Masukคิรินทร์หยุดปลายปากกากลางอากาศเมื่อมุมสายตาเห็นซองสีครีมถูกวางแนบเอกสารรายงานประจำวัน เขาดึงมันขึ้นมาดูอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทันทีที่อ่านตัวอักษรบนหน้าซอง ดวงตาคมของเขาก็แข็งทื่อ
ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดทันที ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบขึ้นในอกอย่างควบคุมไม่อยู่ เขากดปุ่มโทรศัพท์ภายในทันที
“ครับท่านประธาน”
“ไปตามไข่มุกมาพบฉันเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงท่านประธานเย็นเฉียบและกดต่ำจนคนฟังกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
“เอ่อ น้องมุกไม่ได้มาทำงานสามวันแล้วครับ และเธอยื่นใบลาออกเรียบร้อยแล้ว ผมไม่เข้าใจว่ามีปัญหาอะไรถึงได้ดูรีบขนาดนั้น” ศิวกรนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเบา
ห้องทำงานเงียบกริบอยู่หนึ่งวินาทีก่อนเสียงปากกาถูกปาใส่โต๊ะดัง
เพล้ง!
“ลาออกเป็นเด็กสามขวบหรือไง! อยากจะออกก็ออกเหรอ!” เขาขบกรามแน่นอย่างเดือดดาล มือของเขากำซองเอกสารแน่นจนมันยับย่นไปหมด ดวงตาคมที่เคยนิ่งเฉยแฝงด้วยความหงุดหงิดผิดปกติ และตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ
“ท่านประธานครับ”
“ฉันไม่อนุมัติ! ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่เห็นหน้าเตรียมตัวหาเงินมาจ่ายค่าปรับได้เลย”
“แต่น้องมุกปิดเครื่องโทรศัพท์ผมติดต่อไม่ได้เหมือนกันครับ” ลูกน้องก็จนปัญญาแล้วเหมือนกัน
ชายหนุ่มเงียบและกดวางสายทันที หญิงสาวมีปัญหาอะไรทำไมถึงไม่บอกเขา ทำงานกับเขามาตั้งสามปีไม่เคยมีปัญหาอะไร เขาลุกขึ้นคว้าสูทพาดแขนอย่างแรงจนไม้แขวนกระแทกตู้ดัง
ซอยแคบๆ เงียบสงบไข่มุกยืนอยู่หน้าหอพักเก่าๆ ที่เธออาศัยมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ผนังสีเก่ามีร่องรอยร้าวเล็กๆ แต่กลับอบอุ่นในสายตาเธอ เพราะที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ของเธอ
“หนูมุกจะไปจริงๆ เหรอ ป้าใจหาย” ป้าเจ้าของหอพักยืนมองไข่มุกด้วยสายตาเป็นห่วง
“มุกมีปัญหานิดหน่อยค่ะ เรื่องส่วนตัวนิดหน่อย” ไข่มุกยิ้มบางๆ แม้ใจจะปวดไปทั้งอก
“หน้าที่การงานก็เรียบร้อยดีนะ” ป้าพยักหน้า ทำหน้าตาเศร้าใจ
“มุกคิดดีแล้วค่ะ” เธอก้มหน้าพลางพยายามเก็บความรู้สึก
“ไข่มุก” เสียงเรียกชื่อดังชัดเจนเธอสะดุ้ง เธอเงยหน้ามองไปยังถนนแคบๆ อย่างตกใจ ใจเต้นแรงจนแทบจะหยุดเมื่อเห็นท่านประธานหยุดอยู่ตรงหน้า
“แฟนเหรอหนูมุกหล่อเชียว”
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอรีบปฏิเสธทันที
“ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับคุณ” คิรินทร์จ้องหญิงสาวไม่วางตา
“มุกขอตัวก่อนนะคะป้า” เธอเดินนำเขาออกมาจากบริเวณหอพัก จนมาถึงสวนสาธารณะหน้าซอยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเขา
“คุณคิรินทร์มีอะไรเหรอคะ ขอโทษที่เรียกแบบนี้เพราะคุณไม่ใช่เจ้านายของมุกแล้ว”
“คุณเป็นเด็กหรือไง ไม่อยากทำงานก็ลาออกแล้วหายไปเลย แล้วงานล่ะใครจะรับผิดชอบทำแบบนี้บริษัทเสียหายผมฟ้องคุณได้เลยน่ะ” คิรินทร์ยืนกอดอกจ้องหน้าหญิงสาวด้วยสายตาคมกริบ
“...” เธอกัดริมฝีปากแน่นไม่มีคำตอบ
“เงียบทำไมหรือผมให้เงินเดือนคุณน้อยไป แต่คุณฉลาดน้อยไปหน่อยนะไปทำงานที่อื่นเขาจะให้เงินเดือนเยอะกว่าผมไหม”
“ถ้าคุณจะฟ้องก็แล้วแต่คุณค่ะ” น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พยายามสร้างกำแพงให้ตัวเอง
“คุณมีอะไรทำไมไม่บอก หรือใครทำอะไรคุณบอกผมมาสิ” น้ำเสียงเขาแม้ฟังดูเรียบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“มุกไม่ได้มีปัญหาอะไรกับงานค่ะ ที่ผ่านขอบคุณมากที่ให้โอกาสเด็กจบใหม่เข้าทำงาน”
“คุณอยากเรียกเงินเดือนเพิ่มใช่ไหมถึงได้เรียกร้องความสนใจแบบนี้ บริษัทขาดคุณไปก็ไม่เป็นอะไรหรอก” เขาเลิกคิ้วสูง น้ำเสียงแฝงความหงุดหงิด
“พูดจบแล้วใช่ไหมคะมุกขอตัวก่อน” เธอพยายามไม่ให้เขาเห็นน้ำตาที่แทบจะคลออยู่
คิรินทร์หมุนตัวตามไข่มุกทันทีเมื่อเธอพยายามก้าวถอยออกไปเพียงไม่กี่ก้าวมือของเขาก็คว้าข้อมือเธอไว้แน่นแรงจับไม่รุนแรงเกินไป แต่ก็แน่นพอให้เธอหยุดชะงัก
“คุณกำลังใจร้อนผมจะไม่เร่งรัดเอาคำตอบ ถ้าคุณสบายใจขึ้นก็กลับมาทำงานที่ผ่านมาผมจะไม่พูดถึงมันอีก” เขาจ้องเธออยู่นานหัวใจเขาเริ่มเต้นแรงผิดปกติ
“มุกขอตัวก่อน” ลาก่อนเธอเอ่ยประโยคนี้ในใจนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เจอหน้าเขา
เขายืนอยู่กลางห้องทำงาน มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น สายตาคมกริบเหมือนกำลังสแกนหาคนที่หายไป เขาให้เวลาอีกฝ่ายครบหนึ่งสัปดาห์แต่ก็ยังไม่ยอมกลับมาทำงาน
“ตามไข่มุกมาที่นี่ผมต้องคุยกับเธอ!” เขาส่งคำสั่งเสียงเข้ม
ครึ่งชั่วโมงต่อมาลูกน้องรีบวิ่งมารายงาน พวกเราต่างสงสัยว่าท่านประธานดูเป็นห่วงอดีตผู้ช่วยเลขาจัง ที่ผ่านมาชอบต่อว่าหญิงสาวไม่พัก
“ท่านประธานครับ คุณไข่มุกย้ายออกจากห้องพักแล้วครับ”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจคิรินทร์ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเข้มขรึมจนเกือบขาวซีด มือที่กำแน่นสะท้านไปทั้งแขน ความหงุดหงิดและความโกรธทะลักขึ้นจนเกือบสูญสติ
“ย้ายออก? เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกโทรศัพท์ปิดเครื่องหนี” เสียงเขาดังก้องไปทั่วห้อง ทำให้พนักงานทุกคนที่กำลังนั่งประชุมเงียบสนิท ไม่มีใครกล้ามองหน้า เขาทุกคนต่างทราบดีว่าถ้าโดนเขาโกรธผลลัพธ์จะไม่ดีแน่
“ออกไปให้หมด!” เสียงคำสั่งดังขึ้นอย่างเด็ดขาด
พนักงานทุกคนรีบทำตามทันที ก้าวขาออกจากห้องด้วยความระมัดระวัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะต้องเจอกับพายุแห่งความโกรธ
