เข้าสู่ระบบบทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษ
ป่าท้ายหมู่บ้านตระกูลมู่ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ป่าร้อยอสูร" นั้นขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย ทั้งสัตว์มีพิษและภูมิประเทศที่ซับซ้อน แต่สำหรับมู่หว่านชิงที่เคยบุกป่าอเมซอนมาแล้วในชาติก่อน ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ยังไม่มีใครค้นพบ
นางเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ สายตาคมกริบสอดส่องไปทั่ว ไม่นานนักนางก็หยุดชะงักที่โคนต้นไม้ใหญ่ที่มีความชื้นสูง
"เจอแล้ว..."
ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นต้นพืชใบเขียวเข้มที่มีก้านใบสีแดงเรื่อๆ แทงยอดขึ้นมาจากดิน หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงมองว่าเป็นวัชพืชรกหูรกตา แต่สำหรับนาง นี่คือ "ซานชี" หรือโสมคนปลอม!
"สุดยอดสมุนไพรห้ามเลือดและสมานแผล... นี่มันของดีราคาแพงชัดๆ!"
มู่หว่านชิงแทบอยากจะก้มลงไปจูบใบไม้ พวกมันขึ้นกันเป็นดง แสดงว่าดินแถบนี้อุดมสมบูรณ์มาก นางรีบใช้ไม้แหลมขุดหัวสมุนไพรขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ได้มาเกือบสิบหัว ทั้งหัวสดและรากฝอย
"ด้วยเจ้านี่ อาการของเจ้าอาเหยียนน่าจะดีขึ้นเร็ววันเร็วคืน แล้วถ้าขุดไปขายในเมือง น่าจะได้เงินตั้งตัวไม่น้อย"
นอกจากสมุนไพรแล้ว โชคยังเข้าข้างเมื่อนางไปเจอรังไก่ป่าซ่อนอยู่ในพงหญ้าคา ภายในมีไข่ไก่ฟองเล็กๆ สีครีมอยู่ 5 ฟอง
"ลาภปากแล้ววันนี้!" นางห่อไข่ด้วยใบไม้ใหญ่อย่างทะนุถนอม ก่อนจะรีบเดินกลับกระท่อมด้วยฝีเท้าที่เบาลง เพราะความหิวเริ่มเล่นงานจนหน้ามืด
...
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม มู่หว่านชิงพบว่าบรรยากาศภายในดูตึงเครียดขึ้น เซียวเหยียนซานยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ใบหน้าของเขาซีดเผือกยิ่งกว่าตอนเช้า เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก และมือที่กำด้ามดาบเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดูเหมือนพิษในกายจะกำเริบหนักกว่าที่คิด
"อาเหยียน?" นางวางของลงแล้วรีบเข้าไปดูอาการ "ปวดแผลหรือ?"
"อย่า... เข้ามา..." เขาคำรามในลำคอเสียงต่ำ ลมหายใจหอบกระชั้น "พิษมัน... กำลังแล่นพล่าน... ข้าอาจเผลอทำร้ายเจ้า"
"ไร้สาระ! ถ้าข้ากลัวข้าคงทิ้งเจ้าไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว"
มู่หว่านชิงไม่ฟังเสียงห้าม นางรีบนำหัว 'ซานชี' ที่ล้างสะอาดแล้วมาทุบให้ละเอียดด้วยก้อนหินจนเป็นเนื้อเละๆ ส่งกลิ่นฉุนเฉพาะตัวออกมา จากนั้นนางก็ถือถ้วยยาเดินเข้าไปหาเขา
"ถอดเสื้อออก" นางสั่งเสียงเข้ม
"เจ้า..."
"ข้าบอกให้ถอดเสื้อ ข้าจะได้พอกยาให้ หรือจะให้ข้าฉีกเสื้อท่านอีกตัว?"
แม่ทัพหนุ่มกัดฟันแน่น ยอมคลายมือออกจากดาบแล้วปลดสายคาดเอวออก สาบเสื้อเปิดกว้างเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นมากมาย บ่งบอกถึงประสบการณ์โชกโชนในสนามรบ
มู่หว่านชิงพยายามข่มใจไม่ให้มือสั่น (และไม่ให้หน้าแดง) นางแกะผ้าพันแผลเก่าออก บาดแผลดาบเริ่มมีหนองซึมเล็กน้อย นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด ก่อนจะโปะสมุนไพรบดละเอียดลงไปบนปากแผลโดยตรง
"อึก!"
