LOGINบรรยากาศในศาลาปั่นป่วนวุ่นวาย
“รีบไปตามหมอหลวงเร็วเข้า”
หลีอินแสร้งทำเป็นตื่นตกใจ วิ่งเข้าไปช่วยประคอง ทว่าในใจกลับยิ้มเยาะอย่างสะใจ
ณ พระตำหนักบรรทมของฮองเฮา
ฮ่องเต้เจียงเฉินหรงเสด็จมาถึงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก หมอหลวงรีบก้าวออกมารายงานด้วยเหงื่อท่วมกาย
“กราบทูลฝ่าบาท ฮองเฮาทรงกริ้วจัดจนลมตีขึ้น เสมหะและพระโลหิตอุดตันช่องอก โลหิตไร้เรี่ยวแรงหมุนเวียน จากนี้ต้องพักฟื้นเงียบๆ ห้ามกระทบกระเทือนใจอีกเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ” หวังเหมยหรงค่อยๆ ปรือตาอันโรยแรงขึ้น มองฮ่องเต้ด้วยน้ำตานองหน้า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเกรงว่าคงประคองกายไว้ไม่ไหวแล้วจริงๆ”
“ฮองเฮาอย่าตรัสเหลวไหล เราสั่งให้หมอหลวงรักษาเจ้าอย่างเต็มที่ เจ้าต้องไม่เป็นไร” ฮ่องเต้กุมมือนางไว้แน่น
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันไม่ขอสิ่งใดอีก เพียงขอให้ทรงเห็นแก่ความจงรักภักดีตลอดหลายปี โปรดรับปากเรื่องสุดท้ายแก่หม่อมฉันด้วย” หวังเหมยหรงสะอื้น พลางปรายสายตาไปหาหลีอินที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างเตียง
“หม่อมฉัน... ฝากเหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์ให้อินกุ้ยเหรินช่วยดูแล หลีอินเป็นน้าสายเลือดแท้ๆ ย่อมรักเด็กทั้งสองดั่งลูกตนเอง แน่นอน... เช่นนี้แล้ว ต่อให้หม่อมฉันต้องตายไป ก็นอนตายตาหลับแล้วเพคะ”
“ฝ่าบาท” เจียงกุ้ยเฟยก้าวออกมาคัดค้านทันควัน
“ฮองเฮาทรงพระประชวรจนพระสติพร่ามัว รับสั่งนี้เชื่อถือไม่ได้เด็ดขาด อินกุ้ยเหรินเกิดจากอนุ ตำแหน่งในวังก็ต้อยต่ำ ทั้งยังเพิ่งเข้าวังได้ไม่นาน หากให้นางเลี้ยงดูองค์ชายใหญ่และองค์หญิงใหญ่ ย่อมขัดต่อกฎวังและราชประเพณีอย่างร้ายแรงเพคะ”
หวังเหมยหรงแค่นเสียงแผ่วเบา ทว่าจิกกัด
“จะขัดหรือไม่... มิใช่เรื่องที่ข้าหรือเจ้าจะเป็นคนตัดสิน ฝ่าบาทต่างหากที่จะทรงตัดสิน”
“ฝ่าบาทโปรดพิจารณา” เจียงกุ้ยเฟยไม่ยอมแพ้
“หม่อมฉันดูแลงานวังหลัง ย่อมต้องรักษากฎระเบียบ บัดนี้ขุนนางฝ่ายหน้าเริ่มถวายฎีกากังวลเรื่องการอบรมองค์ชาย หากยกองค์ชายให้อินกุ้ยเหริน จริงไม่เท่ากับตอกย้ำว่าฮองเฮาไร้คุณธรรม จนทำให้ราชสำนักนินทา ราชวงศ์มัวหมองหรือเพคะ?”
เจียงกุ้ยเฟยตวัดสายตาคมกริบมาที่หลีอิน
“อินกุ้ยเหริน เจ้าพูดเองสิ... สนมชั้นต่ำที่เพิ่งเข้าวัง มีคุณงามความดีอะไรถึงกล้ารับภาระใหญ่หลวงนี้? ภายหน้าหากเจ้ามีลูกของตนเอง จะยังทุ่มเทเลี้ยงดูองค์ชายและองค์หญิงสายตรงได้อีกหรือ”
“นั่นสิเพคะ...”
