Masukฮองเฮาที่ถูกเคี่ยวกร่ำอยู่หลายวันมีใบหน้างอง้ำแสนงอนยามเห็นรอยยิ้มของฮ่องเต้ที่กำลังส่งไปให้องค์รัชทายาทเหยี่ยหมิงที่กำลังทูลลาอยู่ไม่ไกลนัก โดยการเสด็จมาขององค์รัชทายาทเหยี่ยหมิงผู้เป็นพี่ ในครั้งนี้ฮองเฮาได้สนทนาด้วยเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นแล้วจะไม่ให้นางนั้นขุ่นเคืองฮ่องเต้ได้อย่างไร ปากพระองค์ก็ว่าไม่ได้ทรงคิดมากเรื่องเสด็จพี่เหยี่ยหมิงแล้วแต่ก็ยังคงเคี่ยวกร่ำนางทุกวันคืนไม่ได้ให้เห็นเดือนเห็นตะวันกันทีเดียว “หลี่เอ๋อร์พี่คงต้องกลับแล้วอย่าลืมดูของฝากพี่ด้วยนะว่าถูกใจเจ้าหรือไม่อย่ามัวแต่ทำอย่างอื่นอยู่” องค์รัชทายาทหยอกเย้าจนใบหน้างามแดงระเรื่อขัดเขิน ไม่คิดว่าฮ่องเต้นั้นจะสร้างเรื่องให้นางมากมายเพียงนี้ ลำพังแค่ถูก เคี่ยวกร่ำก็เหนื่อยจะแย่ยังต้องมาถูกมองด้วยสายตาล้อเลียนเช่นนี้อีก “เสด็จพี่เหยี่ยหมิงละก็” เจ้าของแก้มงามแดงปลั่งหลบสายตา “เสด็จลุงหลานขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะและนี่จดหมายจากท่านลุง เหยี่ยหลงหวังว่าเสด็จลุงจะทรงเลิกหึงหวงหลานกับหลี่เอ๋อร์นะพ่ะย่ะค่ะ” เขาหันมาบอกลาเสด็จลุงที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในพร
“เสด็จพี่ยียวนเก่งไม่เปลี่ยนนะเพคะ” ฮองเฮายิ้มเมื่อได้สนทนากับพี่ชายที่ไม่ว่าจะผ่านไปนาน แค่ไหนก็ยังคงยียวนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง “เจ้าก็ยังน่าแกล้งเช่นเดิมไม่เปลี่ยนเช่นกันนั่นแหละนี่เสด็จแม่กับท่านป้าฝากของมาให้เจ้าด้วยนะ” เหยี่ยหมิงมองน้องสาวที่ตนนั้นรักใคร่เอ็นดูก่อนจะนำ ของฝากต่าง ๆ ส่งไปให้นางนี่ขนาดว่าพระองค์ทรงห้ามปรามแล้วว่าเอาของมาเยอะไม่ได้ แต่ท่านป้ากับเสด็จแม่ก็ยังคงขนเอาให้เสียเต็มหีบหากม้ามันบ่นได้เหมือนคนมันคงจะขุ่นเคืองไม่น้อยที่เอาของมาเป็นภาระมันให้หนักเพียงนี้ “ขอบพระทัยมากเพคะที่อุตส่าห์หอบข้าวของมาถึงที่นี่ ท่านแม่กับเสด็จป้าฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” นางถามด้วยความคะนึงหาบุพการีที่ไม่ได้พบกันมานานเหลือเกินในความรู้สึกของนาง “มีจดหมายมาให้ด้วยมีมาหนึ่งฉบับให้เจ้าด้วยนะ ส่วนท่านป้ากับเสด็จแม่ตอนนี้กำลังเล็งเป้าหมายไปทางเสี่ยวหลงหลี่แล้วนะตอนนี้วุ่นวายกันเชียวหล่ะ” ป่านนี้คงจะจับองค์หญิงน้อยแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่กระมังคิดแล้วก็น่าขบขันยิ่งนัก “คิกคิก ยังชอบจับคู่เช่นเคยไม่เป
“ทูลฝ่าบาทยามนี้มีผู้มาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” ทหารเดินเข้ามารายงานงานผู้เป็นประมุขของแคว้น เมื่อมีคนเข้ามาขอเข้าเฝ้าฮองเฮา เดิมทีการเข้าเฝ้าฮองเฮานั้นไม่ต้องกราบทูลผ่านฮ่องเต้ก็ได้แต่ติดตรงที่พระองค์นั้นหวงแหนฮองเฮาอยากรู้ไปเสียหมดว่าฮองเฮานั้นพบกับผู้ใดบ้างในแต่ละวัน “ผู้ใดกัน” ฮองเฮาเองก็ใช่ว่าจะมีสหายในแคว้นนี้ปกติแทบไม่มีผู้ใดขอเข้าเฝ้าเลยด้วยซ้ำและประโยครายงานต่อมาก็ทำให้พระองค์คิ้วกระตุก “เป็นบุรุษเรือนร่างกำยำใบหน้าคมคายงามนักพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ผู้รายงานกราบทูลเสียงไม่มั่นคงนักเมื่อเห็นรอยยับย่นบนพระพักตร์ที่แสนอารมณ์ดีเมื่อครู่นั้นหายไป ฮองเฮาช่างปรีชานักที่สามารถกุมพระทัยฮ่องเต้เอาไว้ได้อยู่หมัดถึงเพียงนี้ “เช่นนั้นก็นำข้าไป!” ไม่รอช้าโม่อี้หยางก็สั่งให้ทหารนำทางไปเพราะอยากจะพบหน้าคนที่มาเสียเหลือเกิน เรือนกายองอาจยืนหันหลังให้พระองค์ทำให้ยากนักจะคาดเดาว่าเป็นผู้ใดที่มาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาของพระองค์ แต่ก็คงรูปงามไม่น้อยเพียงเท่านั้นความร้อนระอุภายในพระทัยก็ปะทุขึ้น “เจ้าเป็นใครต้
“พี่ก็ปรารถนาเช่นเดียวกับเจ้าไม่ต่างกันนัก” สองมือบีบสะโพกงอนงามยามกระเพื่อมรับแรงกระแทกจากพระองค์ทุกครั้งร่องเล็กตอดรัดลำกายของพระองค์ทุกครั้งยามสอดประสานจนแทบอดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ หากเจ้าของร่างงดงามไม่กระถดหนีไปจากพระองค์เสียก่อน “เสด็จพี่อายุมากแล้วออกแรงมากเช่นนี้จะไม่ดีนะเพคะ ให้หลี่เอ๋อร์ช่วยทำดีหรือไม่” เรือนกายเปลือยอวบอิ่มหันหน้าคลานเข้ามานั่งยอง ๆ จับแก่นกายที่แข็งขึงเพราะถูกถอดออกจากร่องสวาทกลางคันถูกครอบครองอีกครั้ง ไป๋หลี่ฮวาครางซี๊ดออกมาเมื่อครอบครองแก่นกายได้หมดทั้งลำก่อนจะเริ่มขย่มลงมาอย่างแรงไม่ได้สนใจว่าคนใต้ร่างของนางนั้นจะรู้สึกเสียวซ่านมากมายเพียงใดกับการกระทำเช่นนี้ ทุกครั้งที่ร่องงามกดลงมานั้นแก่นกายนั้นสอดแทงไปชนกับด้านในจนจุกแต่ก็เสียวซ่านไปเสียทุกครั้ง “เบาก่อน...อ๊าาาาา...ซี๊ดดดดด...หลี่เอ๋อร์” เสียงคำรามห้ามปรามพร้อมกับใบหน้าสุขสมนั้นแสนจะขัดแย้งกันนักในสายตาของไป๋หลี่ฮวาที่ยามนี้กำลังได้ใจทุกครั้งที่ขย่มควบขี่แก่นกายที่เปรียบเสมือนอาชาชั้นเลิศที่พานางท่องไปทั่วทั้งแดนสวรรค์ “เบากว่านี้เส
“ตรัสเช่นนี้อยากเอ่ยว่ารักหม่อมฉันหรือไม่เพคะ” นางยิ้มหวานยามได้เห็นใบหน้าของสวามีนั้นขัดเขินดั่งบุรุษแรกรุ่นริมีรัก หากไม่บอกว่าฮ่องเต้อายุมากกว่านางจนเป็นบิดาได้นางคงคิดว่าพระองค์เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กำลังเกี้ยวพาดรุณีน้อย “พี่รักเจ้าจะแปลกอันใดเจ้าน่าเอ็นดูและงดงามเพียงนี้ ไม่รักเจ้าสิแปลก” พระองค์ตรัสยามเห็นใบหน้างามกำลังขยับใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และหากมองไม่ผิดนั้นในแววตาของนางมีแววล้อเลียนยั่วเย้าปะปนกันอยู่ในนั้นไม่ผิดแน่ “รักแล้วเหตุใดตั้งแง่รังเกียจนักละเพคะ” นางมองอย่างใคร่รู้จำได้ขึ้นใจว่าก้าวแรกที่นางนั้นเหยียบเข้ามาในวังหลวงแห่งนี้นั้นก็เป็นฮ่องเต้ที่ทรงตั้งแง่รังเกียจนาง แม้แต่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็ไม่ยอมเปิดให้ ซ้ำร้ายยังแสดงท่าทีเย็นชาต่อนาง “พี่ไม่เคยรังเกียจเจ้า เป็นฮ่องเต้บางครั้งแข็งกระด้างมากเกินไปซ้ำอายุยังมากแล้วแต่เจ้าดั่งดอกไม้แรกแย้มเกรงว่าเจ้าจะเบื่อหน่ายกับชีวิตที่มีกฎเกณฑ์มากมายในวังแห่งนี้ อีกอย่างบิดาของเจ้าก็เคยว่าพี่ว่าเป็นตาแก่ตัณหากลับเช่นนั้นแล้วพี่จะกล้ายุ่งกับเจ้าได้อย่างไร” เสียงทุ