ร่างกายของเซียวเหยียนซานกระตุกเกร็ง ความแสบร้อนแล่นพล่านในวินาทีแรก ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นวาบที่แทรกซึมลงไปในเนื้อเยื่อ บรรเทาความปวดร้าวที่กัดกินเขามาตลอดทั้งคืนให้ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์
"นี่มัน... สมุนไพรอะไร?" เขาถามเสียงพร่า
"ซานชี... ของดีจากป่าหลังบ้านท่านเอง" มู่หว่านชิงพันผ้าผืนใหม่ให้เขาอย่างคล่องแคล่ว "มันช่วยห้ามเลือด ลดบวม และขับหนอง พอกไว้สักสองสามวันแผลน่าจะเริ่มแห้ง ส่วนเรื่องพิษ... ข้าคงต้องหาทางอื่น แต่ตอนนี้ระงับอาการปวดไปก่อน"
เมื่อพันแผลเสร็จ นางก็ถอยออกมาเตรียมอาหาร นางก่อไฟต้มไข่ไก่ป่า 3 ฟอง และเผามันเทศที่เหลือ
"กินซะ" นางยื่นไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้วส่งให้เขา "คนป่วยต้องการโปรตีน... เอ้อ ข้าหมายถึงเนื้อหนังมังสา ท่านกินไข่ไป 2 ฟอง ข้ากินฟองเดียวพอ"
เซียวเหยียนซานรับไข่ต้มอุ่นๆ มาถือไว้ ความอบอุ่นนั้นส่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของเขา สตรีผู้นี้... ทั้งที่ตัวเองผอมโซจนตัวแทบปลิวลม แต่กลับแบ่งอาหารที่ดีที่สุดให้เขาที่เป็นแค่คนแปลกหน้า
"เจ้า..." เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "เจ้าเป็นแค่ลูกสาวชาวนาจริงๆ หรือ?"
มู่หว่านชิงชะงักมือที่กำลังจะส่งไข่เข้าปาก "ทำไมท่านถามแบบนั้น?"
"ชาวนาทั่วไปไม่รู้จักสมุนไพรแก้พิษบาดแผลลึกซึ้งเช่นนี้... และชาวนาทั่วไป ก็ไม่มีท่าทางมั่นใจโดยไม่เกรงกลัวข้าเช่นเจ้า" ดวงตาภายใต้ผ้าปิดตาหันมาจ้องหน้านางเขม็ง ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ "เจ้าไปเรียนรู้วิชาพวกนี้มาจากไหน?"
มู่หว่านชิงลอบกลืนน้ำลายลงคอ 'ฉลาดเกินไปแล้วพ่อคุณ' นางแสร้งทำหน้านิ่ง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "ตอนเด็กๆ ข้าเคยแอบไปดูหมอสมุนไพรเฒ่าในหมู่บ้านปรุงยา ข้าความจำดี จำอะไรได้แม่น ก็แค่ครูพักลักจำ... ส่วนเรื่องไม่กลัวท่าน หึ! คนที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างข้า จะไปกลัวอะไรกับคนตาบอดขาสั่นอย่างท่านกันเล่า"
นางโกหกหน้าตาย แต่ดูเหมือนคำตอบนั้นจะฟังดูสมเหตุสมผล (หรืออย่างน้อยเขาก็หาข้อจับผิดไม่ได้)
เซียวเหยียนซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดไข่ต้มเข้าปาก มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มจางๆ "ปากคอเราะร้าย... นายหญิงมู่ หากข้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าคงต้องขอประลองฝีปากกับเจ้าสักยก"
"รีบหายเข้าเถอะ ข้ามีงานรอให้ท่านทำอีกเพียบ!" นางสวนกลับทันควัน
บรรยากาศในกระท่อมผ่อนคลายลง ความเงียบที่เคยอึดอัดเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงบที่น่าประหลาด ทว่า... ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นาน
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งดังมาจากทางหน้ากระท่อม พร้อมกับเสียงตะโกนโหวกเหวกที่คุ้นหูเจ้าของร่างเดิมจนน่าสะอิดสะเอียน
"นังตัวซวย! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ตาย!"
มู่หว่านชิงจำเสียงแหลมสูงนี้ได้แม่น มันคือเสียงของ 'ป้าสะใภ้รอง' ญาติห่างๆ ที่จ้องจะฮุบที่ดินผืนนี้มานาน!
นางเอกสาวถอนหายใจยาว วางมันเผาในมือลง "เฮ้อ... ยังกินไม่อิ่ม ก็มีมารมาผจญเสียแล้ว"
นางหันไปมองเซียวเหยียนซานที่นั่งนิ่ง แต่ดูเหมือนมือของเขาจะขยับไปจับด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ "อาเหยียน นั่งเฉยๆ ทำตัวให้ดูน่ากลัวเข้าไว้ เดี๋ยวข้าจัดการเอง"
หญิงสาวยิ้มเย็น ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่น งานนี้ไม่ต้องถึงมือแม่ทัพทมิฬหรอก... แค่สกิลการแสดงของนางก็เหลือเฟือแล้ว!
