FAZER LOGIN“ทำไมแกไม่ตบนังคุณหนูไฮโซหน้าด้านนั่นสักฉาดสองฉาดให้สาแก่ใจ แล้วก็กระทืบไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นซ้ำอีกสักสามสี่ตุ๊บ”
นรินดาโวยวายเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด นิรชาหัวเราะกับท่าทางของเพื่อนรัก
“ฉันยังไม่หัวร้อนเลย เธอหัวร้อนทำไม”
“ก็ฉันโกรธแทนแกนี่นา ไอ้ผู้ชายเฮงซวย มันน่านัก”
“ช่างเถอะๆ ฉันทำใจได้นานแล้ว”
“แต่ทำไมแกยังส่งเงินให้มันอีกล่ะ ทั้งที่รู้ว่ามันหลอกเธอน่ะ”
“ก็ตอนนั้นเขาบอกว่าคุณน้าป่วย” นิรชาตอบเสียงอ่อย
“แกก็เชื่องั้นสิ”
“ไม่เชื่อหรอก แต่ก็ไม่อยากใจจืดใจดำ”
“จ้าคุณแม่พระ คนคนวันจันทร์ ผู้แบกรับทุกอย่าง ไม่ไหวบอกไหว เห็นใจทุกคน ยกเว้นตัวเอง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนเกิดวันจันทร์เนี่ย” นิรชาหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนรัก นรินดามองบนเบี้ปากอย่างหมั่นไส้เพื่อนรัก
“จ้า ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว”
“ฉันมันยอมโง่เอง คิดว่าความดีจะชนะทุกอย่าง ความทุ่มเทความจริงใจของฉันจะทำให้เขากลับตัว”
“ผู้ชายเฮงซวยอย่างไอ้นายธนานั้นน่ะ ไม่มีวันกลับตัวกลับใจหรอก ข้อนี้ฉันว่าเธอรู้ดีที่สุด”
“ก็ใช่... แต่ ฉันก็”
“ทำใจไม่ได้” นรินดาตอบแทนคนที่นั่งก้มหน้าหงอยๆ อยู่ข้างๆ หญิงสาวเอื้อมมือไปโอบเพื่อนรักกดศีรษะของนิรชามาซบที่บ่าบอบบางของตนอย่างปลอบโยน
“ช่างเถอะๆๆ ไม่บ่นแกแล้ว มันผ่านไปแล้วเนาะ” โอ๋ๆ เพื่อนรัก ดีวันดีคืนน้า” นรินดาลูบหลังลูบไหล่เพื่อน
“ฉันไม่ใช่เด็กขี้แยสักหน่อยไม่เห็นต้องโอ๋เลย คนวันจันทร์อย่างแกน่ะชอบเก็บทุกอย่างไว้เอง ทำเป็นเก่ง ทำเป็นเท่ แต่จริงๆ แล้วอ่อนปวกเปียกต้องการคนเข้าใจและให้กำลังใจไม่เหมือนสาววันอาทิตย์สุดแทนร้อนแรงอย่างฉันที่แมนๆ ไม่ไหว บอกไม่ไหว ใครไหวไปก่อนเลย”
“ตรรกกะอะไรของแกเนี่ย มันเกี่ยวอะไรกับวันเกิดด้วย ยายบ๊อง”
“ตรรกกะฉันนี่ล่ะ คิดเองเออเองนักเลงพอ เป็นไง ตรงกับความเป็นจริงของแกสุดๆ แม่นเหมือนตาเห็นเลยมั้ยล่ะ” นรินดาหน้าระรื่น
“จ้าๆ แม่หมอดูคนเก่ง”
“เอาล่ะ เราไปกินชาบูกันเถอะ หาของอร่อยๆ กิน ให้พุงกางไปเลย”
“ได้ๆ แต่เธอเลี้ยงนะ”
“ไม่มีปัญหาเพื่อนรัก ฉันเลี้ยงแกเอง แล้วจะไปไปแด๊นซ์ต่อ เต้นให้กระจายให้หายเศร้าไปเลยยย...”
