INICIAR SESIÓN“เพคะกุ้ยเฟย”
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเจี้ยงเสี่ย บรรยากาศกลับเงียบสงัดราวกับห้วงน้ำลึก ชิวหนิงประคองจอกชาเข้ามาด้วยมืออันสั่นเทา
“เชิญท่านหญิงดื่มน้ำชาเพคะ” หลีอินไม่ได้ยื่นมือไปรับ แต่นางกลับปรายสายตาเรียบนิ่งไปยังนางกำนัลทั้งสอง
“ชิวหนิง... น้องชายของเจ้าที่ไปเรียนวิชาอยู่ร้านช่างไม้ทางใต้ของเมืองหลวง ราบรื่นดีหรือไม่?” ชิวหนิงเบิกตากว้าง จอกชาในมือแทบหลุดร่วง
“ทะ... ท่านหญิงทราบได้อย่างไรเพคะ”
หลีอินไม่ตอบ แต่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเบนสายตาไปหานางกำนัลอีกคน
“ซิงซิน... อาการไอของท่านแม่เจ้าในยามค่ำคืนทรุดลงอีกแล้วใช่ไหม? งานซักล้างในวังหลังตากน้ำเย็นนานเกินไป ปอดถึงได้เรื้อรังเช่นนั้น...”
“ท่านหญิงเพคะ บ่าว... บ่าวไม่เข้าใจ...” ซิงซินคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
หลีอินแค่นยิ้มบาง นัยน์ตาทมิฬลึกล้ำจนน่าพรั่นพรึง
“ฮองเฮาส่งพวกเจ้ามาอยู่กับข้า สิ่งที่นางใช้กุมชีวิตพวกเจ้าไว้ก็คือจุดอ่อนสองอย่างนี้มิใช่หรือ? ตอนนี้ข้าให้พวกเจ้าเลือกสองทาง... รับใช้ข้า คนที่พวกเจ้าห่วงใยจะได้รับการคุ้มครองอย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต แต่หากเรื่องในห้องนี้รั่วไหลออกไปแม้เพียงครึ่งคำ ย่อมรู้ดีว่าข้าเด็ดขาดพอจะตัดสินว่าพวกเขาควรเสวยสุข... หรือทรมานจนตาย”
น้ำเสียงเยือกเย็นนั้นทรงพลังจนนางกำนัลทั้งสองไร้ทางขัดขืน พวกนางรีบหมอบกราบหัวจรดพื้น
“บ่าวขอรับใช้ตามพระบัญชา ไม่ขอมีใจแบ่งเป็นสองเด็ดขาดเพคะ”
“ดีมาก...” หลีอินยกยิ้มพึงใจ
ไม่กี่วันต่อมา ณ ศาลาอุทยานหลวง
ขันทีประกาศกังวานก้อง
“เชิญอินกุ้ยเหรินร่วมโต๊ะรับน้ำชาพ่ะย่ะค่ะ”
หลีอินก้าวเข้ามาในศาลาที่คลาคล่ำไปด้วยพระสนม โดยมีหวังเหมยหรงประทับเป็นประธาน และมีเจียงกุ้ยเฟยนั่งอยู่เคียงข้าง
“ถวายพระพรฮองเฮา ถวายพระพรเจียงกุ้ยเฟย และพระสนมทุกท่านเพคะ” หลีอินย่อกายลงอย่างชดช้อย
“น้องหญิงทั้งหลายลุกขึ้นเถิด”
หวังเหมยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
เจียงกุ้ยเฟยปรายสายตามองจวินเหิงวัยเยาว์ ที่ยืนอยู่ข้างกายฮองเฮา ก่อนจะแสร้งทำเป็นอุทาน
“อุ๊ย... ไม่พบกันเพียงไม่กี่วัน องค์ชายเหิงดูซูบผอมลงไปไม่น้อยเลยนะเพคะ หรือตำหนักเฟิ่งซีจะดูแลไม่ทั่วถึงกันแน่?”
