Share

อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร
อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร
Penulis: หวางลี่อิง/มงกุฏดาว

บทที่ 1

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-02 11:25:40

บทนำ

หลูเค่อเอ้อ ชนเผ่าติดต่อกับแคว้นซีเป่ยด้านทิศตะวันตก เป็นเผ่าที่ได้ลงนามสัญญาสงบศึกมาช้านาน และเป็นพันธมิตรที่ดีกับซีเป่ยเสมอมา ท่ามกลางทุ่งหญ้าสีทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม มีเมฆประดับแซมสีขาวเป็นระยะช่างเป็นภาพที่สวยงามจับตาจนเหรินเล่อคิดว่านี่คือสวรรค์บนดิน และเป็นสิ่งที่ปรารถนามากที่สุดในชีวิตของนาง

ได้อยู่กับแผ่นดินที่เป็นบ้านของตัวเองมีอันใดจะเปี่ยมด้วยความสุขกว่านี้อีกหรือ

“ยะ!” อาชาสีขาวทะยานพุ่งเข้าหาเนินที่เป็นทุ่งดอกหญ้าสีขาวอย่างรวดเร็ว สองมือของเหรินเล่อโบกโบยไปกับสายลมคล้ายกำลังร่ายรำอยู่บนหลังม้า ผีเสื้อโบยบินไปรอบกายของนางทำให้นางกระโดดลงมาจากหลังม้า ร่วมเต้นรำไปกับมันแต่เพียงไม่นานเหรินหลี่เฉียนพี่ชายของนางเรียกดับฝันของนางฉับพลัน

“เหรินเล่อท่านพ่อเรียกพบ”

เหรินเล่อหันไปย่อคิ้วมุ่ยหน้าให้พี่ชาย แต่ใบหน้าของพี่ชายดูคล้ายไม่สบอารมณ์เลยสักนิด ราวกับมีเรื่องหนักอกหนักใจ

“มีอะไรหรือไม่ท่านพี่”

“มี!” เสียงตอบไร้หางเสียงของพี่ชายทำให้นางไม่รั้งรออีกต่อไป หลังจากถึงเผ่าของตนเองโฉมสะคราญเดินฉิว

ตรงไปยังกระโจมกลางที่เรียกประชุมขุนนางทันที

สีหน้าทะมึนตึงของบิดา กับสายตากดดันของเหล่าขุนนางที่เพ่งมองมายังร่างของสตรีที่เป็นดั่งเทพธิดาของแคว้นคล้ายกำลังเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นแล้ว นางจึงนิ่งสงบรอฟังคำสั่งของท่านพ่อทันทีหลังทำความเคารพ

“หลูเค่อเอ้อ ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าแล้ว เล่อเล่อ” เหรินจิ้น บิดาของเหรินเล่อและเหรินหลี่เฉียน

กล่าวออกมาอย่างหนักใจ ภายในเต็มไปด้วยความอึดอัด ทั้งสงสารและเห็นใจบุตรสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง ที่นอกจากกำพร้าแม่แล้ว นางยังต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนในวัยที่กำลังจะมีความสุข

“ข้ายินดีช่วยเจ้าค่ะ...หากนั่นจะทำให้เผ่าหลูเค่อเอ้อสงบสุข ข้าจะทำ”

หลังจากคำฟังบิดาแล้ว นางไม่อยากตกลงก็จำต้องตกลง เพื่อช่วยเหลือบิดาและเผ่าของตนเอง นางจึงต้องสละชีวิตนางเพียงหนึ่ง แลกกับความสุขของทั้งชนเผ่าเรือนแสน

‘การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์’ นางเองก็อยากเห็นหน้า ผู้ใดกันริคิดการเชื่อมสัมพันธ์ด้วยวิธีโง่เง่าสิ้นดีนี้

..........................................................................................................................................................................................................................

