Se connecter“เพราะพี่ไม่อยู่ติดบ้าน รีนน่ากับรินน่าด้วย ทำไมพี่โยถึงไม่ดูแลเอาใจใส่พวกแกบ้าง ระวังเถอะสองแฝดจะรักนุชมากกว่าพี่” ชานนท์แอบกดดันญาติผู้พี่
“แกก็รู้ว่าเพราะอะไร พอเห็นหน้าสองแฝดก็พานนึกถึงหน้าแม่ของพวกเขา” เพราะเหตุผลนี้ที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอทะเลาะกับซาโตชิมาตลอด กลายเป็นเรื้อรังไม่จบไม่สิ้น
“พยายามเปิดใจหน่อยสิพี่โย ก่อนที่พวกแกจะไปรักคนอื่น”
“เด็กสองคนนั้นไม่รักใครมากกว่าพี่” โยทะกายังมั่นใจเช่นนั้นต่อไป
“ผมจะคอยดู... อาทิตย์หน้าผมจะเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่น ช่วยให้คนทำความสะอาดห้องไว้ด้วยนะครับ”
“ยัยริสามาด้วยหรือเปล่า ถ้ามาด้วยพี่ไม่อนุญาตให้แกพาแม่นั่นมาพักที่บ้านหรอกนะ”
“ไม่ครับ ผมไปคนเดียวไม่ให้ใครติดตามไปด้วย”
“งั้นก็แล้วไป พี่อยากเตือนแกไว้นะนนท์ว่างานนี้มาริสาไม่ปล่อยแกไปง่ายๆ แน่”
“ผมรู้ครับ ผมพลาดเองที่ดึงเธอเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้” ชานนท์กล่าวอย่างปลงๆ
“แล้วแกจะรับผิดชอบเขาไปแบบนี้เหรอ มาริสาเป็นหม้ายไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่แกควรรับผิดชอบนะ” โยทะกาพยายามเตือนสติให้น้องชายได้คิด
“ผมกำลังพยายามพูดกับเธอให้เข้าใจ”
“พี่ก็หวังว่ามาริสาจะเข้าใจอะไรง่ายๆ ...ว่าแต่แกเถอะกล้าที่จะเผชิญหน้ากับชมพูนุชแล้วใช่ไหม”
“ทำไมผมจะไม่กล้า ผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขาต่างหากที่ควรอายไม่กล้าพบหน้าผม”
“ใจแกไงนนท์” โยทะการู้ว่าน้องชายตนยังรักอดีตน้องสะใภ้คนนี้อยู่
“ใจผมทำไม ไม่มีหวั่นไหวให้กับผู้หญิงที่ชื่อชมพูนุชอีกแล้ว”
“จ้า พี่จะคอยดู... พี่ไม่กวนแล้วจะเดินทางมาวันไหนก็โทร.มาแจ้งนิดหนึ่ง พี่จะได้ไปรับที่สนามบิน”
“ครับ แล้วผมจะโทร.ไปบอกพี่โยอีกที” ชานนท์พูดกับญาติผู้พี่ต่อเพียงไม่กี่คำก็ขอตัววางสาย พลางกระตุกยิ้ม อยากรู้จริงๆ ว่าชมพูนุชจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอหน้าเขา คราวนี้แหละเขาจะให้บทเรียนว่าคนที่ถูกหลอกให้รักมันเป็นอย่างไร
นวลปรางเดินวนเวียนไปมาบริเวณหน้าบ้านเพื่อรอการกลับมาของโยทะกา จนกระทั่งได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอด นางไม่รอช้าเดินเข้าไปหา
“ไปไหนมาคะคุณโย ทุกคนรอกินมื้อค่ำ”
“ไปสงบสติอารมณ์มาค่ะป้า”
“อารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ สักวันเถอะคุณซาโตอาจจะเผลอใจไปให้คุณครู” นวลปรางอดไม่ได้ต้องกล่าวตำหนิคนที่นางเคยเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย
