Masuk“อย่าหาว่าฉันยุ่งเลยนะคะ ทางที่ดีควรให้คุณครูไปพักที่อื่น”
“ป้าก็รู้ว่าไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง ฉันกับโยโกะมีปัญหากันมาตลอด ตั้งแต่เกิดเรื่อง”
“ฉันรู้ค่ะ แต่อาจจะลดปัญหาลงบ้าง คุณโยเธอไม่เคยลงไม้ลงมือกับคุณเลยนะคะ” นางไม่ได้เข้าข้างนายสาวจนเกินเหตุ แต่หากชมพูนุชออกไปพักด้านนอกปัญหาคงลดลงบ้าง
“ฉันคงทำไม่ได้หรอก ในเมื่อสัญญาจ้างระบุไว้แล้ว และไม่ต้องห่วงว่าฉันจะคิดเกินเลยกับคุณครู ฉันขอยืนยันว่าผู้หญิงที่ฉันรักคือโยโกะคนเดียวเท่านั้น” ซาโตชิกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินตรงไปยังห้องทำงาน แม่บ้านวัยกลางคนได้แต่มองตามอย่างกลัดกลุ้มใจ หากไม่มีชมพูนุชเข้ามาอยู่ในบ้าน นางคงไม่กลัวจนต้องเสียมารยาทพูดตักเตือนเจ้านายหนุ่มแบบนี้
โยทะกาขับรถออกมาจากบ้านด้วยความโมโห เกลียดผู้หญิงชื่อชมพูนุชนักที่ทำให้เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เผลอตบหน้าสามีไปเช่นนั้น
“บ้าจริง!” เธอทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห หากไม่เพราะอีกฝ่ายกระทำกับน้องชายที่ตนรักก็คงไม่โกรธเกลียดเข้ากระดูกดำแบบนี้ “จริงสินนท์” เมื่อนึกถึงน้องชายก็รีบต่อสายถึงคนที่อยู่ข้ามประเทศทันที
“นนท์เหรอ ว่างคุยกับพี่ไหม” โยทะกาไม่พูดพร่ำรอให้อีกฝ่ายเอ่ยทักทายด้วยซ้ำ
“คุณนนท์อยู่ในห้องประชุมค่ะพี่โย” มาริสาตอบกลับเสียงหวานใส่ญาติผู้พี่ของชานนท์ หวังว่าอนาคตจะได้ดองเป็นญาติกัน
“ฉันไม่ใช่ญาติของเธอ เรียกคุณก็พอมั้ง” โยทะกาสวนกลับด้วยความไม่พอใจ ที่อีกฝ่ายมาตีสนิทนับญาติกับตน ไม่มีทางเสียหรอกจะให้ชานนท์มาคว้าแม่หม้ายผัวทิ้งมาเป็นภรรยาออกหน้าออกตา
“ขอโทษค่ะคุณโย”
“ถ้านนท์ออกจากห้องประชุมแล้ว ให้เขาโทร.กลับมาหาฉันด้วย บอกว่ามีธุระสำคัญจะพูดด้วย”
“ธุระอะไรคะ เอ่อ... ริสาจะได้บอกคุณนนท์ถูก”
“บอกแค่ว่ามีธุระด่วนเท่านั้นแหละ” โยทะกากล่าวจบก็วางสายลง
“ยัยบ้า! หวงก้างเหลือเกิน สักวันฉันจะทำให้แกอกแตกตาย” มาริสากล่าวด้วยคำที่เคียดแค้นชิงชังจนเผลอขยำแผ่นกระดาษในมือจนยับย่น นอกจากชมพูนุชแล้วคงมีโยทะกานี่แหละที่เธออยากให้ตายจากโลกใบนี้
“เป็นอะไรริสาทำไมต้องขยำกระดาษขนาดนั้น”
คำถามนั้นทำเอามาริสาปรับสีหน้าไม่ถูก อึกอักพยายามคิดหาคำตอบ “เอ่อ... ริสา... ริสาพิมพ์งานผิดหลายครั้งเลยโมโหค่ะ” หญิงสาวแก้ตัวเสียงสั่นไม่คิดว่าชานนท์จะออกมาจากห้องประชุมรวดเร็วแบบนี้
“คุณควรมีสมาธิในการทำงานมากกว่านี้” ชายหนุ่มว่ากล่าวติเตียนก่อนเดินเข้าไปในห้องทำงาน มาริสาไม่รอช้ารีบตามเข้าไปพร้อมพาร่างขึ้นไปนั่งขอบที่พักแขนเก้าอี้ของเจ้านายหนุ่ม
“ดูหน้าเครียดๆ นะคะ มีอะไรหรือเปล่า”