ตอนพิเศษ : เจ้าก้อนแป้งพยัคฆ์กับรถเข็นหุ้มเกราะ4 ปีต่อมา... ณ จวนผู้สำเร็จราชการเช้าวันสดใสที่ควรจะเงียบสงบ กลับมีเสียงระเบิดดัง ตูม! มาจากเรือนหลังเล็กที่ใช้เป็นห้องทดลองส่วนตัว"เซียว-มู่-เฉิน!!!"เสียงหวานใสแต่ทรงพลังของ มู่หว่านชิง ดังลั่นจวน บ่าวไพร่ต่างสะดุ้งโหยง แต่มิได้ตกใจกลัว กลับอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน 'เอาอีกแล้ว... คุณชายน้อยก่อเรื่องอีกแล้ว'ที่หน้าห้องทดลอง เด็กชายวัย 4 ขวบ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา แต่ดวงตาเรียวคมฉายแววฉลาดเจ้าเล่ห์ถอดแบบท่านพ่อมาเปี๊ยบ กำลังยืนตัวดำปี๋ เปื้อนเขม่าควันไปทั้งตัว ข้างๆ กันคือ เสี่ยวเป่า (ที่ตอนนี้เป็นหลงจู๊หนุ่มรูปหล่อ) ที่สภาพดูไม่ได้พอกัน"ท่านแม่..." เจ้าก้อนแป้งทำตาปริบๆ "ลูกไม่ได้ตั้งใจ... ลูกแค่จะผสม 'ดินระเบิดสายรุ้ง' ตามสูตรท่านแม่ แต่เผลอใส่ผงกำมะถันเยอะไปนิดเดียวเอง""นิดเดียวบ้านเจ้าสิ! หลังคาห้องทดลองทะลุเลยนะ!" มู่หว่านชิงเท้าสะเอว ในมือถือไม้เรียวก้านเล็ก "ใครสอนให้เจ้าเล่นของอันตรายแบบนี้!""ท่านพ่อขอรับ!" เด็กน้อยชี้ไปทางด้านหลังทันทีเซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่คนทั้งหล้าเกรงกลัว เดินอา
บทที่ 30 : ปาฏิหาริย์มังกรทองและธิดาสวรรค์ณ หอเทียนถาน (หอบูชาฟ้า)วันพิธีบูชาฟ้าเวียนมาถึง ท้องฟ้าวันนี้มืดครึ้มด้วยเมฆฝนราวกับเป็นใจให้ฝ่ายอ๋องแปด บรรยากาศอึมครึมกดดัน ลานกว้างหน้าหอบูชาฟ้าเนืองแน่นไปด้วยขุนนางนับร้อยและตัวแทนชาวบ้านนับพันที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธี ตรงกลางลานมีกระถางธูปยักษ์และแท่นบูชาตั้งตระหง่านเซียวเหยียนซาน ในชุดผู้สำเร็จราชการเต็มยศ ยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่หน้าแถวขุนนาง ข้างกายเขาคือ มู่หว่านชิง ในชุดฮูหยินตราตั้งสีขาวบริสุทธิ์ (เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ) ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยโหรหลวง (คนของอ๋องแปด) ชายชราหนวดเครายาวเฟื้อยในชุดนักพรต ก้าวออกมาหน้าแท่นบูชา เขาชูดาบไม้ท้อขึ้นฟ้า ร่ายรำทำท่าทางประหลาด "สวรรค์พิโรธ! สวรรค์พิโรธ!" โหรหลวงตะโกนเสียงแหบพร่า "เมฆดำปกคลุมเมืองหลวง เป็นลางร้าย! มีปีศาจแฝงตัวอยู่ในราชสำนัก... ทำให้บ้านเมืองวิบัติ!"เขาหันขวับมาชี้หน้ามู่หว่านชิง "นังจิ้งจอกแซ่มู่! เจ้าคือตัวกาลกิณี! เจ้าใช้มนต์ดำเสกของประหลาดล่อลวงผู้คน... วันนี้สวรรค์สั่งให้ข้ากระชากหน้ากากเจ้า!"เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านเริ่มมองมู่หว่านชิงด
บทที่ 29 : เกลือหิมะถล่มตลาดและข่าวลือปีศาจจิ้งจอกณ โรงงานหลวงแห่งใหม่ (อดีตโรงงานอาวุธของฉีอ๋อง)ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปล่องไฟขนาดมหึมา เสียงเครื่องจักร (กังหันน้ำและระบบสายพานที่มู่หว่านชิงออกแบบ) ดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง คนงานนับร้อยชีวิตกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ภายใต้การกำกับดูแลของนายกองเถี่ยหนิวที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการโรงงานมู่หว่านชิงยืนอยู่หน้าบ่อพักเกลือขนาดใหญ่ ในมือถือก้อนเกลือสินเธาว์ดิบที่มีสีขุ่นคล้ำและเต็มไปด้วยดินโคลน ซึ่งเป็นเกลือเกรดต่ำที่ชาวบ้านจำใจต้องซื้อจากอ๋องแปดในราคาแพง "นี่คือสิ่งที่ชาวต้าหยวนต้องกินมาตลอด... เกลือปนเปื้อน รสขมเฝื่อน และมีสารหนูเจือปน"นางโยนก้อนเกลือทิ้ง แล้วหันไปชี้ที่รางไม้ไผ่ที่ส่งน้ำเกลือผ่าน 'ระบบกรอง' (ชั้นถ่านไม้, ทรายละเอียด, และกรวด) ไหลลงสู่กระทะใบยักษ์ที่ต้มด้วยความร้อนสูง"แต่นับจากวันนี้... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"เมื่อน้ำระเหยออกจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ก้นกระทะคือเกลือผลึกละเอียด 'สีขาวบริสุทธิ์' ดุจหิมะแรกฤดู ไม่มีดินปนเปื้อนแม้แต่น้อย"สุดยอด!" เถี่ยหนิวใช้นิ้วแตะเกลือชิม "เค็ม! แต่ไม่ขม! แถมยังขาวสะอาดน่ากิน!""นี่คือ 'เกลือห
บทที่ 28 : กระจกเงาวารีพิสุทธิ์และจอกสุราซ่อนคมณ ลานพระราชอุทยานหลวงที่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานประมูล โคมไฟระย้าที่ทำจากแก้วเจียระไน (ผลงานชิ้นแรกจากโรงงานหลวง) ส่องแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาว บรรยากาศหรูหราอลังการดึงดูดเหล่าเชื้อพระวงศ์ คฤหบดีจากทั่วสารทิศ และทูตานุทูตจากต่างแคว้นให้มารวมตัวกันอย่างคับคั่งทุกคนต่างกระซิบกระซาบถึง "ของวิเศษ" ที่ฮูหยินผู้สำเร็จราชการจะนำมาเปิดตัวในค่ำคืนนี้"ได้ยินว่านางจะขายสมบัติกบฏ... ใครจะอยากได้ของอัปมงคลพรรค์นั้น?" ขุนนางเฒ่าคนหนึ่งกระซิบกับ 'อ๋องแปด' บุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่มีแววตาเจ้าเล่ห์"หึ... นางก็แค่แม่ค้าหน้าเลือดที่จับพลัดจับผลูได้ดี" อ๋องแปดแค่นเสียง จิบชาอย่างไม่ยี่หระ "ข้าจะรอดูว่านางจะขายหน้า หรือขายของ"ทันใดนั้น เสียงกลองดังกังวาน มู่หว่านชิง ปรากฏตัวบนเวทีในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงิน สวมเครื่องประดับน้อยชิ้นแต่ดูแพงระยับ นางยิ้มแย้มอย่างมั่นใจ แผ่รังสีนางพญาที่สะกดทุกสายตา"ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์!" นางประกาศผ่านโทรโข่งทองเหลือง (ที่นางประดิษฐ์ขึ้นเพื่อขยายเสียง) "วันนี้... ข้าไม่ได้มาขายของเก
บทที่ 27 : ฮูหยินผู้สำเร็จราชการและท้องพระคลังที่ว่างเปล่าสามเดือนผ่านไปหลังเหตุการณ์นองเลือดในวันราชาภิเษก... กรุง 'ต้าตู' (เมืองหลวง) เริ่มกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องสีทองของพระราชวังต้องห้ามที่ได้รับการซ่อมแซมจนเกือบสมบูรณ์แต่ภายในห้องทรงพระอักษร บรรยากาศกลับตึงเครียด"ว่างเปล่า... ว่างเปล่าหมดเลย!"เซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในชุดขุนนางชั้นสูงสุดสีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์สี่เล็บ ทุบโต๊ะทรงงานจนถ้วยชาสะเทือน ใบหน้าที่เคยเด็ดเดี่ยวในสนามรบ บัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและร่องรอยความเหนื่อยล้า ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน"ไอ้ชั่วฉีอ๋อง! มันไม่ได้แค่ขโมยบัลลังก์ แต่มันกวาดท้องพระคลังไปจนเกลี้ยง!" เขาโยนสมุดบัญชีลงพื้น "เงินคงคลังเหลือไม่ถึงแสนตำลึง! แต่เราต้องจ่ายเบี้ยหวัดทหาร ค่าซ่อมกำแพงเมือง และค่าชดเชยชาวบ้าน... จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!"เหล่าขุนนางเฒ่าในห้องก้มหน้าเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตา "เอ่อ... ท่านผู้สำเร็จราชการ" เสนาบดีกรมคลัง ผู้เฒ่าหนวดขาวเอ่ยเสียงสั่น "หรือเราจะ... ขึ้นภาษีชาวบ้าน?""ไม่ได้!" เซียวเหยียนซานตวาด "ชาวบ้านเพิ่งผ
