Beranda / รักโบราณ / ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ / บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรก

Share

บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรก

last update Tanggal publikasi: 2026-03-27 16:04:51

บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรก

แรงบีบที่ลำคอแน่นขึ้นจนมู่หว่านชิงเริ่มเห็นดาวระยิบระยับในดวงตา ลมหายใจขาดห้วง นางพยายามแกะมือนั้นออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของหญิงสาวผอมแห้งคนนี้จะไม่อาจสู้แรงของบุรุษฝึกยุทธ์ได้เลย แม้เขาจะบาดเจ็บเจียนตายก็ตาม

“ข้า... แค่ก! ข้าไม่ใช่... คนของใคร...”

นางเค้นเสียงผ่านลำคอที่ตีบตันออกมาอย่างยากลำบาก พยายามสื่อสารให้ชัดเจนที่สุด “ข้าเป็น... เจ้าของบ้าน... ปล่อย...”

ชายชุดดำชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิดประมวลผลคำพูดของนาง เสียงลมหายใจของเขาหอบกระชั้นและร้อนผ่าว ร่างกายของเขาสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะพิษบาดแผลและการสูญเสียเลือด

“เจ้าของบ้าน?” เขาพึมพำเสียงต่ำ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน “ที่รกร้างเช่นนี้... ยังมีคนอยู่อีกหรือ?”

“ถ้าเจ้า... ฆ่าข้า...” มู่หว่านชิงตัดสินใจงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา “...เจ้าก็นอนรอความตาย... อยู่ตรงนี้คนเดียวเถอะ!”

คำขู่นั้นดูเหมือนจะได้ผล หรือไม่ก็เป็นเพราะพละกำลังเฮือกสุดท้ายของเขาหมดลงพอดี มือแกร่งที่บีบคอนางค่อยๆ คลายออก ก่อนที่ศีรษะได้รูปของเขาจะร่วงตกลงกระแทกกับพื้นฟางเสียงดัง ตุ้บ!

“แฮ่ก... แฮ่ก...”

มู่หว่านชิงรีบถอยกรูดออกมาจนแผ่นหลังชนฝาผนังไม้ไผ่ นางสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ยกมือลูบลำคอที่เริ่มรู้สึกแสบร้อนและคงจะขึ้นรอยช้ำในไม่ช้า

“เกือบตายแล้วไหมล่ะ ยัยหว่านชิง...” นางบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความโมโห พลางจ้องมองร่างสูงที่นอนแน่นิ่งไปแล้วอย่างหวาดระแวง “ช่วยคนไม่ได้บุญไม่พอ ยังเกือบจะได้เป็นผีเฝ้ากระท่อมอีกต่างหาก”

นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อรอให้หัวใจเต้นช้าลง สายตาปรับสภาพจนเริ่มชินกับความมืดภายในกระท่อม แสงฟ้าแลบจากภายนอกทำให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของ ‘มู่หว่านชิงคนเก่า’ ได้ชัดเจนขึ้น

มันแย่ยิ่งกว่าที่คิด...

กระท่อมหลังนี้แทบจะเรียกว่าบ้านไม่ได้ มันคือเพิงไม้ไผ่ผุพังที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ หลังคามุงจากมีรูรั่วหลายจุดทำให้น้ำฝนหยดลงมาเป็นทาง พื้นเป็นดินอัดแน่นที่ตอนนี้เริ่มแฉะเป็นโคลน ข้าวของมีเพียงโต๊ะขาหักหนึ่งตัว กองฟางแห้งที่นางและชายผู้นั้นนอนทับอยู่ และไหดินเผาบิ่นๆ สองสามใบที่วางระเกะระกะ

“จนกรอบ...” มู่หว่านชิงถอนหายใจยาวเหยียด “ไม่มีข้าวสาร ไม่มีผ้าห่ม แม้แต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็บางจนกันลมไม่ได้ นี่มันโหมดเอาชีวิตรอดระดับฮาร์ดคอร์ชัดๆ”

แต่ก่อนที่จะคิดเรื่องปากท้อง สายตาของนางก็เหลือบไปมองร่างของชายชุดดำอีกครั้ง เขายังคงนอนนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบาและไม่สม่ำเสมอ หากปล่อยไว้แบบนี้ เขาไม่รอดแน่

จิตวิญญาณของนักพฤกษศาสตร์และอดีตอาสาสมัครกู้ภัยในโลกเดิมทำให้นางไม่อาจนิ่งดูดาย นางขยับตัวเข้าไปหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ใช้เท้าเขี่ยขาเขาเบาๆ เพื่อเช็กดูว่าเขาแกล้งหลับหรือไม่

“เฮ้... นาย ตายหรือยัง?”

