เข้าสู่ระบบ“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องสนทนากับคุณหนูผิงอัน ไปบอกนางว่าข้าต้องการพบเดี๋ยวนี้”
อดีตแม่ทัพลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยสั่งคนสนิทเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปกำชับอาโปเรื่องดูแลเหม่ยฟางมิให้ขาดตกบกพร่อง ทั้งยังบอกถึงช่องทางการติดต่อหากต้องการความช่วยเหลือในอนาคต
“เจ้านี่ยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะผิงอัน”
ลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อคุณหนูใหญ่แห่งบ้านต้าหวังปรากฏตัวขึ้น นางมองปราดเดียวก็พบว่าเขาเองก็มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย รูปร่างสูงใหญ่กำยำยังคงหนาแน่นด้วยมัดกล้าม ใบหน้าหล่อเหลาถูกปกคลุมด้วยหนวดเคราครึ้มเช่นเดิม และเมื่อฟังด้วยหูก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ เมื่อพบว่าฝีปากของเขาก็ยังคงความคมไว้ราวกับมีดแล่เนื้อชั้นดี
“ท่านแม่ทัพโปรดระวังคำพูด ตอนนี้ข้าไม่ใช่คุณหนูผิงอันแห่งบ้านต้าหวังอีกแล้ว แต่เป็นถึงคู่ชีวิตขององค์ชายหวังจื่อเทียน ต่างจากเจ็ดปีก่อนที่เราพบกันโดยสิ้นเชิง”
ผิงอันข่มความไม่พอใจและกล่าวเตือนคู่สนทนาให้เลือกใช้วาจาที่เหมาะสม ทว่าลู่เหวินเจี๋ยกลับไม่ใส่ใจคำขู่นั้น ทั้งยังเดินตรงเข้ามาจับร่างบางก่อนจะเขย่าตัวนางอย่างแรง
“ข้าจะพูดและทำทุกอย่างอยากที่ข้าต้องการ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเองก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่ทางวังหลวงห่วงและหวงยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่า ก็ให้รู้กันไปว่าองค์ฮ่องเต้จะเลือกแม่ทัพคนโปรดหรือสะใภ้ที่ไร้ทายาทสืบสกุล” ลู่เหวินเจี๋ยปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระทันทีที่ได้สติ ยากจะคาดเดาได้ว่าเขากลัวนางจะเจ็บตัวหรือนึกรังเกียจจนไม่อยากแตะต้อง
“เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกทำทุกอย่างตามใจตัวเองแบบนี้เสียทีนะผิงอัน ข้าต้องทำอย่างไรให้เจ้าหยุดเห็นแก่ตัวและเลิกเอาความต้องการของตนเองเป็นใหญ่ตลอดเวลาเช่นนี้”
อดีตแม่ทัพถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เมื่อสำนึกได้ว่าประโยคที่กล่าวออกไปนั้นค่อนข้างรุนแรง อย่างไรเสียผิงอันก็อ่อนกว่าเขาเกือบสิบเจ็ดปีและไม่ใช่คู่ปรับที่เหมาะสม
“ทุกอย่างสายเกินกว่าที่จะแก้ไขได้แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะท่านมิยอมเอ่ยปากกับท่านพ่อเมื่อเจ็ดปีก่อน ชีวิตของข้าจึงไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกจองจำ หมดสิ้นอิสรภาพไร้ซึ่งความสุข”
ผิงอันน้ำตาคลอด้วยไม่สามารถข่มความน้อยใจที่แล่นขึ้นมาจากอก ลู่เหวินเจี๋ยไม่เคยมองเห็นความทุกข์ของนาง ซ้ำยังกล่าวเสมอว่าคุณหนูใหญ่ของบ้านต้าหวังทำให้เขาปวดหัวได้มากกว่าศัตรูหรือกองทัพไหนๆ ต่างจากคุณหนูเล็กโดยสิ้นเชิง
“นึกถึงแต่ความต้องการของตนเองไม่มีเปลี่ยน! ใบหน้าสะสวย ทว่าจิตใจกลับคับแคบ บอกข้าทีว่าอิสรภาพของเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกับเหม่ยฟางด้วย นางบริสุทธิ์และไร้เดียงสา คิดหรือว่าจะรอดจากเล่ห์เหลี่ยมของคนเมืองได้โดยง่าย”
