เขาพูดแบบนั้นเธอเลยปฏิเสธไม่ได้ จะไล่เขาไปก็ดูจะใจดำจนเกินไป“อาบหน่อยก็ดี จะได้ไม่เหนียวตัว อันดาขยันนะ ต่อเติมบ้านใหม่ให้พ่อแม่ด้วย”“รู้ได้ไงว่าอันดาทำ” เธอมองเขาอย่างสงสัย“เดาเอาน่ะ อันดาเป็นคนกตัญญู” เขารับผ้าขนหนูมาถือเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เธอจึงไปหาเสื้อผ้าของบิดามาให้เขาเปลี่ยนเดินมาอีกรอบเขาก็นุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำ หยดน้ำที่เกาะพราวไปทั่วตัวและร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเป็นมัดๆ ทำเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกขัดเขินจนต้องเบือนหน้าหนี แก้มร้อนผ่าวอย่างปัจจุบันทันด่วน“เสื้อผ้าของพ่อน่ะ พอจะใส่ได้ไหม”“ได้ครับ” เขายื่นมือมารับ ก่อนรวบมือเธอเอาไว้ด้วย“อุ๊ย!” อันดาอุทาน เงยหน้าขึ้นมอง หน้าแดงก่ำ เขาขยับใบ
“วันเกิดเดือนหน้าอยากได้ของขวัญอะไรครับ” วายุเอ่ยถามน้องสาวคนสวย คนฟังตาโตทันที เอ่ยถามอย่างรู้ทัน“มาแนวสายเปย์แบบนี้จะให้น้องช่วยอะไรคะ”“ช่วยนัดว่าที่พี่สะใภ้มารับประทานอาหารหน่อย”“พี่อันดาน่ะเหรอคะ”“ครับ”“ทำไมคุณ บ.ก. อมยิ้มไม่นัดเองล่ะคะ”“ให้เลขาฯ คนสวยนัดให้ดีกว่า”“เห็นแต่รูปในบัตรประชาชน ไม่เคยเห็นตัวจริง พี่อันดาจริงๆ เป็นคนยังไงคะ”“เป็นคนสวย”“แน่ะ! ชมว่าสวย ถ้าเขาไม่สวยไม่ชอบเหรอ”“เป็นคนน่ารัก” คนพูดอมยิ้ม“นิสัยน่ารักหรือหน้าตาน่ารักคะ”“ทั้งสองอย่าง”“เชื่อเลยค่ะว่าเวลาคนเรามีความรัก หรือชอบใครสักคน คนที่เราชอบจะหน้าตาดี” นลินอมยิ้ม“เป็นคนกตัญญู” วายุชื่นชมผู้หญิงที่เขารักจากใจ อันดาในอดีตเป็นเช่นไร ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น เธอไม่เคยเปลี่ยน และสำหรับเขา เธอน่ารักเช่นไร ก็ยังน่ารักเช่นนั้น“อันนี้เชื่อค่ะ ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว ผู้หญิงดีๆ แบบนี้หายากนะคะ เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพ่อแม่ ถ้าเป็นคนอื่นหนีไปมีความสุขคนเดียวดีกว่า ที่บ้านก็เต็มไปด้วยหนี้”“แล้วที่สำคัญสุด ทำกับข้าวอร่อย”“อันนี้คงต้องลองชิมกันแล้วล่ะค่ะว่าจะอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือเปล่า”“เดี๋ยวก็ได้ชิม
เขาว่าในชีวิตมีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นสลับกันไป เหมือนความทุกข์และความสุขไหลวนเข้ามาประดุจดั่งเพื่อนที่ไปมาหาสู่ แต่ไม่ได้อยู่กับเรานานมารดาต้องผ่าตัดอีกหลายครั้งเพราะก้อนเนื้อที่แม้จะไม่ใช่เนื้อร้ายแต่พอตัดเนื้องอกส่วนนั้นออกไป มันก็งอกกลับขึ้นมาใหม่การเดินทางที่ไกลเพราะต้องไปหาหมออีกจังหวัดหนึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงทำให้อันดาต้องขยันเขียนนิยายส่งสำนักพิมพ์ และทำหน้าที่การเป็นครูอย่างเต็มที่วันเวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี คนเดียวที่เธอรู้สึกว่าพึ่งพิงได้ไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุขคือ บ.ก. อมยิ้ม เขาคอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ และคอยทำให้เธอหัวเราะได้ แล้ววันที่ต้องตัดสินใจก็มาถึง เมื่อบิดาล้มป่วยลงอีกคน และมารดาก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง อันดาเลยตัดสินใจที่จะลาออกจากงานประจำมาดูแลพวกท่านทั้งสองคนเธอยอมรับว่าใจหายและร้องไห้เมื่อเห็นลูกศิษย์หลายคนวิ่งมากอด ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุมัติใบลาออกให้เธอพร้อมด้วยการที่เธอหาครูคนใหม่มาสอนแทน นั่นคือรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยที่กำลังหางานทำอยู่นั่นเองการออกจากงานประจำนั้นมันทำให้รู้สึกโหวงแปลกๆ เพราะจากที่เคยต้องตื่นตั้งแต่เช้ารีบร้อนไปโ