ログインภายในรถม้าเงียบกริบไร้เสียงสนทนา เสียงลมพายุอื้ออึงบวกกับรถม้าที่เริ่มโคลงเคลง ทำเอาฉินเซิงขมวดคิ้ว เขากำลังจะลุกขึ้นเดินออกไปดูด้านนอก แต่ฉู่หมิงกลับยกมือขึ้นห้ามและส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งอยู่เฉยๆ
ก่อนขึ้นเขาหลี่เฉิงกำชับแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไร ทั้งสองจะต้องนั่งเงียบๆ ไม่ออกไปด้านนอก แม้แต่แง้มม่านรถม้าขึ้นก็ไม่ได้ ดังนั้นฉินเซิงจึงได้แต่ข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้
หลายต่อหลายครั้งที่รถม้าโคลงเคลงแทบพลิกคว่ำ ถึงอย่างนั้นกลับมีกำลังภายในกล้าแกร่งขุมหนึ่งทานเอาไว้ ฉินเซิงรู้สึกคล้ายเพิ่งได้เปิดหูเปิดตา ผู้อาวุโสวัยกลางคนซึ่งทำหน้าที่บังคับรถม้า ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หลายปีที่ร่ำเรียนวรยุทธ์เขาพบยอดยุทธ์มากมาย แต่ที่กำลังภายในกล้าแข็งขนาดนี้เขาเพิ่งเคยพานพบ
เสียงลมพายุด้านนอกสงบลงแล้ว เสียงถอนหายใจกลับดังขึ้น น้ำเสียงเคร่งเครียดของหลี่เฉิง ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองในรถม้ารู้สึกกังวลขึ้นมา
“ศิษย์น้อง เจ้าปล่อยข้าขึ้นเขาไปเถิด นี่เรื่องด่วนนะ”
ไม่มีเสียงตอบกลับและรถม้าก็ไม่ได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า หลี่เฉิงเพียงนิ่งเงียบรอคอย
ฉู่หมิงนั่งหลับตาพิงผนังรถม้า ใบหน้าซีดขาวของเขาบัดนี้ยิ่งดูน่ากลัว ฉินเซิงมองเห็นเหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามหน้าผากของผู้เป็นนาย เดาได้ว่าพิษกำลังกำเริบขึ้นมาแล้วจริงๆ
ยังไม่ทันที่ฉินเซิงจะอ้าปากกล่าวคำ น้ำเสียงเนิบนาบของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้น เสียงนั้นไม่คล้ายอยู่ใกล้แต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา
“ผู้มาเยือนคือแขก เสี่ยวตง เพลามือหน่อย”
ในที่สุดรถม้าก็เคลื่อนตัวไปด้านหน้าช้าๆ ฉู่หมิงลืมตาขึ้น มือใหญ่ซีดขาวยื่นออกไปคว้าม่านรถม้า ค่อยๆ ยกขึ้นเพื่อมองออกไปด้านนอก
คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อยเมืองมองเห็นเส้นทางอันเลี้ยวลดสูงชันซึ่งกำลังหมุนวนรอบหุบเขา เงยหน้ามองไปยังด้านบนมีส่วนของหลังคาเรือนยื่นออกมา จุดดังกล่าวมีระเบียงไม้ยกสูงจากพื้น
สายตาของเสนาบดีหนุ่มหยุดลงยังเงาร่างในชุดสีม่วง สตรีผู้นั้นยืนมองมายังรถม้า แต่ไกลเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาว่านางมีหน้าตาอย่างไร
ชั่วขณะที่เขากะพริบตาอยู่ๆ นางก็หายตัวไป ราวกับเมื่อครู่เป็นเขาที่ตาฝาด...
กว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดรถม้าที่ไต่ขึ้นสู่ยอดเขาก็หยุดลง ม่านรถม้าด้านหน้าถูกเลิกขึ้น หลี่เฉิงก้าวเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าเป็นกังวล
“ท่านเสนาบดี”
ฉู่หมิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่ใบหน้ากลับยิ่งดูไร้ซึ่งสีเลือด “ข้ายังดีอยู่”
ชายหนุ่มพยายามยิ้มแต่ก็ยากเย็นเต็มทน แม้จะมีคนช่วยพยุงเขาลงจากรถม้าถึงสองคน ถึงอย่างนั้นกว่าจะยืนมั่นคงบนพื้น เหงื่อกาฬก็เปียกชุ่มจนเขาหายใจหอบหนัก
สายตาของเขาพร่าเลือนในที่สุด แว่วเสียงฉินเซิงกล่าวบางอย่างด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แต่เสียงของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นชัดเจน
“พาขึ้นเรือนเถิด”
สติของเสนาบดีหนุ่มพร่าเลือน ภาพทุกอย่างดับวูบลงพร้อมกับร่างกายที่เจ็บปวดจนเกินทัดทาน ในลำคอมีรสชาติฝาดเฝื่อนและกลิ่นคาวของเลือด
“ได้โปรดช่วยเขาด้วย! เกรงว่าเขาคงไม่ไหวแล้ว พิษของเขากำลังกำเริบ!” เสียงของฉินเซิงตะโกนดังลั่น
ฉู่หมิงอยากบอกให้เขาลดเสียงลง อย่าได้เสียมารยาทกับผู้อาวุโส แต่เพราะทันทีที่ลืมตา สายตาของเขากลับปะทะเข้ากับดวงตาสุขุมเยือกเย็นคู่หนึ่ง
ไม่ทันได้พูด แค่ลืมตาเขาก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง
ชายชุดสีม่วงของนางพลิ้วไหวอยู่ในระดับสายตา ดวงหน้างดงามผุดผ่องก้มต่ำลงมองเขา
นางคือโฉมสะคราญที่ทำให้ผู้คนลมหายใจสะดุดทันทีที่เห็น อายุของนางมองแล้วไม่น่าจะเกินยี่สิบ ท่วงท่าน่าเกรงขาม ดวงตาสุขุมเยือกเย็น
“ในเมื่อทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เหตุใดยังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น” น้ำเสียงนุ่มละมุนดุดสายน้ำ หากแต่ประโยคที่กล่าวกลับทำให้ผู้คนชวนกระอักกระอ่วนเมื่อได้ยิน
เป็นนาง...