ไร้เสียงตอบรับ มู่หว่านชิงจึงรวบรวมความกล้าคุกเข่าลงข้างกายเขา นางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากกว้าง

“ร้อนจี๋...”

ไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ แสดงว่าบาดแผลคงอักเสบ หรือไม่ก็ติดเชื้อ นางตัดสินใจเลิกผ้าคลุมสีดำของเขาออกเพื่อดูสภาพบาดแผล แสงสลัวเผยให้เห็นรอยดาบพาดเฉียงตั้งแต่อกซ้ายลงมาถึงหน้าท้อง เลือดสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุด ผสมกับเลือดเก่าที่แห้งกรังจนเสื้อผ้าแข็งกระด้าง

“แผลลึกมาก ต้องห้ามเลือดเดี๋ยวนี้”

มู่หว่านชิงมองซ้ายมองขวา หาอะไรสักอย่างที่พอจะใช้ได้ สายตาไปสะดุดกับชายเสื้อตัวในของตัวเอง แม้จะเป็นผ้าฝ้ายหยาบๆ สีขาวตุ่นๆ แต่มันก็ดูสะอาดที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้

แคว่ก!

นางกัดฟันฉีกชายเสื้อตัวในของตนเองออกมาเป็นเส้นยาวๆ ทันทีโดยไม่เสียดาย จากนั้นจึงหันไปคว้าไหดินเผาใบหนึ่งที่รองน้ำฝนจากรอยรั่วหลังคาเอาไว้ น้ำฝนเย็นเฉียบและค่อนข้างสะอาด พอใช้ล้างแผลได้

นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบเลือดรอบปากแผลอย่างเบามือ ชายหนุ่มครางในลำคอด้วยความเจ็บปวด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ร่างกายเกร็งกระตุกทุกครั้งที่ผ้าเย็นๆ สัมผัสโดนเนื้อสด

“ทนหน่อยนะพ่อคุณ ข้าไม่มียาชา” นางเอ่ยปลอบเสียงเบา แม้รู้ว่าเขาคงไม่ได้ยิน

มู่หว่านชิงสังเกตเห็นว่านอกจากแผลดาบแล้ว ที่ต้นแขนของเขายังมีรอยเข็มเล็กๆ สีม่วงคล้ำ และเส้นเลือดรอบๆ บริเวณนั้นปูดโปนเป็นสีดำน่ากลัว

“พิษ?” นางพึมพำ “มิน่าล่ะถึงได้ดูอ่อนแอผิดวิสัยนักรบ แผลดาบแค่นี้ไม่น่าจะล้มคนระดับนี้ได้ แต่พิษนี่สิ... ตัวปัญหา”

ในโลกเดิม นางเชี่ยวชาญเรื่องพืชสมุนไพรและพิษวิทยา แต่ในสถานการณ์นี้ นางไม่มีสมุนไพรสักต้นในมือ สิ่งเดียวที่ทำได้คือประคองอาการเขาไว้ก่อน

หลังจากล้างแผลจนสะอาดเท่าที่ทำได้ นางใช้ผ้าแถบยาวพันรอบอกแกร่งเพื่อห้ามเลือด นางต้องโน้มตัวลงไปโอบรอบตัวเขาเพื่อพันผ้า กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก ใบหน้าของนางอยู่ห่างจากใบหน้าหล่อเหลาเพียงคืบ แม้จะมีผ้าปิดตาบดบัง แต่สันจมูกโด่งและริมฝีปากหยักได้รูปก็บ่งบอกได้ว่า ภายใต้ผ้าปิดตานั้นต้องเป็นใบหน้าที่สั่นคลอนหัวใจอิสตรีได้แน่

“เสียดายของจริงๆ หล่อขนาดนี้ถ้าต้องมาตายในกระท่อมผุๆ คงน่าเสียดายแย่”