แล้วสองสาวเพื่อนรักก็กอดคอกันไปร้านชาบูหม้อไฟร้านประจำ ทั้งสองกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
“นี่แก เบาหน่อยๆ เมาแล้ว พออเถอะ กลับบ้าน”นรินดาคว้าแก้วเหล้าในมือเพื่อนรักมาวางบนโต๊ะ หลังจากที่เห็นนิรชาเอาแต่ดื่ม จนเมามายแทบไม่ได้สติ ต่ปากก็ยังบอกว่าไหว อยากดื่มย้อมใจให้หายแค้น
“ยัง ฉันยังไง ยังไม่เมา” คนพูดตาลอย หน้าแดงก่ำ ดูออกว่าพยายามฝืนให้ตัวเองยังคงนั่งอยู่ได้ไม่ฟุบลงกับโต๊ะ
“ไม่เมายังไง แทบจะฟุบไปแล้วเนี่ย” นรินดาบ่นเพื่อน พลางยื้อแย่งแก้วที่เจ้าตัวพยายามจะคว้าไปดื่มอีก
“พอๆ กลับๆ เดี๋ยวฉันจะเรียกรถ” วันนี้หล่อนไม่ได้ขับรถมาเพราะกลัวว่าจะเจอด่าน เลยนั่งแท็กซี่มาที่ผับแห่งนี้ ที่พวกหล่อนเคยมาเที่ยวดื่มกินกันประสาสาวๆ แม่จะไม่ได้หรูหรา แต่ก็ถือว่ามีระดับและปลอดภัยสำหรับสาวๆ อย่างหล่อน เพราะเจ้าของผับเป็นเพื่อนรุ่นพี่ ที่เป็นพี่สาวแสนสวยในร่างชายหนุ่มกำบำบึกบึน พี่แนนนี่ หรือ นนกุล
“ยัง ยังไม่สะใจเลย”
“ถ้ารอให้แกสะใจ ฉันว่าจะต้องพาแกไปจองศาลาก่อนน่ะสิ พอแล้วๆ เดี๋ยวพี่แนนนี่มาเห็นแกโดนด่าแน่” นรินดายกพี่แนนนี่มาขู่ นิรชาหัวเราะร่วนอย่างคนเมา
“แกก็ดีแต่เอาพี่แนนนี่มาขู่ฉัน พี่แนนนี่น่ะรักฉันจะตาย ต้องมาช่วยฉันดื่มย้อมใจ เผลอๆ ไปกระทืบไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นแทนฉันด้วย”
“จ้าๆ แต่พอได้แล้ว” นรินดาพูดพลางแย่งแก้วในมือเพื่อนรักมาดื่มเสียเอง ก่อนจะหันไปเรียกพนักงานมาเก็บเงิน
ระหว่างรอแรงสั่นสะเทือนในกระเป๋าถือใบโปรดของนรินดาก็สั่นแจ้งเตือน หล่อนรีบหยิบมาเปิดดูว่าใครโทร. มาดึกดื่นป่านนี้ ก่อนจะทำหน้าเบื่อหน่าย เจ้านายจอมเรื่องมาก และบ้าอำนาจของหล่อนนั่นเอง
“ค่ะ ท่านประธาน” หญิงสาวตะโกนพูดแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม ตอบกลับเจ้าของสายที่โทร. เข้ามา
“นั่นคุณอยู่ไหน ทำไมเสียงดัง” แม้รอบข้างจะเสียงดังแต่หล่อนก็จับอารมณ์ในน้ำเสียงของ คุณเมฆ หรือ เมธานนท์ กิตติเมธาสกุล ท่านประธานสุดหล่อ แต่ปากร้าย จอมเผด็จการ จอมเรื่องมาก และเขาก็เป็นเจ้านายของหล่อน
หล่อนเป็นเลขาของเขามาตั้งแต่เรียนจบ ก็เข้าปีที่ห้าแล้ว
“เอ่อ รินอยู่ที่ผับ...”
“รีบมาที่บ้านผมเดี๋ยวนี้” หล่อนยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรต่อ เขาก็สั่งเสียงห้วนแล้ววางสายไปทันที นรินดามองโทรศัพท์ในมืออ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกได้แต่โมโหคนที่ชิงวางสายไปก่อน
“เป็นบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย วัยทองหรือสมธิสั้นรึไง พูดอะไรไม่เคยจบ ไม่เคยถามเลยว่าฉันพร้อมจะไปมั้ย”
นรินดาบ่นกับโทรศัพท์ในมืออย่างหงุดหงิด ที่เจ้านายคนนี้เอาแต่ใจเสียนัก และหล่อนก็ไม่อาจจะปฏิเสธความต้องการของเขาได้
“ใคร ว่าใครผู้หญิงโง่ ใครพูด” นิรชาหันขวับมามองคนที่นั่งอยู่โซฟาตัวตรงข้าม ก่อนที่เจ้าหล่อนจะลูกขึ้นเดินเซๆ มาหยุดตรงหน้าเขา ดวงตากลมโตที่ตอนนี้ปรือๆ มองสำรวจชายหนุ่ม ทั้งยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ครามนิ่งงันรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เมื่อสบตากับหญิงสาวขี้เมามันบ้ามากที่เขารู้สึกแบบนี้ ทั้งที่มันไม่ควรเกิดขึ้น ชีวิตเขาผ่านผู้หญิงมามากมาย และพูดได้ว่า ทุกคนล้วนสวยสดมากกว่าหญิงสาวตรงหน้าหลายเท่านัก แต่แปลกมากที่เขาไม่เคยหัวใจเต้นแรงกับผู้หญิงเหล่านั้นเหมือนกับผู้หญิงคนนี้“นาย.. นายพูดว่าฉันผู้หญิงโง่ใช่มั้ย” เสียงของหล่อนทำให้เขาตื่นจากภวังค์ แล้วปรับสีหน้าให้เย็นชาเคร่งขรึม ทำทีเป็นโกรธขึ้ง“อะไรของเธอยายบ๊อง เมาแล้วก็ไปนอนไป๊”“นี่ๆ นังนิชาออกมาๆ”แนนนี่พยายามไปลากนิรชาออกมาจากคราม แต่กลายเป็นว่าโดนหล่อนผลักเสียจนแทบหงายหลัง ดีที่พงษ์เข้ามาประคองไว้ได้ทัน แล้วนิรชาก็เข้าไปคร่อมร่างของครามไว้ ตอนนี้ ทั้งสองขาและแขนเรียวกักขังร่างทรงพลังของครามไว้ โดยที่ชายหนุ่มเองก็ได้แต่ตกตะลึงไม่คิดว่าหล่อนจะทำแบบนี้ จึงได้แต่นั่งตัวแข็งจ้องใบหน้าแดงก่ำของนิรชานิ
“ขอบคุณมากๆ เลยค่ะพี่คราม งั้นวันนี้แนนนี่เป็นเจ้ามือเลี้ยงพี่เองนะคะ ดื่มกินได้เต็มที่เลยค่ะ แนนนี่เปย์ไม่อั้น”“ขอบใจ แต่ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้”“แหม พี่คราม พี่มาหาแนนนี่ทั้งที อีกอย่างก็ช่วยแนนนี่หลายอย่างแค่นี้ไม่เป็นไรค่ะ”“โอเคๆ ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ขอรับน้ำใจเธอไว้ก็แล้วกันนะ”“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยค่ะพี่คราม” แนนนี่ยิ้มกว้างอย่างยินดี แต่แล้วการสนทนาของพวกเขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงเคาะประตูห้องทำงานของแนนนี่ดังขึ้นรัวๆ แนนนี่พยักหน้าให้พงษ์ไปเปิดประตู และทันทีที่ประตูเปิดออก พนักงานหนุ่มคนหนึ่งก็พรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นๆ“มีอะไรไอ้แสบทำหน้าเหมือนเจอผี” พงษ์เอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของพนักงานของตน“ยิ่งกว่าผีอีกครับพี่พงษ์ พี่แนนนี่”“มีอะไรก็รีบพูดมา” แนนนี่ลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้า ไอ้แสบ“ก็ ก็...”“ก็อะไรอ้ำอึ้งอยู่ได้” แนนนี่เสียงดังใส่เมื่อเห็นท่าทางอ้ำๆ อึ้งๆ ของไอ้แสบ“ก็เพื่อนของพี่ เอ่อ คุณคนนั้นน่ะ ที่ชื่อ ชื่อ...” แนนนี่กับพงษ์หันไปมองหน้ากัน และโดยไม่ต้องให้ไอ้แสบพูดชื่อออกมาก็รู้ว่าหมายถึงใคร“แย่แล้ว...” ทั้งแนนนี่และพงษ์พูดขึ้นพร้อมกันก่อนจะถลาออกไปนอกห้
