Masukระหว่างคิดในใจเช่นนั้นยังมองสบตากับเย่เสียในคันฉ่อง พลางคลี่ยิ้มเฉิดฉันที่แสนจะจริงใจส่งให้
เย่เสียคือผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือลี่เซียนที่กำลังอ่อนแออย่างที่สุด เหตุเพราะเป็นวิญญาณหลุดลอย อาศัยพลังวัตรที่ฝึกตบะยามถูกขังให้สามารถผสานกายหยาบได้
ทว่ายามที่กายหยาบเพิ่งผสานได้แค่ไม่นาน พลังปราณยังไม่เข้าที่ นางจึงสิ้นสตินอนสลบไสลอยู่ตรงชายป่า เสื้อผ้าที่ใส่ยังเป็นชุดเดียวกับเมื่อยามอายุแค่แปดปี เป็นชุดสีขาวไร้ลวดลาย คับแน่นไปหมดจนหายใจไม่ออก เผยเนินเนื้อได้อย่างน่าอาย มวยผมยังมัดเป็นก้อนกลมคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนหัว ส่วนรองเท้าคู่เล็กน่ารักหลุดหายไปที่ใดมิอาจทราบ
สภาพเยี่ยงนั้น แม้เป็นเด็กไม่ประสา แต่ก็พอคิดออกว่าไม่น่าดูเลยแม้แต่นิดเดียว
แม่นางน้อยกล่าวด้วยเส้นเสียงสดใส
“บุญคุณย่อมทดแทน พี่เย่เสียไม่ต้องเกรงใจ”
แต่อีกฝ่ายยังคงส่ายหน้า “โง่เขลาเบาปัญญาอย่างเจ้า หากเขาไม่พึงใจเจ้าขึ้นมา มิต้องเอาชีวิตไปทิ้งหรือ?”
ลี่เซียนหัวเราะคิก “ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ”
แน่งน้อยเอ่ยตามสัตย์ แม้ว่านางในยามนี้คือเหรินเซียน[1] แต่ประสบการณ์ชีวิตยังแค่เด็กแปดขวบที่เติบโตภายในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์โบราณ ซึ่งถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงและแตกต่างจากสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก
ลี่เซียนจึงคิดแค่ว่าต้องปรับตัวให้มีชีวิตปกติได้เหมือนบรรดาพี่สาวเหล่านี้เท่านั้น เพียงทำตามตำราที่ได้อ่านเมื่อครู่
ช่างง่ายดาย...
เย่เสียไหนเลยจะเข้าใจลี่เซียน นางมุ่นคิ้วเอ่ยเสียงเครียด
“แต่ข้าได้ยินเรื่องราวของเขามาไม่น้อย รุ่ยอ๋องผู้นั้นประดุจยมทูตจากขุมนรกอเวจีเชียวนะ”
ประโยคชวนผวาและน้ำเสียงของเย่เสียที่สั่นเทาปานนั้น ทำให้ลี่เซียนแย้มยิ้มเอียงหน้ากะพริบตา ในใจคิดว่า การได้เจอยมทูตนับเป็นวาสนาแล้ว
ทว่า...คนผู้นั้นไม่ใช่ยมทูตแน่ๆ เขาเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง มิใช่ว่านางจะดูไม่ออกเสียหน่อย
และที่สำคัญ ความสามารถในการจดจำของนางไม่ด้อย เมื่อเช้ายามที่นางได้เห็นเขาพร้อมพี่เย่เสีย นางก็รู้ทันทีว่าเป็นเขา
บุรุษบนหลังอาชา...