อดีตแม่ทัพเอ่ยออกมาอย่างวิตก เขาสัมผัสด้วยตนเองหลายต่อหลายครั้งเมื่อพาเหม่ยฟางออกไปเปิดหูเปิดตานอกบ้าน จนท้ายที่สุดต้องจัดการให้นางสวมใส่ของชุดบุรุษ เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากความงามราวกับสวรรค์กลั่นแกล้งนี้
“ท่านทั้งรักทั้งหวงเหม่ยฟางมากขนาดนี้ แปลกใจนักที่ไม่ขอนางจากท่านพ่อไปเสียให้หมดเรื่อง”
ผิงอันเผลอตัวเอ่ยวาจาประชดประชัน ลู่เหวินเจี๋ยเป็นหม้ายมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว ทั้งยังไร้ทายาทสืบทอดสกุลลู่ สตรีหลายนางพยายามทุ่มเทมอบความรักให้ ทว่าเขากลับไม่ตอบรับและนิ่งเฉยกับโอกาสที่มีเข้ามาอย่างมากมาย
“คิดเองเออเองอีกแล้ว! ข้าเอ็นดูเหม่ยฟางเสมือนคนในครอบครัวก็เท่านั้นเอง คิดหรือว่านางมีความสุขที่พี่สาวถูกพรากไปจากบ้านต้าหวังอย่างกะทันหัน ซ้ำยังใจร้ายไม่เคยติดต่อกลับมาจนเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่านานถึงห้าปี นางต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกฎระเบียบอันเข้มงวดเพียงลำพัง เจ้าคิดว่าข้าควรละเลยไม่สนใจนางเช่นนั้นหรือ”
อดีตแม่ทัพจ้องหน้าผิงอันเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ ร่างบางนิ่งเงียบด้วยรู้ดีว่าผู้เฒ่าทั้งสองคงทำให้เหม่ยฟางอึดอัดจริงดั่งเขากล่าว
“จงจำคำของข้าเอาไว้ให้ดี หากมีใครหาญกล้าแตะต้องเหม่ยฟางแม้เพียงปลายเล็บ มันผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบอย่างหนัก คอยดูก็แล้วกันว่าข้านั้นเก่งแต่เพียงลมปากหรือไม่”
ลู่เหวินเจี๋ยเอ่ยเสียงเบาแต่ทรงพลัง ร่างสูงขึ้นม้าจากไปพร้อมกับความสงสัยว่าเหตุผิงอันถึงได้ดื้อดึงให้น้องสาวบุญธรรมร่วมเดินทางไปยังเมืองหลวง
ผิงอันนึกสงสัยว่าลู่เหวินเจี๋ยจะทำเช่นไร หากทราบว่าคนที่อาจหาญแตะต้องเหม่ยฟางคือองค์ชายหวังจื่อเทียน เขาคงต้องละเว้นองค์ชายรองเพราะยศถาบรรดาศักดิ์ที่แตกต่าง และนั่นหมายความว่านางจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว ทว่ามิทันได้จินตนาการถึงบทลงโทษที่จะได้รับ คุณหนูใหญ่ของบ้านก็ถึงกับคอแห้งผากเสียแล้ว
ร่างบางฝืนยิ้มให้กับคนที่วิ่งเข้ามาปลอบใจ แม้เหม่ยฟางกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก แต่ก็ยังเผื่อเวลามาห่วงใยผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อตรองดูแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิด หากนางสละความต้องการส่วนตัวตั้งแต่ต้นและยอมฝืนทำหน้าที่ภรรยา น้องสาวบุญธรรมผู้นี้ก็คงไม่ต้องลำบากใจ
ในอดีตลู่เหวินเจี๋ยคือแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล รุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานและเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ ทว่ากลับอับโชคเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัว เขาสูญเสียคนในครอบครัวเกือบทั้งหมดเพราะโรคระบาด ในขณะที่ออกนำศึกเพื่อปกป้องแผ่นดิน ความเจ็บปวดกัดกินหัวใจจนด้านชา