สามเดือนให้หลัง...เช้าตรู่ในเรือนรับรองพิเศษเมืองเทียนหนิงเมืองหลวงแคว้นซีเป่ยวุ่นวายไปด้วยการจัดเตรียมต้อนรับเจ้าขบวนบ่าวที่จะมารับเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวไปทำพิธีในวังหลวง

ปิ่นทองชิ้นสุดท้ายฉลุลายดอกโบตั๋นประดับมุกเงือกเป็นประกายแวววาว และมันคือของหมั้นของเจ้าสาวในวันนี้ถูกเสียบลงบนผมยึดกับเครื่องหัวที่ใช้สวมใส่ตามฐานะของชายาเป่ยอ๋องหรือองค์ชายรองหวังหยางซั่ว แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นซีเป่ย ผู้เป็นอนุชาของฮ่องเต้หวังเหว่ยกวง และผู้กุมอำนาจทางทหารอันสำคัญของแคว้นซีเป่ย

ชาดแดงถูกแต่งแต้มลงที่ริมฝีปากอวบอิ่มจนสวยงามเป็นขั้นตอนสุดท้าย สาวใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวฟางสวมต่างหูทรงลูกปัดหลากสีที่เป็นเอกลักษณ์ของแคว้นให้นายของตัวเอง พร้อมทั้งกล่าวให้นางเตรียมตัว

“ท่านหญิงเจ้าคะ เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

ท่านหญิงเหรินเล่อเป็นบุตรีของอ๋องเหรินจิ้นครอบครองดินแดนทางทิศตะวันตกที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญเช่นทองคำ แต่ว่าอำนาจทางการทหารยังด้อยกว่าแคว้นซีเป่ย เพราะชนเผ่าหลูเค่อเอ้อเพิ่งเข้มแข็งเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมา เกิดจากการเจริญสัมพันธไมตรี และลงนามสัญญาสงบศึกแต่ละแคว้นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยใช้แร่ธาตุสำคัญเช่นทองคำเป็นตัวแปรสร้างความสงบของแคว้น

เสียวฟางกล่าวจบ สาวใช้อีกคนที่ให้เข้ามาช่วยแต่งกายยกผ้าแพรคลุมหน้าเจ้าสาวที่เหรินเล่อเป็นผู้ปักเองตลอดสามเดือน ระหว่างอาศัยอยู่ที่เรือนรับรองพิเศษก่อนจะมีการร่วมพิธีแต่งงาน นางไม่เคยพบหน้าเจ้าบ่าวสักครั้ง กระทั่งเงาก็ไม่เคยพบ แต่ไม่น่าแปลกใจอันใด เพราะ

เป่ยอ๋องก็คงเหมือนกับนางคือ ไม่เต็มใจแต่งเช่นเดียวกัน

เมื่อได้เวลาเจ้าสาวเดินไปขึ้นเกี้ยวที่คลุมด้วยผ้าแพรโปร่งสีแดงปิดกั้นสายตาโดยรอบนั่งเรียบร้อยแล้ว ขบวนเจ้าสาวก็แห่ไปรอบเมืองอย่างอึกกระทึก

ตลอดทางที่เกี้ยวเคลื่อนไป มีสองนางกำนัลโปรยกลีบกุหลาบสีแดงชาดไปตลอดทาง เป็นประเพณีของเผ่าหลูเค่อเอ้อ แสดงถึงชีวิตจะได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตแต่งงานจะได้ราบรื่น มีแต่คืนสุข ขัดกับคนในเกี้ยวที่ไร้ความยินดีกับคนที่อยู่บนหลังม้าที่ไร้ความเต็มใจที่ต้องมารับเจ้าสาวในวันนี้

ย้อนไปก่อนจะมีงานสมรสครั้งนี้... แคว้นซีเป่ยแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เกิดกระแสคลื่นใต้น้ำวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกับตำแหน่งขององค์รัชทายาท หวังหลวนหลง จนทำให้ฮองเฮาจัดการกวาดล้างอย่างเงียบ ๆ กับพวกที่ปล่อยข่าวว่าร้ายของลูกชายของตน เท่านั้นยังไม่เพียงพอให้กระแสข่าวซาไป จนนางคิดว่าคนเช่นเป่ยอ๋องอาจจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำต่ำช้านี้

