LOGINเสียงขันทีประกาศกึกก้อง ตามด้วยร่างสูงใหญ่กำยำ ฉลองพระองค์สีเหลือง ปักลวดลายมังกร แผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ ก้าวเข้ามาในตำหนักคุนหนิงสายตาราบเรียบ ยากจะคาดเดาอารมณ์ยามนี้
ฮองเฮาคนใหม่บ่นในใจอีกครั้ง ‘ตายยากจริง ๆ’
ฮ่องเต้แห่งแคว้นซ่งถังมีนามว่าเผยเจิ้นหยาง พระองค์ได้รับรายงานจากขันทีจากตำหนักคุนหนิงว่าฮองเฮาผูกคอคิดจบชีวิตตนเอง จึงอยากทอดพระเนตรด้วยตนเองว่าจริงรึไม่ แต่สิ่งที่เห็นยามนี้กลับไม่เฉียดเข้าใกล้สักนิด ชวนให้ผิดหวังนัก
เว่ยฮองเฮานอกจากใช้มารยาเรียกร้องความสนใจ นางยังใช้วิธีเลว ๆ กำจัดสนมทั้งตำแหน่งเล็กจนตำแหน่งใหญ่อย่างมิคิดปรานี แม้พวกนางอยู่เฉย เป็นคนบริสุทธิ์ ไร้พิษภัย
ทั้งที่ควรตระหนักว่าการเข้ามาเป็นสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่งในวังหลวง ต้องแลกด้วยสิ่งใด จิตใจย่อมเปิดกว้างประหนึ่งแม่น้ำ หาใช่คับแคบเยี่ยงนี้
และเว่ยฮองเฮาเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขาถูกบีบบังคับจากไทเฮา เพราะนางคือหลานสาวตระกูลเว่ย
เว่ยไทเฮาคือมารดาเลี้ยง สมัยตอนเขาอายุแปดปี ยามนั้นพระมารดารั้งตำแหน่งฮองเฮาสวรรคต ส่วนเว่ยไทเฮารั้งตำแหน่งกุ้ยเฟย ครั้นหมดช่วงแห่งการไว้ทุกข์ เสด็จพ่อจึงทรงแต่งตั้งเว่ยกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเฮาแทน เขาจึงถูกเลี้ยงโดยเว่ยไทเฮามาตลอด
การที่มิใช่พระโอรสแท้ ไฉนเลยจะได้ความรักความเอาใจใส่ พระมารดาเลี้ยงเพียงสั่งให้เขาเรียนศาสตร์ทุกอย่าง แทบไม่มีเวลาพัก ช่วงวัยแบบนั้นควรมีสหาย ทว่าเขาไม่มี...ไม่มีเลยสักคน
เพราะชีวิตเกิดมาในกรงขัง คำว่า ‘อิสระ’ เป็นเช่นไร ตัวเขาย่อมไม่เคยได้สัมผัส
เรื่องอภิเษกสมรสกับเว่ยฮองเฮา ไทเฮาล้วนจัดแจง อีกอย่างเพราะอำนาจตระกูลเว่ยหยั่งรากลึกหลายชั่วอายุคน หากมีนางไว้ข้างกาย ย่อมส่งผลดีกับความมั่นคงของบัลลังก์มังกร
เมื่ออยู่ด้วยกัน นิสัยเว่ยฮองเฮาไม่ค่อยเปิดกว้าง เมื่อเขารับสนม นางมักกรีดร้องโวยวาย บางครั้งเขาไม่ปรารถนามอบยาห้ามครรภ์แก่สนม ทว่าเว่ยฮองเฮาก็ใช้กลอุบาย ผสมมันกับยาบำรุง เรียกได้ว่านางฆ่าลูกโอรสสวรรค์ไปแล้วมากมายนับไม่ถ้วน
แต่เขายอมปิดตาข้างหนึ่ง ไม่เอาผิดนาง ด้วยระยะหลังเว่ยฮองเฮาเปลี่ยนแผนการเป็นเอาอกเอาใจพระสวามี มิทำร้ายสนม
ทว่าหัวใจเขาไม่ได้อยู่กับนางตั้งแต่แรก ทำเช่นไรก็ไม่มีทางไขว่คว้าสำเร็จ ยังคงเป็น ‘ฮองเฮาที่ฮ่องเต้ไม่รัก’ อยู่วันยังค่ำ
“หนนี้เจ้าเรียกร้องความสนใจจากข้าอีกแล้วสินะ ใจไม่กล้าพอหรือ?” เผยเจิ้นหยางเลิกคิ้ว มองร่างระหงปราศจากความรู้สึก