บทที่ 26 : ระเบิดบัลลังก์มังกรและการกลับมาของราชันย์ลานพระราชวังหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาล เนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางและทหารราชองครักษ์นับพันนาย บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่แท่นประหารกลางลาน เพชฌฆาตหน้าโหดสองคนถือดาบหัวตัดเล่มยักษ์ ยืนคุมเชิงอยู่ข้างกรงขัง"ได้เวลาแล้ว..." ฉีอ๋อง บนบัลลังก์มังกรแสยะยิ้มอำมหิต เขาหยิบป้ายคำสั่งประหารขึ้นมา "ประหารกบฏ! เพื่อความรุ่งโรจน์ของแผ่นดิน!"ป้ายคำสั่งถูกโยนลงพื้น เคร้ง!เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงแดดสะท้อนคมดาบวาววับ "ตายซะเถอะ!"ในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง... มู่หว่านชิงที่แสร้งทำเป็นหมดแรงอยู่ในกรง ขยับมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของเซียวเหยียนซานอย่างรวดเร็ว นางดึงสลักระเบิดมือ (แบบดึงชนวน) ที่นางประดิษฐ์ขึ้น เสียง ฟู่... เบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากเอวของเซียวเหยียนซาน"นั่นอะไรน่ะ?" เพชฌฆาตชะงัก"ของขวัญวันครองราชย์ไงล่ะ!" เซียวเหยียนซานตะโกนก้อง เขาถีบมู่หว่านชิงให้หมอบลงกับพื้น แล้วกระชากระเบิดออกจากเอว ขว้างไปที่ประตูเหล็กของกรงขัง!"หมอบ!!!"ตูม!!!เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลา
บทที่ 4 : สวามีข้า... ดุนะเจ้าคะเสียงทุบประตูไม้ไผ่ดังโครมครามจนฝุ่นร่วงกราวลงมาจากหลังคา ตามมาด้วยเสียงก่นด่าที่แสบแก้วหู"นังตัวดี! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารู้นะว่าเจ้าแอบซุกหัวอยู่ในนั้น คิดจะแกล้งตายเพื่อหนีความผิดหรือไง ฮึ!"มู่หว่านชิงถอนหายใจ เฮือกใหญ่ นางหันไปมองเซียวเหยียนซานที่นั่งนิ่งอ
บทที่ 2 : หัวมันเผาและข้อตกลงของคนแปลกหน้าเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารใสสะอาดช่วยชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจของมู่หว่านชิงไปได้บ้างนางกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ความเย็นสดชื่นทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่อก้มมองเงาสะท้อนในน้ำ นางก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั้น แม้จะมอมแมมและซูบซีดจน
บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรกแรงบีบที่ลำคอแน่นขึ้นจนมู่หว่านชิงเริ่มเห็นดาวระยิบระยับในดวงตา ลมหายใจขาดห้วง นางพยายามแกะมือนั้นออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของหญิงสาวผอมแห้งคนนี้จะไม่อาจสู้แรงของบุรุษฝึกยุทธ์ได้เลย แม้เขาจะบาดเจ็บเจียนตายก็ตาม“ข้า... แค่ก! ข้าไม่ใช่... คนของใคร...”
บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่งความตาย... คือความเงียบงันที่ไร้จุดสิ้นสุดนั่นคือสิ่งที่ ‘มู่หว่านชิง’ นักพฤกษศาสตร์สาวแห่งศตวรรษที่ 21 คิดเป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นจากหน้าผาสูงชันในขณะสำรวจพันธุ์พืชหายาก สติของเธอดับวูบไปพร้อมกับความเสียดายที่ยังทำวิจัยไม่สำเร็จทว่า... ความเง