เพราะยิ่งปราบเหมือนยิ่งกระพือลมให้โหมไฟไหม้เหมือนไหม้กองฟางแห้ง และเหล่าราษฎรมีใจสนับสนุนไปทางเป่ยอ๋องที่สร้างคุณูปการให้กับแคว้น ที่แม้ได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋องคุมมณฑลซิงไห่ไปแล้ว แต่อิทธิพลในราชสำนักทั้งขุนนางเกินครึ่งสนับสนุนเป่ยอ๋อง นั่นทำให้นางยอมไม่ได้ จึงเกลี้ยกล่อมสามีให้มีการพระราชทานสมรสขึ้นเพื่อลดทอนอำนาจของเป่ยอ๋องลง

เพราะหากแต่งกับใครสักคนในเมืองหลวง เท่ากับยิ่งเพิ่มอำนาจราชศักดิ์ให้กับเป่ยอ๋อง และนั่นอาจจะนำมาซึ่งการก่อกบฏในอนาคตได้หากสิ้นอำนาจของฝ่าบาท

เป่ยอ๋องเจ็บใจนักที่ฮองเฮาเลือกวิธีกำจัดตนให้พ้นทางด้วยวิธีที่แสนสกปรก หากส่งคนมาต่อสู้กันซึ่งหน้าเขาย่อมไม่ยอมแพ้แน่ และนั่นยังไม่รวมถึงใช้ขุนนางและเสด็จพี่มากดดันเขาให้ยอมรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้

หากเขาไม่ยอมรับ เท่ากับเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยในการจงรักภักดี เพราะไม่สามารถยึดคืนทหารในสังกัดของเป่ยอ๋องได้ ไม่ใช่แค่ทหารของแคว้น แต่เป็นทหารภายใต้สังกัดของเป่ยอ๋องมาช้านานก่อนที่ฝ่าบาทจะขึ้นครองราชย์

หรือต่อให้ยึดมา เหล่าทหารก็ไม่จงรักภักดีดังเดิม ดังนั้นทหารและแม่ทัพนายกองจำต้องอยู่ในสังกัดเป่ยอ๋อง หากยังอยากให้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามกลางเมือง

ดังนั้นเห็นมีเพียงวิธีเดียวก็คือ การให้แต่งงานกับเผ่าอื่นที่ไม่ใช่คนของแคว้นซีเป่ย เพราะกฎราชสำนักกล่าวไว้ชัดเจน ฮ่องเต้ของซีเป่ยต้องสมรสกับคนในแคว้นหรือชายาเอกเป็นคนในแคว้นเท่านั้น จึงคู่ควรสมบัลลังก์ และวิธีนี้นอกจากเลี่ยงการนองเลือดแล้ว ยังเลี่ยงการพ่ายแพ้แก่

เป่ยอ๋องหากต่อสู้กันซึ่งหน้า

นับว่าเหลียนชิงเย่าฉลาดปราดเปรื่องไม่น้อย เพราะต่อให้ตนอยู่อย่างสงบ แต่ฮองเฮาก็มองเขาเป็นดั่งงูพิษ ที่พร้อมจะแว้งกัดเมื่อไหร่ก็ย่อมได้

เมื่อน้ำท่วมปากจำต้องรับราชโองการต่อหน้าขุนนางทั้งท้องพระโรงในตอนประชุมเช้า เก็บความขุ่นมัวไว้ในใจ และเขาก็เลือกกลับไปยังตำหนักทันที ไม่อยู่พบเสด็จพี่เป็นการส่วนตัว แม้จะมีคำเชิญมาก็ตาม และตลอดการรอฤกษ์สมรสเขาก็ปฏิเสธการพบปะบุคคลอื่นทุกคน กระทั่งคนที่นั่งบนบัลลังก์มังกรผู้นั้น

ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งมองไปเบื้องหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ รอบกายได้ยินแต่เสียงยินดีจอมปลอม บ้างก็หัวเราะเยาะเขาทำไมเขาจะไม่รู้ ทั้งเครื่องดนตรีจากกองสังคีตหลวง ก็ถูกจัดมาให้ตีประโคมต้อนรับพระชายาบ้านป่าแดนไกลอย่างเอิกเกริก ทั้งปล่อยข่าวโคมลอยเรื่องรักใคร่ชายหญิง ที่กล่าวมารวมทั้งหมดเพราะต้องการหยามน้ำหน้าของเป่ยอ๋อง ยิ่งได้ยินเขายิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก

สตรีผู้นั้นมาถึงก่อนงานแต่งถึงสามเดือนก็เพราะบัญชาจากฝ่าบาทอยากให้เขาและนางได้รู้จักมักคุ้น แต่คนเช่นเป่ยอ๋องไม่เคยต้องลดตัวไปทำความรู้จักกับผู้ใด ตลอดสามเดือนเรือนรับรองพิเศษในเมืองหลวงล้วนเป็นที่จับตามองว่าจะมีสักวันหรือไม่ที่คนองอาจและเย็นชาเช่นเป่ยอ๋องจะไปเยี่ยมเยือน

แต่ต่อให้ไร้วี่แววเพียงใด ข่าวว่าเขาส่งจดหมายแต่งกลอนเกี้ยวนางก็ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่เขาไม่เคยได้จรดพู่กันแม้แต่น้อย

ฮองเฮาช่างเจ้ากี้เจ้าการนัก!

แต่เอาเถอะ แต่งก็แต่งหากนางทนอยู่ตำหนักเป่ย อ๋องได้ถึงสามเดือนเขาจะทบทวนเรื่องของนางอีกครั้ง

เมื่อถึงวังหลวงขบวนเจ้าสาวถูกตั้งให้ยาวหนึ่งลี้หยุดลง ตามด้วยเจ้าสาวและเจ้าบ่าวถือผ้าสีแดงผูกเป็นดอกไม้ตรงกลางสวยงามเดินเคียงคู่ไปยังตำหนักเหอเตี้ยน ที่จัดงานแต่งงานของทั้งสอง

ตำหนักเหอเตี้ยนใช่ใครก็ได้ที่จะจัดงานแต่งงาน นอกจากราชวงศ์คนสำคัญกับฮ่องเต้ก็ไม่มีผู้ใดได้รับเกียรติให้จัดได้ แม้เป่ยอ๋องจะบอกเพียงว่าให้จัดงานเรียบง่ายเพราะตนเองชอบความสมถะ หรือที่จริงแล้วไม่อยากให้เป็นงานใหญ่โตอะไร

แต่ฮองเฮายืนกรานคัดค้านสุดกำลัง เพราะหากจัดที่นี่ เทียบเชิญจากแคว้นที่พันธมิตรเสมอมาจะถูกเชิญมาให้ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นงานใหญ่ระดับแคว้น และนั่นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน

เพราะบัลลังก์มังกรที่พี่ชายนั่งอยู่นั้น นางถึงกับทำเรื่องเกินหน้าที่ไปมาก...สักวันเขาจะแก้แค้นฮองเฮาให้สาสม

เรื่องนี้เพราะนางมีบุตรชายไม่เอาไหนทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย

‘หวังหลวนหลง’ องค์ชายใหญ่ที่อ่อนแอปวกเปียกยืนอยู่ข้างหลังมารดาตั้งแต่ตีเท้าฝาหอยจนปัจจุบันอายุสิบห้าปีแล้วกลับยังไม่ประสาอะไร ผิดจากเขาที่เพียงอายุสิบสองปี ก็ถูกส่งไปชายแดนให้เหล่าแม่ทัพเลี้ยงดู จับดาบถือกระบี่ขี่ม้าออกรบมาตลอด เพียงเพราะเขาอาจเป็นภัยต่อบัลลังก์ ชะตาชีวิตจึงไม่ง่าย กว่าจะเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง เขาเหนื่อยไปไม่น้อย เสียเลือดไปก็มาก ในเมื่ออยู่นิ่งเฉยคนก็มายุแย่ง เช่นนั้นเขาก็ควรทำบางอย่างให้ฮองเฮารับรู้ว่าอำนาจเป่ยอ๋องเช่นเขาไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด ผู้คนก็สวามิภักดิ์