“ขัดต่อธรรมเนียมชัดๆ” สนมรอบข้างเริ่มซุบซิบกันแล้ว
เมื่อเห็นท่าไม่ดี หวังเหมยหรงจึงคว้าข้อมือหลีอินไว้แน่น บีบเกร็งด้วยสายตากดดันและบังคับ
“หลีอิน... พูดสิ พูดออกมาว่าเจ้าจะรักเหิงเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์ดั่งลูกแท้ๆ สาบานต่อหน้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้”
หลีอินนิ่งงัน มองมือที่บีบข้อมือตนเองไว้แน่น...
‘สาบานงั้นหรือ?’
ความทรงจำในชาติก่อนแล่นเข้ามาในหัว ชาติที่แล้วก็เพราะคำว่าสายใยพี่น้องและคำสาบานลวงโลกนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้นางยอมยกชามยาตัดสายเลือดขึ้นดื่มจนสิ้นชื่อ ต้องขังตัวเองไว้ในคุกแห่งความจงรักภักดีจนตาย...
‘ชาตินี้ เจ้ายังกล้าบีบให้ข้าสาบานพิษเพื่อเป็นทาสรับใช้ลูกเจ้าอีกรึ? ฝันไปเถิด หวังเหมยหรง’
หลีอินสะบัดข้อมือออกจากการจับกุมอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
“ทูลฝ่าบาท... ทูลฮองเฮา”
หลีอินเอ่ยด้วยความนอบน้อมทว่าเด็ดเดี่ยว พลางช้อนสายตาสบพระเนตรฮ่องเต้
“หม่อมฉันเห็นว่า ที่เจียงกุ้ยเฟยตรัสมานั้นล้วนมีเหตุผลทุกประการ... หม่อมฉันฐานะต้อยต่ำ ย่อมไม่กล้ารับภาระอันใหญ่หลวงนี้ การอบรมองค์ชายใหญ่เกี่ยวพันถึงแผ่นดิน หม่อมฉันเข้าวังมา เพียงเพื่อช่วยคอยปรนนิบัติยามฮองเฮาประชวร และคอยดูแลเด็กๆ ในฐานะน้า... หาใช่มาล้ำเส้นรับหน้าที่อบรมสั่งสอนไม่เพคะ”
“หลีอิน... เจ้า” หวังเหมยหรงเบิกตากว้าง พยายามจะเอ่ยขัด ทว่าหลีอินกลับเอ่ยแทรกขึ้น
“อีกประการหนึ่ง...” หลีอินก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นเอียงอายและอ่อนแอ
“หม่อมฉันวาสนาน้อย ช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยสบาย หลังจากให้หมอหลวงตรวจดูอย่างลับๆ คล้ายว่าจะเริ่มมีสัญญาณตั้งครรภ์แล้วเพคะ”
“อะไรนะ?”
“เจ้า... เจ้าตั้งครรภ์แล้วงั้นหรือ? ตั้งแต่เมื่อใด”
หวังเหมยหรงอุทานลั่น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความช็อก ฮ่องเต้เจียงเฉินหรงลุกขึ้นจากแท่นประทับ ใบหน้าฉายความยินดีระคนแปลกพระทัย
“มีหมอหลวงยืนยันแล้วหรือยัง?”
“กราบทูลฝ่าบาท ชีพจรเพิ่งปรากฏแผ่วเบาเพคะ หมอหลวงกล่าวว่าต้องรอดูอาการอีกระยะจึงจะยืนยันได้แน่นอน”
หลีอินรีบกราบทูล
“เสด็จแม่”
“เสด็จแม่” เสียงเจียงฝูเหรินร้องลั่น เมื่อเห็นหวังเหมยหรงตาค้าง ลมจับระลอกใหญ่จนเลือดไหลซึมมุมปาก
“หมอหลวง รีบเข้ามาตรวจอาการฮองเฮาเร็วเข้า” ฮ่องเต้ออกคำสั่ง หวังหลีอินลอบมองภาพความหายนะของพี่สาวต่างมารดาพลางยิ้มหยันในใจ...
‘กระดานนี้เพิ่งเดินถึงกลางทางเองนะพี่หญิง... ท่านต้องฝืนหายใจไว้ให้ได้ ดูข้าเล่นละครฉากนี้ให้จบสิ’
เจ้ากุ้ยเฟยที่ยืนคุมเชิงเห็นโอกาสทอง จึงรีบก้าวเข้ามาผสมโรงทันที
“อุ๊ย... เหตุใดฮองเฮาถึงทรงตกใจจนกระอักเลือดเช่นนี้เล่าเพคะ? อินกุ้ยเหรินเป็นที่โปรดปราน การตั้งครรภ์มังกรให้โอรสสวรรค์มิใช่เรื่องมงคลที่สุดหรอกหรือ... หรือลึกๆ ในพระทัยของฮองเฮา กลับไม่อยากให้น้องสาวได้ดีกันแน่?”