“ท่านประธาน” เดวิดไม่เคยเห็นเจ้านายเป็นแบบนี้มาก่อน
“ออกไป”
“ครับ”
เมื่อประตูปิดลงความเงียบเข้าปกคลุมห้อง เหลือเพียงคิรินทร์กับความคิดเดือดพล่านในใจ ทุกอย่างปะทุรวมกันจนเขาแทบจะระเบิดออกมา
เขานั่งอยู่มุมมืดของไนต์คลับแก้ววิสกี้ในมือสะท้อนแสงนีออนระยิบระยับ เขามองไปยังเหล่าฝูงชนพลางพึมพำคนเดียว
“มึงเป็นอะไรอกหักจากลิต้าหรือไง?” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู
เขาหันไปมองแอรีส เพื่อนสนิทที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ
“แอรีสกลับมาตอนไหนวะ” น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ
“สามวันได้” แอรีสพยักหน้าก่อนหย่อนตัวลงข้างๆ คิรินทร์ดื่มหนักขนาดนี้หน้าจะมีเรื่องหนักใจไม่น้อย
“ลิต้ายอมถอนหมั้นแล้วนะ ทำไมต้องมานั่งเศร้าแบบนี้วะ”
“ผู้ช่วยลาออกไป” เขาพูดสั้นๆ เสียงเรียบ แต่ดวงตาเข้มเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“แล้วไงล่ะ?” แอรีสเลิกคิ้ว มองเพื่อนด้วยความสงสัย
“เธอย้ายออกไปแล้วติดต่อไม่ได้อีก” คำตอบฟังดูนิ่ง แต่ความจริงความหงุดหงิดและความว่างเปล่ากำลังไหลวนอยู่ในอก
“มึงชอบผู้ช่วยตัวเองเหรอ?” แอรีสไม่รอช้า เจาะตรงประเด็นทันทีน้ำเสียงเขาหนักแน่น แต่แฝงความยียวน
“ไม่ชอบ! แค่ไม่ชิน” เขาตอบเสียงเข้มทันที
แม้ปากจะพูดปฏิเสธ แต่แววตาและมือที่กำแก้วแน่นกลับบอกอะไรบางอย่างที่เขาไม่กล้าเผชิญ
“แล้วมานั่งอกหักทำไมวะ?” แอรีสถามตรงๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
คิรินทร์เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนเพียงแวบหนึ่งสายตาคมกริบกลับเปลี่ยนเป็นเหนื่อยล้า
“นั่นดิแค่ผู้หญิงคนเดียวไม่มีเธอโลกใบนี้คงไม่ถล่มลงมาหรอก” เขาพูดเสียงแผ่ว
คำพูดของเขาเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายคลายความเกร็ง แต่ในหัวใจกลับอัดแน่นด้วยความหงุดหงิดและความคิดถึง
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเดวิดกับศิวกรต้องเข้ามาแบกเขากลับห้อง เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองเห็นเจ้านายเมามายขนาดนี้ แววตาเศร้านั้นกลับสื่อถึงอะไรบางอย่างที่ทั้งสองไม่เคยเห็นมาก่อน
“ดูแลมันด้วย” แอรีสเดินมาส่งเพื่อนขึ้นรถที่ลานจอดวีไอพี เขายืนกอดอกนึกอยากเห็นผู้ช่วยของคิรินทร์แล้วสิ มีดีอะไรถึงทำให้เป็นถึงขนาดนี้
“ครับคุณแอรีส” เดวิดตอบรับอย่างเกรงใจ
“ไอ้บื้อชอบเขาแต่ไม่ยอมรับใจตัวเองเลยสักนิด” แววตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ
เขาเห็นเพื่อนรักตัวเองกำลังพังไปกับความรู้สึกที่ไม่อาจยอมรับ และก็รู้ว่าคนตรงหน้าจะต้องเจ็บปวดอีกไม่น้อยกว่าจะยอมใจเปิดรับความจริง
“เมื่อสองเดือนก่อนคุณคินเผลอไปนอนกับใครก็ไม่รู้ ให้พวกผมตามหาผู้หญิงคนนั้น”