คราม คาลอส เมอซินี่ วัชรโภคิน ยืนอยู่กลางห้องทำงานของผับซึ่งลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นเจ้าของ ดวงตาคมกรอบสีเขียมอมเทาเข้มเกือบดำ มองสำรวจห้องทำงานที่หากเทียบกับห้องทำงานอันโอ่อ่าของเขาแล้ว ห้องนี้เล็กกว่าห้องน้ำในห้องนอนของเขาเสียอีก แต่ถึงอย่างไร มันก็ดูดีเลยทีเดียว ห้องถูกตบแต่งโดยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น โทนสีขาวสะอาดตา มีดกระถางต้นไม้ดอกไม้ประดับสวยงามอยู่มุมห้อง ดูสบายตา ให้ความรู้สึกสบาย สงบเงียบแตกต่างจากแสงสีเสียงที่ดังระทึกเร้าใจด้านนอก เหมือนหลุดเข้ามาอีกโลกหนึ่งเมื่อเข้ามาในห้องนี้...เสียงประตูที่เปิดออกทำให้ครามหันไปมอง และก็ได้พบคู่รักที่เรียกว่า คู่รัก LGBTQ ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกหรือผิดตรงไหนที่คนเพศเดียวกันจะรักกัน เพราะความรัก มันไม่สามารถบังคับกันได้ และความรักระหว่างหญิงชายก็ไม่ได้หมายความว่า คนทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป ดังนั้น ในเรื่องเพศ ความรักจึงไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นแค่หญิงและชายเท่านั้น“หวัดดีค่ะพี่คราม” แนนนี่เอ่ยทักทายลูกผู้พี่อย่างตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะหันมาแนะนำคนรักให้ครามได้รู้จัก“นี่พงษ์แฟนแนนนี่ค่ะ พงษ์ นี่พี่คราม”“หวัดดีครับพี่คราม ยินดีที
“แก.. ไหวมั้ยเนี่ยนังนิชา” นรินดาหันมาประคองเพื่อนออกมาจากโต๊ะที่นั่งดื่มกันอยู่อย่างทุกลักทุเล“ไหวสิ ทำไมจะไม่ไหว ฉันไม่ได้เมาซะหน่อย”“สภาพพพพ... นี่เขาเรียกว่าเมาหัวราน้ำแล้วจ้าเพื่อนรัก”“แกมี่ธุระก็ไปทำเถอะ เดี๋ยวฉันกลับเอง”“สภาพอย่างแกนี่นะจะกลับเอง ฝันไปเถอะ” นรินดามองหาตัวช่วยก่อนจะกวักมือเรียก พี่พงษ์ พนักงานคนสนิทของพี่แนนนี่ หรือจะเรียกว่า คู่รักของพี่แนนนี่ก็ได้“พี่พงษ์มานี่หน่อยค่ะ”“ว่าไงครับน้องริน อ้าว นี่นิชานี่” พงษ์มองหญิงสาวทั้งสองก่อนจะมองนิรชาแล้วขมวดคิ้ว“ทำไมเมาขนาดนี้”“นิชาไม่ได้เมานะ” นิรชายังมีแก่ใจจะแย้ง พี่พงษ์หัวเราะขบขัน“เออๆ ไม่เมาก็ไม่เมา”“ก็ตามที่เห็นแหละค่ะพี่พงษ์ คือรินอยากให้ช่วยส่งนางกลับคอนโดรินหน่อยน่ะค่ะ”พี่พงษ์กับพี่แนนนี่คือเพื่อนรุ่นพี่ที่รักและไว้ใจกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ละทั้งสองก็เป็นคนดีที่หล่อนสามารถฝากฝังเพื่อนรักไว้ได้“พี่ว่าให้นิชาไปนอนพักที่ห้องแนนนี่ก่อนดีกว่า พอดีว่าพี่มีแขกสำคัญต้องดูแลน่ะ”“เอางั้นเหรือพี่”“เอางี้สิ ไว้พอนางสร่างเมาพี่กับแนนนี่จะไปส่งเอง”“งั้นฝากพี่ด้วยนะคะ รินมีธุระด่วน”“เจ้านายขาโหดเรียกล่ะสิ” พี่พงษ