นางผูกปมผ้าจนแน่น ตรวจสอบชีพจรอีกครั้ง พบว่าแม้จะยังอ่อนแต่ก็มั่นคงขึ้นเล็กน้อย

“เอาล่ะ หน้าที่หมอจบแล้ว ต่อไปก็หน้าที่คนเฝ้าไข้”

มู่หว่านชิงขยับไปนั่งกอดเข่าพิงผนัง ห่างออกมาจากเขาพอสมควรเพื่อความปลอดภัย ท้องของนางเริ่มประท้วงด้วยเสียงโครกคราก ความหิวโหยเล่นงานจนแสบท้องไปหมด

“ทนไว้นะร่างนี้ พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน”

นางหลับตาลง ฟังเสียงฝนที่เริ่มซาเม็ด ความอ่อนเพลียจากการเดินทางข้ามภพและการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้นางผล็อยหลับไปในที่สุด โดยมีเสียงลมหายใจของ ‘ตัวอันตราย’ เป็นเพื่อนร่วมห้องเพียงหนึ่งเดียว

...

เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องผ่านรอยแตกของผนัง

มู่หว่านชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความปวดเมื่อยไปทั้งตัว นางขยี้ตาแล้วมองไปที่กองฟาง... ว่างเปล่า!

“หายไปไหน?”

หัวใจของนางกระตุกวูบ หรือว่าเขาหนีไปแล้ว? หรือว่าโจรตามมาฆ่าเขาแล้วลากศพไป?

นางรีบลุกขึ้นวิ่งออกไปนอกกระท่อม ภาพที่เห็นทำให้เท้าของนางชะงักค้าง

เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้ารกที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ถัดออกไปเป็นแนวป่าทึบที่ดูอันตราย ส่วนด้านหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่าน บรรยากาศเงียบสงบและบริสุทธิ์จนน่าทึ่ง

และที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้ากระท่อม ชายชุดดำคนนั้นกำลังยืนอยู่...

เขาใช้ดาบเล่มยาวต่างไม้ค้ำยันร่าง ยืนหันหลังให้นาง ใบหน้าเงยขึ้นรับแสงแดดยามเช้า ลมพัดเส้นผมยาวสลวยของเขาปลิวไสว แม้จะมีผ้าพันแผลเปื้อนเลือดพันรอบอก แต่แผ่นหลังกว้างนั้นกลับดูองอาจและโดดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน

ดูเหมือนเขาจะได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง ใบหูของเขากระดิกเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ามาทางนางอย่างช้าๆ แม้ผ้าคาดตายังคงอยู่ แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้นางรู้สึกเย็นวาบ

“เจ้าตื่นแล้วหรือ... แม่นาง?”

เสียงของเขาแหบพร่าแต่ทรงพลัง มันไม่ใช่คำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่มันคือการหยั่งเชิง

มู่หว่านชิงสูดหายใจลึก ยืดอกขึ้นเผชิญหน้ากับชะตากรรม

“ตื่นแล้ว และข้าก็หิวมากด้วย” นางตอบกลับไปดื้อๆ “ในเมื่อท่านยังไม่ตาย และข้าก็เป็นคนช่วยท่านไว้... ท่านพอจะมีเงินจ่ายค่ารักษาไหม? ข้าไม่รับคำขอบคุณปากเปล่าหรอกนะ”

มุมปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่าขบขันหรือสมเพช

“เงินข้าไม่มี... แต่ถ้าชีวิตของเจ้า... ข้าพอจะละเว้นให้ได้ เป็นการตอบแทน”

มู่หว่านชิงอ้าปากค้าง อยากจะด่ากราดให้หายแค้น ช่วยชีวิตคนไว้แท้ๆ แต่สิ่งตอบแทนคือการ ‘ไม่ฆ่า’ เนี่ยนะ!?

“ช่างเป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!” นางประชดเสียงสูง เดินกระแทกเท้าผ่านหน้าเขาไปที่ลำธารเล็กๆ ข้างกระท่อม เพื่อล้างหน้าล้างตา “จำคำพูดของท่านไว้ให้ดีเถอะ สักวันข้าจะทวงหนี้บุญคุณนี้ คอยดู!”

