LOGINก๊อก ก๊อก...
ณริสาออกอาการเจ็บหัวจี๊ด มีการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณขมับด้านที่เธอจับไว้ กระตุกถี่ๆ ก่อนจะละความเจ็บนั้นไว้ เมื่อเสียงด้านนอกดังผ่านประตูเข้ามา เท้าบางหยุดกึก ตวัดสายตาจับจ้องไปยังต้นเสียง และคิดว่าน่าจะเป็นคนที่เธอรอคอย จึงตรงดิ่งไปยังประตู ก่อนจะส่องตาดูที่ช่องเล็กๆ ให้มั่นใจว่าใคร ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม มือจับลูกบิดประตูแล้วเปิดออก
“เป็นไง” เธอซัดด้วยคำถามทันทีเมื่อประตูอ้าออก
“ได้มาแล้ว ดูซะมั่งว่าใครทำ ของกล้วยๆ” เขาโชว์ตั๋วเครื่องบินในมือสองใบให้คนที่โผล่เข้ามาอย่างปลาบปลื้ม ก่อนจะก้าวพ้นประตูเข้ามาด้านใน แล้วปิดสนิทลง
โจเซฟเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทยเดนมาร์ก รูปร่างสูงใหญ่สมส่วน วัย 28 ปี รูปร่างสูงใหญ่สมส่วนมองหญิงสาวที่ตนเองหลงรักข้างกาย บัดนี้นัยน์ตาของหล่อนยังมีแววเศร้าหลงเหลือให้เห็น แม้ว่าเพื่อนสาวที่ใครๆคิดว่าเป็นแฟนกันตลอดมาจะพยายามปกปิดด้วยท่าทีแล้วก็ตาม หากแต่เขาคิดว่าบางทีการปลอบโยนจากเขา อาจทำให้ดูเหมือนว่าหล่อนอ่อนแอขึ้นอีก จึงตัดสินใจทำเป็นไม่เห็นความอ่อนแอที่แสดงออกมาในบ้างครั้งของเธอ และแม้อยากเข้าไปโอบกอดร่างบางเพื่อส่งความห่วงใยให้กัน แต่ก็ต้องสกัดกลั้นด้วยความไม่เหมาะไม่ควรเอาไว้ เพราะความเป็นคนไว้ตัวของเธอด้วย
“ขอบคุณมากๆ นะ...” เสียงหวานนุ่มลึก พยายามแสดงอาการดีใจออกมา ทั้งที่จริงหากเธอกลับไทยครั้งนี้ เรื่องทุกอย่างคงหนักหนาจนหาทางแก้ลำบาก
“แล้วทำไมสองใบล่ะ หรือ...”
“ผมจะกลับไปกับสาด้วย” เสียงระรื่นเอ่ยตอบ พร้อมเดินเข้าด้านในด้วยความเคยชิน
“อ้าว ไหนบอกว่าจะไม่กลับก่อนไง นึกยังไงอีกคะ”
เธอรู้ว่าเขามีงานที่ต้องดูแลและเธอไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นให้กับเพื่อนชายที่เธอสนิท เพราะนี่มันก็มากพอ กับราคาที่พักในแต่ละคืนที่เขาเสียไปกับเธอ แม้จะเป็นลูกของเจ้าของโรมแรมดัง แต่ค่าใช่จ่ายต้องมี เพราะเขาเปิดห้องอีกห้องแทนห้องตัวเองที่ให้เธออยู่ชั่วคราว
“ไม่รู้สิ ผมรู้สึกไม่ดีเลย หากปล่อยสากลับไปคนเดียว” ความกังวลทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจทันด่วน ทั้งที่จริงรับปากคนเป็นแม่ว่าจะช่วยดูแลงานทางโรงแรมที่ถือหุ้นส่วนที่นี่ต่ออีกนิด หากแต่เปลี่ยนใจ ขอไปดูแลอีกแห่งโดยไม่เสียงาน นั่นคือโรงแรมที่เมืองไทยและเป็นชื่อเดียวกัน ที่คนเป็นแม่ได้เป็นหุ้นส่วนไว้ แต่ไม่เคยลงไปดูแล เพราะความไว้ใจ และเขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับมารดา
“คิดมากน่า สาก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“ไม่เอา ไม่รู้ล่ะ ผมจะกลับพร้อมกับสา แล้วกลับไปครั้งนี้ผมจะจัดการเรื่องของเราอย่างจริงจังเสียที” น้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
ณริสามองหน้าเพื่อนรักที่เธอให้ความสนิทสนมที่สุดในบรรดาเพื่อนที่มี จนบางครั้งเธอคิดอยากเลื่อนความสัมพันธ์จากเพื่อนเป็นแฟน หากแต่หัวใจกลับไม่รู้สึกตอบรับกับความคิดนั้น
คำตอบที่ได้แทนที่จะดีใจ แต่ณริสากลับเก็บก้อนบางอย่างไว้ในอกแทน เธอไม่อยากรู้และเข้าใจไปเอง ว่าคำพูดนั้นคือคำบอกกล่าวกลายๆ ถึงความต้องการที่จะเลื่อนความสัมพันธ์กับเธอในเร็วๆนี้
“แล้วเงินค่าตั๋ว สาจะคืนให้เมื่อกลับถึงบ้านนะคะ” เธอเบนความสนใจไปเรื่องอื่น
ความจริงเธอไม่มีแม้เงินจะเดินทางกลับบ้าน และนั่นเป็นสัญญาณว่าทางบ้านของเธอคงมีปัญหาเรื่องการเงินจริง อย่างที่ได้รับข่าวมาจากคนที่หวังดี หรือร้ายกันแน่...
