LOGINโดมเชียร์กีฬา มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
รถคอมมูเตอร์สีดำคันหรูแล่นมาจอดบริเวณโดมกีฬาที่มีเหล่านักศึกษาชายหญิงนั่งรวมกลุ่มพูดคุยกันมีกระเป๋าใบใหญ่วางกองรวมกันข้างสนาม อันนาลงจากรถเอื้อมไปหยิบกระเป๋าลากใบใหญ่ที่วางอยู่ตรงที่วางเท้าด้านหลัง ทิวากรเอื้อมมือไปช่วยจับหูกระเป๋าแต่ดันจับไปที่มือนุ่มของหลานสาว เขารีบดึงมือออกอย่างตกใจแต่เก็บอาการ
“อันนา” เบลสาวน้อยร่างเล็กหน้าตาสวยคมเพื่อนสนิทของอันนารีบวิ่งมารับเพื่อน
“เบล” อันนาหันขวับไปยิ้มให้เบล บาสกับเป้วิ่งตามมาสมทบด้วย ทิวากรเขยิบตัวลงจากรถคอมมูเตอร์ เพื่อน ๆ ของหลานต่างยกมือไหว้คุ้นเคยเพราะทิวากรมารับส่งและซื้ออาหารมาสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ เป็นประจำ
“สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ”
“ฝากอันนาด้วยนะเด็ก ๆ อาจะส่งเสบียงให้กำลังใจนะ” ทิวากรยิ้มให้เพื่อนของหลานทุกคนอย่างเป็นมิตร
“ได้เลยครับอากร” บาสกระตือรือร้นรับคำพลางนึกถึงเมนูอาหารที่อาของอันนาจะสั่งมาให้มักเป็นอาหารขึ้นห้างราคาสูงทั้งนั้น
“อากลับนะ คนเก่งของอา” ทิวากรแตะของหลานสาว อันนายิ้มหวานหันไปกอดร่างหนาแล้วผละออกยกมือบ๊ายบาย เบลยืนมองอาหลานร่ำลากันอย่างสนิทสนม ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินขึ้นไปบนรถแล้วปิดประตูลง กลุ่มเพื่อนของอันนาจึงเดินไปรวมตัวกับเพื่อนที่มาซ้อมเชียร์ เบลเดินตามหลังเพื่อน ๆ คอยหันมองรถคอมมูเตอร์คันหรูแล่นห่างออกไป.......
ผ่านมาสามวัน
อันนาส่งเมนูที่อยากกินและเลี้ยงเพื่อนที่ซ้อมเชียร์มาให้ทิวากรสั่งไปให้และเย็นวันนี้ทิวากรเลิกงานเร็วเลยแวะไปดูการซ้อมของอันนาที่มหาวิทยาลัย เมื่อมาถึงเขาให้คนขับรถจอดส่งไกล ๆ ไม่อยากให้หลานเสียสมาธิเลยลงเดินไปแอบส่อง เขาเห็นเชียร์รีดเดอร์ต่อตัวขึ้นสูงสวยงามแข็งแรงแต่เพียงไม่นานใจเขาก็ตกฮวบเมื่อเห็นเชียร์ลีดเดอร์ด้านบนสุดเสียหลักร่วงตกลงมาทำให้ฐานทั้งหมดล้มยกแผง
“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องก้องในโดมกีฬาดังมาถึงจุดที่เขากำลังเดิน ทิวากรรีบวิ่งไปหน้าตาตื่นตระหนกเชียร์ลีดเดอร์ทับกันเสียงร้องโอดครวญดังระงม ผู้จัดการทีมและเพื่อนทีมงานช่วยกันประคองเพื่อนออกมา ทิวากรเข้าไปช่วยประคองเจอเบลนั่งพับเพียบเอื้อมมือส่งมาขวางหน้าให้เขาช่วย เขาจึงคว้าแขนเธอแล้วช่วยประคองเบลออกไปพักข้างสนามก่อนจะหันกลับมามองหาอันนา
“อากร....” น้ำเสียงคุ้นเคยดังมาทางด้านหลัง เขาหันขวับไปมองหาเห็นอันนานั่งหน้าเสียน้ำตารื้นบนพื้นมือเรียวจับที่ข้อเท้า ทิวากรพุ่งตัวไปหาหน้าเครียดกวาดสายตามองด้วยความห่วงใย
“ไหวไหม เจ็บตรงไหนบ้าง!”