“ตอนนี้อาจจะกำลังคิดก็ได้ป้า คนมักมากแบบนั้น” โยทะกากล่าวเสียงสะบัดค้อนยามเอ่ยถึงสามีจอมเจ้าชู้ของตน
“โธ่... คุณโย”
“ป้าทำเหมือนโยเป็นคนผิด”
“ป้าเตือนด้วยความหวังดี อยากให้คุณโยใจเย็นกว่านี้ เรื่องมันก็ผ่านมาแปดปีแล้วนะคะ ถ้ายังคอยพูดจากระแนะกระแหนแบบนี้ สักวันเถอะคุณโยจะเสียคุณซาโตกับคุณหนูทั้งสองไปจริงๆ” คำพูดของแม่บ้านสูงวัยทำเอาโยทะกาสะอึก ก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย
“อ้อ... อาทิตย์หน้านายนนท์จะมาพักที่นี่ ป้าช่วยให้เด็กขึ้นไปทำความสะอาดห้องให้ด้วยแล้วกัน”
“นี่คุณโย โทร.ไปบอกคุณนนท์มาเพราะเรื่องคุณครูเหรอคะ”
“เปล่าสักหน่อย โยไม่ใช่เด็กนะป้า พอสู้ไม่ได้เรียกคนมาช่วย ตานนท์มาดูงานที่นี่ต่างหากล่ะ ป้ามีอะไรจะพูดอีกไหม โยเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อยากจะนอนพักผ่อน”
“ไม่แล้วค่ะ” นวลปรางส่ายหน้าอย่างจนใจที่จะพูดให้นายสาวเชื่อคำแนะนำของตน คงรอให้ใจเย็นกว่านี้ค่อยพูดกับโยทะกาอีกครั้ง หวังว่าจะไม่สายเกินไป
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
ขณะชมพูนุชกำลังนั่งสอนศิษย์ตัวน้อยอ่านตัวอักษร และคอยลุ้นว่าทั้งสองจะอ่านถูกต้องตามที่พร่ำสอนมาหรือไม่ โดยไม่รู้ว่าชานนท์ยืนพิงกรอบประตูกอดอกมองดูด้วยสายตาที่โหยหาปนความเจ็บปวด จวบจนกระทั่งเสียงโยทะกาดังขึ้นดึงสติชายหนุ่มกลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ชมพูนุชได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันราวถูกสาป ไม่กล้าแม้จะหันไปมองที่ต้นเสียง
“อะไรกันตานนท์... รีบร้อนลงจากรถจนลืมโทรศัพท์มือถือเลยนะ”
“ขอโทษครับ” ชานนท์ยิ้มแหยๆ ก่อนจะย่อตัวลงกางแขนรับร่างหลานสาวตัวน้อยเข้าสู่อ้อมแขน
“ซา-หวัด-ดีค่ะ-คูณน้า”
“หลานน้าเก่งจังพูดภาษาไทยได้แล้ว” ชานนท์แสดงอาการตื่นเต้น ทำเอาสาวน้อยคู่แฝดยิ้มแก้มแทบปริหันไปมองแม่เลี้ยงสาวซึ่งกลับไม่มีท่าทีสนใจ จนผู้เป็นน้องชายต้องสะกิดแขน
“อะไรของแกตานนท์”
“ดีใจกับเด็กๆ หน่อยสิพี่โย”
“พูดได้ไม่กี่คำจะดีใจทำไม ชัดก็ไม่ชัด ไม่รู้ซาโตสูญเงินโดยใช่เหตุหรือเปล่า” โยทะกาพูดกระทบไปยังอดีตน้องสะใภ้
“ผมมาเหนื่อยๆ หาอะไรให้กินหน่อยสิ” ชานนท์เข้ามาโอบไหล่ญาติผู้พี่แล้วพาออกไปจากตรงจุดที่ชมพูนุชนั่งอยู่ หากขืนอยู่นานกว่านี้โยทะกาคงหาเรื่องว่าไม่หยุด
“ห่วงยัยนั่นล่ะสิ ถึงลากพี่ออกมาแบบนี้” โยทะกามองอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
“เปล่า ผมแค่ไม่อยากให้พี่เป็นนางมารร้ายต่อหน้าเด็กๆ เท่านั้น” ชานนท์รีบปฏิเสธทันควัน
“ทุกวันนี้เด็กสองคนนั้นก็เห็นฉันเป็นนางมารร้ายอยู่แล้ว ตอนนี้เกาะครูเขาแจ”