เจ้าของทวนเหล็กไหลที่ช่วยปลดปล่อยนางออกมาจากกำไลหยกลายคราม
แม้มีหน้ากากอักขระสีดำบดบังกว่าครึ่ง ทว่ากลิ่นอายเฉพาะกายของเขามิอาจปิดบัง ปราณสังหารเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์เช่นนั้น นางมิอาจลืม
เขาคือผู้มีพระคุณที่สุดของนาง
เรือนพักส่วนพระองค์ของรุ่ยอ๋องตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศเหนือของค่ายทหาร
แม่นางน้อยลี่เซียนถูกผู้ดูแลพาเรือนร่างอรชรในอาภรณ์บางพลิ้วสีชมพูอ่อนหวานมายืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าประตูเรือนของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ โดยมีเย่เสียตามห่วงใยไม่ห่าง ก่อนจะถูกผู้ดูแลฉุดกระชากลากตัวออกไปอีกทาง
ก่อนจากกันเย่เสียยังพินิจลี่เซียนโดยละเอียดหัวจรดเท้า ดวงตาทอประกายวาววับแล้วเอ่ยคำด้วยสีหน้าจริงจังอีกว่า
“เจ้างดงามถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องต้องพึงใจมากเป็นแน่ หากเป็นไปได้จงทำให้พระองค์ลุ่มหลง ต่อไปย่อมมีชีวิตสงบสุข สมปรารถนาทุกประการ”
กล่าวจบก็ยื่นน้ำมันหอมชนิดหนึ่งใส่มือให้ลี่เซียนทั้งยังกระซิบคำเสียงเครียดว่ามันคือยาวิเศษใช้เพื่อการณ์นี้
หวังว่าจะใช้ได้ผลกับอ๋องปีศาจเช่นเขาผู้นั้น
ลี่เซียนเพ่งพิศน้ำมันหอมในมืออย่างละเอียด นางเอียงหน้าน้อยๆ ทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของเย่เสีย
ดวงเนตรกลมโตดำขลับทอประกายพร่างพราวทันใด เมื่อเข้าใจได้กระจ่าง
แท้จริงมันคือสิ่งที่ใช้สะกดจิตวิญญาณของชายผู้นั้น ให้โปรดปรานนางนั่นเอง หากนางทำให้เขาโปรดปรานได้สำเร็จ อาจมีหนทางกลับหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ดั่งใจปรารถนา
เมื่อใคร่ครวญเสร็จสรรพ มือขาวอ่อนนุ่มก็ยัดน้ำมันหอมใส่อกเสื้อไว้ เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกควบคู่กับตำราวสันต์ครวญ
แม่นางน้อยลี่เซียนเป็นคนที่มีจิตใจละเอียดอ่อนมาก
ทุกสิ่งที่ผู้อื่นให้มาช่างมีค่าหาใดเปรียบ
แต่เนื่องจากชุดถูกเปลี่ยนเป็นบางพลิ้วกว่าเดิมจึงไม่อาจใส่แขนเสื้อได้อีก จำต้องยัดตรงอกเสื้อแล้ว
ยามนี้เนินเนื้อหยุ่นนุ่มจึงดูอวบอูมขึ้นมากทีเดียว
ลี่เซียนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนครู่หนึ่งจนเรียบร้อย ก่อนเดินไปทางหน้าประตูเรือนด้วยกิริยาเนิบช้าตามจริตที่ได้ฝึกมาถึงสามวัน ซุกซ่อนความซุกซนเอาไว้ได้แนบเนียน
ดวงเนตรกลมโตกระจ่างใสเพ่งพิศรอบทิศอย่างต้องการเรียนรู้ทุกสรรพสิ่ง
[1] เหรินเซียน (人仙) คือมนุษย์ที่มีพลังหยินหยางอย่างสมดุลจนมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่แก่ไม่ตาย แต่ยังมีความหิวกระหายและต้องการเครื่องนุ่งห่มอย่างมนุษย์ทั่วไป อาศัยอยู่ในมนุษย์ภูมิ
