Mag-log inนางเลือกจากมาพร้อมลูกในครรภ์ ตั้งใจปฏิบัติธรรมตลอดชีวิตที่เหลือ
ทั้งยังคิดเผื่อแผ่ให้เด็กน้อยไม่ประสาผู้เป็นบุตรแห่งตน โดยการละทิ้งซึ่งทางโลกอย่างถาวร นำพาบำเพ็ญเพียรเคร่งครัด หวังเพียงว่าลูกคนนี้จะไม่มีนิสัยชั่วร้ายเฉกเช่นมารดาอย่างนาง
หากแต่ใครไหนเลยจักคาดคิดว่าการคลอดบุตรจะหนักหนาสาหัส เมื่อซีซินเจ็บท้องคลอดอย่างทรมานจนทนไม่ไหว
ยามนั้น ระหว่างซีซินกับลูกน้อย เลือกรั้งชีวิตได้เพียงหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงสาเหตุแห่งความทรมานนี้ล้วนมาจากสตรีผู้ตรอมตรมมิอาจปล่อยวางจากอดีตอันทุกข์ระทมขื่นขมอย่างซีซิน
จึงทำให้เกิดภาวะเลือดลมบกพร่องอย่างหนักยามให้กำเนิดทายาทตัวน้อย การสละชีพตนเพื่ออีกคนที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจย่อมบังเกิด
ซีซินสิ้นชีพหลังจากคลอดบุตรสาว
เรียกได้ว่าหลุดพ้นอย่างแท้จริง จำต้องทิ้งธิดาตัวน้อยเอาไว้ให้พากเพียรฌานกับเหล่านักพรตหญิงในอารามต่อไป
ทารกตัวขาวนุ่มนิ่มจึงเกิดมากำพร้าที่มารดาทิ้งไว้เพียงกำไลหยกล้ำค่าสลักอักษรสอนสั่ง คำว่า 認真[1]
ทั้งยังฝากเล่าเรื่องราวอันขมขื่นของครอบครัวเพื่อเป็นคำเตือนสอนใจให้พึงระวังไว้อย่าได้หลวมตัว
สตรีไร้เดียงสาคือพิษร้าย วาจาบุรุษเชื่อมิได้
โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายใหม่ของเด็กหญิงอ่อนต่อโลกผู้หนึ่งให้หลุดพ้นวิถีแห่งเซียน
กลายเป็นคนธรรมดาที่มีรักโลภโกรธหลงแทน…
[1] แม้มีใบมีดกำลังบาดใจต้องอดทนไม่ปริปาก
***************************************************
อารามผิงอันภายในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์โบราณ
เด็กน้อยนาม ลี่เซียน[1] ซึ่งได้รับการถ่ายทอดพลังวัตรยื้อชีวิตเมื่อแรกเกิดจากเจ้าอารามผู้เปี่ยมเมตตา ต่อมายังคร่ำเคร่งปฏิบัติธรรมและฝึกฌานอย่างเคร่งครัดนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก ลูกศิษย์ลูกหาในสำนักพรตยังไม่เคยหวงแหนพลังปราณต่อนาง
คืนนั้นเป็นคืนเดือนเพ็ญ จันทร์กระจ่างลอยเคว้งกลางนภากว้าง เหมาะแก่การรับพลังหยินเสริมพลังวัตร นางจึงวิ่งเล่นนอกอารามเพื่ออาบแสงจันทร์ไปทั่วหุบเขาอย่างซุกซนตามวิสัย
ท่ามกลางราตรีกาลสลัวราง บนยอดเขาสูงชันตั้งตระหง่านลูกหนึ่ง เงาร่างของเด็กหญิงชุดขาวพิสุทธิ์กำลังไต่ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว เมื่อปีนขึ้นมาได้ก็วิ่งวนจนกระทั่งบังเอิญมาเจอกับชายชราผู้หนึ่งแฝงซึ่งบุคลิกยอดคนผู้เร้นกายสันโดษ แผ่ซ่านกลิ่นอายเฉกเช่นเซียนผู้บำเพ็ญเพียรตบะจนกล้าแกร่ง
นักพรตเฒ่าผมขาวหนวดขาวเครายาวสยายลู่ลมผู้นี้คืออดีตจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ เซียนหย่งสือ
ผู้เลือกวางอาวุธสังหารแล้วเร้นกายสู่ทางธรรม
เขาเลือกฝึกตบะบำเพ็ญฌานอยู่ภายในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์โบราณแห่งนี้มานานมากแล้ว