หวังเหมยหรงสีหน้าเปลี่ยนทันที “ช่วงนี้เหิงเอ๋อร์ตรากตรำเรียนหนัก ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา”
“อ้อ... หม่อมฉันก็นึกว่าเพราะวรกายฮองเฮาไม่แข็งแรงจนไร้เวลาอบรมเสียอีก” เจียงกุ้ยเฟยยิ้มหยัน ก่อนหันไปหาเด็กชาย
“องค์ชายเหิง... ตำหนักของน้า มีช่างจากดินแดนตะวันตกมาใหม่ ทำม้าไม้ที่วิ่งได้ด้วยนะเพคะ อยากไปดูหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเรื่องของเล่น ดวงตาของเด็กชายก็เป็นมันเลื่อม
“อยากพ่ะย่ะค่ะ เสด็จน้ากุ้ยเฟย”
“เหิงเอ๋อร์” หวังเหมยหรงถลึงตาปราม
ทว่าเจียงกุ้ยเฟยกลับหัวเราะร่า
“ฮองเฮาจะกริ้วไปไยเพคะ เด็กย่อมสนสนุกเป็นธรรมดา หม่อมฉันเพียงอยากช่วยแบ่งเบาภาระ พาองค์ชายไปผ่อนคลายสักนิด... พวกเจ้า พาองค์ชายไปดูแลให้ดี เชิญเพคะองค์ชาย”
“เจียงจินโหรว มือของเจ้าชักจะยื่นยาวเกินไปแล้วนะ”
หวังเหมยหรงทนไม่ไหว ตวาดลั่นจนไอโขลกๆ
“ฮองเฮาตรัสเกินไปแล้ว” เจียงกุ้ยเฟยสวนกลับด้วยสายตาหยามหยัน
“หม่อมฉันเพียงห่วงใยองค์ชาย ไม่เหมือนบางคน... ตัวเองป่วยใกล้ตาย แต่ยังฝืนรั้งเด็กไว้คอยตักยาถวาย ไม่รู้ว่ารักลูกจริง หรือแค่อยากผูกลูกไว้ เพื่อรั้งอำนาจตนเองกันแน่ ขนาดเรื่องถวายงานยังต้องให้น้องสาวลูกอนุมาช่วย ช่างคิดลึกซึ้งเสียจริงๆ”
“นั่นสิเพคะ... ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ฝ่าบาทเสด็จประทับตำหนักเจี้ยงเสี่ยไปกว่าครึ่งเดือน อินกุ้ยเหรินยังสาวยังงาม ช่างโชคดีจริงๆ” สนมอีกคนเอ่ยสมทบ
“ไม่ใช่แค่งามหรอกเพคะ เกรงว่าลีลาก็จับใจ มิเช่นนั้นจะยึดพระทัยฝ่าบาทได้เพียงนี้หรือ”
“พอเถิด” เจียงกุ้ยเฟยโบกมือตัดบท
“คำประชดพวกนี้ข้าคร้านจะฟัง แต่ช่วงนี้มีเรื่องสำคัญจากราชสำนักลอยมาเข้าหู... ขุนนางหลายคนถวายฎีกาว่า ฮองเฮาประชวรเรื้อรัง การอบรมองค์ชายใหญ่เกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแผ่นดิน ปล่อยไว้นานไม่ได้ จึงเสนอให้เลือกพระสนมชั้นสูงที่มีความพร้อม... ช่วยดูแลองค์ชายชั่วคราว”
เจียงกุ้ยเฟยจ้องมองสตรีบนตั่งประทับด้วยสายตาของผู้ชนะอย่างสมบูรณ์แบบ
“ฮองเฮาลองตรัสดูสิ... ในวังหลังแห่งนี้ หากนับทั้งยศถาและชาติตระกูล ยังมีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าหม่อมฉันอีก ที่จะช่วยดูแลองค์ชายเหิงแทนพระองค์ชั่วคราว?”
