เสี่ยวหยวนจื่อรู้สึกชอบพระชายาผู้นี้ จากที่ได้สัมผัสชั่วระยะเวลาสั้น ๆ นับว่าเป็นคนที่น่าติดตามไม่น้อย นี่แหละสมกับเป็นพระชายาเป่ยอ๋อง มุทะลุดุดันไม่เกรงกลัวผู้ใด แต่เมื่อผ่านมาได้สักพักสังเกตว่าพระชายากลับเอามือจับหัวใจ
“พระชายาเพคะเป็นอะไรหรือไม่” เสี่ยวฟางเข้ามาพยุงตัวพระชายาหลังเดินมาใกล้ถึงเรือนพัก
“ข้าหายใจเกือบไม่ทั่วท้อง นี่ฮุ่ยมามาตามมาหรือไม่” นางเหลือบไปมองข้างหลังไม่เห็นผู้ใดก็เบาใจไปได้หน่อย อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ต้องฟังยายแก่ขี้บ่นสั่งสอนมารยาท
“โธ่...ข้าก็นึกว่าท่านไม่กลัว” เสี่ยวฟางมุ่ยหน้าอย่างผิดหวัง
“กลัวสิ...แต่ข้าต้องวางมาดพระชายา หากให้นางข่มตั้งแต่วันแรก พวกเจ้าจะอยู่กันยังไง ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณข้าเอาเสียเลย” นางค่อนขอด แต่เรียกรอยยิ้มให้กับเสี่ยวหยวนจื่อที่เป็นสตรียิ้มยากให้ผลิยิ้มครั้งแรก ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือนนี้
“ดูสิเจ้าไม่ค่อยยิ้ม แต่พอยิ้มข้าก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทันตา เจ้ายิ้มบ่อย ๆ นะ”
เสี่ยวหยวนจื่อตีสีหน้าขรึมทันทีเมื่อพระชายาทักเช่นนี้ นางไม่ค่อยยิ้มเพราะด้วยงานของตัวเอง และต้องดึงสีหน้าของตนตึง เพื่อให้อ่านออกยากเสมอ แต่กับพระชายานางกลับหลุดตัวตนที่สร้างเอาไว้ง่าย ๆ เช่นนี้
‘น่าเจ็บใจจริง’
“ถ้าข้าไปเรียนมารยาท คนอย่างฮุ่ยมามามีหรือจะให้ข้าเรียนดี ๆ ลงโทษข้าไม่ได้ก็เอาเรื่องกับพวกเจ้า ข้าจึงต้องแข็งแกร่งปกป้องพวกเจ้าเข้าใจหรือไม่” ต่อให้สาวใช้ของนางจะเป็นคนของจวนเป่ยอ๋อง แต่นางก็ต้องปกป้องขึ้นชื่อว่าคนของนาง ใครก็ห้ามรังแก
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา” ทั้งเสี่ยวฟางและเสี่ยวหยวนจื่อรีบยอบกายเคารพพระชายาอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะเข้าไปพักผ่อนที่เรือน
เมื่อกลับมาถึงทั้งเรือนก็สะอาดเอี่ยมอ่อง และเสี่ยวเฟิงก็จัดการงานส่วนของเสี่ยวหยวนจื่อเรียบร้อยแล้ว
“นี่เจ้าทำคนเดียวหรือ” เหรินเล่อแปลกใจนัก ทำไมเสี่ยวเฟิงทำงานเก่งเช่นนี้ หรือนางถนัดใช้แรงงาน