ตั้งแต่เล็กเขาไม่คิดแย่งชิงเพื่อต้องการอยู่อย่างสงบ แต่เมื่อรบชนะก็ถูกแต่งตั้งเป็นเป่ยอ๋องไม่ให้เข้าเมืองหลวงหากไม่เรียกพบ จวบจนเสด็จพ่อสวรรคตเสด็จพี่ถึงเรียกกลับเมืองหลวง แต่ตำหนักที่เคยอยู่บัดนี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว จึงต้องสร้างตำหนักนอกเมืองหลวง

ชีวิตเขาใฝ่หาความสงบก็จริง แต่มีสตรีนางหนึ่งที่เขารู้สึกดี ๆ ด้วยแต่สุดท้ายกลับไม่ได้แต่งไม่พอ ยังต้องแต่งสตรีอื่นตัดหน้านาง

จิตใจหวังหยางซั่วเจ็บช้ำเหลือทน แต่ไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดได้ เพราะแม้กระทั่งในจวนก็ยังมีคนของฮองเฮาเข้ามาสอดแนมอยู่เป็นประจำ แต่มีหรือคนอย่างเขาจะรอให้นางเข้ามารุกอยู่ฝ่ายเดียว นักฆ่ากว่าร้อยชีวิตที่ตายที่นี่ ล้วนเป็นเรื่องเงียบฉี่ทั้งนั้น กว่าจะรู้ว่านักฆ่าที่ส่งมาตายไป ฮองเฮาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

หลังประกาศให้คำนับฟ้าดิน จอกเหล้าในมือของสองบ่าวสาวรินรดไปที่พื้นพร้อมกันด้านหน้า แต่เมื่อคำนับพ่อแม่มือของเป่ยอ๋องสั่นระริก เพราะสตรีที่เป็นศัตรูตัวฉกาจยืนฉีกยิ้มส่งมาให้เหมือนสตรีใจดี แต่มีแต่เขาที่รู้ดีว่านางร้ายกาจเพียงใด

หลังจากคำนับกันและกัน สายตาของเขาเหลือบไปมองทางซื่อหนิงเสี้ยนจู่ ที่เขามักสบายใจทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิด ยามนี้ยืนน้ำตาปริ่มจนน่าสงสารทำเอาเขากำหมัดแน่น

‘ข้าจะเป็นอิสระโดยเร็วเพื่อนาง’

นั่นคือคำมั่นจากเขาที่สัญญากับนางเอาไว้ ตอนนี้เมื่อหน้าที่การแต่งงานเป็นเรื่องที่จำใจรับปาก ดังนั้นเขาก็จะทำมัน เมื่อแต่งแล้วก็จบหน้าที่เช่นเดียวกัน เรื่องอื่นก็ไม่สนใจไยดีอีกเช่นกัน กระทั่งเจ้าสาวในวันนี้ก็ไร้ความสนใจ

ในห้องหอที่ประดับด้วยสีแดงมงคล มีแสงตะเกียงที่จุดให้ความสว่างไปตามจุดต่าง ๆ ในห้องหอ เหล่าสาวใช้ที่ฟังเพียงคำสั่งฮุ่ยซื่อเหลียน ตำแหน่งมามาที่ดูแลในตำหนักเป่ยอ๋องให้ปิดห้องหอให้มิดชิด และเฝ้าไว้อย่าให้เกิดเรื่อง โดยที่นางก็ไม่ได้เต็มใจนัก