ลี่เซียนปรากฏกายในขณะที่กำลังมีคลื่นพลังมหาศาลไหลวนรอบชายชราผู้นั้น
ซึ่งกำลังร่ายพิธีกรรมอลังการแห่งฌานขั้นสูง
ภายใต้การบริกรรมคาถาคือดวงจิตของนางมารนามว่า ซานซาน แม่นางน้อยที่บังเอิญอยู่ไม่ไกล จึงได้รับผลพวงจากวิชาดูดวิญญาณอันร้ายกาจโดยมิได้คาดฝัน
ยามนั้นเด็กหญิงลี่เซียนอายุแค่แปดขวบ กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่ว่าใครก็หานางไม่เจอ
เมื่อดวงวิญญาณหลุดลอยกายหยาบสลาย เด็กหญิงนับเป็นเซียนตัวน้อยเพราะบำเพ็ญฌานยาวนานจนเข้าสู่ขั้นที่ห้า จึงพอมีพลังแก่กล้าติดกายอยู่บ้าง
ยามที่ดวงจิตถูกกระชาก นางสามารถหาสิ่งยึดเหนี่ยวได้ทันท่วงที
และสิ่งนั้นคือกำไลหยกลายคราม
สมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่สวมอยู่ตรงข้อเท้าไม่เคยห่างกาย
กำไลหยกลายคราม ตัวแทนมารดาผู้ลาลับ
กลับเป็นที่สิงสถิตของดวงจิตแม่นางน้อยผู้หนึ่ง
[1] 丽仙 ลี่เซียน แปลว่า นางฟ้าแสนสวย
หลิงเจินยังพูดไม่หมด ถังไห่เฉิงพลันสลัดบ่ากว้างออกจากฝ่ามือเหล็กไหลของอู๋จวินได้ในที่สุด บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยแทรกเสียงเข้ม “นางมิใช่อย่างที่เจ้าคิด! และข้าย่อมไม่มีทางถูกใครหลอกลวงโดยง่าย เจ้าอย่าริอาจหาญดูแคลนความสามารถของข้า”“...!?”อ๋องหนุ่มเดินตรงเข้ามาทางหญิงสาวที่เก้าอี้หินอย่างเร็ว สีหน้าของเขาเย็นชา สายตายิ่งดุดัน กระนั้นเขากลับไม่พูดไม่จาต่อจากนั้น เพียงโน้มตัวลงและยื่นมือเรียวยาวให้ลี่เซียนเพราะหากชักช้า ภรรยาของเขาคงได้นอนหลับตรงนี้แน่ ทุกครั้งที่นางฟังนิทาน พลังมหาศาลคล้ายถูกสูบจนสิ้น และนางย่อมต้องได้นอนกลางวันหลังกินอาหารอิ่มก่อนเท่านั้นอ๋องทมิฬผู้เคร่งขรึมเหี้ยมโหดโฉดทุกสมรภูมิผู้นี้เป็นสามีที่ดูแลเอาใจใส่และทะนุถนอมภรรยาหนึ่งเดียวของเขามากเมื่อแม่นางน้อยเหลือบตาเห็นถังไห่เฉิง สองแขนเรียวเล็กก็กางออกโดยสัญชาตญาณชายหนุ่มโอบร่างนุ่มด้วยอ้อมแขนอย่างรักใคร่หวงแหน ให้นางได้ซุกซบแผงอกอุ่นของเขา มองนางถูใบหน้านวลเนียนคลอเคลียไปมาเบาๆ เพื่อหามุมสบาย ฟังเสียงครางหวิวอย่างผ่อนคลายคล้ายลูกแมวน้อยอยู่ครู่หนึ่งจึงปรายตามองหลิงเจินอย่างอำมหิตคาดโทษ แม้อีกฝ่ายจักเป็นสหายตั้งแต่
ภายใต้ต้นไม้กฤษณาหอมกรุ่นร่มรื่นเย็นสบายลี่เซียนเห็นอีกฝ่ายจู่ๆ เงียบงัน ก็มิได้เอ่ยคำทำลายความเงียบนั้น เพียงพินิจอีกฝ่ายนิ่งๆ สังเกตจากรูปร่างหน้าตางดงามและผิวพรรณเนียนละเอียดขาวผ่องเปล่งประกาย ดูก็รู้ว่าเชื้อสายคงเป็นสตรีชั้นสูง นางจึงคาดเดาได้ไม่ยาก พลางถามเสียงเนือย“เจ้าเป็นลูกของภรรยาเอกผู้แทรกกลางนางนั้นหรือ?”หลิงเจินยังคงทอดมองเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า หาได้เปล่งวาจาใด แต่นั่นย่อมเพียงพอแล้วสำหรับลี่เซียนหมอหญิงแค่นยิ้มเย็นชา แต่ในใจกลับรู้สึกเป็นมิตรต่อพระชายามากยิ่งขึ้นนางจึงกล่าวต่ออย่างเถรตรงเฉกเช่นสหายที่ดีที่พึงกระทำต่อกัน ไร้ฐานันดรของอีกฝ่ายกางกั้น ปราศจากความห่างเหินแบ่งแยกชนชั้นเหมือนเช่นคราแรก สรรพนามที่เรียกขานยังเปลี่ยนไปเล็กน้อย“สามีมากภรรยานับเป็นเรื่องธรรมดาของชายหญิงทั่วไป ทว่าบุตรของพวกเขามิได้คิดเช่นนั้นกันทุกคน ข้าหนีออกจากบ้านด้วยเงินทองที่แอบเก็บออมเอาไว้ รวมกับที่แอบขโมยท่านแม่มา”“...”