สตรีที่เขามองเห็นตอนที่นั่งรถม้าขึ้นเขามา และเสียงที่ดังก้องนั้นก็คือเสียงของนาง เพียงแต่...นางเป็นศิษย์ของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานเช่นนั้นหรือ?
บทสนทนาอันสับสนดังขึ้นข้างหู สัมผัสจากปลายนิ้วแผ่วเบาทำให้ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น เสียงการต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตระหนักว่าคนจากเป่ยซานถูกยั่วยุได้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค
“ฉินเซิง...”
“หุบปาก”
เสียงราบเรียบดังขึ้นข้างหู ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา เขามองเห็นใบหน้าของหญิงสาวในชุดสีม่วง นางกำลังสบตากับเขานิ่ง
“หากยังอยากมีชีวิต เจ้าต้องตอบคำถามของข้าเสียก่อน”
เขาพยักหน้าให้นางอย่างอ่อนแรง
“ข้าไม่ช่วยคนไร้ค่าไม่รักชีวิตตนเอง เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”
เขาอยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก “ไม่ใช่”
“ข้าไม่ช่วยคนที่ไม่รักษาสัจจะ เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”
เขาส่ายหน้า “ข้าไม่เคยผิดคำพูดของตนเอง”
“ดี ข้อสุดท้าย หากข้าช่วยเจ้าต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนหนึ่งข้อให้ข้า”
“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวในชุดสีม่วงพลันขมวดคิ้วให้เขา “อาเฉิง เจ้าไปเก็บตัวอะไรกลับมาให้ข้ากันแน่ ที่นี่ยังมีคนวิปลาสกว่าข้าอีกหรือ!!”
เขาได้ยินชัดเจนแต่กลับไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ บางอย่างกลางอกกำลังบีบรัด ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ทำให้เขาได้แต่หลับตาลงช้าๆ ร่างทั้งร่างเกร็งแน่น
ความร้อนขุมหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากกลางอก กระทั่งเขากระอักออกมาจึงลิ้มรสชาติเค็มปร่าของเลือด...
ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา
ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ
‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้
“ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู
จูหลานยังคงตัวแข็งทื่อ อยากวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ใจกลับยังคงลังเล หัวใจที่กำลังสับสนต่อสู้กับความหวาดหวั่นที่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ“มิสจูหลาน?”จูหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเรื่องในวันนี้ หลังจากนั้นเธอก็รู้แล้วว่าสมควรหลบเลี่ยงเขาอย่างไร เธอจะกลับอเมริกากับเฟิงเหยียน ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปจากคนเหล่านี้...การสัมภาษณ์ที่แสนเคร่งเครียดเริ่มขึ้น ที่จริงมีเพียงหญิงสาวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกันอย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยถามเรื่องทั่วไป ความคาดหวังในองค์กร กระทั่งถามถึงสวัสดิการที่เธอต้องการหญิงสาวตอบไปตามจริงทุกข้อ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ การทำงานที่ต้องการความมั่นคง ผลตอบแทนที่สมกับการทำงานหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการผ่านไปครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ดูเหมือนแสนนาน หากมองในแง่ที่ว่าซีอีโอคนหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง จูหลานลุกขึ้นยืนทันทีที่เขาลุกขึ้นยื่นมือออกมา“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ”“ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉันยังไม่ได
ชั้นล่างพนักงานรักษาความปลอดภัยชี้มืออกไปยังนอกตึก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนยืนอยู่พร้อมกับกล่องในมือ เขาไม่ได้หันมาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆจูหลานเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะคะ กล่องของเราสลับกัน”เขาหันกลับมาช้าๆ จูหลานเบิกตากว้างปล่อยกล่องในมือร่วงลงกระจัดกระจาย “อาเฉิง...” ความเศร้าที่คิดว่าดีขึ้นกลับยังคงกัดกร่อนจิตใจจูหลานยกมือขึ้นปิดปากกลั้นสะอื้น เธอเดินเข้าไปหาเขา มองใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนของหลี่เฉิง หากแต่...อีกฝ่ายกลับงงงันและดูตกใจที่เห็นเธอร้องไห้“คุณครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ผม...”เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ จูหลานพยายามกลั้นสะอื้นมองเขายิ้มๆ เธอส่ายหน้าปฏิเสธผ้าเช็ดหน้า“ขอโทษค่ะ ฉันนี่บ้าจริงๆ อ่อนไหวเกินไปแล้ว คุณ...ดูเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คง...ไม่ใช่” ทั้งสองลนลานก้มลงเก็บข้าวของแล้วแลกเปลี่ยนกล่องกันเขาเลิกคิ้ว “เขาเหมือนผม? คงไม่ได้ชื่อหลี่เฉิงเหมือนผม?”“เอ๋”“นานมาแล้วก็มีคนทักผมแบบนี้” เขาเหลือบตามองรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกล “คุณชื่ออะไรครับ ผมแซ่หลี่ ชื่อตัวเดียวสั้นๆ เฉิง”“แซ่จูค่ะ จูหลาน”“อา...จูหลาน” หลี่เฉิงพยักหน้า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอค







