Mag-log inตอนที่ 4
ตัดสินใจ........
ธิชาตัดสินใจที่จะไม่อ่านข้อความย้อนหลังต่อเพราะเท่าที่เธอเห็นตอนนี้มันก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของเธอเหมือนจะขาดลง ความรักที่มันเกิดขึ้นในหัวใจเธอและหญิงสาวคิดมาตลอดว่ามันก็คงเกิดขึ้นกับธีภพเหมือนกันแต่สุดท้ายกลายเป็นว่าเธอกำลังรักเขาฝ่ายเดียวชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทุกอย่างขอเธอแต่งงานเพียงเพราะคิดว่าเธอดูซื่อเหมาะกับการที่เขาจะหลอกใช้เป็นเครื่องมือทำให้บิดาของเขาพอใจก็เท่านั้น
“คุณธีไม่จริงใช่ไหม คุณรักธิชาและเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน”
สาวน้อยนั่งร้องไห้สองมือลูบเบา ๆ ลงไปที่ท้องของเธอ ที่ตอนนี้มีอีกชีวิตกำลังเติบโตอยู่ในนั้นเป็นพยานความรักของเธอที่มีต่อสามีแต่ตอนนี้ธิชาเริ่มไม่แน่ใจว่าข่าวดีที่เธอรอจะบอก กับคุณพ่อคนใหม่เธอควรเลือกที่จะเก็บไว้เป็นความลับก่อนดีหรือเปล่า
“ธิชา ผมกลับมาแล้ววันนี้ลืมเอาโทรศัพท์ไป ไม่ได้คุยกันเลย”
ธีภพกลับมาถึงบ้านก็รีบเข้ามาหาภรรยาที่กำลังทำอาหารมื้อเย็นอยู่ในครัวทันที
“โทรศัพท์อยู่บนโต๊ะทำงานของคุณธีนะคะ กลับมา เหนื่อย ๆ ไปอาบน้ำก่อนดีไหม อาบน้ำเสร็จกับข้าวก็คงเสร็จพอดีค่ะ”
ชายหนุ่มหอมแก้มภรรยาโอบกอดเธอเหมือนกับว่าไม่ได้เจอกันเสียนานทั้งที่ทั้งคู่ก็นอนด้วยกันทุกคืนบางวันธีภพก็พาธิชาไปทำงานด้วยแต่ช่วงนี้เขาอยากให้เธอผักผ่อนเพราะต้องการให้ร่างกายของภรรยาพร้อมต่อการมีลูก
“ไม่ได้คุยกันเลยวันนี้ขอกอดให้หายคิดถึงหน่อย”
คนตัวสูงทำเสียงออดอ้อนถ้าเป็นก่อนหน้านี้หญิงสาวคงรู้สึกมีความสุขที่ถูกสามีแสดงความคิดถึงแบบนี้แต่ตอนนี้ธิชามอง ทุกอย่างเหมือนเป็นการแสดงไปหมดแล้ว
“คุณธีคิดถึงธิชาอย่างเดียวเหรอคะ”
หญิงสาวที่เคยพูดเก่งร่าเริงอยู่ตลอดเวลาแต่ตอนนี้เธอกลับมองหน้าสามีและถามด้วยน้ำเสียงที่ดูราบเรียบเย็นชาจนคนถูกถามรู้สึกแปลกใจ
“ทำไมถามผมแบบนี้ ธิชามีอะไรหรือเปล่า ผมทำอะไรให้ ไม่สบายใจหรือมีอะไรบอกผมได้นะ”
ธีภพมองหน้าภรรยาเพื่อรอฟังต่อว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรเพราะเขาเดาไม่ถูกเลยว่าตอนนี้ภรรยาเด็กของเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่กันแน่
“คุณธีทำไมทำหน้าแบบนี้คะเหมือนคนที่ไปทำอะไรผิดมาแล้วกลัวถูกจับได้เลย.....”