“ผมถูกส่งให้ไปดูงานที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาสามเดือน” ชานนท์กล่าวด้วยเสียงเนือยๆ เพราะเขาเพิ่งจะย้ายกลับมาเมืองไทยไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำ
“ก็ดีสิคะ ริสาอยากไปญี่ปุ่นมานานแล้ว” หญิงสาวกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ครั้งนี้ผมไปคนเดียว คุณต้องทำงานอยู่ที่นี่ คอยรับคำสั่งผม” ชานนท์บอกเสียงขรึม ทั้งที่จริงประธานบริษัทสนับสนุนให้ผู้ช่วยติดตามไปดูงานด้วย แต่เป็นเขาเองที่ไม่ต้องการ อยากอยู่อย่างสงบไม่ต้องการให้หญิงสาวไปกวนใจ
“ทำไมล่ะคะ ทำไมคราวนี้ท่านประธานต้องห้ามริสาไปด้วย” มาริสากล่าวเสียงขุ่นอย่างลืมตัว
“คุณมีหน้าที่จะต้องทำตามคำสั่งนะมาริสา ถ้าอยากไปญี่ปุ่นจริงๆ ก็ลาออกจากการเป็นเลขาฯ ซะ แล้วค่อยตามผมไปที่ญี่ปุ่น”
“ดีสิคะ ริสาจะได้ออกมาดูแลคุณอย่างเต็มตัว” มาริสากลับไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับคำพูดของอีกฝ่าย
“มาริสา!” ชานนท์ลุกขึ้นพร้อมกล่าวเสียงเข้ม
“เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ผมยังไม่พร้อม” เขายอมรับว่าพลั้งปากพูดออกไปต่อหน้าอดีตภรรยา หวังประชดอีกฝ่าย จนมาริสายึดเอาคำนั้นมากดดันเขาทุกครั้งที่มีโอกาส
“ไม่พร้อม หรือคุณยังลืมคุณนุชไม่ได้กันแน่คะ”
“อย่าพูดถึงผู้หญิงคนนั้นให้ผมได้ยินเด็ดขาดมาริสา”
“ริสาขอโทษ ริสาสัญญาจะไม่พูดถึงอดีตภรรยาคุณอีก” มาริสาเดินเข้ามาสวมกอดชายหนุ่มอย่างออดอ้อน
“ช่างเถอะ” เขาผละร่างแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง
“เมื่อตอนคุณเข้าห้องประชุมคุณโยเธอโทร.เข้ามาหาคุณค่ะ บอกว่ามีธุระด่วนจะคุยด้วย” มาริสายื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้ หลังจากเจ้านายหนุ่มเข้าประชุมเธอก็ถือวิสาสะคว้าโทรศัพท์มือถือของเขาไปไว้ที่โต๊ะทำงาน เผื่อมีผู้หญิงคนไหนโทร.เข้ามาก็จะได้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
“ได้บอกไหมว่ามีธุระอะไร”
“เปล่าค่ะ บอกแค่ว่ามีธุระด่วนเท่านั้น”
“อืม... ขอบใจ คุณไปทำงานต่อเถอะ” ชานนท์พยักหน้ารับคำ
มาริสายืนอิดออดไม่ยอมไปแต่พอเห็นสายตาคมกริบจ้องมองมาเท่านั้นก็ยอมล่าถอยออกไปในที่สุด พอคล้อยหลังเลขาฯ สาว ชานนท์ก็โทร.กลับไปหาโยทะกาทันที บรรดาญาติๆ เขาสนิทกับโยทะกามากที่สุด เธอรับรู้ทุกเรื่องของเขา แม้แต่เรื่องความในใจของเขาก็ตาม เธอเป็นที่ปรึกษาที่ดี มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ความคิดสวนทางกันคือเรื่องการตัดสินใจแต่งงานกับชมพูนุช
“กว่าจะโทร.กลับมาได้ พี่รอเกือบครึ่งชั่วโมงแน่ะ”
“ไม่ทันได้ทักทายกันก็บ่นซะแล้ว พี่โยมีอะไรหรือครับ”
“ก็อดีตเมียแกน่ะสิมาอยู่ที่บ้านของพี่ พูดแล้วเซ็ง”
“อะไรนะครับ! นุชไปทำอะไรที่บ้านพี่โย” ชานนท์ถึงกับลุกพรวด แม้เคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่สนใจไยดีกับผู้หญิงใจร้ายคนนั้น