“ข้า... ข้าย่อมยินดี” หวังเหมยหรงพยายามแค่นเสียงแหบพร่า
“แต่เรื่องมังกรตั้งครรภ์เกี่ยวพันถึงรากฐานแผ่นดิน จะล้อเล่นได้อย่างไร ฝ่าบาท... โปรดให้หมอหลวงตรวจชีพจรนางต่อหน้าทุกคนเดี๋ยวนี้ หากไร้หลักฐานแน่ชัด ย่อมเป็นโทษหลอกลวงเบื้องสูง” ฮ่องเต้หรี่เนตรลง
“ที่ฮองเฮาตรัสก็มีเหตุผล... หมอหลวงหลิว”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“จง ตรวจชีพจรของอินกุ้ยเหรินเดี๋ยวนี้” หมอหลวงหลิวรีบก้าวเข้ามาประคองข้อมือของหลีอิน นิ้วมือแตะลงบนจุดชีพจรเพียงครู่เดียว ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความยินดี
“โอ้... ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ ชีพจรของอินกุ้ยเหรินลื่นไหลชัดเจน ราวกับไข่มุกกลิ้งบนจานหยก สัมผัสคล่องแคล่วลื่นมือ เป็นชีพจรมงคลแห่งครรภ์มังกรไม่ผิดแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เผยรอยพระโอษฐ์กว้างด้วยความปรีดา
“ชีพจรชัดเจนเพียงนี้ อายุครรภ์เท่าใดแล้ว?”
“ดูจากลักษณะแล้ว อย่างนี้...น่าจะมีอายุได้กว่าหนึ่งเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดียิ่งนัก สวรรค์คุ้มครองสายเลือดของเรา” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลลั่น พลางประคองหลีอินขึ้นด้วยพระหัตถ์องค์เอง
“ลุกขึ้นเร็ว พื้นตำหนักมันเย็นนัก ยามนี้เจ้ามีสองชีวิตในกาย ห้ามคุกเข่าพร่ำเพรื่ออีกเด็ดขาด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ” หลีอินส่งสายตาหวานซึ้ง
หลายเดือนต่อมา... หลังจากพิธีพระบรมศพอันยิ่งใหญ่ตระการตาระดับแผ่นดินเสร็จสิ้นลง ราชสำนักที่เคยตึงเครียดด้วยกระแสลมทางการเมืองเริ่มกลับคืนสู่ความสงบเงียบหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยเริ่มเหือดแห้งไปตามกาลเวลา ทว่าความทรงจำเกี่ยวกับพระนางยังคงอบอวลอยู่ทุกตารางนิ้วในวังหลวงแห่งนี้ เจียงเหยียนฮ่องเต้ในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ทอด้วยผ้ากระสอบหยาบตามโบราณราชประเพณี เดินก้าวเข้ามาในอุทยานหลวงส่วนพระองค์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางหมู่ตึกฉลุลายและระเบียงที่ทอดยาว พระองค์ทรงปฏิเสธการติดตามของเหล่าขันทีและองครักษ์เสื้อแพร ทรงต้องการเพียงความเงียบสงบเพื่อเยียวยาบาดแผลในใจที่ยังคงสูญเสียผู้หญิงที่พระองค์รักมากที่สุดพระองค์ทรงหยุดยืนอยู่หน้าต้นโบตั๋นโบราณที่กำลังผลิดอกสีแดงสะพรั่ง ดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกไม้ที่เสด็จแม่ทรงโปรดปรานที่สุดในยามมีชีวิต ยามเมื่อสายลมวสันตฤดูพัดโบกเบาๆ หอบเอาไอความเย็นจางๆ และกลิ่นอายของผืนดินหลังสายฝนมาปะทะใบไม้สีเขียวชอุ่มและกลีบดอกหนานุ่มต่างพากันสั่นไหวราวกับกำลังกระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีตที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ มีกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่กล่องหนึ่งซึ่งพระองค์ท