“มันหน้ามืดตามัวขนาดเลยเหรอ เกิดไปทำเขาท้องขึ้นมาจะทำยังไง” แอรีสเลิกคิ้ว มองเดวิดอย่างไม่อยากเชื่อ
“พวกผมพยายามตามหาแล้วครับกล้องเห็นแค่ด้านหลัง” เดวิดถอนหายใจพวกกลัวเรื่องเดียว กลัวว่าเจ้านายจะถูกแบล็กเมล์
ตอนพิเศษ 4ย้อนเวลากลับไปในวันที่ไข่มุกยังเป็นนักศึกษาฝึกงานเช้าวันนั้นอากาศในตึกสำนักงานใหญ่เงียบขรึมจนหญิงสาวรู้สึกกดดันตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปไข่มุกยืนก้มหน้าอยู่แถวหน้า พร้อมกับเพื่อนฝึกงานอีกสามคนที่ถูกส่งตัวเข้ามาฝึกงานที่บริษัทแห่งนี้ มือประสานกันแน่นโดยไม่รู้ตัว“นี่คือท่านประธาน ทุกคนโปรดให้ความเคารพด้วยครับ” เลขาหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ“สวัสดีค่ะ ท่านประธาน” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกัน“ส…สวัสดีค่ะ” ไข่มุกพูดตามเพื่อน เสียงเบากว่าใครทั้งหมดเธอยังคงก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นไปมอง เพราะถูกสอนมาว่า การจ้องหน้าผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงถือเป็นการเสียมารยาท ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสียงทุ้มเรียบจะดังขึ้น“พูดกับผมต้องสบตา” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดุ แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจของคนฟังสะดุด“ขออภัยค่ะ ท่านประธาน” หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบเงยหน้าขึ้นทันทีในวินาทีนั้นสายตาของทั้งสองสบกันโดยไม่ตั้งใจ คิรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่รู้ว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลดวงตากลมใสที่ยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจใบหน้าเรียบง่าย แต่สะอาดตาอย่างประหลาด ไม่ใช่ความสวยฉูดฉาด
ตอนพิเศษ 3ทะเลยืนหน้ามุ้ยอยู่ใต้ตึกเรียน กระเป๋าสะพายพาดไหล่อย่างไม่ใส่ใจสายตาใคร เขากำลังจะก้าวเดินออกไป แต่กลับต้องชะงัก เมื่อมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางอยู่ตรงหน้าในมือเล็กๆ ของเธอคือดอกกุหลาบสีแดงที่ดูไม่เข้ากับความลังเลในแววตาเลยสักนิด“อ้วนดำขนาดนี้ทำไมไม่เก็บเงินซื้อข้าวกิน จะเอามาให้ฉันทำไม” ทะเลปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญคำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ปันปันกำดอกกุหลาบแน่น ก่อนเอ่ยเสียงสั่น“ปันอยากให้พี่ทะเลค่ะ” เธอก้มหน้าลงทันที ไม่อยากเห็นสีหน้าแกมดูถูกของเขาอีกต่อไป“ไม่สวยหัดเจียมตัวบ้าง” เขาไม่ยื่นมือไปรับดอกไม้แม้แต่นิดเดียว“ปัน...” เธอพยายามจะพูดอะไรต่อ แต่เขากลับตัดบทอย่างไม่ไยดี“ไปทำตัวให้มันสวยๆ ก่อนเถอะคนที่จะมาเป็นแฟนฉัน ต้องสวยน่ารักเท่านั้น” เขาพูดเสียงเรียบ พูดจบหันหลังให้ทันที เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาแม้แต่น้อยทิ้งไว้เพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนตัวสั่นอยู่กับที่น้ำตาหยดลงบนกลีบกุหลาบทีละหยด ปันปันร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มือสั่นจนแทบทรงตัวไม่ไหวเธอสูดหายใจลึก ตั้งใจจะเดินหนีไปจากตรงนั้น แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย
ตอนพิเศษ 2เวลาผ่านไปหลายปีบ้านหลังเดิมยังคงคึกคักไม่เปลี่ยน เพียงแต่สามแสบตัวน้อยในวันนั้น โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้วสายลมยิ่งโตยิ่งน่ารักรอยยิ้มสดใสกับดวงตาใสซื่อทำเอาเพื่อนผู้ชายในห้องเรียนต่างพากันใจสั่น วันไหนกลับบ้านช้ากว่าปกตินิดเดียว คนเป็นพ่อก็เดินวนเหมือนเสือถูกขัง“วันนี้มีหนุ่มมาจีบอีกไหม” คนเป็นพ่อกอดอกพิงกรอบประตู มองหน้าลูกสาววัยสิบห้าปีอย่างจับผิด“มะ...” สายลมยังไม่ทันตอบจบ“มีสองคนครับ แต่ธาราจัดการไปแล้ว” ธาราพูดขึ้นหน้าตาย ขณะกำลังเทน้ำดื่ม “เก่งมากต้องช่วยพ่อดูแลน้องๆ นะ” เขาหันไปมองลูกชายทันที สีหน้าพอใจอย่างเห็นได้ชัด“พ่อครับ พ่อก็มีแฟนตั้งแต่เด็กทำไมพวกเราถึงมีไม่ได้เหรอครับ” ทะเลถามอย่างไร้เดียงสาเพราะพ่อห้ามไม่ให้พวกเขามีความรักในวัยเรียนประโยคนั้นทำเอาคิรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันจะหาข้อแก้ตัว ภรรยาก็สันหาแต่เรื่องไม่ดีของเขามาเล่าให้ลูกๆ ฟัง“คุณแม่เล่าว่าคุณพ่อแรดตั้งแต่เด็กเลยนะคะ” สายลมพูดเสียงใสตาเป็นประกายเหมือนรู้อะไรดี“นั่นมันเรื่องเมื่อก่อน!” เขารีบโพล่งออกมาเสียงดังเกินเหตุเล็กน้อยเขาเหลือบมองไปทางห้องครัวอย่างระแวงในใจคาดโทษภรรย
ตอนพิเศษ 1คิรินทร์นอนกอดเมียแนบอกบนเตียงกว้างอย่างสบายใจ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ้าม่านบางๆ เข้ามา เผยให้เห็นผืนน้ำทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา ทริปฮันนีมูนครั้งนี้ เขาฝากลูกๆ ไว้กับพี่เลี้ยงแล้วพาไข่มุกหนีความวุ่นวายมาใช้เวลาของกันและกัน“ผมรักคุณที่สุดเลย” เขาพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเธอซ้ายขวาอย่างอารมณ์ดี“คุณคิน แก้มมุกช้ำหมดแล้วนะ” เธอหัวเราะเบาๆ ดันอกเขาออกนิดหนึ่งตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขาแทบไม่ยอมพาเธอออกไปไหน นอกจากวนเวียนอยู่แต่ในห้องพักราวกับโลกภายนอกไม่มีความหมาย“หรืออยากช้ำไปทั้งตัวล่ะ” เขายิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์“อย่ามาหื่น มุกเหนื่อยแถมหิวด้วย” เธอปรามเสียงอ่อน“ผมก็หิวครับที่รัก” น้ำเสียงเขานุ่มลง แต่สายตากลับเป็นประกาย“มุกหิวข้าวค่ะ” เธอรีบแก้ต่างพลางหันหน้าหนีเล็กน้อย“ขออีกรอบได้ไหม” เขาหัวเราะในลำคอ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น“เมื่อเช้าคุณก็ทำแล้วนะ” เธอบ่นแต่แก้มกลับร้อนผ่าว“ก็ผมหิวแล้วของโปรดผมก็นอนอยู่ตรงนี้นี่นา แถมไม่มีลูกๆ มากวนใจด้วย”หญิงสาวถอนหายใจอย่างคนแพ้ทาง ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกเขาเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศหวานจะได้ดำเนินต่อ เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้า
