LOGINและเป็นไปตามคาด เบื้องหน้าคือนกหงส์ผู้ทระนง
เจียงกุ้ยเฟย สตรีผู้ทรงเสน่ห์ บิดากุมกำลังทหารครึ่งค่อนราชสำนัก หลีอินรีบก้าวเข้าไปย่อกายก้มศีรษะลง
“หม่อมฉันหวังหลีอินถวายบังคมกุ้ยเฟย ขอพระองค์ทรงพระเจริญเพคะ”
“อ้าว... ข้าก็นึกว่าใคร”
เจ้ากุ้ยเฟยปรายสายตามองอย่างดูแคลน
“ที่แท้ก็น้องสาวคนโปรดของฮองเฮานี่เอง ชาที่ตำหนักเฟิ่งซีคงดื่มจนเบื่อแล้วสินะ ถึงได้มาเดินเล่นทอดน่องแถวนี้”
“พระสนมล้อเล่นแล้วเพคะ” หลีอินเอ่ยเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นหวาดกลัว
“หม่อมฉันต้อยต่ำ ไม่กล้าเสนอหน้า หม่อมฉันเพียงผ่านมา ไม่กล้ารบกวนเวลาสำราญ ขอทูลลาเพคะ”
“หยุดก่อน” เจ้ากุ้ยเฟยตวาด สายตาคมกริบตวัดเห็นของในมือนาง
“ฮองเฮานี่ใจกว้างเสียจริง ถึงกับยกกำไลหินโมราแดงให้เจ้า... ทำไม? พอได้รับความเอ็นดูนิดหน่อย ก็คิดจะบินสูงแล้วหรือ?”
“พระสนมโปรดพิจารณา หม่อมฉันไม่เคยคิดเช่นนั้นเลยเพคะ” หลีอินรีบคุกเข่ากราบ
“เพียงแต่... ร่างกายฮองเฮาไม่แข็งแรง องค์ชายและองค์หญิงยังทรงพระเยาว์ หม่อมฉันเข้าวังมา ก็เพียงช่วยแบ่งเบาภาระบ้างเท่านั้น...”
“ดูแลรึ? แค่เจ้าเนี่ยนะ”
เจ้ากุ้ยเฟยแค่นหัวเราะอย่างหยามหยัน
“ลูกอนุอย่างเจ้า คู่ควรจะดูแลโอรสองค์โตงั้นหรือ? หวังเหมยหรงคงป่วยจนเลอะเลือน หรือจงใจทำเรื่องขยะแขยงเล่นกันแน่”
“พระสนมตรัสถูกแล้วเพคะ เป็นหม่อมฉันที่เจียมตัวไม่พอ” หลีอินแสร้งสะอื้น ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเจียงกุ้ยเฟยอย่างเทิดทูนสุดซึ้ง
“เพียงแต่... ยามหม่อมฉันเห็นองค์ชายจวินเหิง ก็พลันนึกถึงพระสนมขึ้นมาเพคะ” เจ้ากุ้ยเฟยชะงัก
“นึกถึงข้า? หมายความว่าอย่างไร?”
“ทั่วทั้งวังหลังแห่งนี้ หากนับเรื่องยศถาและบารมี มีเพียงพระสนมกุ้ยเฟยเท่านั้นที่เหมาะสมจะอบรมสั่งสอนโอรสองค์โตที่สุดเพคะ หากองค์ชายได้มาอยู่ข้างกายพระองค์ ได้รับการขัดเกลา ย่อมเติบโตอย่างสง่างามสมฐานะรัชทายาทแน่ๆ...” หลีอินเอ่ยวาจาเคลือบยาพิษ
เจ้ากุ้ยเฟยเบิกตากว้างเล็กน้อย
“หวังหลีอิน... เจ้านี่ช่างใจกล้าบ้าบิ่น ฮองเฮายังมีชีวิตอยู่ การเลี้ยงดูโอรสองค์โต จะยอมให้ผู้อื่นมาชุบมือเปิบได้อย่างไร?”
“หม่อมฉันสมควรตายเพคะ” หลีอินรีบตบปากตัวเอง แสร้งตื่นตระหนก
“หม่อมฉันเพียงเห็นว่า อาอาการประชวรของฮองเฮายืดเรื้อ เกรงจะไร้เรี่ยวแรงอบรมองค์ชาย ส่วนพระสนมยังทรงงดงาม ชาติตระกูลสูงส่ง หากฝ่าบาทคำนึงถึงอนาคตขององค์ชายและความมั่นคงของแผ่นดิน... บางทีอาจทรงเลือกที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งกว่านี้ให้องค์ชายก็เป็นได้เพคะ”
เจ้ากุ้ยเฟยนิ่งเงียบ สายตาฉายแววครุ่นคิดตามคำปั่นหัวอันแยบยล ก่อนจะเหยียดยิ้ม
“ลุกขึ้นเถอะ... แสร้งทำเป็นอ่อนแอ แต่เล่ห์เหลี่ยมไม่เบาเลยนะเจ้า” อดที่จะกระแนะกระแหนไม่ได้
“ทว่าเจ้าก็พูดเข้าหูอยู่เรื่องหนึ่ง โอรสองค์โตไม่ควรอยู่กับคนป่วยออดๆ แอดๆ นั่นอีกต่อไป จะเสียคนเปล่าๆ”
กุ้ยเฟยสะบัดแขนเสื้อ “ถอยไปให้หมด และเรื่องในวันนี้ หากข้ายินข่าวรั่วไหลออกไปแม้แต่น้อยละก็...”