“ถ้ารีนน่ากับรินน่าเห็นพี่เป็นนางมารร้าย คงไม่พยายามพูดภาษาไทยหรอก เด็กๆ รักพี่โยมากนะ” เขาสัมผัสถึงความรักที่เด็กน้อยทั้งสองมีต่อญาติผู้พี่ของตน
“ถ้าเขารู้ว่าพี่ไม่ใช่แม่แท้ๆ สักวันเขาคงเกลียดพี่”
เพราะแบบนี้เธอถึงไม่พยายามเข้าหาลูกเลี้ยง ไม่อยากสร้างความผูกพัน กลัวว่าสักวันต้องมานั่งเสียใจภายหลัง หากเอรีนน่ากับเอรินน่าทราบว่าตนไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด
“พี่โยคิดมากไปเองหรือเปล่า ที่สำคัญแม่รีนน่ากับรินน่าก็เสียไปแล้ว และผมเชื่อว่าคุณซาโตก็คงไม่บอกเด็กๆ แน่ ก็เล่นสร้างวีรกรรมกับคุณซาโตไว้มากเหลือเกิน เชื่อผมเถอะพี่โย”
“จะกลัวทำไมครับ ในเมื่อใจของคุณนุชเป็นของคุณอยู่แล้ว ถึงผมจะทำตัวดีแค่ไหนเธอก็ไม่รัก จงรักษารักครั้งนี้ไว้ให้นานนะครับผมเอาใจช่วย” นทีตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ “ครับ สำหรับมิตรภาพ” ชานนท์ยื่นมือขึ้นมากับมิตรภาพครั้งใหม่ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ไร้ความขุ่นมัว ชมพูนุชที่แอบมองอยู่ไกลๆ แม้จะไม่ได้ยินที่ทั้งคู่พูดคุยอะไรกัน แต่การจับมือของทั้งคู่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีชมพูนุชได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านสามีร่วมสองเดือนทุกคนในบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะสะใภ้ ชรัลจัดการจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยอีกแรง แต่เธอปฏิเสธเพราะตั้งใจจะเลี้ยงบุตรสาวด้วยสองมือของตัวเอง อยากทำทุกอย่างเหมือนที่เธอเคยอยากให้มารดาผู้ให้กำเนิดปฏิบัติต่อเธอ“วันนี้เลี้ยงหนูบัวเหนื่อยไหม” ชานนท์เดินเข้ามาสวมกอดภรรยา ขณะที่เธอกำลังยืนเหม่ออยู่ที่ระเบียงห้อง“ก็นิดหน่อยค่ะ ลูกหลับแล้วเหรอคะ”หน้าที่กลางคืนจะเป็นของชานนท์ที่อาสาดูแลบุตรสาวเองเพื่อแบ่งเบาภาระภรรยา แม้เธอจะปฏิเสธเพราะเห็นว่าเขามีงานบริษัทต้องดูแลมากมายแล้วไหนจะลูกน้องอีก แต่เข
นทีใช้เวลาเดินทางมาถึงบ้านชมพูนุชเกือบชั่วโมงครึ่งเพราะการจราจรที่ติดขัดแม้ว่าจะเป็นช่วงบ่ายของวันทำงานก็ตามที แถมคนขับรถแท็กซี่ยังขับวนไปมา“หายากไหมคะ”“ตามแผนที่ ที่ให้มาไม่ยากหรอกครับแต่แท็กซี่สิครับเล่นขับวน” ชายหนุ่มอดบ่นไม่ได้ทั้งที่เป็นคนใจเย็น“นุชให้คนขับรถไปรับก็ไม่เอา มาเหนื่อยๆ เข้าไปนั่งที่ห้องรับแขกก่อนดีกว่าค่ะ คุณพ่อคุณแม่ก็อยู่”“ครับ ผมขอหาของฝากก่อนครับ” นทีค้นหาของที่ตนตั้งใจซื้อมาฝากชมพูนุชกับหลานสาว และไม่ลืมซื้อมาฝากบิดามารดาบุญธรรมของหญิงสาวด้วย“ไม่น่าลำบากเลยนะคะ แค่แวะมาเยี่ยมนุชก็ดีใจแล้วค่ะ”“ไม่ลำบากสักนิด นี่ครับของคุณนุชถุงนี้สำหรับหนูบัว”“มีของหนูบัวด้วยหรือคะ”“ครับ เป็นสร้อยข้อมือเล็กๆ รับขวัญหลาน”“ขอบคุณมากค่ะ นุชก็ชวนคุยเสียเพลินเราเข้าไปในบ้านกันเถอะค่ะ” ชมพูนุชเดินนำแขกเข้าไปยังห้องรับแขก ขณะนั้นบิดามารดาบุญธรรมกำลังช่วยกันเลี้ยงหลานคนละคน “คุณพ่อคุณแม่ข