อีกฝ่ายเงยหน้ามองเขา แต่นัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนถึงสิบส่วน ปกติเว่ยหลานมักซ่อนความร้ายกาจไว้ที่แววตา แต่ยามนี้เขากลับไม่พบมัน เกิดสิ่งใดขึ้นกับนางกันแน่
หญิงสาวเหลือบเห็นร่องรอยบนขื่อคาน กอปรกับอาการเจ็บบริเวณคอและมีความทรงจำร่างเดิมอยู่บ้าง พลันกระจ่างว่าแท้จริงแล้วฮองเฮาตั้งใจผูกคอปลิดชีวิตตนเองจริง ๆ และทำสำเร็จด้วย เพียงแต่วิญญาณของนางซึ่งมาจากยุคปัจจุบันเข้ามาอยู่ในร่างแทน
หญิงสาวยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ เอ่ยว่า “ขันทีคนใดไปทูลฝ่าบาทกัน ข้าแค่ปวดเมื่อยร่างกาย จึงฝึกเล่นกับเชือกเท่านั้น หาใช่แขวนคอปลิดชีพ”
ไม่พูดเปล่า เว่ยฮองเฮาคนใหม่ลุกขึ้นยืน ขยับคอไปมาเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่านางยังปกติดี ไร้อาการบาดเจ็บ
เผยเจิ้นหยางบดกรามแน่น คว้าเอวคอดกิ่วเข้ามาปะทะแผงอกแกร่งกำยำ ก้มพระพักตร์หล่อเหลาลง จมูกโด่งเป็นสันเฉียดใกล้ใบหน้างาม
เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันก้มหน้าลงอย่างรู้ธรรมเนียม
“เจ้ามีแผนการใหม่สินะ”
เว่ยฮองเฮาพยายามเบือนหน้าหนีฮ่องเต้ ทว่าถูกมือหยาบกร้านจับคางบีบบังคับให้หันกลับไปเผชิญหน้าดังเดิม “แล้วแต่ฝ่าบาทจะทรงคิดเพคะ”
เผยเจิ้นหยางหยุดชะงักชั่วขณะ เพราะคราบเว่ยฮองเฮาคนเดิมไม่มีอีกแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน ยามมายังตำหนักคุนหนิง นางมักเสแสร้งเอาอกเอาใจ แต่เรื่องเหล่านั้นเขาล้วนดูออกว่านางทำไปเพราะอยากรักษาอำนาจ มิใช่ความเสน่หา
แต่คนอย่างเว่ยหลาน อย่าได้ดูแคลนนาง สตรีคนนี้มีแผนการในหัวมากมาย ไม่แน่ว่าอาจทำไปเพราะอยากล่อลวงเขา เนื่องด้วยวิธีการเดิมไม่ได้ผล
“เช่นนั้นหรือ?” มุมปากฮ่องเต้พลันโค้งขึ้น
“...” เว่ยฮองเฮารู้สึกเหนื่อยหน่าย ตัวนางมาจากยุคสองพัน การแก่งแย่งชิงดีในวังหลวงไม่เคยอยู่ในหัว ยิ่งอาชีพที่เคยทำด้วยแล้ว การออดอ้อนบุรุษย่อมทำไม่เป็น
“ข้าขอย้ำเตือนเจ้า อย่าพยายามอีกเลย เจ้าทำเช่นไรก็ไม่มีทางได้ความโปรดปรานจากข้า เพราะข้าไม่มีวันรักเจ้า”
เผยเจิ้นหยางผลักเว่ยหลานออกจากตนเอง หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวจึงเซเล็กน้อย แต่เพราะเคยฝึกฝนร่างกายหนักมาก่อน นางสามารถประคองตนเองไว้ได้ทัน ไม่ล้มลงกับพื้นไปเสียก่อน
ฮ่องเต้ชั่วผู้นั้นปรายตามองกันด้วยความรังเกียจ ก่อนสะบัดแขนเสื้อออกจากพระตำหนักคุนหนิงอย่างรวดเร็ว ไม่รั้งอยู่ดูอาการนางอีก