“เจ้าไม่คิดว่าควรทำสิ่งใด?” ในน้ำเสียงทุ้มลึกแผ่วเบาเจือกระแสเย็นเยียบไม่น้อยลี่เซียนย่อมซาบซึ้งในน้ำใจของเขา“ข้าขอบคุณท่าน”บุรุษเลิกคิ้วสูง ความไม่พอใจผุดวาบในแววตา“แค่นั้น?”เรียวนิ้วงามชะงักเล็กน้อยยามจัดชั้นใน ลี่เซียนเงยหน้าช้อนตาขึ้น เอ่ยอย่างระมัดระวัง“ข้าคงไม่ต้องแบ่งปันท่านหรอกกระมัง”ชุดพวกนี้มิใช่สีขาวพิสุทธิ์สวมได้ทั้งชายหญิงเสียหน่อยแม่นางน้อยคิดในใจอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้างหากท่านปรมาจารย์ในอารามผิงอันล่วงรู้ว่านางบังเกิดจิตใจคับแคบเช่นนี้ คงสั่งขังนางไว้ในหอพระธรรมอดข้าวอดน้ำเจ็ดวันเจ็ดคืนแน่นอน ดียิ่งนักที่นางห่างไกลมาหลายร้อยปีแล้ว จึงตระหนี่ได้เต็มที่แววตาสตรีฉายชัดปานนั้น นางหวงแหนสิ่งที่เขาหยิบยื่นถังไห่เฉิงให้รู้สึกพึงใจอย่างประหลาด เรียวปากบางเฉียบค่อยๆ ยกโค้ง เกิดเป็นรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างช้าๆ“ช่างเถอะ!”ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ก่อนขยับไปทางด้านในของเตียงแล้วนั่งเอนกายอิงกำแพงห้องนอน สองตายังคงจ้องมองผิวเนื้อขาวๆ เรียวขาเนียนๆ ไม่มีเกรงใจเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ว่าอะไร ลี่เซียนจึงก้มหน้าใส่เสื้อผ้าต่อไป นางไม่คิดว่าต้องระวังตัวอันใด เพราะตั้งแต่เล็
ห้องพักในเรือนบัญชาการหลังจากเดินหาอยู่เนิ่นนาน ลอยตัวหา หายตัวไปมา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ลี่เซียนจึงคิดตัดใจไม่หาต่อ ก่อนจะคิดได้ว่าควรกลับไปสารภาพผิดกับเย่เสียตามตรง โทษฐานไม่อาจรักษาสิ่งของสำคัญอันเป็นน้ำใจของอีกฝ่ายได้เมื่อคิดโดยละเอียดจึงคำนวณง่ายๆ ว่าสมควรชดเชยด้วยของมีค่าอย่างอื่น ทว่านางยังไม่มีเงิน ในโลกนี้เงินสำคัญมาก ยังต้องเร่งหาจากท่านอ๋องลี่เซียนเริ่มตระหนักถึงข้อนี้เนื่องจากเย่เสียพูดพร่ำให้นางฟังไม่หยุด อีกฝ่ายบอกว่ารุ่ยอ๋องมีเงินมีอำนาจ อยากได้สิ่งใดย่อมได้ทั้งนั้นหญิงสาวจึงทำตัวประหนึ่งวิญญาณ ลอยวูบหายวาบกลับมายังห้องนอนที่ถังไห่เฉิงจัดเตรียมให้ หมายมั่นไปขอเงินเขาทันทีที่ร่างงามทะลุกำแพงห้องเข้ามา ดวงเนตรงามพลันปะทะกับเนตรคมดำมหาภัย หญิงสาวชะงักค้างเกร็งร่างทันใด เนื่องจากนางสังเกตแววตาของเขาเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่านั่งรอนาง จนหงุดหงิดแล้วลี่เซียนคลี่ยิ้มแห้ง กำลังจะเอ่ยคำเอาอกเอาใจหมายให้เขาคลายโทสะ กลับเห็นสิ่งของที่วางเอาไว้ข้างกายสูงสง่า“อ๊ะ! หาเจอแล้ว”หญิงสาวละความสนใจออกจากชายหนุ่มทันที รีบปรี่เข้ามาทางตำราครวญวสันต์ทั้งหลายทันใด“ข้าหาอยู่นาน