“เพคะ พวกท่านไปเผชิญหน้ากับฮุ่ยมามาต้องเหน็ดเหนื่อย กลับมาถึงเรือนเห็นความสะอาดเรียบร้อยจิตใจย่อมปลอดโปร่ง ตอนเด็ก ๆ ข้าเป็นลูกสาวของชาวนา แต่พ่อกับแม่มีลูกหลายคน และข้าทำงานในไร่ในสวนไม่เก่งจึงได้รับหน้าที่ซักผ้าหุงข้าว ทำความสะอาดบ้าน ข้าจึงถนัดเพคะ”
เสี่ยวเฟิงรีบบอกเหตุผลว่าเหตุใดนางจึงชำนาญ และนั่นเรียกสีหน้ายินดีให้กับเหรินเล่ออย่างยิ่ง
“ดีต่อไปหน้าที่จัดการงานเรือนของข้าเป็นหน้าที่เจ้าก็แล้วกัน ดูท่าแล้วเจ้าคงตบตีกับผู้ใดก็คงไม่ชนะหรอก ส่วนเสี่ยวหยวนจื่อเจ้าแม้ไม่ค่อยช่างเจรจา แต่สุขุมรอบรู้ติดตามข้ากับเสี่ยวฟางเวลาต้องไปพบใครในจวนแห่งนี้ก็แล้วกัน”
นางคิดว่ามอบหมายงานตามที่แต่ละคนถนัดจะดีกว่า เมื่อสั่งการสาวใช้เสร็จย่อตัวลงนั่งไม่ทันติดเก้าอี้ก็มีบ่าวรับใช้มาตามอีกแล้ว นางจึงต้องปั้นหน้าดุจนางพญาหงส์อีกครั้ง
“เรียนพระชายาได้เวลาเสวยอาหารแล้วเพคะ”
“อื้ม...ข้ารู้แล้ว”
ไม่รู้ว่าจวนแห่งนี้กินข้าวสายเพียงนี้เชียวรึ
“ที่นี่กินข้าวเวลาใดบ้าง” นางไม่ปล่อยให้สงสัยนานถามบ่าวรับใช้ทั้งสองทันที
“ที่นี่กินข้าวเวลาเดียวเพคะ คือยามอู่” เป็นเสี่ยวหยวนจื่อตอบนายของตนแทน
“ท่านอ๋องอับจนเพียงนี้เชียวหรือ จวนออกใหญ่โต”
เหรินเล่อไม่ทราบว่าที่พูดนั้นหยามน้ำหน้าเป่ยอ๋องเข้าแล้ว และเขาก็เดินผ่านมาพอดี
“เอ่อ...เรื่องนี้...” เสี่ยวเฟิงเองก็ไม่กล้าตอบ แต่กฎของมามาให้กินข้าวเวลาเดียวมาตลอด เพราะท่านอ๋องกินข้าวแค่เวลาเดียว ดังนั้นบ่าวจะกินมากกว่านายไม่ได้
“เสี่ยวฟางส่งจดหมายไปให้ท่านพ่อส่งข้าวสารมาจวนเป่ยอ๋อง คนทำงานกันทั้งวันให้กินข้าวเวลาเดียวแล้วจะเอาแรงที่ใดมาทำ มิน่าพวกเจ้าดูขาดสารอาหาร หากรู้ว่าสามียากจนข้าจะขนทองที่บ้านข้ามาให้มากหน่อย” คิดแล้วก็เสียดาย พี่ใหญ่ให้ขนทองมาอีกสองสามหีบแท้ ๆ แต่นางเกรงใจท่านพ่อกลัวทองในคลังจะเหลือน้อย
เป่ยอ๋องไม่คิดว่านางเป็นพระชายาจะไม่เห็นหัวเขาถึงเพียงนี้ จึงคิดจะเดินเข้าไปจัดการต่อว่าเสียหน่อย แต่เมื่อหันมาเห็นสีหน้าของเหลียงเหล่ยขันทีคู่กายจึงเอ่ยถามขึ้น
“จวนข้าเลี้ยงบ่าวไม่ดีใช่หรือไม่”
เหลียงเหล่ยปาดเหงื่อทันที เขาได้ยินทุกคำที่พระชายากล่าว ท่านอ๋องคงไม่ชอบให้ผู้ใดต่อว่าตนยากจนกระมัง
“เรื่องนั้น...”
