Share

บทที่ 5

last update Last Updated: 2026-01-10 08:41:38

ภายในรถม้าเงียบกริบไร้เสียงสนทนา เสียงลมพายุอื้ออึงบวกกับรถม้าที่เริ่มโคลงเคลง ทำเอาฉินเซิงขมวดคิ้ว เขากำลังจะลุกขึ้นเดินออกไปดูด้านนอก แต่ฉู่หมิงกลับยกมือขึ้นห้ามและส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายนั่งอยู่เฉยๆ

ก่อนขึ้นเขาหลี่เฉิงกำชับแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดอะไร ทั้งสองจะต้องนั่งเงียบๆ ไม่ออกไปด้านนอก แม้แต่แง้มม่านรถม้าขึ้นก็ไม่ได้ ดังนั้นฉินเซิงจึงได้แต่ข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้

หลายต่อหลายครั้งที่รถม้าโคลงเคลงแทบพลิกคว่ำ ถึงอย่างนั้นกลับมีกำลังภายในกล้าแกร่งขุมหนึ่งทานเอาไว้ ฉินเซิงรู้สึกคล้ายเพิ่งได้เปิดหูเปิดตา ผู้อาวุโสวัยกลางคนซึ่งทำหน้าที่บังคับรถม้า ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

หลายปีที่ร่ำเรียนวรยุทธ์เขาพบยอดยุทธ์มากมาย แต่ที่กำลังภายในกล้าแข็งขนาดนี้เขาเพิ่งเคยพานพบ

เสียงลมพายุด้านนอกสงบลงแล้ว เสียงถอนหายใจกลับดังขึ้น น้ำเสียงเคร่งเครียดของหลี่เฉิง ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองในรถม้ารู้สึกกังวลขึ้นมา

“ศิษย์น้อง เจ้าปล่อยข้าขึ้นเขาไปเถิด นี่เรื่องด่วนนะ”

ไม่มีเสียงตอบกลับและรถม้าก็ไม่ได้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า หลี่เฉิงเพียงนิ่งเงียบรอคอย

ฉู่หมิงนั่งหลับตาพิงผนังรถม้า ใบหน้าซีดขาวของเขาบัดนี้ยิ่งดูน่ากลัว ฉินเซิงมองเห็นเหงื่อผุดพรายขึ้นมาตามหน้าผากของผู้เป็นนาย เดาได้ว่าพิษกำลังกำเริบขึ้นมาแล้วจริงๆ

ยังไม่ทันที่ฉินเซิงจะอ้าปากกล่าวคำ น้ำเสียงเนิบนาบของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้น เสียงนั้นไม่คล้ายอยู่ใกล้แต่กลับก้องกังวานไปทั่วทั้งหุบเขา

“ผู้มาเยือนคือแขก เสี่ยวตง เพลามือหน่อย”

ในที่สุดรถม้าก็เคลื่อนตัวไปด้านหน้าช้าๆ ฉู่หมิงลืมตาขึ้น มือใหญ่ซีดขาวยื่นออกไปคว้าม่านรถม้า ค่อยๆ ยกขึ้นเพื่อมองออกไปด้านนอก

คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อยเมืองมองเห็นเส้นทางอันเลี้ยวลดสูงชันซึ่งกำลังหมุนวนรอบหุบเขา เงยหน้ามองไปยังด้านบนมีส่วนของหลังคาเรือนยื่นออกมา จุดดังกล่าวมีระเบียงไม้ยกสูงจากพื้น

สายตาของเสนาบดีหนุ่มหยุดลงยังเงาร่างในชุดสีม่วง สตรีผู้นั้นยืนมองมายังรถม้า แต่ไกลเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาว่านางมีหน้าตาอย่างไร

ชั่วขณะที่เขากะพริบตาอยู่ๆ นางก็หายตัวไป ราวกับเมื่อครู่เป็นเขาที่ตาฝาด...

กว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดรถม้าที่ไต่ขึ้นสู่ยอดเขาก็หยุดลง ม่านรถม้าด้านหน้าถูกเลิกขึ้น หลี่เฉิงก้าวเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าเป็นกังวล

“ท่านเสนาบดี”

ฉู่หมิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำแต่ใบหน้ากลับยิ่งดูไร้ซึ่งสีเลือด “ข้ายังดีอยู่”

ชายหนุ่มพยายามยิ้มแต่ก็ยากเย็นเต็มทน แม้จะมีคนช่วยพยุงเขาลงจากรถม้าถึงสองคน ถึงอย่างนั้นกว่าจะยืนมั่นคงบนพื้น เหงื่อกาฬก็เปียกชุ่มจนเขาหายใจหอบหนัก

สายตาของเขาพร่าเลือนในที่สุด แว่วเสียงฉินเซิงกล่าวบางอย่างด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แต่เสียงของสตรีผู้หนึ่งกลับดังขึ้นชัดเจน

“พาขึ้นเรือนเถิด”

สติของเสนาบดีหนุ่มพร่าเลือน ภาพทุกอย่างดับวูบลงพร้อมกับร่างกายที่เจ็บปวดจนเกินทัดทาน ในลำคอมีรสชาติฝาดเฝื่อนและกลิ่นคาวของเลือด

“ได้โปรดช่วยเขาด้วย! เกรงว่าเขาคงไม่ไหวแล้ว พิษของเขากำลังกำเริบ!” เสียงของฉินเซิงตะโกนดังลั่น

ฉู่หมิงอยากบอกให้เขาลดเสียงลง อย่าได้เสียมารยาทกับผู้อาวุโส แต่เพราะทันทีที่ลืมตา สายตาของเขากลับปะทะเข้ากับดวงตาสุขุมเยือกเย็นคู่หนึ่ง

ไม่ทันได้พูด แค่ลืมตาเขาก็หมดสิ้นเรี่ยวแรง

ชายชุดสีม่วงของนางพลิ้วไหวอยู่ในระดับสายตา ดวงหน้างดงามผุดผ่องก้มต่ำลงมองเขา

นางคือโฉมสะคราญที่ทำให้ผู้คนลมหายใจสะดุดทันทีที่เห็น อายุของนางมองแล้วไม่น่าจะเกินยี่สิบ ท่วงท่าน่าเกรงขาม ดวงตาสุขุมเยือกเย็น

“ในเมื่อทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เหตุใดยังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น” น้ำเสียงนุ่มละมุนดุดสายน้ำ หากแต่ประโยคที่กล่าวกลับทำให้ผู้คนชวนกระอักกระอ่วนเมื่อได้ยิน

เป็นนาง...

สตรีที่เขามองเห็นตอนที่นั่งรถม้าขึ้นเขามา และเสียงที่ดังก้องนั้นก็คือเสียงของนาง เพียงแต่...นางเป็นศิษย์ของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานเช่นนั้นหรือ?

บทสนทนาอันสับสนดังขึ้นข้างหู สัมผัสจากปลายนิ้วแผ่วเบาทำให้ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น เสียงการต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาตระหนักว่าคนจากเป่ยซานถูกยั่วยุได้ เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยค

“ฉินเซิง...”

“หุบปาก”

เสียงราบเรียบดังขึ้นข้างหู ฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา เขามองเห็นใบหน้าของหญิงสาวในชุดสีม่วง นางกำลังสบตากับเขานิ่ง

“หากยังอยากมีชีวิต เจ้าต้องตอบคำถามของข้าเสียก่อน”

เขาพยักหน้าให้นางอย่างอ่อนแรง

“ข้าไม่ช่วยคนไร้ค่าไม่รักชีวิตตนเอง เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”

เขาอยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก “ไม่ใช่”

“ข้าไม่ช่วยคนที่ไม่รักษาสัจจะ เจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่”

เขาส่ายหน้า “ข้าไม่เคยผิดคำพูดของตนเอง”

“ดี ข้อสุดท้าย หากข้าช่วยเจ้าต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนหนึ่งข้อให้ข้า”

“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”

ได้ยินดังนั้นหญิงสาวในชุดสีม่วงพลันขมวดคิ้วให้เขา “อาเฉิง เจ้าไปเก็บตัวอะไรกลับมาให้ข้ากันแน่ ที่นี่ยังมีคนวิปลาสกว่าข้าอีกหรือ!!”

เขาได้ยินชัดเจนแต่กลับไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ บางอย่างกลางอกกำลังบีบรัด ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ทำให้เขาได้แต่หลับตาลงช้าๆ ร่างทั้งร่างเกร็งแน่น

ความร้อนขุมหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากกลางอก กระทั่งเขากระอักออกมาจึงลิ้มรสชาติเค็มปร่าของเลือด...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 11

    โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 10

    นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 9

    “ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 8

    วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 7

    จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 6

    ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status