นอกจากมิได้กำจัดหญิงนางโลมชั้นต่ำและรับความดีความชอบที่เปิดโปงความชั่วของมัน นางกลับมีโทษถึงสองข้อหา ล่วงเกินรุ่ยอ๋องทางสายตาและล่วงล้ำอาณาเขตส่วนพระองค์แม้จะโง่งมและวู่วามจนเกินงาม ทว่าบัดนี้ช่านเย่ถึงได้ฉลาดขึ้นมาบ้าง นางตระหนักแล้วว่าตนผิดพลาดอย่างมหันต์นางประเมินนังสตรีน่ารังเกียจนั่นต่ำเกินไป แต่ยังไม่ทันคิดการณ์เพื่อเอาตัวรอด กระแสเสียงอำมหิตพลันดังขึ้นอีกครั้ง“พาตัวหมอหญิงไม่รู้ความผู้นี้ไปตบปากสั่งสอนห้าสิบที คุมขังในคุกมืดรอคำสั่งต่อไป”“...!?”โหดมาก...นอกจากไม่สามารถพูดได้หลายวันยังไม่อาจกินข้าวได้อีกด้วย ช่านเย่ได้อดตายเป็นแน่แท้ พลทหารที่ยืนรอรับใช้องค์เหนือหัวคิดในใจอย่างสังเวช พลางประสานหมัดค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ”“ท่ะ...ท่านอ๋อง ช่านเย่มิกล้าแล้วเพคะ”เสียงร้องโหยหวนของสตรีเกิดขึ้นทันทีเมื่อพลทหารสองนายเดินเข้ามาพร้อมรังสีสังหาร พวกเขากระชากร่างบอบบางของช่านเย่ขึ้นอย่างแรงไร้ซึ่งความปราณีใด ๆ คล้อยหลังพลทหารที่ลากตัวช่านเย่หายลับไปจากครรลองสายตา ถังไห่เฉิงจึงมองสิ่งของตรงหน้านิ่งๆภายใต้เนตรคมเข้มสีรัตติกาลยากคาดเดาห้วงอารมณ์ ในใจอ๋องหนุ่มนึกสงสัยครามครันว่าสตรีผู
นับว่าโชคดีที่ยามนั้นนางมีคัมภีร์พระธรรม ตำราคำสอนบาปกรรมช่วยกล่อมเกลาจิตใจมิให้ฟุ้งซ่าน นางอ่านหนังสือเหล่านั้นอย่างตรากตรำก่อนที่ทุกคนจะเอือมระอานางที่ดื้อรั้นเมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่เซียนจึงนึกถึงตำรารัญจวนขึ้นมาได้ทว่าเมื่อมองหากลับไม่เจอในสาบเสื้อย่อมไม่มี ในแขนเสื้อชุดแดงก็ไม่เห็นเรียวคิ้วงามขมวดมุ่น ลี่เซียนค่อยๆ คิดว่าลืมไว้ที่ใด ท้ายที่สุดก็คิดออกว่าคงลืมไว้ในเรือนบัญชาการหากแต่นางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปที่ใดนี่นาหญิงสาวครุ่นคิดลึกซึ้ง ครู่หนึ่งจึงมองชุดแดงตรงหน้าคำสั่งนั่นอยู่บนเงื่อนไขการใส่ชุดงามนี่นา ยามนี้นางมิได้ใส่ชุดที่ชอบ ย่อมออกไปได้แน่นอนว่าหญิงสาวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินกรีดกรายนางเพียงขับปราณบริสุทธิ์สายหนึ่ง ชั่วพริบตาร่างงามพลันอันตรธานหายไป อย่างไร้ร่องรอยแสงแดดสีทองค่อยๆ โรยตัว บ่งบอกเวลายามเย็นภายในห้องหนังสือของถังไห่เฉิงเริ่มมีการจุดเทียนเพิ่มโดยพลทหารรับใช้หลังโต๊ะสลักลายพยัคฆ์คำราม ร่างสูงใหญ่สง่างามนั่งนิ่งไม่ไหวติงใด ๆ บนโต๊ะมี ‘สิ่งของบางอย่าง’ วางไว้ในระดับสายตา ด้านหน้าของโต๊ะห่างเพียงสามก้าว มีร่างระหงของสตรียืนอย่างสำรวมแต่แววตากลับท