“มาเป็นครูสอนภาษาให้กับสองแฝดนั่น พาหลงกันหมดพ่อเขาอีกคน”
“หลง หมายความว่ายังไง คุณซาโตด้วยเหรอพี่โย”
“ใช่! ออกโรงปกป้องมันสารพัด พี่สั่งให้ย้ายยัยนั่นออกไปอยู่ข้างนอก แต่ซาโตเขาไม่ยอมจนทะเลาะกันใหญ่โต พี่กลัวนนท์” ปลายประโยคติดสั่นนิดๆ
“กลัวทำไมครับ”
“ก็กลัวชมพูนุชจะมาแทรกกลางในครอบครัวสิ เขาพลาดจากพี่ชายบุญธรรมไปแล้ว อาจจะมาคว้าเอาซาโตไปก็ได้” เพราะความเครียดทำให้โยทะกาพานคิดเป็นเรื่องเป็นราว
“ไม่มีทาง! ผมไม่มีวันยอมให้เขาทำแบบนั้นแน่ พี่โยควรมั่นใจในตัวคุณซาโตนะครับ”
“เขาเคยทำให้พี่เสียศูนย์ในเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว พี่ไม่มั่นใจจนพานเครียดไปหมด พี่กลับเข้าบ้านทีไรก็มักเห็นพวกเขานั่งคุยกันที่สนามทุกที”
“จะกลัวทำไมครับ ในเมื่อใจของคุณนุชเป็นของคุณอยู่แล้ว ถึงผมจะทำตัวดีแค่ไหนเธอก็ไม่รัก จงรักษารักครั้งนี้ไว้ให้นานนะครับผมเอาใจช่วย” นทีตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ “ครับ สำหรับมิตรภาพ” ชานนท์ยื่นมือขึ้นมากับมิตรภาพครั้งใหม่ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ไร้ความขุ่นมัว ชมพูนุชที่แอบมองอยู่ไกลๆ แม้จะไม่ได้ยินที่ทั้งคู่พูดคุยอะไรกัน แต่การจับมือของทั้งคู่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีชมพูนุชได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านสามีร่วมสองเดือนทุกคนในบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะสะใภ้ ชรัลจัดการจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยอีกแรง แต่เธอปฏิเสธเพราะตั้งใจจะเลี้ยงบุตรสาวด้วยสองมือของตัวเอง อยากทำทุกอย่างเหมือนที่เธอเคยอยากให้มารดาผู้ให้กำเนิดปฏิบัติต่อเธอ“วันนี้เลี้ยงหนูบัวเหนื่อยไหม” ชานนท์เดินเข้ามาสวมกอดภรรยา ขณะที่เธอกำลังยืนเหม่ออยู่ที่ระเบียงห้อง“ก็นิดหน่อยค่ะ ลูกหลับแล้วเหรอคะ”หน้าที่กลางคืนจะเป็นของชานนท์ที่อาสาดูแลบุตรสาวเองเพื่อแบ่งเบาภาระภรรยา แม้เธอจะปฏิเสธเพราะเห็นว่าเขามีงานบริษัทต้องดูแลมากมายแล้วไหนจะลูกน้องอีก แต่เข
นทีใช้เวลาเดินทางมาถึงบ้านชมพูนุชเกือบชั่วโมงครึ่งเพราะการจราจรที่ติดขัดแม้ว่าจะเป็นช่วงบ่ายของวันทำงานก็ตามที แถมคนขับรถแท็กซี่ยังขับวนไปมา“หายากไหมคะ”“ตามแผนที่ ที่ให้มาไม่ยากหรอกครับแต่แท็กซี่สิครับเล่นขับวน” ชายหนุ่มอดบ่นไม่ได้ทั้งที่เป็นคนใจเย็น“นุชให้คนขับรถไปรับก็ไม่เอา มาเหนื่อยๆ เข้าไปนั่งที่ห้องรับแขกก่อนดีกว่าค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็อยู่”“ครับ ผมขอหาของฝากก่อนครับ” นทีค้นหาของที่ตนตั้งใจซื้อมาฝากชมพูนุชกับหลานสาว และไม่ลืมซื้อมาฝากบิดามารดาบุญธรรมของหญิงสาวด้วย“ไม่น่าลำบากเลยนะคะ แค่แวะมาเยี่ยมนุชก็ดีใจแล้วค่ะ”“ไม่ลำบากสักนิด นี่ครับของคุณนุชถุงนี้สำหรับหนูบัว”“มีของหนูบัวด้วยหรือคะ”“ครับ เป็นสร้อยข้อมือเล็กๆ รับขวัญหลาน”“ขอบคุณมากค่ะ นุชก็ชวนคุยเสียเพลินเราเข้าไปในบ้านกันเถอะค่ะ” ชมพูนุชเดินนำแขกเข้าไปยังห้องรับแขก ขณะนั้นบิดามารดาบุญธรรมกำลังช่วยกันเลี้ยงหลานคนละคน “คุณพ่อคุณแม่ข