“เจียงจินโหรว เจ้า... เจ้ากล้าหมายปองจะแย่งเหิงเอ๋อร์ไปจากข้าเชียวหรือ”
หวังเหมยหรงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง นางกระอักเลือดออกมาเต็มผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะล้มพับไปด้วยอาการแน่นหน้าอก
“เสด็จแม่”
“ฮองเฮา”
คำขู่นั้นจุดไฟมืดมนในดวงตาของหลีอิน นางจ้องลึกเข้าไปในตาบิดาด้วยจิตสังหารลึกล้ำ จนหวังเยี่ยนชิงสะดุ้งผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว“เจ้า... กล้ามองข้าด้วยสายตาศัตรูเช่นนี้หรือ?”“หวังเยี่ยนชิง!” หลีอินขานชื่อบิดาตรงๆ เฉียบขาด“วันนี้ข้ายืนอยู่ตรงนี้ มิใช่เพื่อขอเศษทาน และยิ่งมิใช่เพื่อฟังท่านด่าทอ”นางแสยะยิ้มสมเพช “พี่สาวแสนดีของข้าจิตใจอำมหิต มอบยาพิษตัดสายเลือด จัดฉากใส่ร้ายว่าข้าคบชู้ บัดนี้ข้าไม่เล่นตามสิ่งที่ท่านลิขิตเอาไว้ ยังคิดเอาชีวิตแม่ข้ามาบีบให้ข้าเป็นมีดโกนเนื้อตัวเองอีกรึ? ท่านพ่อ... หวังเหมยหรงใกล้ตายเต็มทีแล้ว ทว่านางยังคิดลากคนทั้งตระกูลลงหลุมศพไปด้วย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าการปกป้องนางกับจวินเหิง แล้วตระกูลหวังจะนอนหลับสบายไร้กังวล”หลีอินเดินวนรอบตัวบิดา พลางกระซิบบีบคั้นด้วยความจริงทางการเมือง“ท่านไม่คิดจะลืมตาดูหน่อยหรือ ยามนี้จวินเหิงถูกเลี้ยงดูในนามเจ้ากุ้ยเฟย วันหน้าหากได้ครองราชย์ เขาจะนึกถึงตระกูลหวังที่ไร้อำนาจ หรือนึกถึงตระกูลเจ้าที่คอยอุ้มชูมากันแน่ ถึงตอนนั้นตระกูลเจ้
ทว่าหวังหลีอินคนใหม่มีหรือจะยอมเดินตามรอยเดิม ชาตินี้นางพร้อมขี่หลังเสือ เพื่อกลับไปพลิกกระดานอำนาจในจวนตระกูลหวัง“พอบรรเลงถึงช่วงเร้าใจที่ต้องใช้แรงดีดที่สุด สายพิณเส้นนั้นจะขาดสะบั้น ผงพิษเยี่ยนจินถันจะฟาดเข้าใบหน้ามันโดยตรง พิษหนานเจียงแผดเผาผิวเนื้อจนเน่าเปื่อย แดงทองปะปนราวกับไฟลุกไหม้ ไม่มีวันรักษาได้ชั่วชีวิต หากรอดตาย พิษไฟก็แล่นเข้าสู่หัวใจ เผาผลาญทารกในครรภ์จนกลายเป็นเถ้าถ่าน” หวังเหมยหรงหัวเราะลั่นตำหนักด้วยความบิดเบี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าแผนการนี้กำลังจะกลับมารัดคอตนเองนางกำนัลคนสนิทก้มหน้ากล่าวทึ่งๆ“เมื่อสายพิณขาดต่อหน้าธารกำนัล ฝ่าบาทต้องสั่งสืบสวนแน่ พิษนี้มาจากหนานเจียง ซึ่งตระกูลฝ่ายมารดาของเจ้ากุ้ยเฟยคุมกำลังทหารอยู่ ชายแดนบูรพาตึงเครียด ฝ่าบาททรงระแวงตระกูลเจ้ามานาน หากเกิดเรื่องขึ้น จะทรงเชื่อผู้ใดเล่าเพคะ”หวังเหมยหรงแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความแค้น“ในวังหลังจะเหลือใครอีก ข้าจะปล่อยให้พวกนางสู้กันจนพินาศไปทั้งคู่ ส่วนข้า... เพียงแค่นั่งมองพวกนางเดินเข้ากรงทีละก้าว หวังหลีอิน... ข้าจะให้เจ้ารู้ว่าการย
หวังเหมยหรงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แววตาอำมหิต“มิฉะนั้น... หึ! ชีวิตของอนุหลินจะเป็นหรือตาย หรือต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น ย่อมขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้าแต่เพียงผู้เดียว”หลีอินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเงียบสงัดจนน่ากลัว ทว่าแทนที่นางจะร้องไห้อ้อนวอนอย่างที่ฮองเฮาคาดหวังหลีอินกลับค่อยๆ คลี่รอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มที่อ่อนหวาน แต่ว่าดวงตากลับเย็นเยียบ จนชวนให้ผู้มองรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กายชาติที่แล้ว... นางยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมารดา จนยอมเป็นหมากให้สตรีผู้นี้เชิดชู แต่ท้ายที่สุด... หวังเหมยหรงก็ยังสั่งฆ่าอนุหลินอย่างโหดเหี้ยมอยู่ดีชาตินี้นางย่อมไม่เดินซ้ำรอยเดิม แผนการปกป้องมารดาภายนอกวังถูกนางวางหมากไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าวังหลวงแล้ว“พี่หญิง... ท่านก็เป็นเช่นนี้เสมอมาจริงๆ” หลีอินเอ่ยเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช“คิดว่า... ใครต่อใครบนโลกใบนี้ ล้วนเป็นคนโง่ ที่ถูกท่านบีบไว้ในกำมือ และควบคุมได้ตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?&r
“ที่ฝ่าบาทฝากคำพูดผ่านกงกงมาว่า ไม่อยากให้ข้าถือโทษหวังเหมยหรง และบอกว่า ข้ากับนาง...เราเป็นพี่น้องกัน... พูดให้ถึงที่สุด พระองค์ก็ยังทรงคิดจะใช้บารมีของโอรสสวรรค์ มาบีบให้ข้าต้องยอมก้มหัวต้อยต่ำ ยอมความ และเก็บงำความแค้นนี้ไว้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของตระกูลหวังในราชสำนักเอาไว้ต่างหาก” นางกำนัลหน้าประตูตำหนักก้าวเข้ามาคุกเข่าด้วยท่าทางรีบร้อน“กราบทูลพระสนมจิ้งผิน มีนางกำนัลอาวุโสจากตำหนักเฟิ่งซีมาแจ้งความเพคะ... แจ้งว่าแม้ฮองเฮาจะถูกกักบริเวณ แต่เนื่องจากพระนางประชวรหนัก และมีเรื่องในครอบครัวตระกูลหวังที่ต้องสะสาง จึงใคร่ขอเชิญพระสนมจิ้งผินไปพบที่ตำหนักสักครู่เพคะ” ซิงซินขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ“ท่านหญิง... ฮองเฮาถูกสั่งกักบริเวณแท้ๆ เหตุใดจึงยังกล้าส่งคนมาสั่งสั่นถึงที่นี่อีกเพคะ? ช่างไม่เห็นหัวกฎมณเฑียรบาลเลยจริงๆ” หลีอินนัยน์ตาวาววับ ประกายความเหี้ยมเกรียมพาดผ่านดวงตา“หึ... จิ้งผิน... จิ้งผิน... ตำแหน่งนี้ช่างมาได้ประจวบเหมาะเหลือเกิน ข้าชอบใจนัก ซิงซิน... ข้าไม่ได้ไปตามคำสั่งของนาง แต่ข้าจะไปในฐานะจิ้งผิน