“วันนี้หม่อมฉันล่วงเกิน พระสนมจึงทรงตักเตือนและตำหนิหม่อมฉันสองสามคำ นอกเหนือจากนั้น... หม่อมฉันไม่รู้อะไรเลยเพคะ” หลีอินตอบอย่างรู้ความ
“อืม... เจ้านี่พูดจารู้ความดี ไสหัวไปได้”
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” หวังหลีอินย่อกายลง แล้วค่อยๆ ถอยฉากออกมาอย่างสงบนิ่ง
เมื่อพ้นสายตาของเจ้ากุ้ยเฟย มุมปากเรียบตึงพลันยกยิ้มขึ้นอย่างผู้ชนะ ‘หวังเหมยหรง... เจ้าอยากส่งลูกสืบบัลลังก์มังกรนักใช่ไหม? ชาตินี้ข้าจะช่วยสงเคราะห์... ส่งลูกรักของเจ้าไปอยู่ในมือศัตรูคู่อาฆาตด้วยตัวเอง’
ทางด้านเจ้ากุ้ยเฟย เมื่อก้าวขึ้นเกี้ยวกลับตำหนักก็ไม่รอช้า นางหันไปสั่งนางกำนัลคนสนิท
“ไปสืบมาว่าอาการป่วยของฮองเฮาหนักหนาเพียงใด แล้วส่งข่าวออกนอกวัง บอกท่านพ่อว่า... ถึงเวลาให้พวกขุนนางเริ่มเสนอเรื่องผู้ที่เหมาะสมจะมาช่วยอบรมสั่งสอนองค์ชายใหญ่ได้แล้ว”
“เพคะกุ้ยเฟย”
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง
เมื่อบิดาจากไป ซิงซินก็ก้าวเข้ามาประคองหลีอินไปที่หน้าต่างหลวงท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงช่างกว้างใหญ่ทว่าเงียบสงัด หลีอินทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ลมหนาวพัดโบกผ้าคลุมหงส์พัดปลิว“ซิงซิน เจ้าดูสิ... วังหลวงแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามข้าไร้อำนาจ ทุกย่างก้าวคือขวากหนาม คืนข้ามปีคือฝันร้าย” หลีอินพึมพำแผ่ว“ทว่าในยามที่ข้าเหยียบย่ำทุกคนขึ้นมาอยู่เหนือหัว โลกทั้งใบกลับสงบนิ่งและยอมสยบแทบเท้าข้าอย่างง่ายดายปานนี้”“เป็นเพราะความปรีชาสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของไทเฮาต่างหากเพคะ” ซิงซินเอ่ยอย่างภักดี“จากนี้ไป จะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือบังคับพระองค์ได้อีกแล้วเพคะ” หลีอินคลี่ยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มของดอกบัวขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยพิษร้ายและโลหิต“ใช่แล้ว... จากนี้ไป แผ่นดินต้าฉีนี้ จะต้องจารึกนามของข้าหวังหลีอินไปตลอดกาล”กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก ด้วยความสงบสุข...ราชสำนักต้าฉีภายใต้การปกครองหลังม่านของหวังไทเฮารุ่งเรืองและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในความสงบนั้น กลับซ่อนเพลิงริษยาระลอกใหม่ไว้ใต้คลื่นน้ำยามนี้เจียงเหยียนฮ่องเต้องค์น้อยเจริญพระชนมพรรษาขึ้นเป็นสิบชันษา พระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ดวงตาถ
“ฮองเฮาเพคะ นี่คือยาบำรุงที่พระสนมหลินตำหนักตะวันออกส่งมาให้ตรวจเพคะ” ซิงซินในชุดหัวหน้านางกำนัลผู้ทรงอิทธิพล ยื่นถ้วยยารมควันสมุนไพรมาตรงหน้าหลีอินที่ยามนี้นั่งประทับบนเก้าอี้หงส์ ปัดปิ่นทองบนมวยผมเบาๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายมองถ้วยยาพลางแค่นยิ้มเยือกเย็น“ใส่ผงชาดร้อยรากลงไปในถ่านรมควันตำหนักนางเพิ่มอีกสามส่วน นางอยากมีลูกจนตัวสั่น ก็ให้นางฝันกลางวันต่อไปเถิด”“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการให้เงียบเชียบที่สุด”เล่ห์กลของข้าช่างเรียบง่ายทว่าไร้ร่องรอย บ้างก็เป็นของขวัญพระราชทานแฝงกลิ่นหอมรมยาชวนให้มดลูกแห้งเหี่ยว บ้างก็เป็นน้ำแกงโสมบำรุงครรภ์ที่ผสมตัวยาแท้งอย่างช้าๆสนมคนใดที่โง่เขลาคิดจะใช้ท้องไต่เต้า ข้าล้วนส่งพวกนางไปพบจุดจบในป่าช้าหลังวังหลวงอย่างเงียบงัน ขอเพียงวังหลวงแห่งนี้ไม่มีองค์ชายหน้าใหม่กำเนิดขึ้นมาอีก ข้าก็จะเป็นผู้ชนะตลอดกาลเจียงเฉินหรงผู้ขี้ระแวงหารู้ไม่ว่า สตรีดอกบัวขาวที่เขาคิดว่าแสนดีและเที่ยงธรรมที่สุด ยามนี้ได้กลายเป็นนางพญามารที่คุมชะตากรรมผู้คนในวังหลังไว้ทั้งหมดพระองค์ทรงชราภาพลงทุกวัน พระพลานามัยทรุดโทรมจากการเสวยน้ำแกงโสมบำรุงที่ข้าจัดถวายให้ทุกค่ำคืน...น