“คุณพ่อท่านบ่นเหงาอยากเลี้ยงหลาน เลยขอให้ผมพานุชกับหลานไปอยู่ด้วยครับ”“คุณชรัลน่ะเหรอจะว่างเลี้ยงหลาน ไหนจะงานที่บริษัทล่ะ”“คุณพ่อกำลังวางมือให้ผมเข้าไปดูแลครับ ท่านบ่นว่าเหนื่อยอยากพักอยู่เลี้ยงหลานที่บ้านครับ” ชานนท์อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องพาชมพูนุชกับบุตรสาวไปอยู่ที่บ้านตน“แล้วนุชล่ะลูกอยากไปหรือเปล่า” อติรุจน์หันมาถามบุตรบุญธรรมหวังให้ชมพูนุชปฏิเสธ“เอ่อ...” คนกลางอย่างเธอช่างลำบากใจนัก“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปนุช”“นุชเห็นด้วยกับนนท์ค่ะ”“แล้วเกิดอะไรขึ้นใครจะช่วยลูกล่ะนุช” อติรุจน์ยังกังวลไม่ไว้ใจบุตรเขยเท่าไหร่ กลัวจะมีเหตุการณ์ซ้ำรอย“จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกแน่นอนครับ ผมให้สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้นุชต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างเด็ดขาดครับคุณพ่อ” ชานนท์เอื้อมมือมากุมมือเรียวไว้แน่นพร้อมกับให้คำมั่นแก่พ่อตาแม่ยาย เขารู้ว่าการกระทำที่ผ่านมามันยากที่บุพการีของภรรยาจะไว้วางใจ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์
“ไม่เอา ผมอยากได้ยินจากปากของคุณเอง”“ค่ะ ฉันจะลองให้โอกาสคุณอีกครั้งหวังว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันต้องเจ็บปวดซ้ำสองนะ”“ไม่มีวันนั้นแน่นอน ผมให้สัญญา” ชานนท์กระซิบข้างใบหูของหญิงสาวเบาๆ ก่อนเปลือกตาอีกฝ่ายจะค่อยๆ ปิดลงด้วยความอ่อนเพลียชมพูนุชรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาช่วงสองทุ่มเพราะได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างพยาบาลกับชานนท์ ในอ้อมแขนของเขานั้นกำลังอุ้มบุตรสาวตัวน้อยอย่างระมัดระวัง ภาพที่เห็นทำให้เธออดตื้นตันใจจนน้ำตาคลอไม่ได้ตลอดสามวันที่ชมพูนุชพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ชานนท์คอยดูแลอยู่ไม่ห่างเป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับทุกคนที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมพูนุชกับลูกน้อย โดยเฉพาะอติรุจน์ก็รู้สึกเบาใจคลายความเป็นห่วงลง“เห็นไหมคุณพี่ ตานนท์ยอมทำทุกอย่างให้ยัยนุชของเรา”“ต้องคอยดูกันต่อไป” อติรุจน์ยังคงกันท่าจนภรรยาสะบัดค้อนให้ด้วยความหมั่นไส้“คุณพ่อคุณแม่ครับ ถ้าผมจะขอไปดูแลนุชกับลูกที่บ้านจะได้ไหมครับ” ชานนท์หันมาเอ่ยหลังจัดของเสร็จเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน“ได้จ้ะ” เด
