แชร์

บทที่ 6

ผู้เขียน: หรงเย่า / นาย่า
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-11 07:35:16

ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน

“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”

“อาจารย์!!”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิด

สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?

เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉา

หลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’

แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!

อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนัก

สายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที

“ศิษย์คารวะอาจารย์”

หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย

“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวังว่าเจ้าจะมีเหตุผลที่ฟังขึ้น” นางกล่าวเสียงเรียบ

“นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน! คนเจ็บอยู่นี่พวกท่านก็เห็นยังไม่รีบช่วยคนอีก นายท่าน!” ฉินเซิงที่ยังคงสับสนตื่นตระหนกเมื่อผู้เป็นนายร่างทั้งร่างซวนเซ

อู๋ซินเหลือบสายตามองไปยังต้นเสียง รู้สึกรำคาญในใจอยู่บ้าง น้ำเสียงของอีกฝ่ายระคายหูจริงๆ

หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ คนที่หลับตานิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว ร่างกายล่ำสันแต่กลับไร้เรี่ยวแรง ดูก็รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาเป็นบุรุษแข็งแรงไร้โรคภัย มาบัดนี้ใบหน้าซีดขาวริมฝีปากดำคล้ำ มองออกในทันทีว่าถูกพิษร้ายแรงเข้า

“พาขึ้นเรือนเถิด”

กล่าวจบก็เห็นหัวคิ้วของชายหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาค่อยๆ เปิดขึ้น เขามองชายชุดของนางที่ลากระอยู่บนพื้น กระทั่งค่อยๆ ไล่สายตาขึ้นมามองนาง

อู๋ซินสบตาคมเข้มที่แฝงประกายของความเด็ดขาดในทีของอีกฝ่าย ความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาคู่งาม …แม้รู้ว่าตัวเองแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ดูก็รู้ว่าจิตใจของเขายังคงสงบ

ช่างหายาก

มองดูท่าทีขัดใจของตงเสวี่ยและหานเจีย อู๋ซินหัวเราะออกมาเสียงเบา สายตาของนางมองตามคนเจ็บที่ถูกพยุงขึ้นเรือน

“ฟังเหตุผลของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าก่อนก็แล้วกัน เขาลงเขาไปถึงห้าปี กลับมาก็เก็บบุรุษปวกเปียกผู้หนึ่งมาให้ข้า เขาไม่เคยทำอะไรไร้เหตุผล มาดูกันว่าคนผู้นั้นคือใคร”

กล่าวจบก็เดินขึ้นเรือน มั่นใจว่าศิษย์ทั้งสองเดินตามหลังมาติดๆ

กลางเรือนซึ่งปูด้วยเสื่อที่ทอจากเปลือกไม้ ผู้มาเยือนซึ่งถูกวางให้นอนราบหมดสติไปแล้ว ข้างๆ ยังมีหลี่เฉิงและชายหนุ่มชุดดำอีกคนคุกเข่าอยู่

“อาจารย์” หลี่เฉิงหันมามองนาง “คนผู้นี้ไม่ช่วยไม่ได้ขอรับ”

“บอกเหตุผลมา ข้ารอฟังอยู่” นางกล่าว

“เขาก็คือฉู่หมิง เสนาบดีแห่งแคว้นเทียนเฉา ชะตาของเขาผูกกับขวัญของแคว้น ไม่มีเขาแคว้นย่อมล่มสลาย แผ่นดินแคว้นเทียนเฉานี้ แม้นไม่มีฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็สามารถแต่งตั้งคนใหม่ได้ แต่จะไร้ซึ่งฉู่หมิงผู้นี้ไม่ได้”

“แล้วเรื่องนี้สำคัญกับข้าอย่างไร เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ยิ่งเป็นการแก่งแย่งในราชสำนักก็ยิ่งไม่สน” จากหางตานางมองออกว่าบุรุษชุดดำมองนางด้วยท่าทีไม่พอใจ เดาว่าคงเป็นคนคุ้มกันของฉู่หมิง

“อาจารย์ ปีนี้ครบรอบหนึ่งพันปีแล้ว เทพมังกรกำลังจะตื่นจากการหลับใหล เขาต้องออกมาตามหาท่านเป็นสิ่งแรกอย่างแน่นอน”

นางขมวดคิ้วมองหลี่เฉิง “อาเฉิง เจ้ามองเห็นอะไร”

“ในช่วงร้อยปีมานี้เป่ยซานถูกบดบังจากแสงของดาวเหนือและใต้ทำให้เหล่าทวยเทพไม่รับรู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ แต่ปีนี้ดวงดาวทางเหนือซึ่งเป็นดาวนำชัยของท่านเจิดจ้าขึ้น แสงจากดาวทางใต้กลับริบหรี่ลง หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้เทพมังกรต้องหาท่านพบอย่างง่ายดาย ถึงเวลานั้นค่ายกลของศิษย์น้องเองก็ไม่อาจซ่อนท่านเอาไว้ได้ มีเพียงท่านต้องหาวิธีทำให้ดาวทางใต้เจิดจ้าขึ้นเช่นเดิม ไม่ให้เทพมังกรหรือทวยเทพอื่นหาท่านพบ”

อู๋ซินสบตากับหลี่เฉิง สายตาของนางละออกจากเขาและมองตรงไปยังคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น

“แสงจากดวงดาวทางใต้? ไม่ใช่แคว้นเทียนเฉามาตั้งแต่แรก แต่เจ้าหมายถึงเขาหรือ? ” นางก้าวเข้ามาข้างกายฉู่หมิง ปลายนิ้วเรียวยาวจรดลงยังข้อมือของเสนาบดีหนุ่มเพื่อตรวจจับชีพจร

“ชะตาคู่บ้านคู่เมือง ฉู่หมิง...”

นางพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หลบซ่อนตัวมานาน นางตระหนักดีว่าสักวันเทพมังกรต้องหานางพบอย่างแน่นอน

ชีวิตของนางนับจากถูกดึงให้เข้ามายังโลกแห่งความพิศวงนี้ ทั้งทวยเทพ ปิศาจ มนุษย์ หรือแม้กระทั่งเหล่าอสูร ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนต้องการครอบครองนาง ครอบครองในสิ่งที่นางมี อยากได้ในสิ่งที่นางเป็น โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นตัวนางหาได้ต้องการไม่

ขณะกำลังชั่งน้ำหนักเพื่อตัดสินใจ บุรุษตรงหน้ากลับลืมตาขึ้น ดวงตาสุขุมเยือกเย็นสานสบกับนาง

อู๋ซินจ้องเขานิ่งพร้อมกับกล่าว

“ในเมื่อทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เหตุใดยังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 11

    โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 10

    นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 9

    “ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 8

    วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 7

    จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 6

    ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status