ตาคมสีน้ำตาลเข้มมองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ผมยินดีที่จะให้สามากกว่านั้น อย่าคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้อีก เพราะนั้นมันจะทำให้ผมรู้สึกผิด”
โจเซฟรู้ตัวดีว่ายิ่งเขาดูแลห่วงใยหล่อนมากเท่าไหร่ ความรู้สึกเหมือนเธอกลายเป็นคนอ่อนแอจะยิ่งมากเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขารู้ดีว่า ณริสาไม่ต้องการเลย!
“โอ๊ยสา นี่อย่าบอกนะว่าครั้งแรกของเราก็ติด น้องธิปน้อยกับน้องสาน้อยแล้ว” คนมั่นใจในตัวเองเอ่ยสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อมีความจริงที่เป็นไปได้มาหักล้างกัน เจ้าสาวหมาดๆ ได้แต่พยักหน้า“โอ๊ย แบบนี้ผมสิ ต้องเร่งต่อแขนต่อขาให้ลูกผมแล้ว” สีหน้ากระวีกระวาดดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำเอาณริสามองภาพนั้นแล้วน้ำตาเรื่อด้วยความปลาบปลื้ม และยิ่งไปกว่านั้น ริมฝีปากหนาก้มลงจุมพิตหน้าท้องที่ยังคงแบนราบอยู่ดังจ๊วบ จนณริสาขนชี้ชันไปทั่วกาย สวมกอดเขาอย่างรักสุดซึ้ง“สา ทำไมคุณหวานอย่างนี้...” เสียงกระเส่าเอ่ยถามหากแต่ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ว่ากี่ครั้ง...เธอก็หวานสำหรับเขาเสมอไม่ว่าสัมผัสลงไปตรงจุดใด ก่อนจะพรมจูบดูดเม้มไปทั่วสัดส่วนโค้งมนร่างบางบิดเกร็งเมื่อคนบนร่าง ครอบครองก้อนเนื้อนุ่มหยุ่น ทั้งดูดดื่มขบกัดราวกับทารกน้อย หิวกระหาย“คุ คุณธิป...ฮ่าส์” เธอส่งเสียงคราง กลางกายสาวเริ่มกระตุกถี่ๆ เมื่อมือหนาที่ช่ำชองใช้ทั้งปลายนิ้วปลายลิ้นตวัดสัมผัสรุกไล่โรมรัน กายสาวที่ไร้ประสบการณ์ยิ่งสะท้านไหวสองเสียงครางประสานกันอย่างกระสันปนทรมานแสนหวานที่พร้อมใจกันปรนเปรอ ปากหนาระดมกดจูบเลาะเล็ม ไปในที่ที่ต้องการ พร้อมมือหนาสอดนิ
“ดีแล้ว งานมงคล เจ้าสาวต้องปล่อยใจให้ว่างและคิดแต่เรื่องของเราเท่านั้น...” ท่าทางกรุ้มกริ่มเริ่มแต้มสีสันให้ใบหน้าเจ้าสาวอีกครั้ง“เดี๋ยวผมปลดซิปให้” ว่าแล้วก็รีบเอื้อมมือจับซิปที่อยู่ตรงต้นคอแล้วรูดลงจนสุด โดยที่เจ้าสาวไม่ทันตั้งตัวซิปก็ลงไปจนสุดทาง เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนลออล่อตาล่อใจ จนต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ“ขอบคุณค่ะ แต่ให้ดีช่วยหยิบผ้าขนหนูให้สาด้วยซิคะ” เสียงหวานตอบรับ ได้ทีใช้เจ้าบ่าวต่อ อีกฝ่ายทำตามอย่างไม่อิดออด“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณสามีสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ก่อนจะรีบรับผ้าขนหนูมาพันตัวเองไว้ เมื่อความเย็นของแอร์เริ่มปะทะผิวกายจนรู้สึกหนาวสะท้าน ก่อนจะค่อยๆ รูดชุดเจ้าสาวออกจากตัวอย่างระมัดระวัง และเมื่อถอดเสร็จเรียบร้อยเธอก็วางชุดไว้บนเตียงก่อนจะจัดการผมที่เกล้าไว้“มาผมช่วย” เสียงทุ้มที่หายไปสักพัก ดังแทรกขึ้น และนั้นทำเอาณริสาทำอะไรไม่ถูก หน้าเห่อร้อน เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่มีอะไรปกบิดร่างกายเลยแม้แต่น้อย‘อ๊าย ตาบ้า!’ เธอก่นด่าเจ้าบ่าวหมาดๆ ในใจ อีกทั้งพยายามเก็บระดับสายตาเอาไว้ไม่เผลอหันไปมอง และความหื่นของเจ้าบ่าวทำให้เจ้าสาวลืมเรื่องไม่สบายใจไปจนหมดสิ้น“ให้ตายเถอะ คุณย