ชานนท์ค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปยังห้องพักฟื้นอย่างเบามือ เห็นชมพูนุชยังนอนหลับอยู่เขาจึงเดินเข้าไปหาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างเตียงคนป่วย พร้อมเอื้อมมือไปกุมมือเรียวมาแนบกับใบหน้าแล้วฝังจูบลง จนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา“นนท์” เสียงแผ่วหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก“นุชเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า รู้ไหมว่าผมห่วงคุณกับลูกแทบแย่” ชานนท์ถามรัวจนคุณแม่มือใหม่ยิ้มอ่อนๆ“ก็มีเจ็บแผลที่ผ่าคลอด”“ผมขอโทษนะนุช ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณกับลูกต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆ อีกแล้ว” ชายหนุ่มพร่ำโทษตัวเองตลอดเวลา“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ฉันผิดเองที่ไม่มองรถให้ดีเสียก่อน โชคดีที่คุณโยดึงแขนไว้ทัน” ชมพูนุชยังจำเหตุการณ์ได้ขึ้นใจ“ไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย เขาจงใจชนคุณให้ตายต่างหากล่ะนุช”“ใครคะ ใครที่จงใจชนฉัน” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย“ก็มาริสาน่ะสินุช” โยทะกาเดินเข้ามาได้ยินพอดี จึงเปิดฉากเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดพร้อมกับ
“ค่ะ” ชมพูนุชเดินไปนั่งอย่างเชื่องช้าด้วยอายุครรภ์เกือบเก้าเดือน จึงเดินเหินค่อนข้างลำบาก ซึ่งนั่งอยู่ได้ไม่นานโยทะกาก็ชวนกันไปรอที่หน้าห้างสรรพสินค้า“ร้อนไหมนุช” โยทะกายื่นทิชชูให้อีกฝ่ายเช็ดเหงื่อ“ค่ะ เดี๋ยวฉันขอเดินไปซื้อน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ” ชมพูนุชชี้ไปตรงรถน้ำที่จอดขายตามทางเท้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ระหว่างรอรถมารับ“พี่ไปให้เองดีกว่า นุชนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ”“ไม่เป็นไรค่ะคุณโย ตรงข้ามนี่เองค่ะ” ชมพูนุชส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะมองทางซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีรถแล่นออกมา จะมีก็เพียงรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมฟุตพาทซึ่งอยู่ในระยะไกล จึงก้าวเท้าเดินไปอย่างช้า โดยไม่รู้ว่ารถที่เข้าใจว่าจอดสนิทกำลังเร่งเครื่องตรงมาโยทะกาเห็นดังนั้นจึงทิ้งของที่ถือลงกับพื้น วิ่งไปคว้าตัวชมพูนุชได้ทันท่วงทีเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนอีกฝ่ายล้มทับร่างเธอไว้พร้อมเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ขณะนั้นโยทะกาหันไปมองตามรถคันนั