ลี่เซียนชะงักพลางมุ่นคิ้ว ขโมย?หลิงเจินปรายตามองลี่เซียนนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่หรี่แคบพร้อมคำถามคาดคั้นกับคำว่า ‘ขโมย’นางเหยียดยิ้มหยันแล้วเล่าต่อ “เงิน
เมื่อนั่งเคียงกันแล้ว สองตาหลิงเจินเพียงมองไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่อันไกลโพ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า“หมู่บ้านห่างไกลความเจริญมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเป็นเพียงหมอชาวบ้านธรรมดา ทว่ากลับมีรูปร่างหน้าตาสง่างามโดดเด่น พื้นเพของเขาเป็นเพียงสามัญชนไร้สกุลยิ่งใหญ่ บิดามารดาล้วนตายจากไป ญาติมิตรอพยพย้ายถิ่นฐานจนหมดสิ้น เนื่องจากไม่เคร่งครัดธรรมเนียมปฏิบัติจึงอยู่กินกับภรรยาตั้งแต่อายุยังน้อยโดยมิได้ผ่านการแต่งงานอันใด ยามนั้นพวกเขายังไม่มีฐานะอะไร ต่อมา...ฝ่ายชายมีโอกาสสร้างผลงานความดีความชอบเพราะสามีภรรยาเดินทางเข้าเมืองหลวงและได้รักษาอาการเจ็บป่วยปางตายให้ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งจนขุนนางผู้นั้นหายดีเป็นปลิดทิ้ง จากนั้น...หมอหนุ่มซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจึงเริ่มมีชื่อเสียง เงินทองไหลมาเทมา กระทั่งมีหน้ามีตาและมีฐานะที่ดี ผู้คนนับถือ มีเกียรติยศสูงส่งตามลำดับ”ยามเอ่ยเรื่องราว หลิงเจินมองเห็นว่าพระชายานิ่งฟังอย่างตั้งใจยิ่ง ท่าทางคงชอบฟังนิทานจริงๆ หญิงสาวจึงเล่าต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลดุจเดิม“สิ่งไม่คาดฝันพลันบังเกิด เมื่อฝ่ายบุรุษมีสตรีมาติดพัน นางผู้นั้นเป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์ตระกูลใหญ่ ปั
ประโยคยาวเหยียดนั้นทำถังไห่เฉิงชะงักงันไปชั่วขณะ หัวใจในอกแกร่งวูบไหวอ่อนยวบสองตาคู่คมจ้องมองลี่เซียนอย่างลึกซึ้งสุดจะหยั่ง มีความรักใคร่ท่วมท้นอยู่ในนั้นอย่างไม่ปิดบังในขณะที่หลิงเจินถึงกับก้าวเท้าถอยหลังอย่างตระหนกนี่...นางเคยพูดอะไรไปตอนเมาเหล้าหรือไม่? แย่แล้ว...ลี่เซียนถอนหายใจอย่างคนปลงตก เอ่ยอีกครา “หากเจ้าจะต่อว่าย่อมเป็นข้าที่สมควรถูกกระทำ เพราะข้าเป็นฝ่ายเข้าหาท่านอ๋องแต่แรก ข้าแค่ต้องการปกป้องเขา ไม่คิดแย่งเขาจากใคร หากว่าเจ้ากับเขาเป็นคนรักกันจริงๆ ข้าก็พร้อมจะจากไป...”หญิงสาวเอ่ยไม่ทันจบ หลิงเจินพลันร้องห้าม“พระชายา! ท่านอย่าได้เอ่ยอีกเลยเพคะ”ลี่เซียนกะพริบตาปริบๆ เอียงหน้าน้อยๆ มองหลิงเจินอย่างตกใจเบาๆความเงียบสงัดปกคลุมรอบด้านโดยพลัน บรรยากาศบังเกิดความวังเวงทันทีทั้งลี่เซียนและหลิงเจินต่างมองหน้ากันเงียบเชียบไม่มีใครเอ่ยวาจาใดต่อจากนั้นแม้แต่คำเดียว...หลังผ่านพ้นภาวะกระอักกระอ่วนอันอึดอัดเนิ่นนานหลิงเจินถอนหายใจลึกยาว นึกละอายใจเหลือจะกล่าว ทั้งยังรู้สึกนับถือน้ำใจอีกฝ่ายอย่างยิ่งหลังจากได้พบพานและสนทนาเช่นนี้ หลิงเจินถึงได้รู้ว่าถังไห่