“เจ็บข้อเท้า....” ขอบตาสวยแดงก่ำริมฝีปากสั่นระริก เขารีบก้มดูข้อเท้าหลานสาวมีรอยช้ำเขียวขึ้นอย่างรวดเร็วแสดงว่าภายในช้ำหนักเอาการ เลยรีบโทรศัพท์ไปเรียกให้คนขับรถวนมารับทันที อันนานั่งเงียบน้ำตาร่วงลงบนเรียวขา เขาเงยมองห่วงใยลูบแก้มแดงแผ่วเบาปลอบใจหลาน
“ไม่เป็นไรนะคะ อาอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว”
“อันนาจะหายทันแข่งไหมคะ” เสียงหวานสั่นแววตาเศร้าน้ำตาเอ่อล้นเป็นกังวล
“ได้สิ แค่เท้าแพลงเดี๋ยวก็หาย” เขาให้กำลังใจทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างที่พูดหรือไม่แต่ตอนนี้เขาไม่อยากให้เธอกลัว ท่ามกลางความโกลาหลนักศึกษามีรถขับมารับพาเพื่อนบางส่วนขึ้นรถไปโรงพยาบาล ทิวากรช้อนตัวอันนาขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมกอดแขนเรียวคล้องลำคอหนาซุกหน้าน้ำตาไหลความชื้นจากน้ำตาซึมเสื้อผ้าเข้าไปถึงอกแกร่งรู้สึกสงสารสาวน้อยจับใจ เพื่อน ๆ ประคองเบลขึ้นรถคอมมูเตอร์ไปโรงพยาบาลด้วยกัน เบลนั่งอยู่เบาะหลังมองอันนานั่งซบอกทิวากรด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่พอใจ
โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
อันนานั่งหน้าเศร้าจขอบตาบวมช้ำก้มมองข้อเท้าถูกผ้าพันล้อมไว้ไม่ให้เคลื่อน ทิวากรยืนรับยาคอยหันมองเครียดต้องหาคำพูดปลอบใจไม่ให้หลานคิดมาก เพราะเธอต้องพักการลงแรงที่ข้อเท้านานถึงสามอาทิตย์ในขณะที่การแข่งขันจะมีในอาทิตย์หน้า ส่วนเพื่อน ๆ ก็บาดเจ็บอีกห้าคนซึ่งหมายความว่าทีมเชียร์ลีดเดอร์จะไม่สามารถไปแข่งได้
“กลับบ้านกันนะคะ” เขาเดินมาย่อตัวลงส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้หลานสาวที่ทำหน้าหงอยไม่ยิ้มให้เขาเหมือนเคย หน้าหล่อสลดหลบตาลงหนักใจก่อนจะลุกขึ้นยืนช้า ๆ เข็นรถเข็นพาอันนาไปขึ้นรถคอมมูเตอร์ที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาล
ระหว่างทางกลับบ้านอันนานั่งเงียบมองนอกกระจกรถ ทิวากรเคลื่อนมือกุมมือนุ่มชำเลืองมองใบหน้าสวยสายตาล่องลอยผิดหวังและเสียใจ
“ตอนคุณพ่อพลาด แต่งงานกับคุณแม่แล้วใช่ไหมคะ”“แต่งหลายปีแล้วแต่ไม่มีลูก ตอนเลี้ยงอันนาแรก ๆ พี่ยารักอันนามากแต่พอรู้เรื่องก็รับไม่ได้”“ไม่น่าคุณแม่ถึงเกลียดอันนา ไม่มีใครรับได้ที่สามีนอกกาย อันนาเข้าใจคุณแม่แล้ว” เสียงหวานสั่นเครือสงสารแม่บุญธรรมจับใจความจริงคือเธอเป็นลูกเมียน้อยที่คุณแม่ต้องมาอุปการะเลี้ยงดูเพราะถูกสามีหลอกถ้าเป็นเธอก็รับไม่ได้เหมือนกัน“พี่วีก็รักอันนานะ ถึงจะไม่ค่อยใกล้ชิดแต่เขาก็ห่วงทุกอย่างที่เกี่ยวกับอันนา วางแผนการศึกษาเรียนเสริมต่าง ๆ ที่อันนาคิดว่าถูกบังคับแต่ที่จริงคือหวังดี” ทิวากรพูดต่อเพื่อให้เธอเข้าใจพ่อว่าไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด“ที่อันนาเคยคิดว่าตัวเองถูกกระทำฝ่ายเดียวมันไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่ไหมคะ” หน้าสวยแดงก่ำแววตาเศร้าเธอเคยคิดว่าทุกเกลียดไม่เป็นที่ต้องการถูกทำร้ายจิตใจซ้ำ ๆ ที่จริงคุณแม่ต้องเจ็บช้ำยิ่งกว่าที่ต้องทนมองลูกเมียน้อยอย่างเธอ“ใช่ พี่ยายังเอ็นดูอันนาอยู่บ้างถ้าเขาเอาจริงอันนาไม่ได้โตมาถึงตอนนี้หรอก”“ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะคะ พอได้รู้ความจริงอันนาถึงได้เข้าใจคุณแม่มากขึ้น” ร่างบางโผกอดกายหนาน้ำตาร่วงสะเทือนใจที่ได้รับรู้ความจริงและเข้าใจค
สองอาทิตย์ผ่านไป อันนาอยู่อพาร์ทเม้นท์หรูเริ่มมีเพื่อนมากขึ้นได้พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติทั้งเอเชียอังกฤษและยุโรปเธอหัดขึ้นรถโดยสารสาธารณะกินฟาสต์ฟู้ดและทำอาหารกินเองในบางวันชีวิตเรียบง่ายตัวคนเดียวก็ทำให้เธอสุขแบบเหงา ๆ แต่อีกไม่นานก็คงก็ชินเพราะนี่คือสิ่งที่เธอเลือกเองหลังเลิกเรียนอันนาพยายามติดต่อหาทิวากรหลังจากที่ติดต่อไม่ได้เลยตั้งแต่เช้าปกติเขาจะติดต่อมาเช้ากลางวันเย็นและก่อนนอนแต่วันนี้โทรศัพท์เงียบผิดปกติทำให้กังวลว่าเขาจะเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยเลยติดต่อไปหาพ่อก็บอกว่าเขาปกติดีไม่ได้เป็นอะไรอีกเดี๋ยวคงติดต่อกลับ อันนาเลยได้แต่กระวนกระวายใจอยู่ไกลกันความเป็นห่วงมันมากแบบนี้นี่เองอพาร์ทเม้นท์หรู อันนาเดินห่อเหี่ยวใจลอยขึ้นบันไดไปห้องพักชั้นสามระหว่างที่เดินอยู่บริเวณชั้นสองเพื่อนชาวอังกฤษเปิดประตูออกมาแล้วกระซิบบอกอันนาว่ามีชายเอเชียตัวสูงผิวขาวผมดำอยู่ที่ห้องของอันนา ๆ รู้สึกกลัวถามอีกครั้งให้แน่ใจว่าเป็นห้องเธอแน่ใช่ไหมเพื่อนบอกว่าใช่เลยชวนกันข
หลังจากหายเข้าไปตั้งสติในห้องน้ำ ทิวากรก้าวเดินออกเชื่องช้ารู้ตัวว่าอาละวาดเกินเหตุ อันนากอดอกจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง เขาเดินตัวลีบยิ้มแห้งค่อย ๆ นั่งลงข้างอันนา“ทีหลังไม่ทำแบบนี้แล้วนะคะ” เสียงหวานกระเง้ากระงอดรู้ว่าเขาโมโหร้ายแต่ไม่ควรทำกับเธอเพราะเธอกลัว เขาพยักหน้าเบา ๆ รู้สึกผิด อันนาเขยิบตัวเข้าใกล้แล้วนั่งลงบนตักแกร่งโอบกอดลำคอหนาเอนซบหน้าลงไหล่กว้างออดอ้อน วงแขนแกร่งโอบล้อมกายบาง“อันนารักอากรมากนะคะ”“อารู้ พูดประชดเพราะโมโห ขอโทษที่ทำให้เสียใจ” เขาก้มมองหน้าสวยที่เอนซบแล้วเกลี่ยแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม“รับคำขอโทษค่ะ” อันนาเงยมองสบตาคนรัก“แล้วเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังล่ะ”“อ๋อ..........คือพี่หมอกเสนอตัวช่วยพวกเราเพราะไม่อยากถูกทางบ้านพาไปจับคู่กับผู้หญิงคนอื่นเลยร่วมมือกับอันนาบอกที่บ้านว่าจะหมั้นกันและไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ไม่ได้จะหมั้นจริงแค่พูดเอาตัวรอดพวกเราจะออกเดินทางอีกสองอาทิตย์ข้างหน้ายังไงฤกษ์หมั้นก็ไม่ทันอยู่ดี พี่ห