คนพูดหยุดนิ่งเงียบเพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะทำท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่เธอพูดดักทางออกไป
“ ไม่มีอะไรหรอกค่ะธิชาแค่พูดเล่น ๆ จะให้คุณสงสัยก็แค่นั้นหรือว่าคุณธีมีอะไรที่กลัวธิชารู้หรือเปล่าคะถ้ามีบอกวันนี้เลยดีกว่าถ้าธิชารู้เองจะเฉือนให้เป็ดกินเลยคอยดู”
แม่ครัวตัวเล็กทำท่าทางให้กลับมาดูร่าเริงเหมือนปกติเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายสงสัยว่าเธอไปรู้อะไรมา
บรรยากาศของการกินอาหารมื้อเย็นของวันนี้หญิงสาวพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติแต่มันก็ทำได้แค่เพียงชั่วครู่แววตาของเธอแสดงความเศร้าออกมาชัดเจน ธีภพแอบมองภรรยาอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้าถาม
“ธิชารู้ไหมวันนี้ที่ทำงานวุ่นวายมากมีลูกค้าที่เช่าคอนโดมิเนียมมาย้ายออกพร้อมกันสิบห้องแต่ละคนไม่บอกล่วงหน้าตามสัญญาแต่มาโวยวายจะเอาเงินมัดจำคืนให้ได้”
สามีที่กำลังกังวลว่าภรรยาของเขามีอะไรในใจหรือเปล่าพยายามหาเรื่องมาคุยเพื่อให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นหรือไม่ก็ยอม พูดออกมาว่าตอนนี้เธอกำลังเป็นอะไร
“เขาอาจจะมีปัญหาอะไรที่ทำให้ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้หรือเปล่าคะ บางครั้งคนเราก็มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตแบบที่เราไม่ทันได้ตั้งตัวหรือไม่ได้เผื่อใจไว้เหมือนกัน”
หญิงสาวที่กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้ตอบสามีด้วยท่าทางที่เหมือนกำลังพูดถึงตัวเองมากกว่าจะหมายถึงลูกค้าที่มาเช่าคอนโด
“มานอนให้กอดหน่อยวันนี้เป็นอะไรทำท่าทางเหมือนคนไม่มีความสุขเลย”
คนตัวสูงลุกไปประคองภรรยาให้หยุดจากงานที่ทำและมานอนกับเขาบนที่นอนแทน
“เด็กน้อยไหนบอกมาสิวันนี้เป็นอะไร เอ้...หรือว่าจะเป็นอารมณ์ของคนแพ้ท้อง ตรวจหรือยังเดือนนี้”
ธีภพกอดภรรยาไว้แน่นพยายามเอาใจไม่อยากให้คนใน อ้อมกอดดูเศร้าแบบนี้เพราะมันทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี มันเหมือน ใจหายแปลก ๆ ธีภพก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงได้รู้สึกแบบนี้
“คุณธีอยากมีลูกมากเลยหรือคะ”
“ใช่หรือธิชาไม่อยากมีล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ถ้าธิชามีลูกให้คุณไม่ได้คุณจะเลิกกับธิชาไหม”
อ้อมแขนที่โอบกอดคนถามไว้ค่อย ๆ คลายออก ธีภพมองหน้าภรรยาด้วยสายตาที่ดูขรึม ดุ แบบที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน
“ผมเลือกแล้วไม่ว่าธิชาจะเป็นอย่างไรจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ผมมีภรรยาชื่อธิชาคนเดียว”
คนตอบคิดว่าคำพูดของเขาดีที่สุดแล้วแต่เขาไม่รู้เลยว่ามันไม่ตรงใจกับคนฟังที่อยากได้ยินคำอื่นไม่ใช่คำว่าเลือกแล้ว
“ทำไมคุณธีถึงเลือกธิชาคะ”
สาวน้อยยังพยายามที่จะให้อีกฝ่ายพูดคำว่ารักออกมาให้ได้แต่มันก็ไม่มีประโยชน์เพราะสามีของเธอยังคงไม่หลุดคำว่ารักออกมาสักคำในที่สุดธิชาก็เลือกที่จะยอมรับความจริงและไม่ถามอะไรต่อ
ท่านประธานของบริษัทหลับไปแล้วแต่คนตัวเล็กที่นอน ข้าง ๆ ยังคงนอนไม่หลับ คืนนี้เธอต้องการหาคำตอบให้กับชีวิตของตัวเองในวันพรุ่งนี้ที่เธอจะเลือกเดินต่อไป
เช้าวันใหม่กับหัวใจของหญิงสาวที่ไม่เหมือนเดิม ธิชาตัดสินใจที่จะไม่อยู่เป็นเพียงแค่แม่พันธุ์ให้กับคนใจร้ายอีกแล้ว เธอให้โอกาสเขาพูดคำว่ารักให้เธอฟังแต่เขากลับเลือกที่จะไม่พูดมันออกมา
“คุณพ่อไม่ไปไหนเหรอคะวันนี้”
ลูกสะใภ้เดินลงมาจากห้องนอนเพื่อดูว่าวันนี้พ่อสามีของเธออยู่บ้านไหมและเธอก็เจอเทวนาถกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องรับแขก
“พ่อจะไปบริษัทช่วงบ่ายไปประชุมกับเจ้าธีนั่นแหละ หนูธิชามีอะไรหรือเปล่าลูก”
เทวนาถเป็นพ่อสามีที่น่ารักและเมตตาลูกสะใภ้เสมอ ธิชารักเหมือนกับว่าเขาเป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอและหญิงสาวก็มั่นใจ ว่าเทวนาถเองก็เอ็นดูเธอเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง
“ไม่มีอะไรค่ะ ธิชาแค่จะมาบอกคุณพ่อว่าอย่าลืมกินยาหลังอาหารกลางวันนะคะ”
ลูกสะใภ้พูดจบก็รีบวิ่งกลับขึ้นมาบนห้องเพราะเธอกลัวจะเผลอตัวร้องไห้ต่อหน้าพ่อสามีแล้วมันจะทำให้แผนที่เธอจะหนีวันนี้ต้องไม่สำเร็จ
เสียงรถยนต์ที่กำลังขับออกจากบ้านบอกให้รู้ว่าตอนนี้ได้เวลาที่ธิชาจะต้องออกจากบ้านหลังนี้
หญิงสาวนั่งร้องไห้ตั้งแต่สามีออกจากบ้านไปจนถึงตอนนี้ไม่มีน้ำตาให้ไหลออกมาอีก จดหมายฉบับน้อยถูกวางไว้ที่เตียงนอน เธอไม่รู้เหมือนกันว่าที่ตัดสินใจแบบนี้ถูกหรือผิดแต่ที่เธอรู้คือไม่วันที่เธอจะให้ใครมาพรากลูกของเธอไป ข้อความที่ธีภพแชทคุยกับเพื่อนยังอยู่ในความทรงจำไม่ยอมลืมว่าเขาต้องการแค่ลูกและจะทำให้เธออยากหย่ากับเขาเองและวันนั้นเขาจะได้ลูกไว้เพียงคนเดียว
“ลาก่อนนะคะคุณธี”
ภาพถ่ายชุดเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ติดไว้ที่ผนังห้องนอนเป็นเหมือนตัวแทนของธีภพให้หญิงสาวได้บอกลาก่อนที่จะจากที่นี่ไป
คอนโดมิเนียมห้องเล็กธิชาตัดสินใจเช่าทันทีเพราะนาทีนี้ ไม่มีทางเลือก ยังโชคดีที่เงินในบัญชีมีมากพอให้เธอใช้จนถึงคลอดลูก ธีภพโอนเงินให้เธอทุกเดือนทั้งที่ตัวเธอเองไม่เคยขอจนตอนนี้มีมากกว่าเงินเก็บที่ธิชาเคยเก็บออมมาตลอดทั้งชีวิต