ถังไห่เฉิงใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการเขียนรายงานการรบเพื่อถวายฮ่องเต้ถังไท่หลินผู้เป็นพี่ชายเมื่อเสร็จจากงานในห้องหนังสือจึงเดินกลับมาที่ห้องหนึ่ง เพื่อยืนมองใครบางคนจากหน้าประตูห้องนี้เดิมทีเป็นห้องรับรองชั้นในอยู่ระหว่างห้องนอนกับห้องหนังสือของเขา แต่บัดนี้กลายเป็นห้องนอนของนางไปแล้วเขาสั่งให้คนเพิ่มตั่งยาว ม่านมุ้งและเครื่องเรือนครบครัน โดยไม่รู้เช่นกันว่าทำไปเพื่ออันใด ทั้ง ๆ ที่นางไม่น่าไว้ใจ ที่มาที่ไปยังไม่แน่ชัด แต่เขาไม่ถามไถ่ให้กระจ่างกลับซื้อตัวนางไว้ข้างกาย ท้ายที่สุด นอกจากไม่คิดถามถึงตัวตนแท้จริงอันเป็นสาระสำคัญ ถังไห่เฉิงยังสนใจอาการแปลกๆ ของลี่เซียนมากกว่าชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าหาแม่นางผู้ซึมเศร้า“เจ้าเป็นอะไร?”สุ้มเสียงทุ้มต่ำทำลี่เซียนจำต้องวางผ้าลงโดยไว รีบปาดน้ำใสที่หางตาอย่างเร็วอึดใจต่อมา นางลุกขึ้นยืนแล้วกางแขนออกถังไห่เฉิงขมวดคิ้ว มองอย่างงุนงงยังไม่ทันได้ถาม คนงามพลันเดินหน้าแล้วโถมร่างนุ่มใส่ วงแขนเล็กยังกระชับเอวสอบแน่น“...!?”อีกครั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้เอ่ยอันใด หญิงสาวผู้กำลังส่ายหน้าขลุกขลักตรงแผงอกกว้าง พลันส่งเสียงหวานนุ่มเล็ดลอดออกมา “ข้าจะ
นางไม่ชอบชุดทหารแบบนี้เอาเสียเลย ไม่งามเลยสักนิด สู้ชุดของพี่เย่เสียก็ไม่ได้ ลี่เซียนเริ่มเอาแต่ใจ โดยการหันหลังให้ถังไห่เฉิงไม่มองหน้า ไม่พูดจา ไม่สนใจเขาอีกอ๋องหนุ่มเห็นเช่นนั้นกลับรู้สึกดีอย่างประหลาดเขาหมุนกายไปนั่งลงที่โต๊ะกลมพลางเอ่ย “เจ้า...มานี่!”เสียงทุ้มเย็นชาเช่นทุกคราทว่าครั้งนี้กลับเจือความอบอุ่นผิดปกติ ผู้ถูกเรียกเอียงคอมองเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ หมุนตัวเข้าหาอย่างไม่เต็มใจเลย“ท่านจะทำสิ่งใดอีก?”“ยืนนิ่งๆ”“...”แม้ดวงหน้าจะงอง้ำทว่าดวงเนตรกระจ่างใสที่ทอดมองกลับพร่างพราวดุจดวงดาวในคืนวสันต์ ยังผลให้บุรุษที่โต๊ะกลมยิ่งอารมณ์ดี วงหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มบางเบาตรงมุมปาก เนตรมังกรดำจัดเจือริ้วขบขันสายหนึ่งน้อยคนนักที่จะมีวาสนาได้ยลรุ่ยอ๋องที่เป็นเช่นนี้เมื่อฝ่ายสตรีหมุนกายมาหยุดยืนเบื้องหน้า ฝ่ามือหนาจึงช่วยจับสาบเสื้อให้เข้าที่ ผูกสายรัดเอวแน่น จับปกเสื้อให้มิดชิด ปิดถึงปลายคาง มีเพียงหน้าผากจรดคางมนที่เผยให้เห็นการแนบชิดเช่นนี้ ถังไห่เฉิงไม่เคยทำกับใคร ทว่าตั้งแต่เจอลี่เซียน เขากับนางกลับทำเรื่องสนิทสนมนับครั้งไม่ถ้วนเหลือเพียงสอดประสานเรือนกายแนบแน่นลึกซึ้งเท่านั้






![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