เขาลาออกจากงานราชการและใช้เวลาว่างที่ช่วยเหลือหัวเมืองตามชายแดนที่ประสบปัญหาทางธรรมชาติ แม้เกษียณงานจากเมืองหลวงนานแล้ว ทว่าก็ยังคงมีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างจากเดิมนัก
หากเหม่ยฟางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เขาคงต้องจำยอมกลับเข้าวังหลวงอย่างเสียมิได้ อดีตแม่ทัพภาวนาให้องค์ฮ่องเต้ยังมีเมตตาต่อเขาอยู่และไม่ถือโทษกับเรื่องราวที่เคยก่อไว้ในอดีต
ร่างสูงถึงกับส่ายหน้าเมื่อนึกถึงคุณหนูผิงอัน คำครหาเรื่องรัชทายาทอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นางดูดื้อรั้นมากกว่าในวัยเยาว์เสียอีก ลู่เหวินเจี๋ยเร่งควบม้าด้วยหวังว่าความเร็วจะทำให้เขาคลายกังวลจากเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ได้บ้าง
อาโปสาวใช้ประจำของตัวเหม่ยฟางถึงกับต้องลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อได้ยินว่าอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ตลอดการเดินทางนายสาวมีอาการซึมเศร้าราวกับคนป่วยทางใจ พอเจออากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจึงมีไข้เข้ารุมเร้าให้ป่วยทางกายเพิ่มเติมไปด้วย
ร่างกายของเหม่ยฟางยังอ่อนแออยู่ก็จริง แต่ก็พอสังเกตได้ว่าตำหนักที่ตนต้องเข้าพักกลับมิได้อยู่ภายในวังหลวงอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ขบวนของนางหยุดอยู่หน้าตำหนักขนาดกลางนอกเมือง ทราบในภายหลังว่าองค์ชายหวังจื่อเทียนได้ย้ายมาพำนักที่ตำหนักเหลียนฮวาเป็นการถาวร เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวหลังจากพิธีสมรสเสร็จสิ้น
“ดื่มยาบำรุงให้ตรงเวลาและพักผ่อนให้มาก ไม่เกินสองราตรีก็จะดีขึ้น” หมอประจำบ้านยืนยันว่าเหม่ยฟางเพียงแค่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและจะหายดีในไม่ช้า กลิ่นหอมของดอกไม้ที่หอมอบอวลอยู่ทั่วทั้งตำหนักก็มีส่วนช่วยให้คนป่วยอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าปล่อยให้องค์ชายเข้าใจผิดไปว่าเจ้าคือสาวใช้ เพราะท่านพ่อคงจะสบายใจมากกว่า หากได้ยินว่าองค์ชายต้องการให้อาโปกลับไปปรนนิบัติที่เมืองหลวง เจ้าคงต้องหาข้ออ้างที่ฟังขึ้นหน่อย ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้องค์ชายเข้าใจได้ผิดเช่นนี้” ผิงอันกำชับให้เหม่ยฟางใช้สติปัญญาให้มาก เพราะองค์ชายหวังจื่อเทียนไม่ใช่คนที่รับมือกับเรื่องโกหกหลอกหลวงได้ดีนัก
เหม่ยฟางคุ้นเคยกับรสจูบแสนหวานนี้เป็นอย่างดี ทว่ายังมีมือเรียวยาวที่สร้างความประหลาดใจได้ไม่หยุดหย่อน นอกจากการจับพู่กันวาดภาพเขียนคำกลอนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งอื่นที่เหนือความคาดหมายได้อีกมาก หวังจื่อเทียนพรมปลายนิ้วลงบนเรียวขาราวว่ากำลังเล่นเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งครั้นมือเรียวเลื่อนต่ำจนถึงจุดต้องห้าม เหม่ยฟางก็ผวากอดคนตรงหน้าเสียแน่น สัมผัสอันจาบจ้วงขององค์ชายรองก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บและไม่สบายตัว ทว่าร่างกายของนางกลับน้อมรับความอึดอัดนี้อย่างเต็มใจยิ่ง