“คุณพ่อท่านบ่นเหงาอยากเลี้ยงหลาน เลยขอให้ผมพานุชกับหลานไปอยู่ด้วยครับ”“คุณชรัลน่ะเหรอจะว่างเลี้ยงหลาน ไหนจะงานที่บริษัทล่ะ”“คุณพ่อกำลังวางมือให้ผมเข้าไปดูแลครับ ท่านบ่นว่าเหนื่อยอยากพักอยู่เลี้ยงหลานที่บ้านครับ” ชานนท์อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องพาชมพูนุชกับบุตรสาวไปอยู่ที่บ้านตน“แล้วนุชล่ะลูกอยากไปหรือเปล่า” อติรุจน์หันมาถามบุตรบุญธรรมหวังให้ชมพูนุชปฏิเสธ“เอ่อ...” คนกลางอย่างเธอช่างลำบากใจนัก“ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปนุช”“นุชเห็นด้วยกับนนท์ค่ะ”“แล้วเกิดอะไรขึ้นใครจะช่วยลูกล่ะนุช” อติรุจน์ยังกังวลไม่ไว้ใจบุตรเขยเท่าไหร่ กลัวจะมีเหตุการณ์ซ้ำรอย“จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกแน่นอนครับ ผมให้สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้นุชต้องเจ็บช้ำน้ำใจอย่างเด็ดขาดครับคุณพ่อ” ชานนท์เอื้อมมือมากุมมือเรียวไว้แน่นพร้อมกับให้คำมั่นแก่พ่อตาแม่ยาย เขารู้ว่าการกระทำที่ผ่านมามันยากที่บุพการีของภรรยาจะไว้วางใจ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์
“ไม่เอา ผมอยากได้ยินจากปากของคุณเอง”“ค่ะ ฉันจะลองให้โอกาสคุณอีกครั้งหวังว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันต้องเจ็บปวดซ้ำสองนะ”“ไม่มีวันนั้นแน่นอน ผมให้สัญญา” ชานนท์กระซิบข้างใบหูของหญิงสาวเบาๆ ก่อนเปลือกตาอีกฝ่ายจะค่อยๆ ปิดลงด้วยความอ่อนเพลียชมพูนุชรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาช่วงสองทุ่มเพราะได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างพยาบาลกับชานนท์ ในอ้อมแขนของเขานั้นกำลังอุ้มบุตรสาวตัวน้อยอย่างระมัดระวัง ภาพที่เห็นทำให้เธออดตื้นตันใจจนน้ำตาคลอไม่ได้ตลอดสามวันที่ชมพูนุชพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ชานนท์คอยดูแลอยู่ไม่ห่างเป็นภาพที่น่าประทับใจสำหรับทุกคนที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมพูนุชกับลูกน้อย โดยเฉพาะอติรุจน์ก็รู้สึกเบาใจคลายความเป็นห่วงลง“เห็นไหมคุณพี่ ตานนท์ยอมทำทุกอย่างให้ยัยนุชของเรา”“ต้องคอยดูกันต่อไป” อติรุจน์ยังคงกันท่าจนภรรยาสะบัดค้อนให้ด้วยความหมั่นไส้“คุณพ่อคุณแม่ครับ ถ้าผมจะขอไปดูแลนุชกับลูกที่บ้านจะได้ไหมครับ” ชานนท์หันมาเอ่ยหลังจัดของเสร็จเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน“ได้จ้ะ” เด