บทส่งท้ายสามเดือนต่อมา ณ บ้านณรงค์พล ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดงานแต่ง เลี้ยงแขกแบบปุบเฟ่ต์ โดยในงานประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีหวาน จัดเป็นซุ้มต่างๆ ไว้อย่างสวยงามและลงตัว...เมื่อทุกคนกล่าวอวยพรและทิ้งให้เจ้าสาวเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง สายตาคมกล้าก็เพ่งมองเจ้าสาวของตัวเองที่นั่งอยู่หน้ากระจกอย่างชื่นชม เจ้าสาวในชุดสไตล์เกาะอกในโทนสีขาว เพิ่มความเก๋ของชุดด้วยการตัดเย็บผ้าลูกไม้บางๆ สีเงินระยิบระยับบริเวณแขนและช่วงไหล่ ยาวไปถึงช่วงตัว ทำให้ชุดแต่งงานดูสวยชวนมอง สร้างความประทับใจให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและผู้คนในงานชมไม่ขาดปาก และนั่นไม่สำคัญเท่าคนในครอบครัวเขาที่ชมกันต่อหน้า“วันนี้ พี่ชายไม่ทำให้น้องผิดหวังเลยนะคะ หาพี่สะใภ้ทั้งสวยและแกร่งมาให้ ‘ธนเกียรติ’” คำพูดน้องสาวที่ยอมทิ้งลูกและสามีมาเป็นแม่งานเองอยู่หลายวัน โดยน้องเขยมาก่อนงานแค่วันเดียวแล้วรีบกลับ เพื่อไปดูแลไร่กาแฟและโรงงานที่มีออเดอร์เพิ่มจนน่าตกใจ ส่วนธาริณีอยู่ช่วยงานจนจบ โดยตลอดทั้งวันเธอเอ่ยชมไม่ขาดปากพร้อมพ่อกับแม่ก็พลอยเห็นด้วย จนเจ้าบ่าวอย่างเขายิ้มแก้มแทบปริ“เป็นไงเหนื่อยมั้ย” เจ้าบ่าวในชุดทักสิโดสีขาวยืนโอบไหล
สำนึกได้ก็ไม่สาย“ขอบคุณ แต่ฉันละอายใจเกินกว่าจะรับไว้” เพื่อนวัยเดียวกันที่ยังมีสายใยผูกพันเอ่ยบอก อีกฝ่ายส่งยิ้มอุบอุ่นกลับไป ก่อนจะตอบตามความตั้งใจเดิม“เด็กมันเต็มใจให้ และเป็นการขอโทษ ที่มันได้ทำล่วงเกินเอาไว้” ดิษกุลอดผันหน้าไปทางอื่นไม่ได้ ด้วยความละอายแก่ใจนัก คำพูดนั้นน่าเป็นตนเองที่พูดออกไป ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“ฉันต่างหากที่ควรจะพูดคำว่าขอโทษ จนทำให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว มาจมอยู่กับความทุกข์ ที่ฉันได้ก่อขึ้น”“มันจบไปแล้วเพื่อน ต่อไปเราก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน” ประโยคนี้เรียกความตื่นเต้นให้สองหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก หากแต่สร้างความปีติให้คนสูงวัยทั้งสองฝ่ายเช่นกัน“เอ่อ...” เสียงเหมือนจะค้านหากแต่หยุดชะงักไว้ แม้จะปลื้มอยู่มาก ที่ลูกจะเป็นฝั่งเป็นฝา ผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงอยู่“นายจะกลัวอะไรอีก หรือนายไม่พอใจ นายก็เอาไม้ฟาดหัวลูกชายฉันก็ได้ ฉันไม่ว่านะ” พ่อฝ่ายเจ้าบ่าวออกแรงหนุน เมื่อคิดว่าพ่อฝ่ายเจ้าสาวยังคงไม่ไว้ใจให้ลูกชายตนดูแลดวงใจที่ตนเองถนอมเลี้ยงดูมา“หา... พ่อ!” คนมีชนักติดตัวสะดุ้ง พรางเรียกพ่อเสียงหลง ‘วอนให้ลูกชายเจ็บตัวมั้ยล่ะนั้น’ เขาได้แต่ฟิ
