INICIAR SESIÓNฉันหันมองคีรีตาเขม็งเมื่อเขาพ่นวาจาดูถูกครอบครัวฉันซึ่ง ๆ หน้าออกมา
"ขอโทษลุงสนกับป้าสำลีเดี๋ยวนี้คีรี" คุณหญิงรตีเองก็ดูตกใจไม่น้อยกับคำพูดของลูกชายก่อนที่ท่านจะหันไปเอ็ดและบอกคีรีให้ขอโทษพ่อกับแม่ฉันซะ "ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง" ในขณะที่ฉันโกรธจนตัวสั่นอยากจะลุกขึ้นไปตบหน้าคีรีสักฉาดใหญ่แต่ทว่าพ่อกับแม่ฉันกลับเมินเฉยคำดูถูกนั่นเสมือนว่าไม่ได้ถือสาอะไรแถมยังหันไปบอกกับคุณหญิงรตีหน้าตายว่าไม่เป็นอะไรทั้ง ๆ ที่โดนเขาดูถูกเหยียดหยามขนาดนั้น ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงต้องยอมขนาดนั้น ทำไมต้องยอมให้เขาต่อว่า ทำไมต้องยอมให้เขาดูถูกดูแคลนเพียงเพราะว่าเราติดหนี้เขาอย่างนั้นเหรอ "ไม่ได้หรอกแม่สำลี คีรีไม่ควรพูดแบบนี้กับพวกเธอ" คุณหญิงรตีหันมาบอกแม่ฉันละคนรู้สึกผิดในขณะที่เจ้าของประโยคดูหมิ่นดูไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับคำพูดของตัวเองสักนิด "ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับคุณหญิง" "พ่อ" ฉันร้องเรียกชื่อพ่ออย่างไม่พอใจด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด "หึ" ฉันหันไปถลึงตาใส่คีรีเมื่อจู่ ๆ หมอนั่นก็หัวเราะเยาะในลำคอออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมส่งสายตากวนบาทามาให้ฉัน ฉันเองก็จ้องหน้าเขากลับอย่างไม่ยอมแพ้เหมือนกันถ้าลุกไปบีบคอเขาให้ตายได้เสียตอนนี้ฉันไม่มีทางนั่งนิ่งเฉยอยู่แบบนี้แน่ "เขาไม่ได้คิดมากอะไร แม่จะซีเรียสทำไม" ดูคำพูดของผู้ชายคนนี้สิ คนแบบนี้เหรอที่ปกครองคนงานนับพัน คนที่คอยดูถูก ดูหมิ่นคนที่ต่ำกว่าคนแบบนี้นะเหรอที่ดูแลชีวิตคนมากมายฉันไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยจริง ๆ และยิ่งไปกว่านั้นนี่ฉันต้องแต่งงานกับผู้ชายคนนี้จริง ๆ เหรอ ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกนรกทั้งที่ยังไม่ตายยังไงยังงั้นเลย เมื่อคนโดนดูถูกไม่เอาเรื่องเอาราวบรรยากาศที่เคยอึมครึมก็กลับมาปกติอีกครั้ง คุณหญิงรตีเลือกชุดแต่งงานให้ฉันก่อนจะเรียกพนักงานให้มาพาฉันไปห้องแต่งตัว "สวยมากเลยค่ะคุณน้อง" ฉันยิ้มเมื่อได้รับคำชมจากเจ้าของร้านที่วันนี้เป็นคนมาลองชุดให้ฉันเองกับมือ ฉันมองตัวเองในกระจกก็อดตกตะลึงในสภาพของตัวเองตอนนี้ที่ดูสวยขึ้นแบบผิดหูผิดตาไม่ได้ "ถ้าเจ้าบ่าวได้มาเห็นต้องตกตะลึงแน่ ๆ ค่ะที่เจ้าสาวสวยมากขนาดนี้" เจ้าของร้านยังเยินยอฉันไม่หยุด ฉันที่ได้ยินเจ้าของร้านพูดถึงตาพ่อเลี้ยงคีรีจอมนิสัยเสียนั่นก็เบะปากมองบนรัว ๆ ราวกับหมั่นไส้ "งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวไปดูฝั่งเจ้าบ่าวก่อนนะคะว่าไปถึงไหนแล้ว เชิญน้องเพียงจันทร์ตรวจเช็กความเรียบร้อยตามสบาย" ฉันพยักหน้ารับคำพี่เจ้าของร้านก่อนที่เธอจะเดินออกไปภายในห้องแต่งตัวตอนนี้เลยเหลือแค่ฉัน "เฮ้อ" เมื่อได้อยู่คนเดียวตามลำพังฉันก็อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ นั่งจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองอย่างคนล่องลอย แทบไม่ต้องเดาเลยด้วยซ้ำว่าหลังจากแต่งงานชีวิตฉันจะเป็นยังไงแค่เจอหน้าว่าที่สามีแค่ยี่สิบนาทีฉันก็มองเห็นอนาคตของตัวเองหลังจากนี้มาแต่ไกล ยังไงซะฉันก็คงไม่พ้นตกนรกทั้งเป็นเป็นแน่ "กำลังนั่งซาบซึ้งใจที่จะได้แต่งงานกับฉันอยู่เหรอ" ในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในภวังค์คำพูดที่จงใจกระแนะกระแหนกันของใครบางคนก็ดังทบกับโสตประสาทจนฉันต้องเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองยังเจ้าของประโยคนั่นเมื่อเห็นว่าเขาคนนั้นเป็นใครกันฉันก็เบะปากพลางกลอกตามองบนให้เขา "คุณมีดีอะไรให้ฉันต้องซาบซึ้งใจเหรอคะ" ก่อนจะเอ่ยถามเขากลับไปด้วยน้ำเสียงยียวน ปลายรองเท้าหนังสีดำขลับเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันระยะห่างระหว่างเราแค่คืบเท่านั้น "อ๊ะ" ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อจู่ ๆ คีรีก็ยื่นมือมาบีบปลายคางฉันอย่างแรง "ฉันมีเงินไง" เรียวปากหยักบิดยิ้มเย้ยหยันออกมาก่อนจะไล่สายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า "ต่างจากเธอที่ไม่มีอะไรนอกจากตรงนั้น "คีรีมองต่ำลงมาที่ส่วนนั้นของฉัน "ที่ไว้หาเงิน" "มันจะมากไปแล้วนะ" ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้ากับคำพูดจาดูถูกที่ผู้ชายคนนี้ตอกใส่หน้าฉัน หัวใจดวงน้อยบีบรัดกันจนแน่นตั้งแต่เกิดมาไม่เคย ไม่เคยมีใครสักคนที่พูดกับฉันแบบนี้ "มากไปตรงไหนไม่ทราบ" คีรียังคงไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของตัวเอง "ผู้หญิงหน้าไม่อาย" เขายังคงต่อว่าฉันต่อ "มาแหกขาให้ผู้ชายเอาถึงบ้านเพียงเพราะว่าหิวเงิน" คำพูดของคีรีทำเอาฉันที่พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้มันระเบิดออกมาขาดสะบั้นฉันตอกเขากลับด้วยคำพูดเผ็ดร้อนอย่างไม่คิดยอมแพ้ "แล้วคิดว่าฉันอยากจะอ้าขาให้นายนักหรือไงกัน แก่จะลงโลงตายคิดว่าฉันอยากได้นายนักเหรอ" "เพียงจันทร์" คีรีกัดฟันกรอดเรียกชื่อฉัน "แล้วช่วยแหกตาดูด้วยว่าที่นี่มันใช่บ้านรึเปล่า อย่ามาโชว์โง่แถวนี้ค่ะพ่อเลี้ยงหลายวันผ่านไป หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหกสาวน้อยวิวาห์ของฉันตอนนี้อายุสองขวบแล้ว วัยกำลังพูดกำลังจา วัยกำลังซนเลยแหละค่ะ และเหมือนเดิมวิวาห์น้อยของฉันยังติดพ่อของเธอเหมือนเดิม "แม่ขา" นั่นไงคะพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยก็ดังมาแต่ไกลพร้อมกับวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาฉันที่กำลังนั่งปอกผลไม้อยู่ "ไม่ปีนนั่งตักแม่นะคะ แม่ถือมีดอยู่หนูเห็นไหมอันตรายมาก ๆ นะคะ" ฉันบอกเมื่อวิวาห์กำลังจะปีนขึ้นมานั่งบนตักของฉัน "มีดแทงตายหย๋อคะ" วิวาห์เอียงคอถามฉันตาแป๋ว ปากเล็ก ๆ ยื่นออกมาน้อย ๆ น่าจูบจังเลยค่ะ "ใช่ค่ะ เลือดออกเยอะเลยนะคะ" "เจ็บแน่" คิ้วเรียวของลูกขมวดมุ่นมองมาที่มีดที่ฉันกำลังถืออยู่ "เจ็บแน่ถ้าวิวาห์เล่น ถ้าวิวาห์ไม่อยากเจ็บวิวาห์ต้องทำยังไงคะ" ฉันเลิกคิ้วถามลูกสาว "ไม่เล่นมีด อยู่ห่าง ๆ มีด" "เก่งมาก" ฉันเอ่ยชมให้กับความฉลาดของลูกสาวตัวน้อยพลางคว้าตัวเธอเข้ามาใกล้กดจูบบนแก้มอ้วนของเธออย่างแผ่วเบาด้วยความรักใคร่ "ชื่นใจไหมคะ" วิวาห์ถามฉันตาแป๋ว "ชื่นใจมาก ๆ เลยค่ะ" แก้มใครเล่าจะชื่นใจเท่าแก้มอ้วนของลูกสาวฉัน "คุยอะไรกันอยู่ครับสองแม่ลูก" ฉันกับวิวาห์หันไปม
หนึ่งเดือนผ่านไป หลังจากกลับมาจากทริปเที่ยวฉันกับคีรีก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองกันต่อ ฉันอยู่บ้านเลี้ยงลูก ส่วนคีรีก็ไปทำงานในไร่บ้างก็เข้าไปช่วยคีรันดูแลงานในบริษัทบ้างเป็นครั้งคราวที่คนเป็นน้องดูแลไม่ไหวและงานเยอะจนล้นมือ "เดี๋ยววันนี้เพียงฝากวิวาห์หน่อยนะคะ เพียงจะออกไปซื้อของหน่อย" ฉันบอกกับแม่บ้านที่ยื่นแขนมารับวิวาห์จากฉันไปอุ้ม วันนี้ฉันว่าจะไปเดินห้างสักหน่อยเพื่อซื้ออาหารมาเลี้ยงฉลองวันเกิดวิวาห์ในวันนี้ หนูน้อยที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของฉันจากวันนั้นที่เป็นทารกน้อยตัวแดงร้องไห้จ้ามาวันนี้เธออายุครบหนึ่งปีเต็มแล้ว ร่างกายเติบโตไปตามกาลเวลาแต่ดูเหมือนว่าลูกสาวของฉันจะโตนำเด็กคนอื่นไปหน่อย วิวาห์ในวัยหนึ่งขวบเธออ้วนมากเลยค่ะ และนอกจากวันนี้จะเป็นวันเกิดของลูกสาวอันเป็นที่รักยังเป็นวันครบรอบแต่งงานของฉันกับคีรีอีกด้วย วันนี้ฉันเลยจัดงานเลี้ยงฉลองควบสองไปเลยค่ะ เมื่อจัดการฝากลูกกับแม่บ้านจนสำเร็จฉันก็ขึ้นห้องมาจัดการตัวเองต่อ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ในเวลาต่อมาฉันก็โผล่หัวอยู่ที่ห้าง ฉันมาคนเดียวขับรถของคีรีมา ส่วนเงินน่ะฉันมีเป็นกอบเป็นกำเลยค่ะเพราะคีรีเพิ่งโอนเงินมาให