“ขะ ขออภัยเพคะ วันนี้หม่อมฉันซุ่มซ่ามจริง ๆ เหยียบพระบาทอีกแล้ว” พระพัตร์เว่ยหลานแสร้งรู้สึกผิด หากแต่ภายในกำลังยิ้มเพราะสะใจ “ข้าจะกลับตำหนักเฉียนชิง!” ฮ่องเต้หนุ่มหยัดกายลุกออกจากสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยม หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเอง ก่อนจากไป ริมฝีปากหยักขยับตรัสประโยคหนึ่งออกมา “น้ำท่วมล้นเอ่อจนกลายเป็นอุทกภัย” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อออกจากพระตำหนักคุนหนิง วันนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดี ถูกเว่ยหลานเหยียบเท้าถึงสองครั้ง หากยังอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง มีหวังครั้งที่สาม สี่ ห้า คงตามมา เว่ยฮองเฮามองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไป นางแสยะยิ้มแล้วแอบด่าเขาในใจ ‘ฮ่องเต้เฮงซวย!’ พอได้ด่าแบบนี้ก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นจริง ๆ คล้อยหลังฮ่องเต้ เว่ยหลานลุกออกจากสระน้ำ ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่เข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ความ หลังจากเช็ดวรกายฮองเฮาจึงสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมสีแดง ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายทอง จากนั้นค่อยประคองผู้ปกครองวังหลังออกไปยังห้องบรรทม “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าฉินเฟยตั้งครรภ์ หมอหลวงเพิ่งไปตรวจอาการที่ตำหนักเมื่อครู่” ฮุ่ยลู่เอ่ยอย่
ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่ารับสั่งของฝ่าบาทมีค่ายิ่งกว่าทองคำ พวกนางมิอาจขัด แม้อยากอยู่ปรนนิบัติเว่ยฮองเฮาก็ตาม จึงทำได้เพียงล่าถอยออกจากห้องสรงน้ำในพระตำหนักคุนหนิง เว่ยหลานนั่งแช่น้ำไม่ขยับร่างกาย อาภรณ์ของนางและผ้าวางพาดไว้บริเวณฉากกั้น หากลุกขึ้นยืนยามนี้ย่อมเปิดเผยเนื้อหนังแก่ฮ่องเต้หลายใจ วันนี้ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีม่วง ปักลวดลายมังกร กวานสีทองยามแสงสาดส่องกระทบเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาคมกริบทอดมองมายังนางไม่ละไปที่ใด ส่วนเหตุผลในการมายังตำหนักคุนหนิง นางคร้านจะถามให้มากความ “ข้ายังไม่อาบน้ำ” “...” เว่ยหลานเงียบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถาม กระนั้นนางก็มิได้เอ่ยถามเขาสักครึ่งประโยค บุรุษผู้นี้ช่างเดาใจยาก ซึ่งนางคาดการณ์ไม่ออกว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก วรกายสูงเหยียดหลังตรง ปลดเปลื้องสายรัดเอว ตามด้วยอาภรณ์สูงส่ง เว่ยฮองเฮาเบือนหน้าหนี พยายามไม่มองร่างกายพระสวามี แม้ตนเองในชาตินี้ไม่บริสุทธิ์แล้ว แต่โลกที่จากมา ตนไร้ประสบการณ์เรื่องเช่นนั้น สถานการณ์ตรงหน้าช่างชวนกระอักกระอ่วนเสียจริง เพราะ