“อย่าให้ชายาบ้านป่าผู้นั้นเป็นอะไรไป” นางสั่งแล้วก็เดินกลับไปเพื่อพักผ่อน และหาทางวางแผนที่จะเอาหลานสาวฮุ่ยหลิงอันเป็นชายารองให้ได้ แต่ยังไม่สบโอกาสที่ดี จึงทำได้แค่จัดการเรื่องเบื้องหน้าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ยามห้ายของคืนเข้าหอ หวังหยางซั่วดื่มเหล้าต่างน้ำแต่เขากลับรู้สึกไม่เมาสักที จนโดนขันทีคู่พระทัยอย่าง

เหลียงเหล่ยเป็นคนเตือนท่านอ๋องเรื่องการเข้าหอ

“จะเลยฤกษ์เข้าหอแล้วนะพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” เสียงกระซิบที่ไม่ดังไม่เบา ทำให้หวังหยางซั่วยกยิ้มมุมปาก ที่จริงเขาไม่อยากเฉียดใกล้ห้องหออะไรนั่นสักนิด แต่พิธียังไม่จบดังนั้นจึงต้องทำให้จบสักที

ร่างองอาจเดินเข้าไปถึงเรือนหอ จากนั้นใช้เท้าถีบเข้าไปจนสาวใช้ที่ที่ยืนรอรับใช้อยู่ใกล้ ๆ สะดุ้ง ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าสาวในห้องหอ

‘เถื่อน!’ นางสถบในใจ แต่ไม่พยายามเพ่งสายตาไปยังเขา เพราะกลัวว่าเขาคิดว่านางจะอยากเข้าหอด้วย แต่ในความเป็นจริง เขาไม่คิดมองนางสักนิด เดินมาหยุดตรงหน้านางแล้วชักมีดสั้นออกมา

‘อำมหิต’ คำสถบก่นด่าคำที่สองตามมา

ผ้าแพรโปร่งบางไม่ได้หนาทึบ ทำให้เห็นเต็มสองตาว่าเขานั้นชักมีดขึ้นมา ความมันวาวที่สะท้อนกับแสงไฟทำให้นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่หาได้กลัวไม่ เพราะอาวุธพวกนี้นางเห็นจนชิน ใช้ต่อสู้ก็เคยมาแล้ว แต่เขาน่ะสิ หยิบของมีคมพวกนี้มาทำอะไร คงไม่คิดจะกำจัดนางตั้งแต่เข้าหอคืนแรกหรอกกระมัง

ฟึ่บ!

ปลายมีดตวัดขึ้นที่ปลายผ้าแพร่ผืนบาง ส่งให้เกิดเสียงผ้ากระพือขึ้นจากใบหน้าและหล่นกระทบลงพื้น แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นกลับเห็นเพียงเบื้องหลังของชายที่แสนองอาจอย่างเป่ยอ๋องกับคำพูดที่หากเป็นสตรีอื่นคงจะร้องห่มร้องไห้

“พิธีแต่งงานเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าก็นอนไปเถอะ เรือนนี้เป็นของเจ้า ข้าก็จะไปพักผ่อน”

กล่าวจบร่างองอาจเดินก้าวฉับ ๆ ออกไปจากห้องหอทันที แต่กลับเรียกรอยยิ้มขบขันให้กับคนเป็นเจ้าสาว

“ปกติใช้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้า คงมีแต่เป่ยอ๋องเท่านั้นกระมังที่ใช้มีดสั้น ดี...ดีจริงจะได้ตัดให้ขาดฉับ ๆ”

ร่างเล็กที่เกร็งมาตลอดทั้งวันได้ผ่อนคลายเสียที นางล้มตัวลงนอนทั้งชุดเจ้าสาว คิดว่าตื่นเช้าคงต้องเจอกับอะไรที่ไม่ปกติอีกเป็นแน่

เมื่อเช้าตรู่มาถึงเสียงสะอึกสะอื้นปลุกนางให้ตื่นขึ้น เป็นเสียงเสี่ยวฟางสินะ นางจึงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาต้องการการจะถามหาที่มาที่ไปถึงอาการร้องไห้ของสาวใช้ตน...
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 61