ชานนท์ค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปยังห้องพักฟื้นอย่างเบามือ เห็นชมพูนุชยังนอนหลับอยู่เขาจึงเดินเข้าไปหาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างเตียงคนป่วย พร้อมเอื้อมมือไปกุมมือเรียวมาแนบกับใบหน้าแล้วฝังจูบลง จนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา“นนท์” เสียงแผ่วหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก“นุชเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า รู้ไหมว่าผมห่วงคุณกับลูกแทบแย่” ชานนท์ถามรัวจนคุณแม่มือใหม่ยิ้มอ่อนๆ“ก็มีเจ็บแผลที่ผ่าคลอด”“ผมขอโทษนะนุช ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณกับลูกต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆ อีกแล้ว” ชายหนุ่มพร่ำโทษตัวเองตลอดเวลา“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก ฉันผิดเองที่ไม่มองรถให้ดีเสียก่อน โชคดีที่คุณโยดึงแขนไว้ทัน” ชมพูนุชยังจำเหตุการณ์ได้ขึ้นใจ“ไม่ใช่ความผิดของคุณสักหน่อย เขาจงใจชนคุณให้ตายต่างหากล่ะนุช”“ใครคะ ใครที่จงใจชนฉัน” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย“ก็มาริสาน่ะสินุช” โยทะกาเดินเข้ามาได้ยินพอดี จึงเปิดฉากเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดพร้อมกับ
“ค่ะ” ชมพูนุชเดินไปนั่งอย่างเชื่องช้าด้วยอายุครรภ์เกือบเก้าเดือน จึงเดินเหินค่อนข้างลำบาก ซึ่งนั่งอยู่ได้ไม่นานโยทะกาก็ชวนกันไปรอที่หน้าห้างสรรพสินค้า“ร้อนไหมนุช” โยทะกายื่นทิชชูให้อีกฝ่ายเช็ดเหงื่อ“ค่ะ เดี๋ยวฉันขอเดินไปซื้อน้ำแป๊บหนึ่งนะคะ” ชมพูนุชชี้ไปตรงรถน้ำที่จอดขายตามทางเท้า ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่เธอนั่งอยู่ระหว่างรอรถมารับ“พี่ไปให้เองดีกว่า นุชนั่งรออยู่ตรงนี้แหละ”“ไม่เป็นไรค่ะคุณโย ตรงข้ามนี่เองค่ะ” ชมพูนุชส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะมองทางซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีรถแล่นออกมา จะมีก็เพียงรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมฟุตพาทซึ่งอยู่ในระยะไกล จึงก้าวเท้าเดินไปอย่างช้า โดยไม่รู้ว่ารถที่เข้าใจว่าจอดสนิทกำลังเร่งเครื่องตรงมาโยทะกาเห็นดังนั้นจึงทิ้งของที่ถือลงกับพื้น วิ่งไปคว้าตัวชมพูนุชได้ทันท่วงทีเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนอีกฝ่ายล้มทับร่างเธอไว้พร้อมเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ขณะนั้นโยทะกาหันไปมองตามรถคันนั