ทว่าในวินาทีสุดท้ายนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป นางจึงได้ตระหนักรู้แจ้งในใจตนเองแล้วว่า นางมิได้เพียงแค่หลอกลวงพระองค์...ในส่วนลึกของหัวใจอันมืดมิดและบิดเบี้ยวของหวังหลีอิน นางก็รักชายผู้นั้นเช่นกันความรักของนางมิใช่ความรักอันบริสุทธิ์ดั่งเช่นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นความรักที่หล่อหลอมขึ้นมาจากความเข้าใจในความโดดเดี่ยวของกันและกันเจียงเฉินหรงเป็นจักรพรรดิผู้โดดเดี่ยวบนบัลลังก์มังกร ส่วนนางคือบุตรอนุผู้โดดเดี่ยวที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในตระกูลหวัง และวังหลังอันโสมม พวกเขาต่างเป็นจิตวิญญาณที่เว้าแหว่งและบอบช้ำ สองร่างที่กอดก่ายกันเพื่อหาไออุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บของวังหลวง‘เฉินหรง... อ้อมกอดของพระองค์ในวันนั้น มันช่างหวานชื่นและอบอุ่นเหลือเกิน ข้าขอโทษที่ต้องเร่งเวลาของพระองค์ ข้าขอโทษที่ต้องกลายเป็นนางพญามาร แต่ทุกสิ่งที่ข้าทำลงไป ก็เพื่อเจียงเหยียน... ลูกของเรา เพื่อมิให้เขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโดดเดี่ยวและโหดร้ายเหมือนดั่งที่พวกเราเคยเป็น’ความทรงจำเกี่ยวกับความหวานชื่นในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดอกบัวดำกลางกองเพลิงที่กำลังเบ่งบานเป็นครั้งสุดท้ายภาพยามที่พระองค์ทรงจูงมือน
ระฆังล้อลมที่แขวนอยู่ชายคาดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา คล้ายจะดึงจิตวิญญาณของนางให้ลอยล่องกลับไปสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น... กาลเวลาที่นางเคยคิดว่าตนเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานงิ้วอันโหดเหี้ยม‘ข้ากำลังจะตายแล้วสินะ’ หลีอินคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางมิได้มีความหวาดกลัวต่อความตายแม้แต่น้อยสำหรับสตรีที่ผ่านการนองเลือดและซากศพมาทั้งชีวิต ความตายเป็นเพียงการพักผ่อนอันยาวนานเท่านั้น ทว่าในช่วงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหลุดลอยสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในใจของพญาหงส์ทมิฬผู้โดดเดี่ยว กลับมิใช่ภาพความสะใจยามที่ศัตรูถูกประหารมิใช่ภาพกองทองคำล้ำค่า หรือเสียงสรรเสริญพันปี พันปี ของเหล่าขุนนางที่เคยคุกเข่าแทบเท้า... หากแต่เป็นภาพใบหน้าของชายผู้หนึ่งชายผู้เป็นสวามี จักรพรรดิผู้เดียวดายและขี้ระแวงเจียงเฉินหรง ในความทรงจำอันพร่าเลือน...ภาพวันวานยามที่นางเพิ่งให้กำเนิดเจียงเหยียนน้อยในเดือนสามปีจิ่งไท่ที่สิบแปดลอยเด่นขึ้นมา ราวกับเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...หลังจากค่ำคืนอันยาวนานที่นางต้องทนทุกข์ทรมานกับการคลอดบุตร ร่างกายจวนเจียนจะแตกดับ แสงสว่างแรกของยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาในตำหนัก พร้อมกับการปรากฏ
เหล่าขุนนางที่เหลือพากันตัวสั่นงันงก ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบปานป่าช้า ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของสองแม่ลูกคู่นี้อีกต่อไปยามนี้ทุกคนต่างตระหนักแจ่มแจ้งแล้วว่า หวังไทเฮาผู้นี้ โหดเหี้ยมและลึกล้ำยิ่งกว่าอดีตจักรพรรดิเจียงเฉินหรงหลายเท่าตัวนักยามค่ำคืนพัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง หลีอินประทับยืนอยู่บนหอคอยหลวงที่สูงที่สุดของพระราชวัง ทอดสายตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนของราษฎรนับหมื่นนับแสนในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เจียงเหยียนน้อยเดินก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชายฉลองพระองค์มังกรสะบัดพลิ้วตามลม พระองค์คุกเข่าลงเบื้องหลังมารดา“เสด็จแม่... ลูกจัดการเสนาบดีกู้ตามความประสงค์ของเสด็จแม่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”หลีอินค่อยๆ หันกลับมามองลูกชาย นางย่อกายลงคุกเข่าตรงหน้าเด็กน้อย ดึงร่างของเขาเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ความอ่อนโยนแผ่ออกมาอย่างอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน“เหยียนเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำได้ดีมาก”นางลูบพระเกศาของลูกชายเบาๆ“เจ้าอย่าได้โกรธแค้นแม่เลยนะลูก ที่แม่ต้องทำเยี่ยงนี้ ก็เพื่อปกป้องเจ้าและบัลลังก์นี้ไว้ให้เจ้าปูหนทางเดินอย่างราบรื่น ในวังหลวงแห่งนี้ หากเจ้าไม่ฆ่าพวกเขา พวกเขาก็จะหันมาแว้ง
เมื่อบิดาจากไป ซิงซินก็ก้าวเข้ามาประคองหลีอินไปที่หน้าต่างหลวงท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครหลวงช่างกว้างใหญ่ทว่าเงียบสงัด หลีอินทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ลมหนาวพัดโบกผ้าคลุมหงส์พัดปลิว“ซิงซิน เจ้าดูสิ... วังหลวงแห่งนี้ช่างแปลกประหลาดนัก ยามข้าไร้อำนาจ ทุกย่างก้าวคือขวากหนาม คืนข้ามปีคือฝันร้าย” หลีอินพึมพำแผ่ว“ทว่าในยามที่ข้าเหยียบย่ำทุกคนขึ้นมาอยู่เหนือหัว โลกทั้งใบกลับสงบนิ่งและยอมสยบแทบเท้าข้าอย่างง่ายดายปานนี้”“เป็นเพราะความปรีชาสามารถและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของไทเฮาต่างหากเพคะ” ซิงซินเอ่ยอย่างภักดี“จากนี้ไป จะไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือบังคับพระองค์ได้อีกแล้วเพคะ” หลีอินคลี่ยิ้มลึกล้ำ รอยยิ้มของดอกบัวขาวที่บัดนี้อาบไปด้วยพิษร้ายและโลหิต“ใช่แล้ว... จากนี้ไป แผ่นดินต้าฉีนี้ จะต้องจารึกนามของข้าหวังหลีอินไปตลอดกาล”กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปอีก ด้วยความสงบสุข...ราชสำนักต้าฉีภายใต้การปกครองหลังม่านของหวังไทเฮารุ่งเรืองและมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในความสงบนั้น กลับซ่อนเพลิงริษยาระลอกใหม่ไว้ใต้คลื่นน้ำยามนี้เจียงเหยียนฮ่องเต้องค์น้อยเจริญพระชนมพรรษาขึ้นเป็นสิบชันษา พระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ดวงตาถ
“ฮองเฮาเพคะ นี่คือยาบำรุงที่พระสนมหลินตำหนักตะวันออกส่งมาให้ตรวจเพคะ” ซิงซินในชุดหัวหน้านางกำนัลผู้ทรงอิทธิพล ยื่นถ้วยยารมควันสมุนไพรมาตรงหน้าหลีอินที่ยามนี้นั่งประทับบนเก้าอี้หงส์ ปัดปิ่นทองบนมวยผมเบาๆ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายมองถ้วยยาพลางแค่นยิ้มเยือกเย็น“ใส่ผงชาดร้อยรากลงไปในถ่านรมควันตำหนักนางเพิ่มอีกสามส่วน นางอยากมีลูกจนตัวสั่น ก็ให้นางฝันกลางวันต่อไปเถิด”“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการให้เงียบเชียบที่สุด”เล่ห์กลของข้าช่างเรียบง่ายทว่าไร้ร่องรอย บ้างก็เป็นของขวัญพระราชทานแฝงกลิ่นหอมรมยาชวนให้มดลูกแห้งเหี่ยว บ้างก็เป็นน้ำแกงโสมบำรุงครรภ์ที่ผสมตัวยาแท้งอย่างช้าๆสนมคนใดที่โง่เขลาคิดจะใช้ท้องไต่เต้า ข้าล้วนส่งพวกนางไปพบจุดจบในป่าช้าหลังวังหลวงอย่างเงียบงัน ขอเพียงวังหลวงแห่งนี้ไม่มีองค์ชายหน้าใหม่กำเนิดขึ้นมาอีก ข้าก็จะเป็นผู้ชนะตลอดกาลเจียงเฉินหรงผู้ขี้ระแวงหารู้ไม่ว่า สตรีดอกบัวขาวที่เขาคิดว่าแสนดีและเที่ยงธรรมที่สุด ยามนี้ได้กลายเป็นนางพญามารที่คุมชะตากรรมผู้คนในวังหลังไว้ทั้งหมดพระองค์ทรงชราภาพลงทุกวัน พระพลานามัยทรุดโทรมจากการเสวยน้ำแกงโสมบำรุงที่ข้าจัดถวายให้ทุกค่ำคืน...น