    “เช่นนั้นคืนนี้เราอาบน้ำด้วยกันดีหรือไม่...” อาบน้ำในความหมายของเป่ยอ๋องย่อมไม่ได้อาบน้ำธรรมดา และเขาชอบอาบน้ำกับนางที่สุด “ไม่เพคะ” “ใจร้าย เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าอด...อยาก...มานานเท่าไหร่แล้ว” เขาจงใจเน้นคำให้นางรู้ว่าเขาทรมานเพียงใด “ข้าง่วงแล้ว” “ไม่เป็น

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 60

    สามปีถัดมาเป่ยอ๋องสร้างเรือนใหญ่โตที่ชายแดนสำหรับลูก ๆ ได้วิ่งเล่น เพราะนางไม่ยอมกลับมาซีเป่ย ดังนั้นจึงเป็นข้อตกลงกันว่าอยู่ที่ชายแดนระหว่างเผ่าหลูเค่อ เอ้อ กับซีเป่ยและเมื่อเป่ยอ๋องสร้างเรือนอย่างยิ่งใหญ่ การค้าแถบชายแดนก็คึกคักมากยิ่งขึ้น ขุนนางที่เอาแต่รับส่วยถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหลือเพียงขุนนางซื

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 59

    เหรินเล่อขึ้นเตียงแล้วหลับตาทันที ทั้งสั่งไม่ให้คนเข้ามารบกวน เพราะนางง่วงนอนแล้ว แต่มีหรือใครจะขวางเป่ยอ๋องได้ จนเมื่อเขามาหยุดยืนอมยิ้มให้กับนางอยู่ข้างเตียงนอน “เจ้ารีบมานอนรอข้าเช่นนี้ รู้ใช่หรือไม่รางวัลของข้าคืออะไร” เสียบแหบพร่าเปล่งข้างหู แต่แล้วนางก็ผลักไสเขาออกไป เพราะเนื้อตัวเขาม

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 58

    สามวันต่อมา เหรินเล่อเริ่มอยากออกกำลังกายมากขึ้น เพราะเอาแต่นอนจนรู้สึกปวดหัวไปหมด โดยที่หลังจากนางฟื้น อีกคนก็ป้วนเปี้ยนกับนางโผล่มาให้เห็นเช้า กลางวันและเย็น มีบางช่วงที่หายไปนางให้คนไปสืบก็พบว่าเขาไปดูค่ายทหารที่ชายแดน แต่เมื่อนางคิดถึงได้ไม่ทันไร คนหน้าด้านก็โผล่มาให้นางเห็นอีกแล้ว วันน

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 57

    “แล้วรู้แล้วรึ” “แน่นอนว่ารู้แล้ว ทั้งซื่อหนิงฮวา และฮุ่ยซื่อเหลียนได้รับกรรมที่ก่อไว้แล้ว” ซื่อหนิงฮวาเขาย่อมตัดขาดนาง และคิดว่านางคงเสียหน้าไม่น้อยที่เขาปฏิเสธรัก ส่วนฮุ่ยซื่อเหลียน การต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองในวัยที่ใกล้ฝั่งแล้วคงไม่ง่ายนัก “เหอะ...ข้าไม่เชื่ออย่างท่านหรือจะต

  • อ๋องสารเลวผู้นี้อำมหิตเกินใคร   บทที่ 56

    “นาง...ตั้งครรภ์!” เขาหันกลับมามองเหรินหลี่เฉียนที่เข้ามาด้านใน แล้วก็ยังไม่ทันได้ขวาง จนอีกร่างก็ได้ยินที่นางเพ้อด้วยพิษไข้แล้ว “ใช่...หลานข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า” เหรินหลี่เฉียนผลัก เป่ยอ๋องให้หลบออกไป “แต่ข้าเป็นบิดากับสามี” “แต่เจ้าทำนางเจ็บปวด จนหัวใจสลาย” คำพูด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status