โอบรักให้กัน“ขอบคุณค่ะแม่...” น้ำเสียงสั่นเครือพยายามเปล่งออกมาเมื่อผู้เป็นแม่ยืนยันความตั้งใจอีกครั้ง ก่อนจะก้มมองของขวัญบนคอตนเองผ่านกระจกเงา หากแต่ความสวยงามของเพชรนั้นกลับไม่เรียกความสดชื่นจากใบหน้าเธอได้ ก่อนจะหันมาโอบเอวผู้เป็นแม่แล้วซบใบหน้าลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นที่นานมากแล้วเธอไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้ ด้วยความที่อยู่ห่างไกลกันเนิ่นนานกว่าร่างบางจะผละห่าง“กลัวหรือลูก” นางเอ่ยถามเมื่อพิศมองใบหน้าที่แต้มสีสันไว้เพียงบางๆ หากสวยน่ามอง แต่ตัดกับสีหน้าหม่นหมอง จนนางรู้สึกใจคอไม่ดีแต่ก็นั้นล่ะ นางเองก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่พยายามปิดความรู้สึกเอาไว้...เมื่ออีกฝ่ายให้โอกาสเธอก็อยากทำในสิ่งที่สมควรที่สุด“ค่ะ” เธอตอบกลับไปเสียงแผ่ว มือเรียวยื่นไปจับไหล่ลูกแล้วบีบเบาๆ ให้กำลังใจ“ลงไปกันเถอะ” นางเอ่ยชวนพร้อมดันร่างบางให้เดินออกไป นางรู้ว่าลูกสาวเครียดด้วยเรื่องอันใด หากไม่ใช่คำพูดของผู้เป็นพ่อในวันนั้น...‘อย่าให้พ่อรู้นะว่าลูกยังติดต่อกับฝ่ายนั้นอีก’ ทันทีที่ถูกซักถามจนได้ความผู้เป็นพ่อก็ออกคำสั่งห้ามทันที‘แล้วเรื่องที่เขาจะมาบ้านล่ะทำไง’ น้ำเสียงกริ่งเกรงเอ่ยถามสามี ที่บัดนี้หน้าบู
กู่รักเชื่อมสัมพันธ์ท่าทางสำรวมเก็บตัวของคนใช้ในบ้าน ทำให้เบญจาหันมามองหน้าผู้ชายนิสัยเสียของเธอ แล้วหันกลับมาถามคนในบ้าน “มีอะไรกันหรือเปล่า” แม่บ้านคนสนิทส่ายหน้ารัว เธอจึงหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง สีหน้าเหนื่อยหน่าย“คุณทำอะไรกับคนในบ้านเบญคะ”“ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่บอกและแนะนำตัวก็เท่านั้น”“เท่านั้นของคุณมันเท่าไหน”“ไม่เอาน่าที่รัก ผมแค่ให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นเมีย และเท่ากับผมก็เป็นเจ้านายของเขา” เขาอึกอักตอบ รู้อยู่ว่าเธอต้องเคือง แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างเป็นความลับอีกต่อไป“เฮ้ย! จะบ้าหรือเปล่า คุณบอกคนของเบญแบบนี้ได้ไง” สาวเปรี้ยวตาเหลือกลานเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธออยากให้เรื่องนี้เงียบที่สุด แต่ผู้ชายเอาแต่ใจกลับมาเปิดความสัมพันธ์จนออกนอกหน้าตายแน่ หากเข้าหูพ่อแม่! ต้องกำชับทุกคนให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป...เธอครุ่นคิดและคิดว่าต้องหาจังหวะกำชับคนในบ้านเมื่อวัชรพลเผลอ “บ้าที่ไหน” เขาทำหน้าหงอย ไม่อยากทะเลาะกับหญิงสาวขึ้นมาดื้อๆ“บ้า ทำอะไรไม่บอกกล่าว น่าเกลียดที่สุด” เธอยังด่าไม่เลิก หากแต่แปลกใจไม่น้อยที่ดูอีกฝ่ายใจเย็นลง“อย่าด่าผมอีกเลยนะเบญ” ประกายตาเว้าวอนหาก