หลังจากกินข้าวเสร็จคีรีก็พาฉันตระเวนเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมชอบไปกันถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะค่ำแต่ก็ยังมีสถานที่หลายแห่งให้เราสองคนได้ทำสิ่งแปลกใหม่ด้วยกัน อย่างเช่นนั่งดื่มกันอยู่ร้านเหล้าและเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาให้กันฟัง เป็นความธรรมดาที่พิเศษมาก ๆ เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมาเราทั้งสองคนยังไม่เคยมีโมเมนต์แบบนี้ด้วยกันเลย อย่างการมาเที่ยวแบบนี้ก็ด้วย ดื่มเสร็จก็กลับมาที่ห้อง ฉันมีสภาพเมามายในขณะที่คีรีซึ่งเป็นคนดื่มเยอะกว่าฉันมีสภาพปกติทุกอย่าง เขาประคองฉันมาที่เตียงนอนวางฉันนอนลงอย่างเบามือ ก่อนจะเดินหายไปหาผ้ามาเช็ดหน้า เช็ดตาให้ฉัน "เมาแล้วเซ็กซี่จัง" ฉันได้ยินเขาพูดมันเต็มสองหู แววตาคมเข้มดุดันพราวระยับในยามที่มองสำรวจตัวฉันเขาไล่ฝ่ามือลูบไล้กันก่อนจะตะบมมันเข้ากับสองเต้าอวบอิ่มเค้นคลึงมันอย่างเมามัน สะกิดยอดปทุมถันจนแข็งชูชันขึ้นเป็นไต "อื้อ คีรี" ฉันครางเสียงกระเส่าในยามที่ริมฝีปากเรียวหยักของคีรีครอบงำเต้านมอวบอิ่มของฉัน เขาดูดดื่มมันราวกับเด็กน้อยดูดนมมารดาก็ไม่ปาน "เสียวเหรอ" เสียงทุ้มแหบพร่าถามฉันด้วยแววตาพราวระยับ คีรีกวาดสายตาจดจ้องไปทุกส่วนข
หลังจากเสร็จกิจกรรมเข้าจังหวะยามแปดโมงเช้าทั้งฉันและคีรีก็พาฉันกันหลับเป็นตายด้วยความเพลียขั้นสุด ตื่นมาอีกทีตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว ฉันที่ตื่นก่อนคีรีก็ลุกไปอาบน้ำอาบท่าก่อนจะออกมาแต่งตัวหน้ากระจกในขณะที่คีรีนอนหลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา แต่ฉันไม่คิดจะปลุกเขาหรอกนะเพราะเข้าใจเขาได้ว่าเขาคงเหนื่อยมาก ก่อนหน้าจะได้หยุดพักคีรีก็ทำงานตลอดเวลาเจอหน้าลูกหน้าเมียแค่ตอนเช้าก่อนออกไปทำงานแค่นั้น ไหนจะขับรถพาฉันมาที่นี่ตั้งแต่เช้าตรู่ ไหนจะกิจกรรมเข้าจังหวะแบบเมามันส์เมื่อเช้าอีก "อื้อ" เสียงครางเครือของคนบนเตียงทำให้ฉันที่ยืนมัดอยู่หันไปมอง คีรีกำลังบิดขี้เกียจก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกโพลงกว้าง เขามองหน้าฉันนิ่ง ๆ ในขณะที่ฉันก็มองหน้าเขาอยู่เหมือนกัน "กี่โมงแล้ว" คีรีถามพลางหยัดตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงยกมือนวดขมับตัวเองเบา ๆ "จะสองทุ่มแล้ว" "ตื่นนานยัง ทำไม่ไม่ปลุก" คีรีเลิกคิ้วถามก่อนจะไล่สายตามองตัวฉันที่อยู่ในพร้อมออกไปกินข้าว "ก็ไม่อยากกวน เห็นนายนอนหลับสบาย" "เธออาจจะหิว" "ฉันกินนายอิ่มแล้ว" ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ยามพูดประโยคนี้ ฉันแอบเห็นคีรีเม้มริมฝีปากพลาง