ประโยคต่อมาของลี่เซียน ทำหลิงเจินตกใจนักนี่มิใช่การประกาศตัดใจเพื่อยกสามีที่เป็นถึงรุ่ยชินอ๋องให้นางอย่างใจกว้างหรอกหรือไร?สตรีผู้นี้ช่าง....หมอหญิงคนงามไม่อาจหาคำใดมาเอื้อนเอ่ยต่อจากนั้นลี่เซียนผินดวงหน้าพริ้มเพรามาทางหลิงเจิน คลี่ยิ้มน้อยๆ แต่งามล้ำเลิศยิ่ง “เรื่องราวระหว่างเจ้ากับท่านอ๋อง ข้าจะไม่ถามท่านอ๋องให้เสียเวลา เพราะบุรุษยามอยู่ต่อหน้าสตรีแต่ละคนย่อมมีเหตุผลแตกต่างกัน วาจาจะเชื่อได้หรือไม่ ยังยากจะคาดเดายิ่ง ข้าจึงเลือกถามเจ้าตามตรง ทว่า...”น้ำเสียงเย็นฉ่ำให้รู้สึกชุ่มชื่นจับหัวใจ แต่กลับหนาวเหน็บซึมลึกถึงกระดูกไขอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แม่นางน้อยเว้นระยะวาจาเพียงชั่วครู่ ยังผลให้คนฟังหัวใจกระตุกแทบทะลุออกมานอกทรวงอกฝ่ามือของหลิงเจินเริ่มชื้นเหงื่อ แต่เนื้อตัวกลับเย็นจัด นางเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวรอบด้านของหญิงสาวทั้งสองคือสวนดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งกำลังเบ่งบานล้อแสงตะวัน ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์สดใสมากนัก หากแต่ความรู้สึกของผู้คนกลับมิได้สดใสดั่งที่ควรห่างออกไปไม่ไกลคือกลุ่มผู้เฝ้าสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเย่เสีย อิงอิง ฉ่ายหรง ตงฟาง เสี่ยวเจี๋ย รวมถึงถังไห่เฉิงที่เดิน
ทว่าในจังหวะที่อิงอิงกำลังจะขยับปากประกาศกร้าว เป็นเย่เสียที่รีบเดินขึ้นหน้ามาบดบังเอาไว้ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม“แม่นางอิงกับแม่นางหลิงเป็นสตรี พระชายาย่อมต้อนรับพวกท่านเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”ลี่เซียนเพียงยกยิ้มบางเบาส่งให้ เดินนำหน้าสตรีทุกคนไปด้วยกิริยาแช่มช้า สีหน้าปกติ มิรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่เมื่อเย่เสียเปิดฉาก ฉ่ายหรงจึงเปิดตาม“พระชายาได้เตรียมบุปผาบานสะพรั่งเอาไว้ให้พวกท่านได้ชมและน้ำชาชั้นเลิศให้ได้ชิม ทางนั้นเจ้าค่ะ”กล่าวพลางผายฝ่ามือเชื้อเชิญให้หันหน้าเดินไปอีกฝั่ง เป็นการส่งสัญญาณให้เสี่ยวเจี๋ยและตงฟางรีบเข้ามาจับประคองอิงอิงกับหลิงเจินแล้วพาเดินไปทันทีทุกอย่างทั้งรวดเร็วและรวบรัด คนสนิททั้งสี่ของลี่เซียนล้วนไม่ธรรมดาในศาลาจึงเหลือเพียงแขกเหรื่อฝ่ายบุรุษคล้อยหลังขบวนเสด็จของพระชายาผู้งดงาม ถังไห่เฉิงจึงร่วมดื่มชากับอู๋จวิน เว่ยฉี และหวังหย่ง โดยมีเมิ่งหรูคอยดูแลปรนนิบัติรินน้ำชาให้เช่นเดิมบรรยากาศผ่อนคลายระหว่างสหายดำเนินไปครู่ใหญ่ เป็นเมิ่งหรูที่เริ่มทนไม่ไหว นางลอบกะพริบตาส่งสัญญาณบางอย่างให้หวังหย่งไปหนึ่งครา เพื่อให้สามีถือโอกาสฟ้องร้องท่านอ๋องเรื่องที่