เซียวเหยียนซานยืนนิ่ง ฟังเสียงฝีเท้าและเสียงบ่นพึมพำของสตรีชาวบ้านผู้นั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด

นางไม่ได้หวาดกลัวเขาจนตัวสั่นเหมือนคนทั่วไป... นางกล้าต่อปากต่อคำ... และกลิ่นกายของนางที่ติดอยู่บนจมูกของเขาตอนทำแผลเมื่อคืน...

มันหอม... เหมือนกลิ่นดินหลังฝนตก

แม่ทัพหนุ่มกระชับดาบในมือแน่น ความมืดมิดในดวงตาไม่อาจบดบังความสนใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

‘มู่หว่านชิง... สตรีผู้นี้ น่าสนใจ’


Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
mung mink
สนุกมากๆ คร่า
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   ตอนพิเศษ : เจ้าก้อนแป้งพยัคฆ์กับรถเข็นหุ้มเกราะ

    ตอนพิเศษ : เจ้าก้อนแป้งพยัคฆ์กับรถเข็นหุ้มเกราะ4 ปีต่อมา... ณ จวนผู้สำเร็จราชการเช้าวันสดใสที่ควรจะเงียบสงบ กลับมีเสียงระเบิดดัง ตูม! มาจากเรือนหลังเล็กที่ใช้เป็นห้องทดลองส่วนตัว"เซียว-มู่-เฉิน!!!"เสียงหวานใสแต่ทรงพลังของ มู่หว่านชิง ดังลั่นจวน บ่าวไพร่ต่างสะดุ้งโหยง แต่มิได้ตกใจกลัว กลับอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน 'เอาอีกแล้ว... คุณชายน้อยก่อเรื่องอีกแล้ว'ที่หน้าห้องทดลอง เด็กชายวัย 4 ขวบ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา แต่ดวงตาเรียวคมฉายแววฉลาดเจ้าเล่ห์ถอดแบบท่านพ่อมาเปี๊ยบ กำลังยืนตัวดำปี๋ เปื้อนเขม่าควันไปทั้งตัว ข้างๆ กันคือ เสี่ยวเป่า (ที่ตอนนี้เป็นหลงจู๊หนุ่มรูปหล่อ) ที่สภาพดูไม่ได้พอกัน"ท่านแม่..." เจ้าก้อนแป้งทำตาปริบๆ "ลูกไม่ได้ตั้งใจ... ลูกแค่จะผสม 'ดินระเบิดสายรุ้ง' ตามสูตรท่านแม่ แต่เผลอใส่ผงกำมะถันเยอะไปนิดเดียวเอง""นิดเดียวบ้านเจ้าสิ! หลังคาห้องทดลองทะลุเลยนะ!" มู่หว่านชิงเท้าสะเอว ในมือถือไม้เรียวก้านเล็ก "ใครสอนให้เจ้าเล่นของอันตรายแบบนี้!""ท่านพ่อขอรับ!" เด็กน้อยชี้ไปทางด้านหลังทันทีเซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่คนทั้งหล้าเกรงกลัว เดินอา

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 30 : ปาฏิหาริย์มังกรทองและธิดาสวรรค์(จบบริบูรณ์)

    บทที่ 30 : ปาฏิหาริย์มังกรทองและธิดาสวรรค์ณ หอเทียนถาน (หอบูชาฟ้า)วันพิธีบูชาฟ้าเวียนมาถึง ท้องฟ้าวันนี้มืดครึ้มด้วยเมฆฝนราวกับเป็นใจให้ฝ่ายอ๋องแปด บรรยากาศอึมครึมกดดัน ลานกว้างหน้าหอบูชาฟ้าเนืองแน่นไปด้วยขุนนางนับร้อยและตัวแทนชาวบ้านนับพันที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธี ตรงกลางลานมีกระถางธูปยักษ์และแท่นบูชาตั้งตระหง่านเซียวเหยียนซาน ในชุดผู้สำเร็จราชการเต็มยศ ยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่หน้าแถวขุนนาง ข้างกายเขาคือ มู่หว่านชิง ในชุดฮูหยินตราตั้งสีขาวบริสุทธิ์ (เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ) ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยโหรหลวง (คนของอ๋องแปด) ชายชราหนวดเครายาวเฟื้อยในชุดนักพรต ก้าวออกมาหน้าแท่นบูชา เขาชูดาบไม้ท้อขึ้นฟ้า ร่ายรำทำท่าทางประหลาด "สวรรค์พิโรธ! สวรรค์พิโรธ!" โหรหลวงตะโกนเสียงแหบพร่า "เมฆดำปกคลุมเมืองหลวง เป็นลางร้าย! มีปีศาจแฝงตัวอยู่ในราชสำนัก... ทำให้บ้านเมืองวิบัติ!"เขาหันขวับมาชี้หน้ามู่หว่านชิง "นังจิ้งจอกแซ่มู่! เจ้าคือตัวกาลกิณี! เจ้าใช้มนต์ดำเสกของประหลาดล่อลวงผู้คน... วันนี้สวรรค์สั่งให้ข้ากระชากหน้ากากเจ้า!"เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านเริ่มมองมู่หว่านชิงด