“เอาเถอะ...ไปรอที่โต๊ะอาหารข้าจะประกาศเรื่องสำคัญวันนี้” เกิดมาไม่เคยมีใครหักหน้าเขาเช่นนี้มาก่อน นางเป็นเพียงสตรีแต่จะให้บ้านเดิมนางส่งข้าวสารส่งทองเข้ามาเติมเสบียงในจวน รู้ถึงไหนอับอายถึงนั้น ไม่รู้กฎพวกนี้ตั้งกันไว้เช่นไร เขามัวแต่ออกรบและไม่ค่อยเสวยอาหารมากนัก เพราะจะทำให้ร่างกายไม่กระฉับกระเฉง แต่นางกลับคิดว่าเขายากจนข้นแค้น
ใบหน้าถมึงทึงนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร เขารอนางราวหนึ่งเค่อแล้ว นางเพิ่งเดินนวยนาดมาถึง สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับเขา เสียงถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ทำเอาเหล่าบ่าวไพร่สะดุ้งสะเทือนกันเป็นทิวแถว
เหรินเล่อมาถึงก็ยอบกายทักทายสวามีก่อนจะนั่งลง
“คารวะท่านอ๋องเพคะ”
“เรือนเจ้าอยู่ไกลรึ เหตุใดจึงมาช้า”
เหรินเล่อเงยหน้าขึ้นมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีชัด ๆ อีกทีโดยที่ไม่มีผ้าคลุมหน้าพบว่าเขางดงามตามฉบับบุรุษซีเป่ยทีเดียว ตาคม คิวดาบ จมูกโด่งเป็นสัน คางยาวกลมมนรับกับใบหน้ารูปไข่ มองโดยรวมยังไงก็ยังได้ขึ้นชื่อว่าบุรุษรูปงาม เสียอย่างเดียว
‘ปากเสียไปหน่อย’
“ขออภัยที่ให้ท่านอ๋องรอเพคะ ข้าเพียงมีเรื่องปรึกษากับบ่าวรับใช้เล็กน้อย...ระ...เรื่อง” นางกำลังจะเอ่ยว่าปรึกษาเรื่องใดอยู่ เขาก็พูดแทรกขึ้นกลางคัน
“ฮุ่ยมามา ต่อไปบ่าวรับใช้ให้กินข้าวสองมื้อ เที่ยงกับเย็น ทุกมื้อให้มีเนื้อด้วย ร่างกายบ่าวไพร่จะได้แข็งแรง”
เหรินเล่อกำลังจะเอ่ยเรื่องนี้พอดี แต่เขากลับประกาศให้กินข้าวสองมื้อ...นี่เขามีวิชาหูสุนัขหรือไง จึงได้ยินที่นางสนทนากันในเรือน
“อะ...ไรนะเพคะท่านอ๋อง” ฮุ่ยมามาเดิมดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ที่จริงบ่าวรับใช้ต้องกินข้าวสองมื้อ แต่นางอ้างเรื่องท่านอ๋องกินเพียงมื้อเดียวบ่าวก็ต้องมื้อเดียวเช่นกัน ไม่นึกว่าท่านอ๋องจะสนใจไยดีความเป็นอยู่ของเหล่าบ่าวไพร่ด้วย นางรู้สึกกระวนกระวายใจเรื่องค่าใช้จ่ายขึ้นมาทันที
“หูหนวกรึ?” เป่ยอ๋องไม่เคยดุฮุ่ยมามา นี่คือครั้งแรกทำให้ฮุ่ยมามารีบก้มหน้ารับคำสั่งทันที
“หามิได้เพคะท่านอ๋อง ผู้น้อยทราบแล้ว” ฮุ่ยมามาเหลือบไปเห็นสายตาไหวระริกของพระยาชาก็รู้สึกเจ็บใจ แต่เดิมคิดอยากใช้คำสั่งท่านอ๋องให้นางอยู่ในโอวาท แต่เรื่องเปลี่ยนไปเช่นนี้ไม่รู้ใครปากโป้งไปแจ้งท่านอ๋อง หากนางรู้จะเอากะลาตบปากให้เลือดกระเด็น
ค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างนางก็ไม่มีสิทธิ์ข้องเกี่ยวอีกต่อไป ที่สะสมมาหลายปีก็นำออกไปใช้ซื้อที่ดิน กับสะสมเอาไว้ใช้ยามชรา นับจากนี้นางต้องตรวจตราเรื่องข้าวของให้ดี ไม่สะสมให้มากเหมือนแต่ก่อนได้อีก
“มามาท่านลำบากใจสิ่งใดรึ หากขาดแคลน...” เหรินเล่อยังไม่ทันเอ่ยจบก็มีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะ
ปัง!