“เราจะอยู่ที่นี่กันสองคนนะลูก”
คนตัวเล็กกับกระเป๋าเดินทางสองใบมองไปรอบ ๆ ห้องใหม่ของเธอสองมือลูบท้องคุยกับชีวิตน้อย ๆ ที่จะมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันที่นี่
ตอนที่13คำที่รอฟัง เวลาผ่านไปเร็วมากทุกคนที่เคยมาอยู่เป็นเพื่อน ต่างก็แยกย้ายกันกลับหมดแล้ว สมิตาเองก็วุ่นกับงานที่บริษัทเพราะต้องมารับช่วงต่อจากบิดาทั้งหมด โดยที่เธอแทบจะไม่ค่อยได้เรียนรู้งานมาก่อนหน้านี้เลย ภาวิณีเองก็ติดใจการเดินสายทางธรรม เดือนหนึ่งเธอกับแม่ของหนูนาจะอยู่บ้านกันแค่เพียงไม่กี่วัน ที่เหลือก็จะเดินสายเส้นทางบุญกัน พ่อเลี้ยงชนินทร์ใช้ชีวิตนับจากวันที่หย่ากับครอบครัวใหม่ของเขา นาน ๆ ครั้งถึงจะได้แวะมาหาสมิตาที่บริษัท แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา ลูกสาวก็จะโทรปรึกษาพ่อของเธอตลอด “ทำไมทำหน้าตกใจแบบนั้น” ภูษิตเดินเข้ามาในห้องนอน หลังจากออกไปตรวจบริเวณรอบฟาร์มกับลูกน้องเสร็จแล้ว แต่ดันหันมาเห็นหนูนาจ้องโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าตกใจ “พ่อเลี้ยงโดนจับคดีค้าไม้เถื่อนค่ะ” ชายหนุ่มคว้าโทรศัพท์จากมือของภรรยาเพื่อมาอ่านรายละเอียดทั้งหมด ก่อนเดินออกไปนอกตัวบ้านเพื่อโทรศัพท์หาสมิตา เพราะเธออาจจะยังไม่รู้ข่าว หรืออาจจะรู้รายละเอียดมากกว่าเขา “นอนกันเถอะ พรุ่งนี้ผมต้องช่วยลูกน้องขับรถเอานมไปส่ง ”
ตอนที่12บาดแผล ความล้มเหลวของครอบครัวสามี ทำให้หนูนาสงสารทุกคน เธอเกิดมาไม่มีพ่อแล้ว พ่อจากเธอไปแต่ทิ้งไว้แต่ความทรงจำที่สวยงาม ต่างจากภูษิตเขาเกิดมาในครอบครัวที่พร้อมหน้า แต่วันนี้วันที่ลูกๆ ทุกคนกำลังจะประสบความสำเร็จ ครอบครัวกลับต้องมีบาดแผล ที่แสนเจ็บปวด “พี่ภูอย่าคิดมากนะคะ คิดเสียว่ามันเป็นความสุขของคุณพ่อ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เราต้องคอยเป็นกำลังใจให้คุณแม่ ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร เราต้องเคารพและเชื่อมั่นในการตัดสินของท่านนะคะ” ภูษิตล้มตัวลงนอนบนตักของหนูนา เขาหลับตาลง พยายามไม่คิดอะไร แต่มันก็ยากที่จะไม่รู้สึก การตัดสินใจของภาวิณีคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วในความคิดของเธอ ผู้หญิงคนนั้นและเด็กน้อยที่เกิดมา พวกเขาต้องการพ่อเลี้ยงชนินทร์ ส่วนเธอยังมีลูกๆ คอยเป็นกำลังใจให้ และเธอก็ไม่สามารถที่จะทนอยู่แบบสามคนได้แน่นอน พ่อเลี้ยงชนินทร์จัดการเรื่องทรัพย์สินทั้งหมดให้เรียบร้อยก่อนที่เขาจะหย่ากับภาวิณีอย่างถูกต้อง ช่วงเวลานี้แม่ของหนูนารับหน้าที่เป็นเพื่อนที่คอยดูแลเยียวยาความรู้สึกให้กับเพื่อน ทั้งคู่พากันปถือศีลที่วัดแห่งหนึ่งที่อ