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 29 : เกลือหิมะถล่มตลาดและข่าวลือปีศาจจิ้งจอก

    บทที่ 29 : เกลือหิมะถล่มตลาดและข่าวลือปีศาจจิ้งจอกณ โรงงานหลวงแห่งใหม่ (อดีตโรงงานอาวุธของฉีอ๋อง)ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปล่องไฟขนาดมหึมา เสียงเครื่องจักร (กังหันน้ำและระบบสายพานที่มู่หว่านชิงออกแบบ) ดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง คนงานนับร้อยชีวิตกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ภายใต้การกำกับดูแลของนายกองเถี่ยหนิวที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการโรงงานมู่หว่านชิงยืนอยู่หน้าบ่อพักเกลือขนาดใหญ่ ในมือถือก้อนเกลือสินเธาว์ดิบที่มีสีขุ่นคล้ำและเต็มไปด้วยดินโคลน ซึ่งเป็นเกลือเกรดต่ำที่ชาวบ้านจำใจต้องซื้อจากอ๋องแปดในราคาแพง "นี่คือสิ่งที่ชาวต้าหยวนต้องกินมาตลอด... เกลือปนเปื้อน รสขมเฝื่อน และมีสารหนูเจือปน"นางโยนก้อนเกลือทิ้ง แล้วหันไปชี้ที่รางไม้ไผ่ที่ส่งน้ำเกลือผ่าน 'ระบบกรอง' (ชั้นถ่านไม้, ทรายละเอียด, และกรวด) ไหลลงสู่กระทะใบยักษ์ที่ต้มด้วยความร้อนสูง"แต่นับจากวันนี้... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"เมื่อน้ำระเหยออกจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ก้นกระทะคือเกลือผลึกละเอียด 'สีขาวบริสุทธิ์' ดุจหิมะแรกฤดู ไม่มีดินปนเปื้อนแม้แต่น้อย"สุดยอด!" เถี่ยหนิวใช้นิ้วแตะเกลือชิม "เค็ม! แต่ไม่ขม! แถมยังขาวสะอาดน่ากิน!""นี่คือ 'เกลือห

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 28 : กระจกเงาวารีพิสุทธิ์และจอกสุราซ่อนคม

    บทที่ 28 : กระจกเงาวารีพิสุทธิ์และจอกสุราซ่อนคมณ ลานพระราชอุทยานหลวงที่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานประมูล โคมไฟระย้าที่ทำจากแก้วเจียระไน (ผลงานชิ้นแรกจากโรงงานหลวง) ส่องแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาว บรรยากาศหรูหราอลังการดึงดูดเหล่าเชื้อพระวงศ์ คฤหบดีจากทั่วสารทิศ และทูตานุทูตจากต่างแคว้นให้มารวมตัวกันอย่างคับคั่งทุกคนต่างกระซิบกระซาบถึง "ของวิเศษ" ที่ฮูหยินผู้สำเร็จราชการจะนำมาเปิดตัวในค่ำคืนนี้"ได้ยินว่านางจะขายสมบัติกบฏ... ใครจะอยากได้ของอัปมงคลพรรค์นั้น?" ขุนนางเฒ่าคนหนึ่งกระซิบกับ 'อ๋องแปด' บุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่มีแววตาเจ้าเล่ห์"หึ... นางก็แค่แม่ค้าหน้าเลือดที่จับพลัดจับผลูได้ดี" อ๋องแปดแค่นเสียง จิบชาอย่างไม่ยี่หระ "ข้าจะรอดูว่านางจะขายหน้า หรือขายของ"ทันใดนั้น เสียงกลองดังกังวาน มู่หว่านชิง ปรากฏตัวบนเวทีในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงิน สวมเครื่องประดับน้อยชิ้นแต่ดูแพงระยับ นางยิ้มแย้มอย่างมั่นใจ แผ่รังสีนางพญาที่สะกดทุกสายตา"ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์!" นางประกาศผ่านโทรโข่งทองเหลือง (ที่นางประดิษฐ์ขึ้นเพื่อขยายเสียง) "วันนี้... ข้าไม่ได้มาขายของเก