เสียงมือกระทบกับโต๊ะทำให้ทุกคนสะดุ้งแล้วเสียงคำรามลั่นของเป่ยอ๋องก็ดังขึ้นตามมา
“จวนเป่ยอ๋องไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด!”
คำพูดของเป่ยอ๋องสร้างความหวั่นเกรงจนใบหน้ามามาซีดเผือด เช่นนั้นท่านอ๋องคงระแคะระคายบ้างกระมังเรื่องของกินของใช้ในจวนที่ไม่ค่อยดีนัก
“ไม่ขาดแคลนก็ไม่ขาดแคลน แต่หากวันใดขาดแคลนข้าเอาของจากบ้านของข้ามาก็ได้ บ้านข้าอุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร เงินและทองคำ” เหรินเล่อมองตาเขานิ่งไม่หวั่นเกรงสิ่งใด ยิ่งเมื่อรู้จุดอ่อนของเป่ยอ๋องนางชอบชอบใจ
‘ชายชาตินักรบฆ่าได้หยามไม่ได้’ หึ หึ นางจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
เป่ยอ๋องหยิบตะเกียบขึ้นแล้วก็เริ่มลงมือทานอาหาร เขาคีบจานไหน นางก็ต้องคีบตามรู้สึกไม่อิสระไม่พอ อาหารจืดชืดเป็นน้ำแบบนี้ สาบานว่าได้ปรุงมาแล้ว
‘ไร้รสชาติชะมัด’
แต่สายตาของนางมองไปยังสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติท่านอ๋อง ทั้งคอยคีบให้ ทั้งรินน้ำชายให้ขยับจานกับข้าวให้ทั้งที่อยู่แค่ตรงหน้าเป่ยอ๋อง ทำให้นางหงุดหงิดจึงจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอย่างเปิดเผย
เมื่อสายตาของนางสบประสานไปยังสาวใช้อีกคนเขาก็ปาตะเกียบทันทีที่เพิ่งกินไปได้ไม่กี่คำ...
ปึง!
“ท่านอ๋องอิ่มแล้วหรือเพคะ” เสียงอ่อนหวานถามอย่างเป็นห่วง จนทำให้เหรินเล่ออดแบะปากไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้อีกนิดก็เคี้ยวแทนแล้วก็บ้วนให้เป่ยอ๋องทำหน้าที่กลืนอย่างเดียวกระมัง
“อิ่มแล้ว” เขาบอกเสียงเข้ม
“แต่เพิ่งกินได้นิดเดียวเองนี่เพคะ”
สาบานว่าสตรีผู้นี้เป็นสาวใช้ หากเดาไม่ผิดคงเป็นสตรีอุ่นเตียงหรือหากเป็นที่เผ่าของนางก็เรียกว่าอนุนั่นเอง
“ต่อไปเจ้าไม่ต้องร่วมโต๊ะอาหาร เห็นหน้าเจ้าแล้วไม่จรรโลงใจ กินข้าวไม่อร่อย...”
พูดจบก็ลุกเดินออกไปทันที ไม่รั้งรอให้นางต่อปากต่อคำ
‘หน็อยยย...ฝากไว้ก่อนเถอะแก้แค้นสิบปีไม่สาย มาว่าเห็นหน้าข้ากินข้าวไม่อร่อย แล้วอย่ามาร้องขอกินอาหารจากเรือนข้าแล้วกัน’
สตรีผู้นั้นยิ้มเยาะใส่นางแล้วก็สะบัดหน้าตามท่านอ๋องออกไป ทำให้นางคิดว่าต้องจัดการอะไรสักอย่าง หากบ่าวรับใช้ผู้นี้กำเริบเสิบสานเกินไป นางจะคุมคนไม่ได้
“เสี่ยวหยวนจื่อกลับ!”