หนึ่งปีผ่านไปครอบครัวของคิรินทร์และไข่มุกยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม ลูกๆ ทั้งสามโตขึ้นเป็นเด็กซนแต่แสนรู้ ส่วนวายุ ลูกคนนั้นดื้อไม่แพ้พี่ชายเลย เล่นเอาคนเป็นพ่อแทบกุมขมับเช้าวันเสาร์สายลมต้องไปเรียนเต้น ไข่มุกไม่ได้บังคับลูก แต่เพราะลูกสาวอยากไป เธอจึงได้แต่สนับสนุนและตามใจ“ทำไมต้องรีบไปด้วยคะ” เธอถามลูกเสียงนุ่ม“สายลมนัดเจเจไว้ค่ะ” สายลมตอบด้วยตาเป็นประกาย“เด็กหนุ่มตัวขาวๆ ใช่ไหม” ไข่มุกนึกขึ้นได้ทันที เธอจำได้ว่าเคยเจอกันครั้งหนึ่ง“ใช่ค่ะ แม่อย่าบอกพ่อนะคะ เดี๋ยวพ่อดุว่าสายลมคบแต่เพื่อนผู้ชาย” สายลมยิ้มเจ้าเล่ห์“ได้ค่ะ แม่จะเก็บเป็นความลับของเราเอง” เธอหัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวลูกสาว“ปล่อยลูกไปหาผู้ชายอีกแล้วนะ!” คิรินทร์ได้ยินทุกอย่าง เขาแทบรับไม่ได้ที่ลูกสาวตัวน้อยมีเพื่อนผู้ชาย“คุณคินสายลมเพิ่งจะกี่ขวบเองเขายังไม่เข้าใจความรักหรอกค่ะ” ไข่มุกอมยิ้ม เอ็นดูสามีไม่น้อย“เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมวิ่งตามผู้ชายแบบนี้ล่ะ” เขาหวงลูกสาวเพียงคนเดียว“ทีลูกชายของคุณยังวิ่งตามผู้หญิงเลยนะคะ” เธอว่า พลางคิดถึงความซนและพฤติกรรมแสบๆ ของลูกชายแต่ละคน“นั่นผู้ชายแต่สายลมเป็นผู้หญิง” “เขานิสัยเห
วายุ กฤตเมธานนท์ ลูกชายคนเล็กของคิรินทร์กับไข่มุกลืมตาดูโลกครบหกเดือนแล้ว และตั้งแต่วันนั้นชีวิตของท่านประธานบริษัทหมุนกลับด้านทันที เพราะเขาดันสัญญากับเมียว่าจะเลี้ยงลูกเอง และไข่มุกก็เห็นดีเห็นงามด้วยทุกเช้าแทบไม่ได้พัก เขาต้องตื่นมาแต่งตัวให้สามแฝดไปโรงเรียนไหนจะต้องอุ้ม และเล่นกับวายุที่ติดพ่อเป็นแม่เหล็ก พอหันกลับไปดูตัวเองในกระจกก็แทบจำไม่ได้ภาพท่านประธานผู้สง่างามหายไป เหลือเพียงพ่อบ้านหัวฟูผู้มีแพมเพิสและขวดนมเป็นอาวุธประจำตัวเท่านั้นหมดความเป็นท่านประธานโดยสมบูรณ์จริงๆคิรินทร์ที่เพิ่งอุ้มวายุ เดินผ่านมาอย่างเงียบขรึมวันนี้ไข่มุกจะไปทำผม เขาเลยพาลูกชายมาทำงานด้วย แต่ประโยคที่ลอยเข้าหูทำให้ก้าวชะงัก“อิจฉาน้องไข่มุกจังเลย วาสนาดีมาก”“นั่นสิ ไม่รู้ไปรักกันตอนไหน”“น้องมุกสวยขนาดนั้น ไม่แปลกที่ท่านประธานจะชอบ”เสียงหัวเราะคิกคักดังเบาๆ ทั้งสามสาวเอียงตัวเข้าหากันอย่างเมามัน โดยไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังถูกพูดถึงยืนอยู่ด้านหลัง“ดูท่านประธานรักภรรยามากนะคะ”“พาลูกมาทำงานด้วยเกือบทุกวันใครบ้างจะไม่อิจฉา”ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดๆ ก่อนกระแอมหนึ่งครั้ง สามสาวหันกลับมาช้าๆ เหมือนหน