“หม่อมฉันเคยได้ยินมาบ้างเพคะว่าฮองเฮานั้นมีบุญบารมีมากหากแคว้นใดได้มาเป็นฮองเฮาจะรุ่งเรืองเพคะ แต่ที่หม่อมฉันมานั้นเป็นเพียงการสานไมตรีหาได้คิดเทียบเคียงฮองเฮาเลยสักนิดนะเพคะ” ยามสบกับดวงตาสีนิลองค์หญิงถึงกับต้องหลบสายตาเพราะรู้ดีว่าฮองเฮานั้นมองนางทะลุปรุโปร่งไปทั้งหมดแล้ว แต่หากจะให้นางยอมแพ้ก็คงจะไม่ได้เช่นเดียวกัน “คำทำนายว่าข้านั้นขึ้นเป็นฮองเฮาแคว้นใดแคว้นนั้นจะ รุ่งเรืองมั่นคงมากด้วยบารมีและทรัพย์สิน แต่คงยังไม่มีผู้ใดบอกกระมังว่าหากคิดแต่งผู้ใดตามหลังข้าผู้เป็นสวามีมักจะมีเคราะห์หนักครั้งใหญ่ทีเดียวเชียว ซ้ำร้ายทุกคนที่แต่งทีหลังข้ามักจะอายุสั้นกันเสียทุกคน!” ฮ่องเต้มองฮองเฮาเมียรักด้วยคาดไม่ถึงว่านางจะกล้าเอ่ยออกมาถึงเพียงนี้ นี่นางไปเอาความโหดเหี้ยมมาจากอี้ชิงหรืออย่างไรกันนะ คำทำนายที่นางนั้นกล่าวมาช่างน่ากลัวเสียจริง “เจ้ากับนายเจ้าช่างโหดเหมือนกันไม่มีผิด” องค์ชายใหญ่กระซิบข้างหูอี้ชิงที่กำลังจ้องมองฮองเฮา ก่อนจะลอบยิ้มมุมปากออกมา ฮองเฮานั้นดูอ่อนหวานแต่อี้ชิงรู้ดีว่าความจริงแล้วฮองเฮานั้นมีความเฉียบขาดมากเพียงใด
นับตั้งแต่กราบไหว้ฟ้าดินเสร็จฮ่องเต้ผัวรักก็ไม่เคยย่างก้าวเข้ามาในตำหนักอีกเลย ทั้งที่ตำหนักแห่งนี้พระองค์พักมาตลอดแท้ ๆ พอนางเข้ามาอยู่ด้วยกลับหายหน้าหายตาไม่มาเข้าหอให้เสร็จพิธีทิ้งให้นางรอเก้อมาเสียหลายวัน นึกแล้วช่างน่าโมโหนักทำกับนางเช่นนี้มันถูกต้องที่ไหนกัน “หายเงียบไปเลย
“ใครใช้ให้เจ้าเปิดผ้าคลุมเอง สติไม่ดีแล้วหรืออย่างไรไป๋หลีี่ฮวา แล้วนั่นมันที่นอนข้า” ฮ่องเต้รีบไปดึงร่างสตรีไร้ยางอายที่อาจหาญเปิดผ้าคลุมเจ้าสาวเอง นางกำลังท้าทายอำนาจพระองค์อยู่หรืออย่างไรกัน ไหนเหลากงกงว่านางกิริยางดงามเพียบพร้อมเป็นฮองเฮาแต่นี่มันคือสิ่งใดกัน พระองค์ทำพระทัย
พิธีการต่าง ๆ ถูกจัดเรียบร้อยขาดเพียงขั้นตอนเดียวนั่นคือการเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาว ดรุณีน้อยในชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งหน้าแดงปลั่งเมื่อจินตนาการไปถึงการเข้าหอระหว่างชายหญิงที่ได้อ่านจากตำราที่เสด็จป้าฮองเฮานำมาให้เมื่อตอนเข้าไปฝึกหัดทำอาหารในวัง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าบ่าวเช่นฮ่องเต้โม่อี้หยางก็ย
“ท่านแม่หลี่เอ๋อร์กังวลใจเจ้าค่ะ สามีของหลี่เอ๋อร์นั้นเป็นถึงฮ่องเต้หากทำผิดมาต้องเดือดร้อนแน่” ดรุณีน้อยผิวขาวอมชมพูเรือนร่างอวบอิ่มหน้าอกใหญ่เอวบางสะโพกผายนอนหนุนตักมารดาที่รูปร่างยั่วเย้าไม่ต่างกัน จะอวบกว่าสักหน่อยตามอายุที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงความงดงามไม่สร่างซา “อย