“ทำไมแกไม่ตบนังคุณหนูไฮโซหน้าด้านนั่นสักฉาดสองฉาดให้สาแก่ใจ แล้วก็กระทืบไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นซ้ำอีกสักสามสี่ตุ๊บ”นรินดาโวยวายเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด นิรชาหัวเราะกับท่าทางของเพื่อนรัก“ฉันยังไม่หัวร้อนเลย เธอหัวร้อนทำไม”“ก็ฉันโกรธแทนแกนี่นา ไอ้ผู้ชายเฮงซวย มันน่านัก”“ช่างเถอะๆ ฉันทำใจได้นานแล้ว”“แต่ทำไมแกยังส่งเงินให้มันอีกล่ะ ทั้งที่รู้ว่ามันหลอกเธอน่ะ”“ก็ตอนนั้นเขาบอกว่าคุณน้าป่วย” นิรชาตอบเสียงอ่อย“แกก็เชื่องั้นสิ”“ไม่เชื่อหรอก แต่ก็ไม่อยากใจจืดใจดำ”“จ้าคุณแม่พระ คนคนวันจันทร์ ผู้แบกรับทุกอย่าง ไม่ไหวบอกไหว เห็นใจทุกคน ยกเว้นตัวเอง”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนเกิดวันจันทร์เนี่ย” นิรชาหัวเราะกับคำพูดของเพื่อนรัก นรินดามองบนเบี้ปากอย่างหมั่นไส้เพื่อนรัก“จ้า ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว”“ฉันมันยอมโง่เอง คิดว่าความดีจะชนะทุกอย่าง ความทุ่มเทความจริงใจของฉันจะทำให้เขากลับตัว”“ผู้ชายเฮงซวยอย่างไอ้นายธนานั้นน่ะ ไม่มีวันกลับตัวกลับใจหรอก ข้อนี้ฉันว่าเธอรู้ดีที่สุด” “ก็ใช่... แต่ ฉันก็”“ทำใจไม่ได้” นรินดาตอบแทนคนที่นั่งก้มหน้าหงอยๆ อยู่ข้างๆ หญิงสาวเอื้อมมือไปโอบเพื่อนรักกดศีรษะของนิรชามาซบ
ถุงกระดาษที่ด้านในมีกล่องของขวัญสุดแสนพิเศษ ที่หล่อนต้องการมอบให้คนรักร่วงหล่นจากมือกระแทกกับพื้นจนของด้านในกระจัดกายออกมาจากถุงเกลื่อนพื้น เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือ ธนา คนรักของหล่อนกำลังเดินโอบกอด หอมแก้มหญิงสาวสวยที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเจ้าหล่อนประดับประดาด้วยเสื้อผ้าเครื่องประดับแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วท่าทีเย่อหยิ่งที่ฝ่ายชายต้องคอยพะเน้าพะนอ เอาอกเอาใจเหมือนคนรักกันมานาน ยิ่งทำให้ นิรชา หรือ นิชา เจ็บแปลบในอก น้ำตาที่ไม่รู้มันมาจากไหนไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว เมื่อสิ่งที่เห็นได้บอกเรื่องราวอย่างชัดเจนแล้วว่า ความสัมพันธ์ของธนากับหญิงสาวคนนั้น อยู่ในขั้นไหน คำพูดที่ลอยตามลมมาเข้าหูสรรพนามที่ใช้เรียกกันก็บอกได้เลยว่า พวกเขาเป็นอะไรกัน ที่รัก มันคงไม่ใช่คำที่เพื่อนชายหญิงพูดกันแน่นอน นอกเสียจากว่า เขาทั้งสองเป็นคนรักกัน และอาจจะถึงขั้นเป็นสามีภรรยากันแล้วอย่างแน่นอนเรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเกิดขึ้นตอนไหน ทำไมหลอนไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ทั้งที่เมื่อสามวันก่อน ธนายังโทร. มาคุยกับเธอเหมือนเช่นปกติที่เคยเป็น ไม่มีวี่แววว่าเขาจะนอกใจหล่อนเลย