วันแถลงข่าว นักข่าวจากหลายสำนักรุมล้อมอยู่บริเวณหน้าโต๊ะยาวมีผ้าคลุมสีขาวและไมโครโฟนจัดเตรียมไว้สำหรับการแถลงข่าวของบริษัทยักษ์ใหญ่เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่กำลังเป็นข่าวเด่นในโลกโซเชียลชาวี กับทิวากรสวมสูทผูกเนกไทเรียบหรูกำลังเดินมาที่โต๊ะแล้วนั่งลงเพื่อทำการแถลงข่าว ทิวากรสีหน้าเรียบเฉยใบหน้าหล่อแต่งเติมรองพื้นปกปิดรอยช้ำแววตาของเขาหมองเศร้าอยากเปิดเผยเรื่องของเขาและอันนาให้ทุกคนรับรู้แต่ทำไม่ได้เพราะเรื่องราวจะบานปลายระหว่างที่นั่งจัดการแถลงข่าวทิวากรได้ประกาศชัดว่าอันนากับเขาเป็นเพียงอาหลานที่เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เธอมาตั้งแต่อายุสิบสามปีไม่ได้มีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวอย่างที่เป็นข่าว ทั้งคู่สนิทสนมกันมากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดด้านนักข่าวถามข้อมูลที่ได้ทราบมากันเป็นระยะทิวากรก็ตอบกลับไปได้หมดอย่างฉะฉาน ก่อนที่จะมีนักข่าวคนหนึ่งที่ได้รับกระดาษใบเล็ก ๆ เขียนข้อความบางอย่างไว้ นักข่าวคนนั้นนั่งอ่านแล้วรีบยกมือขึ้นสูงเพื่อแทรกคำถาม“คนที่ให้ข้อมูลระบุว่าความสัมพันธ์
หนึ่งเดือนผ่านไปบริษัทของครอบครัว ปรียาหน้าตาขึงขังสวมชุดสวยหรูเดินผ่านพนักงานที่ยกมือไหว้แต่เธอไม่รับไหว้ใครสักคนแล้วขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นผู้บริหารกอดอกหายใจแรงแววตาแข็งกร้าว ก่อนจะออกจากเดินดุ่มไปยังห้องทำงานของชาวีแต่ผ่านห้องของทิวากรก่อนจึงเปิดประตูเข้าไปหาทั้งที่เขากำลังติดคุยงานกับผู้จัดการฝ่าย“ไปที่ห้องคุณวี พี่มีเรื่องด่วน” ปรียาพูดแค่นั้นแล้วปิดประตูห้อง ทิวากรแปลกใจรีบยกเลิกการคุยงานแล้วลุกขึ้นเดินตามหลังพี่สะใภ้ไปทันทีเมื่อมาถึงห้องทำงานของชาวี เขาเห็นปรียายืนกอดอกหน้าเครียดหันหน้าออกกระจกมองอาคารสูงใจกลางเมืองเลยมองพี่ชายที่ยักไหล่ขึ้นไม่รู้สาเหตุที่ทำให้ปรียาเครียดขนาดนี้ ปรียาถอนหายใจหันมามองตาขวางใส่น้องสามี“กรกับอันนามีอะไรเกินเลยกว่าอาหลานจริงหรือเปล่า”“......มีเรื่องอะไรครับ?” ทิวากรกระตุกเลี่ยงไม่ตอบแปลกใจที่อยู่ ๆ ปรียาถามจี้จุดโดยไม่ต้องเกริ่นอะไรก่อน“จริงอย่างที่คุณยาถามมั้ยกร” ชาวีขมวดคิ้วหน้าเครียดจ้องหน้าน้องชายไม