ตอนที่11ความเจ็บปวดซ้ำสอง วันนี้สองคนพี่น้องตกลงกัน จะเล่าความจริงให้มารดาฟัง หลังจากที่พ่อเลี้ยงออกไปทำงาน “สองคนพี่น้อง มานั่งประกบแม่แบบนี้ มีอะไรกันหรือเปล่า” ภาวิณีสัมผัสได้ถึงการกระทำที่ลูก ๆ ของเธอกำลังทำกับเธอ เหมือนมีเรื่องอะไรสักอย่าง “คุณแม่คะ เราสองคนรักแม่มาก รักที่สุด ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะมีพวกเราเสมอนะคะ” สมิตาโผเข้ากอดมารดา เสียงของเธอนิ่งสงบเพราะความเจ็บช้ำเมื่อคืนเธอทำใจยอมรับมันได้แล้ว ว่าไม่มีทางย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ “ลูกๆ มีอะไร พูดกับแม่มาเลยดีกว่า ยิ่งทำแบบนี้ แม่ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีเลย” ภาวิณีถอนหายใจยาว เพื่อเตรียมใจที่จะรับฟังสิ่งที่ลูกๆ อยากจะบอกเธอ ภูษิตรับหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้มารดาฟัง สองมือหนาของเขากุมมือภาวิณีไว้ตลอดเวลา และพยายามใช้คำพูดที่จะทำร้ายจิตใจแม่ให้น้อยที่สุด “สิ่งที่แม่แอบกลัวมาตลอด ในที่สุดมันก็เกิดขึ้น” การที่สามีของตัวเองเปลี่ยนไป มีหรือที่ภรรยาที่อยู่กินกันมาถึงสามสิบห้าปี จะสังเกตไม่ได้ แต่เธอก็ได้แต่หล
ตอนที่10ความจริง ภูษิตใช้เวลาในการจัดการเรื่องบ้านทั้งการสั่งเฟอร์นิเจอร์เข้ามา การจัดการเรื่องฟาร์มก็หมดเวลาไปสามวันพอดี ทั้งคู่จึงพากันกลับ และจะมาที่นี่อีกครั้งก็คือการเข้าอยู่อย่างเป็นทางการเลย “พี่ภูคะ ตั้งแต่ออกจากบ้านมาทำไมหนูนาเห็นพี่เอาแต่ทำหน้าเครียด มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ” หญิงสาวแอบมองหน้าสามีมาสักพักแล้ว เธอแอบเห็นเขาถอนหายใจหลายที หนูนาเลยตัดสินใจที่จะถามให้รู้ไปเลยว่าภูษิตกำลังมีเรื่องกังวลอะไรในใจ “พี่สงสารคุณแม่” ชายหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นก็ถอนหายใจอย่างแรง “มีอะไรเกิดขึ้นคะ พี่ภูบอกหนูนาได้ไหม เผื่อเราจะพอช่วยกันแก้ไขได้” “ทุกอย่างมาไกลเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว เราทุกคนคงทำได้แค่ยอมรับความจริง ผู้หญิงและเด็กที่หนูนาเห็นมากับคุณพ่อของพี่วันนั้น คือลูกและภรรยาอีกคนของท่าน” หญิงสาวเอื้อมมือไปจับมือของสามี เพราะรู้ว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน ที่ต้องพูดความจริงออกมา น้ำเสียงที่สั่นเครือ ทำให้หญิงสาวรู้สึกสงสารเขาจับใจ “ร้องไห้ออกมาก็ได้นะคะ ถ้ามันจะทำให้พี่รู้สึกดีขึ้น การเป็นผู้ชายไม่ได้หมายความว่า