วันต่อมา ท้องฟ้าเหนือวังหลวงเปิดโล่งแจ้ง แสงแดดสาดส่องลงมายังลานหน้าตำหนักเจี้ยงเสี่ย จนเกิดภาพระยิบระยับทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของคนทั้งหกตำหนัก กลับไม่ใช่แสงตะวัน แต่เป็นเสียงประกาศเฉียบขาดของขันทีอาวุโส ที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณเขามาพร้อมกับขบวนสิ่งของพระราชทานยาวเหยียด จนสุดสายตา นำความอิจฉาริษยา และตื่นตระหนกมาสู่สนมทุกนางในวังหลัง“ถ่ายทอดพระบัญชาของโอรสสวรรค์ พระราชทานไข่มุกราตรีจากทะเลตะวันออกสิบเม็ด ผ้าไหมซูซิวจิ้นเนื้อดีสิบพับ เครื่องประดับทองคำแท้ฝังขนนกกระเต็นห้าชุด เพื่อร่วมยินดีครั้งใหญ่แก่ครรภ์มังกร ตามพระบัญชายังได้พระราชทานโสมภูเขาร้อยปีสองต้น รังนกเลือดสิบถ้วย และกำยานมังกรสงบจิตอีกสิบตำลึง ให้เห็นแก่พระโอรสในครรภ์เป็นสำคัญ จงพักฟื้นอย่างสงบและเปี่ยมสุข”หลีอินในชุดบุปผาสีชมพูอ่อน ค่อยๆ ย่อกายลงอย่างชดช้อยและนอบน้อม“อินกุ้ยเหรินรับพระบัญชาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”ทว่าความตื่นตะลึงยังไม่ทันจางหาย ขันทีอาวุโสพลันยิ้มแย้มแล้วคลี่ม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ที
ในใจของนาง ‘ชาติที่แล้ว ข้าเป็นสามีภรรยากับพระองค์มาทั้งชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุขและผ่านศึกเหนือเสือใต้มาด้วยกัน มีหรือที่ข้าจะไม่รู้นิสัยใจคอและสันดานลึกๆ ของบุรุษผู้นั้นงแววตาของหลีอินพลันเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกราวกับย้อนนึกถึงอดีตชาติอันขื่นขม“เจียงเฉินหรงมองวังหลังเป็นเพียงกระดานหมากขนาดยักษ์ เหล่าสนมชายาทั้งหลาย ก็คือหมากแต่ละตัว ที่มีหน้าที่แตกต่างกันไป พวกเราจะแย่งชิงตบตีกันอย่างไรก็ได้ พระองค์ไม่เคยสนพระทัยความริษยาของสตรี แต่... มีข้อแม้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือต้องทำให้พระองค์รู้สึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าผลของหมากกระดานนั้น จะแพ้หรือชนะในทุกครั้งแล้ว ล้วนเป็นพระองค์ผู้เดียว ที่เป็นผู้ตัดสินและอยู่เหนือทุกสิ่ง”นางเคาะนิ้วเรียวลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ“คืนนี้ข้าทำตัวเป็นเหยื่อที่น่าสงสาร แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าข้ารู้กาลเทศะ โดยการไม่โวยวายเปิดโปงเรื่องขนมพิษต่อหน้าธารกำนัล ข้าปล่อยให้พระองค์เป็นผู้ลงทัณฑ์ฮองเฮา และสั่งปิดปากทุกคนด้วยพระองค์เอง ข้ามอบอำนาจการควบคุม และเกียรติยศทั้งหมดคืนให้แก่พระองค์ พระองค์จึงทรงมองว่า ข้า