หลายวันมาต่อมา..... คีรีชวนฉันมาเที่ยวที่จังหวัดหนึ่ง เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือไม่ได้ไกลจากไร่ศิวะรักษ์คีรีมากโดยฝากลูกไว้กับพ่อแม่เขาและพ่อแม่ฉัน คีรีให้เหตุผลว่าอยากใช้ชีวิตอยู่กับฉันสองคนตามลำพังเพราะมันนานมากแล้วที่เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบสองต่อสอง พอถึงช่วงวันหยุดยาวคีรีเลยช่วยฉันมาเที่ยวโดยที่เขาเป็นคนวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้าหลายวันแล้ว ฉันเพิ่งมารู้ก็วันที่เขาใช้ให้ฉันเก็บกระเป๋าบอกกับฉันว่าจะพาไปฮันนีมูนบนยอดเขาอันสูงชันและหนาวเหน็บ ฟังดูทะแม่งทะแม่งนะคะแต่ถามว่าฉันยอมมากับเขาไหมก็มาค่ะ พูดก็พูดเถอะว่าฉันอยากใช้ชีวิตกับคีรีสองคนเหมือนกันแต่ไม่ได้หมายความว่ามีลูกอยู่ด้วยแล้วมันไม่ดีนะคะ มันดี มันดีมาก แต่ฉันก็อยากมีเวลาส่วนตัวกับคนเป็นสามีบ้าง หลังจากที่เมื่อคืนปู่ ย่ามารับวิวาห์ไป เช้าตรู่ของอีกวันฉันกับคีรีก็ออกเดินทางกันทันที ทันดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าด้วยค่ะออกมาหน้าไร่จุดนี้ทำให้เห็นพระอาทิตย์ชัดมากและมันสวยมากด้วย ฉันใช้ให้คีรีจอดรถแล้วให้เขาไปยืนตรงพระอาทิตย์ขึ้นแล้วฉันก็ถ่ายรูปเขาไว้ คีรีกับพระอาทิตย์ตอนเช้ามันดีมาก ๆ เลยค่ะ "เ
เมื่อทานข้าวเสร็จคีรีเป็นคนเก็บของไปไว้ที่รถให้ก่อนที่เขาจะเดินย้อนกลับมาทิ้งตัวนั่งลงช้อนหลังฉัน เขาสอดแขนโอบเอวฉันไว้ออกแรงดันให้หลังของฉันแนบชิดไปกับอกแกร่งของเขาคล้ายว่าฉันกำลังนั่งพิงอกของเขาอยู่ สายตาของเราทั้งสองคู่มองโฟกัสไปในจุดเดียวกันนั่นก็คือลูกที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังสนั่นเมื่อพบเจอสิ่งที่ถูกใจ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของลูกพลอยทำให้ฉันกับคีรีที่นั่งมองอยู่อดอมยิ้มตามให้กับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั่นไม่ได้ เด็กหญิงวิวาห์ของฉันเธอน่ารักน่าเอ็นดูไม่แพ้ใครเลยค่ะ ในช่วงจังหวะหนึ่งที่ลูกหันมาทางฉันกับคีรีแล้วโบกมือบ๊ายบายให้ ฉันรีบยกมือบ๊ายบายลูกกลับเร็วไว ไม่เพียงแค่นั้นเด็กหญิงวิวาห์ยังส่งจุ้บ ๆ พร้อมกับยิ้มแป้นแล้นอีกด้วย "น่ารักจังเลย" ฉันเอ่ยชมลูกด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความสุข ความสดใสของลูกทำให้ชีวิตของฉันมีชีวิตชีวา วิวาห์คือคนที่เข้ามาเติมเต็มความสุขในชีวิตฉัน เธอเปรียบเสมือนพลังที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้ "เธอก็น่ารักไม่แพ้ลูกหรอกนะเพียงจันทร์" ฉันเอี้ยวหน้ามองคีรีพลันขมวดคิ้วมองเขาเมื่อจู่ ๆ เขาก็เอ่ยชมฉันโต้ง ๆ หลังจากที่ฉันเอ่