ดวงตาเว่ยฮองเฮาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ ขณะที่มารดาแผ่นดินค่อย ๆ ถอยห่าง จางหมัวมัวก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก นางทราบดีว่าตนเองไม่มีทางรอด ดังนั้นจึงอยากแก้แค้นคนที่เคยกดขี่ทำร้ายตน บ่อยครั้งเว่ยฮองเฮามักตบตีนางหากไม่พอพระทัย คนแก่เช่นนางไม่อยากเป็นสิ่งรองมือรองเท้าใครอีกแล้ว อย่างน้อยหากตายก็ขอลากสตรีเลว ๆ ตายไปด้วย ทว่าจางหมัวมัวหัวเราะได้ไม่นานก็พบความผิดปกติ เว่ยฮองเฮาสมควรมีอาการหายใจไม่ออก และทรุดร่างกายลงกับพื้นเพื่อรอความตายในสิบสองชั่วยาม แต่เหตุใดจึงยังยืนได้แบบนี้! แม่นมอาวุโสหุบปากลงสนิท เอ่ยถามตะกุกตะกัก “หะ...เหตุใด ฮองเฮาทรงไม่เป็นอะไร” เว่ยหลานหัวเราะดังสนั่นทั่วห้อง เดินเข้าไปหาจางหมัวมัวแววตาอำมหิต “ทำไมน่ะหรือ หึ” “ทะ...ทำไม ฮองเฮา...” เพียะ! เสียงตบพลันดังสนั่น เว่ยหลานออกแรงตบจางหมัวมัวครั้งหนึ่งจนหน้าหัน ใครจะคาดคิดว่าแม่นมอาวุโสที่เว่ยฮองเฮาคนเดิมเลี้ยงไว้และมอบชีวิตที่ดีให้จะแอบหักหลังและยังอยากลอบปลงพระชนม์ หากมิใช่นางสืบพบก่อน ยามนี้ก็คงถูกพิษ ตายหนที่สองไปแล้ว เมื่อวานฮุ่
เว่ยหลานชะงัก หากแต่สีหน้าราบเรียบ นางเพิ่งทราบข่าวการตั้งครรภ์ของเซี่ยกุ้ยเฟย ดูเหมือนเผยเจิ้นหยางโปรดปรานนางเอกนิยายตามชื่อเรื่องจริง ๆ คงเพราะเป็นลูกรักของผู้เขียน อีกฝ่ายจึงตั้งครรภ์มังกร แต่จะให้ทำเหมือนเว่ยฮองเฮาคนเดิม แน่นอนว่านางทำไม่ได้ แม้นางเป็นนักฆ่า ทว่ามีจิตใจเมตตาต่อเด็กในครรภ์ เขาบริสุทธิ์ สมควรได้ลืมตาดูโลก ตนย่อมไม่คร่าชีวิตก้อนเนื้อในครรภ์เซี่ยกุ้ยเฟย เซี่ยหนิงเจียวเห็นเว่ยฮองเฮานิ่งไปก็รู้สึกสะใจ สตรีหงส์อยากกุมอำนาจไว้ในมือ พยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อครรภ์มังกร ทว่าทำเช่นไรก็ไม่เกิดผล ครั้นสนมที่ตำแหน่งต่ำกว่าตั้งครรภ์ก่อน ย่อมเสียหน้าไม่น้อย “หม่อมฉันทราบดีว่าจิตใจฮองเฮากว้างขวางยิ่งกว่าแม่น้ำ คงมิถือสาเรื่องเล็กน้อยใช่หรือไม่เพคะ” เซี่ยหนิงเจียวตีหน้าเศร้า ในสายตาผู้อื่น นางคือสตรีบอบบางน่าสงสาร ส่วนเว่ยฮองเฮาคือสตรีร้ายกาจจิตใจอำมหิต หากยืนกรานให้ขบวนนางหลบ สายพระเนตรฮ่องเต้เผยเจิ้นหยางยิ่งจะมองสตรีหงส์แง่มุมลบลง เว่ยหลานกรีดสายตามองเซี่ยกุ้ยเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดท้อง ก่อนจะหยุดมองครรภ์อีกฝ่าย “ร