เขาตักตวงความหวานจากเรือนร่างของนางอย่างไม่รู้อิ่ม สร้างความสงสัยว่าความทรมานในครั้งนี้จะจบลงอย่างไรแน่หวังจื่อเทียนลอบยิ้มเมื่อพบว่าเหม่ยฟางพร้อมแล้วที่จะทำความรู้จักกับร่างกายของบุรุษอย่างใกล้ชิด เขาเปลื้องท่อนล่างของตนออกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้จังหวะรักต้องเปลี่ยนไปจากทำนองเดิม ก่อนเชยคางของนางกลับมาเพื่อมอบจูบที่ดุดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์ชายรองใช้เวลากับนางมากเกินไปแล้ว“ถึงคราวของเจ้าแสดงฝีมือแล้ว”เหม่ยฟางทำได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ท่วงทำนองรักจึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัดนัก หวังจื่อเทียนเปิดโอกาสให้นางสำรวจร่างกายของเข
“ข้ารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก”เหม่ยฟางเอ่ยออกมาอย่างอยากลำบาก มือของนางเลื่อนมาโอบกอดองค์ชายตามสัญชาตญาณ แม้จะเคยถูกยั่วยุมาก่อน แต่ก็ไม่หนักหนาถึงปานนี้ ในใจนึกหวาดกลัวและอยากจะถอยหนีให้ไกลห่าง ทว่าร่างกายของนางกลับตอบรับสัมผัสนั้นอย่างกล้าหาญความวาบหวามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกลับหยุดลงอย่างกะทันหันจนเหม่ยฟางนึกแปลกใจ คนที่กำลังรุกเร้านางอย่างหนักหน่วงถอนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถอยห่างจากเตียงอยู่อีกหลายก้าว ใบหน้าของเขาแดงจัดราวกับคนมีไข้สูง นางได้สติรีบรวบคอเสื้อเข้าหากัน พร้อมกับมองหวังจื่อเทียนอย่างไม่เข้าใจนัก“นั่นคือแรงปรารถนาที่เกิดกับข้าในทุกนาทีที่เราใช้เวลาร่วมกัน วันนี้ข้ายอมผิดคำสัญญาที่มีต่อตนเอง เพื่อให้เจ้าได้รับรู้ว่ามันยากเพียงใดที่จะต้องอดกลั้นความต้องการนี้” หวังจื่อเทียนผ่อนลมหายใจเรียกสติ เขาคงต้องทิ้งอุดมการณ์ของตนเองหากถอนตัวช้ากว่านี้เพียงชั่วอึดใจเดียว ชาสมุนไพรของทางวังหลวงนั้นออกฤทธิ์รุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก“ข้าหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้คงจะคลายความสงสัยที่เจ้ามีต่อรสนิยมของข้าเสียที” องค์ชายรองผายมือเชิญเหม่ยฟางให้ออกไปจากห้องพักส่วนตัว เขาก
อาโปรีบเอ่ยทันทีที่มาถึง ด้วยคิดว่าปากของนางพาซวยอีกแล้ว คราวนี้ไม่ใช่แม่บ้านตันหยงที่นางต้องรับมือ แต่เป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จนแม้แต่คุณหนูของนางก็คงช่วยอะไรไม่ได้“หากเจ้าเล่าทุกข่าวลือให้ฟังอย่างละเอียด ข้าจะไม่เอาความเรื่องที่เจ้ากล่าววาจาล่วงเกิน ยุติธรรมดีหรือไม่” องค์ชายรองเอ่ยถามหลังจากไล่สาวใช้ออกไปจนหมด เหลือเพียงอาโปที่นั่งตาโตกับข้อเสนอที่ได้รับเพื่อล้างความผิดที่ตนก่อเอาไว้“ข้าน้อยยินยอมพร้อมใจถวายชีวิต ขอเพียงองค์ชายรับสั่ง อาโปยอมทำได้ทุกอย่าง” ทว่านางกลับต้องกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำถาม การตอบแบบตรงไปตรงมาอาจทำคนตรงหน้าโมโหหนักยิ่งกว่าทุกครั้ง แต่ถ้าหากตอบไม่ตรงคำถามหรือโกหก ก็อาจจะทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม การเล่าสิ่งที่นางเคยได้ยินมาจึงเป็นทางออกเพียงทางเดียวหลังจากใช้เวลาอยู่พักใหญ่ หวังจื่อเทียนก็อนุญาตให้สาวใช้ผู้รอบรู้กลับไปพักผ่อน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างคนหมดแรง ก่อนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของคำว่าสุภาพบุรุษที่ดี ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นบุรุษผู้นิยมชมชอบชายหนุ่มรูปงามไปเสียแล้ว บทลงโทษของเก็บเนื้อเก็บตัวในครั้งนี้หนักหนายิ่งนักองค์ชายรองไม่แน่ใจว่าควรโก
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจเมื่อคนตรงหน้าถามหาถึงพ่อบ้านคนใหม่ของตำหนักเหลียนฮวา องค์ชายหวังจื่อเทียนซ่อนความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ไว้อย่างมิดชิดที่สุด เป็นความรู้สึกที่ผสมผสานกันจนยุ่งเหยิง ทั้งหวาดกลัวว่าความจริงเกี่ยวกับเหม่ยฟางจะรั่วไหล และสงสัยท่าทีของแม่ทัพซุนเมิงฉวนมีเหตุผลอันใดกันที่เขาต้องถามถึงนาง“ข้าเพียงต้องการขอโทษพ่อบ้านคนใหม่ที่ทำตัวเสียมารยาท ข้าไม่ต้องการผิดใจกับชายาเอกของท่านเพราะเผลอตัวพูดจาไม่ดีกับคนของบ้านต้าหวัง” ซุนเมิงฉวนรีบให้เหตุผลเมื่อเจ้าของบ้านมีสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก ราวกับว่าใครไปเหยียบเท้าเข้าก็มิปาน“คนของบ้านต้าหวังไม่ได้ขวัญอ่อนขนาดนั้น แต่หากเจ้าต้องการเอ่ยคำขอโทษก็จะให้คนไปตามมาให้” องค์ชายไม่ขัดข้องเพราะไม่ต้องการให้เกิดพิรุธ นับเป็นโชคดีที่เหม่ยฟางยืนยันหนักแน่นว่าจะสวมชุดบุรุษตลอดเวลา จึงใช้เวลาไม่นานนักก่อนจะปรากฏตัวเจ้าของใบหน้างามเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม เหม่ยฟางดัดเสียงเข้มเพื่อให้คนเข้าใจว่านางไม่ใช่สตรีเพศ และยังพยายามเอ่ยปากให้น้อยที่สุดเพื่อให้ทุกอย่างยังถูกเก็บเป็นความลับ“ข้าขอโทษที่เผลอตัวตวาดเสียงดังใส
“ทำไมเสี่ยวหลานยังไม่ออกมาช่วยพวกเจ้าจัดการงานครัว หรือว่าเดี๋ยวนี้ดื้อดึงหัดเป็นคนเกียจคร้านไปเสียแล้ว” ผิงอันแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก สาวใช้อีกคนที่อาวุโสกว่าจึงเฉลยว่าเสี่ยวหลานมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า จึงไล่ให้ไปพักผ่อนและจะกลับมาทำงานในช่วงบ่าย“ข้าฝากเนื้อไว้กับเสือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดนางจึงหมดแรงไปเช่นนั้น” ผิงอันพยายามสะบัดความคิดอันไร้สาระออกจากสมอง นางไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาหึงหวงหรือไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และหากลู่เหวินเจี๋ยพึงพอใจในตัวนางก็ควรจะยกให้เป็นรางวัลตอบแทนร่างสูงเดินออกมาจากห้องส่วนตัวทั้งชุดนอน ไม่สนใจแต่งตัวให้สุภาพ ลู่เหวินเจี๋ยบิดตัวเพื่อคลายอาการปวดเมื่อย นับเป็นโชคที่เขาเลือกที่จะกลับบ้านเพื่อพักผ่อน จนอาการดีขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน อาการมึนศีรษะและคลื่นไส้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง“ข้าให้คนเตรียมอาหารเช้าให้ท่านเรียบร้อยแล้ว เป็นข้าวต้มอุ่นๆ และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง อาการเพิ่งจะดีขึ้น จึงควรทานอะไรที่ไม่หนักมากจนเกินไปนัก” ผิงอันเลี่ยงการสบตายามสนทนากับร่างสูง นางไม่แน่ใจว่าตนควรจะรู้สึกอย่างไร จึงเอื้อนเอ่ยวาจากว่าทุกวัน“ขอบใจมาก ข้า
ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้าเพียงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ก็กลับเข้าบ้านเหล่าอิง พร้อมอารมณ์ขุ่นมัวอันเปรียบเสมือนเครื่องหมายประจำตัวของเขา ลู่เหวินเจี๋ยต้องการอยู่ห่างจากนางผู้รักการสร้างปัญหาให้มากที่สุด ทว่าสังขารของเขากลับกลับไม่เอื้ออำนวย บุรุษผู้นี้ดื้อดึงและหัวแข็งในหลายๆ เรื่อง แต่เขาเคารพขีดจำกัดร่างกายของตนอยู่เสมอ“หลังจากชำระร่างกายแล้ว ข้าต้องการพักผ่อนและห้ามใครรบกวน” อดีตแม่ทัพสั่งเสียงเข้ม โดยปกติแล้วเขาไม่จะเป็นต้องออกคำสั่งไร้สาระพวกนี้ แต่กลับต้องย้ำเตือนเพราะเกรงว่าสมาชิกใหม่จะฝ่าฝืนและล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวที่เขาหวงแหน สาวใช้ของผิงอันและบ่าวหญิงบรรจงเทน้ำร้อนลงในถังไม้ขนาดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็เต็มสนิท ทั้งยังมีดอกไม้อบแห้งนานาชนิดลอยอยู่ด้วย คาดว่าเป็นฝีมือของผิงอันอย่างไม่ต้องสงสัย ลู่เหวินเจี๋ยไม่อยากเสียเวลาคิดถึงเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้ปวดหัว จึงตัดสินใจเปลื้องผ้าก่อนแช่ตัวลงน้ำเพื่อผ่อนคลายเวลาผ่านไปพักใหญ่อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจึงทุเลาลงบ้าง ระหว่างแต่งตัวเขาได้กลิ่นของอาหารลอยมาเตะจมูก แม้ก่อนนี้เขาจะมีอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ ทว่าเมื่อได้กลิ่นของดอกไม้แห้งแ
เช้าวันเดินทางนั้นวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย สัมภาระของเหม่ยฟางมีไม่มากนัก ทว่าของฝากจากท่านเสนาบดีชราที่มีให้ฮ่องเต้กลับท่วมท้นเกวียนสัมภาระ สาวใช้หลายคนต่างพากันโศกเศร้าเพราะไม่ต้องการให้คุณหนูเล็กจากบ้านต้าหวังไป และอีกหลายคนเกรงกลัวคุณแม่บ้านตันหยงที่กลับมาจัดการทุกอย่างในบ้านดังเดิ
ร่างบางโกหกพร้อมอาศัยจังหวะทีเผลอ ผลักองค์ชายที่กำลังงุนงงกับชื่อของคุณหนูที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน มือหนาพยายามคว้าตัวนางไว้แต่ไม่ทัน นับว่าโชคยังคงเข้าข้างเหม่ยฟางที่บริเวณนั้นมีผู้คนเดินผ่านมาพอดี“คราวหน้าเจ้าไม่รอดแน่ อาโป!” หวังจื่อเทียนคำรามอยู่ในใจด้วยไม่เคยต้องการอะไรมากเช่นนี้มาก่อนนางเป็นเพี
บรรยากาศของบ้านต้าหวังวุ่นวายกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากทุกคนช่วยกันเตรียมงานอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ตกหล่นหรือขาดหายไปอยู่ดีคุณหนูเล็กของบ้านตอนนี้ใต้ตาดำคล้าอย่างคนอดนอน นางอ้างแก่อาโปว่านอนไม่หลับเพราะความตื่นเต้น เหม่ยฟางได้รับคำสั่งจากทหารที่
“อีกมินานตะวันก็จะลับฟ้าแล้ว อากาศเย็นอาจจะทำให้ท่านไม่สบายเอาได้ เรากลับบ้านต้าหวังเพื่อเลี่ยงปัญหานั้นจะเป็นการดีกว่านะเจ้าคะคุณหนู” อาโปพูดพลางหอบ นางตัวเล็กแคล่วคล่องว่องไวก็จริง แต่ไม่มีทางเลยที่จะรู้สึกสบายตัวเมื่อต้องเดินไต่ขึ้นเขาหลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวันเช่นนี้“เจ้าอย่าได้กังวลจนเก