ตอนที่9เรือนหอ “อากาศดีจังเลยนะคะ หนูนาคิดว่าที่บ้านเราอากาสดีแล้ว แต่ที่นี่ดูจะมีหมอกควันน้อยกว่าที่บ้านเราอีก” หญิงสาวเปิดกระจกรถเพื่อสัมผัสกับอากาศข้างนอก เพราะทั้งคู่ออกเดินทางทันทีเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น อากาศข้างนอกจึงทั้งสดชื่นและไม่ร้อน “เห็นภูเขาลูกนั้นไหม นั่นแหละบ้านเรา” ภูษิตชี้ไปที่ภูเขาที่อยู่ด้านหน้า ที่ตอนนี้ยังมองเห็นไม่ค่อยชัดเพราะมีหมอกยามเช้าบดบังอยู่ “จริงเหรอคะ อากาศคงดีน่าดูอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบนั้น” ชายหนุ่มแอบคิดกังวลมาตลอดว่าเจ้าสาวของเขา อาจจะไม่ชอบที่จะต้องมาอยู่ไกลความเจริญแบบนี้ เพราะเธอเคยใช้ชีวิตแบบสะดวกสบายมาก่อน “แถวที่เราอยู่จะไม่มีห้าง ไม่ร้านค้าแบบในเมืองนะ แต่ก็พอมีร้านค้าของชาวบ้าน ไว้เวลาอยากซื้ออะไรเราค่อยเข้าเมืองออกมาซื้อกันทีเดียว” “แล้วที่พ่อเลี้ยงเคยพูดเรื่องสร้างรีสอร์ตล่ะคะ ใช่ที่ดินผืนเดียวกันไหมคะ” หนูนาถามด้วยความสงสัย เพราะดูแล้ว เส้นทางที่เธอกำลังเดินทางอยู่ไม่มีรีสอร์ตเลยมีแต่เพียงสวนผลไม้ ฟาร์มโคนม ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว “ท
ตอนที่8ครอบครัว คนแรกที่ภูษิตคิดถึง คือหนูนาแต่ก่อนที่เขาจะทันได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาภรรยา ทางบริษัทที่รับจ้างสร้างเรือนหอได้โทรมาแจ้งให้เขาเดินทางไปดูเรือนหอเพื่อเซ็นรับงานเพราะตอนนี้ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนแรกภูษิตตั้งใจจะพาหนูนาไปที่เรือนหอในวันที่ทุกอย่างพร้อมเข้าอยู่ แต่เขาเปลี่ยนใจ เพราะเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกว่าทุกวันทุกนาทีมีค่า เหมือนเรื่องของพ่อถ้าเขารู้และหยุดทุกอย่างก่อนที่จะมีเด็กตัวเล็กๆคนนั้นเกิดขึ้นมาทุกอย่างคงง่ายกว่านี้ “เก็บเสื้อผ้ากับของใช้ให้ผมและของคุณด้วย เราจะไปดูเรือนหอกัน เตรียมไปสักสามวันนะ” หนูนารู้สึกงงๆ แต่ก็ทำตาม เพราะเดี๋ยวตอนนั่งรถไปคงมีเวลาได้ถามกัน เธอคิดว่าเรือนหอคงอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพ่อเลี้ยงหรือบ้านของเธอเท่าไหร่ แต่จากที่สามีให้เธอเตรียมเสื้อผ้าของใช้แบบนี้คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดแน่ๆ เกือบชั่วโมงเหมือนกันกว่าที่ภูษิตจะขับรถมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่เขาทำคือการเข้าไปหามารดาที่ห้องนอน “คุณแม่ครับผมกับหนูนาจะไปดูเรือนหอ น่าจะประมาณสามวัน เดี๋ยวเย็นนี้สมิตาจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่น