เด็กหญิงอวบอ้วนชูแขนขึ้นพร้อมขยับร่างกายแสดงความดีใจให้มารดาเห็น รอยยิ้มน่ารักสดใสเปล่งประกายแข่งกับแสงแดดด้านนอก และในยามนั้นเอง เว่ยหลานพลันตัวแข็งค้าง “สะ...เสด็จแม่” เผยลู่ซือขยับปากเล็ก หัวใจหญิงสาวกระตุก อบอวลด้วยความรัก นึกไม่ถึงว่ายามลูกเรียกขานคำว่าแม่ครั้งแรกจะสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่กันมากถึงเพียงนี้ และนางปรารถนาอยากได้ยินมันทุกวัน “ลูกแม่ช่างรู้ความนัก” เว่ยหลานอุ้มเจ้าก้อนออกจากเก้าอี้ แนบจมูกถูกับจมูกเล็ก ๆ หยอกล้อ ยามนั้นซือเอ๋อร์รู้สึกจักจี้จึงหัวเราะคิกคักสนุกสนาน สองแม่ลูกเล่นด้วยกันอย่างดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข กระยาหารเช้าถูกจัดวางที่สวนในพระตำหนักคุนหนิง นางไม่อยากให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ในห้อง การทอดมองธรรมชาติอันงดงามจะช่วยให้จิตใจสงบ เว่ยหลานจึงอุ้มบุตรสาวออกจากห้องบรรทม พาไปนั่งโต๊ะม้าหินอ่อน ไม่ใกล้ไม่ไกล ดอกซิ่งกำลังแย้มบานตระการตาแทนดอกเหมยซึ่งบานช่วงเหมันต์ วัฏจักรดอกไม้ช่างคล้ายคลึงคนนัก มีรุ่งโรจน์มีร่วงโรยตามกาลเวลา ไม่จีรังยั่งยืน เผยลู่ซือเช่นเดียวกัน ในวังหลังแห่งนี้ ผู
ณ ตำหนักตงลิ่ว ร่างบอบบางนอนหมดเรี่ยวแรงบนเตียง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สี แววตาสั่นระริก เซี่ยหนิงเจียวไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ตนเองจึงล้มป่วยเช่นนี้ เพราะเมื่อก่อนนางค่อนข้างแข็งแรง ทว่าการล้มป่วยครานี้ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง นางได้ข่าวว่าฝ่าบาทเสด็จตำหนักคุนหนิง เพื่อไม่ให้โอรสสวรรค์มีค่ำคืนอันหอมหวานกับเว่ยฮองเฮา จึงส่งคนไปกราบทูล หากผู้ปกครองวังหลังมีพระโอรสขึ้นมาจริง ๆ ด้วยฐานะ รวมถึงมีตระกูลเว่ยและไทเฮาหนุน ยิ่งจะลงจากตำแหน่งยาก ความทะเยอทะยานของนางย่อมไม่หยุดแค่เพียงกุ้ยเฟยแน่ หงส์เคียงมังกรเท่านั้นที่คู่ควร คิดเช่นนี้ มุมปากพลันแสยะยิ้มร้าย ครั้นเสียงขันทีหน้าตำหนักกล่าวว่าเผยเจิ้นหยางฮ่องเต้มาถึงแล้ว เซี่ยกุ้ยเฟยก็ปรับสีหน้าให้กลับมาทุกข์ เตรียมแสดงละครออดอ้อนพระสวามี เผยเจิ้นหยางเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นสนมนอนป่วยก็รีบเดินไปนั่งขอบเตียง ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความห่วงใย “ฝ่าบาท...” มือหยาบลูบศีรษะเซี่ยหนิงเจียวเบามือ เอ่ยถามอ่อนโยน “หมอหลวงมาตรวจอาการเจ้าหรือย