สองเดือนผ่านไป เบลกับอันนาแยกย้ายกันหลังจากฝึกงานเสร็จเมื่อเดือนก่อนและไม่ได้เจอกันอีก อันนาไม่ยอมไปเรียนต่อประเทศเพราะติดทิวากรไม่อยากอยู่ห่างกัน เธอเริ่มสมัครงานที่บริษัทอื่นเพื่อเรียนรู้งานในแผนกระหว่างประเทศเพราะหากไปฝึกที่บริษัทครอบครัวมีคนรู้ว่าเธอเป็นลูกเจ้าของบริษัทอาจไม่กล้าสอนงาน วันเงินเดือนออกอันนาไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ ที่ทำงานกับกลุ่มเพื่อนที่ทำงานใหม่สาว ๆ ช็อปปิ้งหอบถุงกันพะรุงพะรังแต่ยังคงเข้าร้านนู้นออกร้านนี่ทั้งที่แทบไม่มีมือว่างถือ ผู้จัดการวัยกลางคนกับหนุ่มพนักงานสุดหล่อคอยดูแลเทคแคร์สาว ๆ เป้าหมายของพวกเขาคือจีบอันนา สองหนุ่มเสนอตัวช่วยถือถุงช็อปปิ้งหลายครั้งแต่อันนาจะถือเองเลยทำได้แค่เดินตามเธอกับช่วยเพื่อนพนักงานคนอื่นถือถุงช็อปปิ้ง ระหว่างที่กลุ่มสาว ๆ กำลังตรงไปยังร้านอาหารเพื่อนั่งพักขาและเติมพลังก็เดินสวนกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผิวขาวใบหน้าหล่อเหลาสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงสแลคสีดำเดินผ่านมา สาว ๆ ถึงกับมองอมยิ้มกรุ้มกริ่มตั้งแต่เห็นไกล ๆ แล้วยกแขนขึ้นสะกิดกันเป็นทอด ๆ มองคว
“วันนี้ไม่มีความสุขเลย กว่าจะสลัดความทุกข์ลุกอาบน้ำได้ก็หลายชั่วโมง” อันนาออดอ้อนสีหน้าหมองเศร้า คนตัวโตใจเต้นรัวเหงื่อผุดไรผมสติกระเจิดกระเจิงเพราะความนุ่มนิ่มที่สัมผัสกับแผ่นหลัง“ได้....อานอนบนโซฟานะ” เขารีบแกะมือเธอออกจากเอวหนาแล้วเดินตรงไปยังโซฟาตัวเล็กตรงข้ามเตียงนอนรีบนอนตะแคงหันหน้าเข้าพนัก
“กร!” ปรียาหน้าตาขึงขังไม่พอใจน้องสามีพูดถึงอดีต ทิวากรยกยิ้มสะใจได้กระตุ้นต่อมโมโหพี่สะใภ้เหยียดแต่คนอื่นไม่ดูการกระทำของตัวเอง“ผมไม่น่าพาหลานมาให้พวกพี่ทับถม ผมกับหลานคงต้องขอตัวกลับ” เขาคว้ามืออันนาดึงให้ลุกขึ้น อันนาลุกยืนรวดเร็วกำลังจะเดินตามทิวากรออกไปจากโต๊ะอาหาร“อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื
“อื้อ.......” เสียงหวานครางในลำคอ เขาชะงักค่อย ๆ ดึงมือออกจากกางเกงขายาวอันนาพลิกตัวออกจากอ้อมกอดมานอนหงายหายใจสม่ำเสมอ ทิวากรทำตัวนิ่งจ้องมองใบหน้าสวยไล่ลงเรือนร่างเพรียวระหงในชุดนอนเชิ้ตแขนยาว บรรยากาศพาไปทำให้ตัณหาเข้าครอบงำความคิดและจิตสำนึก เขาไม่พะวงถึงความเหมาะสมแต่กลับมองหลานสาวที่เลี้ยงมาด
บ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์น ทิวากรอุ้มหลานสาวไว้ในอ้อมกอดแล้วพาไปส่งในห้องนอนสีขาวเฟอร์นิเจอร์สีขาวสลับสีชมพูราวกับห้องเจ้าหญิง“อากรพาไปห้องน้ำได้ไหมคะ อันนาเหนียวตัวอยากอาบน้ำ” เสียงหวานอ่อนแรงใบหน้าหม่นเศร้า“ได้สิ”เขาอุ้มร่างบางไปเข้าห้องน้ำก่อนจะออกมาหยิบชุดนอนเสื้อเชิ้ตแขนยาวขายาวลายการ์ตูนเ