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 27 : ฮูหยินผู้สำเร็จราชการและท้องพระคลังที่ว่างเปล่า

    บทที่ 27 : ฮูหยินผู้สำเร็จราชการและท้องพระคลังที่ว่างเปล่าสามเดือนผ่านไปหลังเหตุการณ์นองเลือดในวันราชาภิเษก... กรุง 'ต้าตู' (เมืองหลวง) เริ่มกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องสีทองของพระราชวังต้องห้ามที่ได้รับการซ่อมแซมจนเกือบสมบูรณ์แต่ภายในห้องทรงพระอักษร บรรยากาศกลับตึงเครียด"ว่างเปล่า... ว่างเปล่าหมดเลย!"เซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในชุดขุนนางชั้นสูงสุดสีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์สี่เล็บ ทุบโต๊ะทรงงานจนถ้วยชาสะเทือน ใบหน้าที่เคยเด็ดเดี่ยวในสนามรบ บัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและร่องรอยความเหนื่อยล้า ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน"ไอ้ชั่วฉีอ๋อง! มันไม่ได้แค่ขโมยบัลลังก์ แต่มันกวาดท้องพระคลังไปจนเกลี้ยง!" เขาโยนสมุดบัญชีลงพื้น "เงินคงคลังเหลือไม่ถึงแสนตำลึง! แต่เราต้องจ่ายเบี้ยหวัดทหาร ค่าซ่อมกำแพงเมือง และค่าชดเชยชาวบ้าน... จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!"เหล่าขุนนางเฒ่าในห้องก้มหน้าเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตา "เอ่อ... ท่านผู้สำเร็จราชการ" เสนาบดีกรมคลัง ผู้เฒ่าหนวดขาวเอ่ยเสียงสั่น "หรือเราจะ... ขึ้นภาษีชาวบ้าน?""ไม่ได้!" เซียวเหยียนซานตวาด "ชาวบ้านเพิ่งผ

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 26 : ระเบิดบัลลังก์มังกรและการกลับมาของราชันย์

    บทที่ 26 : ระเบิดบัลลังก์มังกรและการกลับมาของราชันย์ลานพระราชวังหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาล เนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางและทหารราชองครักษ์นับพันนาย บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่แท่นประหารกลางลาน เพชฌฆาตหน้าโหดสองคนถือดาบหัวตัดเล่มยักษ์ ยืนคุมเชิงอยู่ข้างกรงขัง"ได้เวลาแล้ว..." ฉีอ๋อง บนบัลลังก์มังกรแสยะยิ้มอำมหิต เขาหยิบป้ายคำสั่งประหารขึ้นมา "ประหารกบฏ! เพื่อความรุ่งโรจน์ของแผ่นดิน!"ป้ายคำสั่งถูกโยนลงพื้น เคร้ง!เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงแดดสะท้อนคมดาบวาววับ "ตายซะเถอะ!"ในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง... มู่หว่านชิงที่แสร้งทำเป็นหมดแรงอยู่ในกรง ขยับมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของเซียวเหยียนซานอย่างรวดเร็ว นางดึงสลักระเบิดมือ (แบบดึงชนวน) ที่นางประดิษฐ์ขึ้น เสียง ฟู่... เบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากเอวของเซียวเหยียนซาน"นั่นอะไรน่ะ?" เพชฌฆาตชะงัก"ของขวัญวันครองราชย์ไงล่ะ!" เซียวเหยียนซานตะโกนก้อง เขาถีบมู่หว่านชิงให้หมอบลงกับพื้น แล้วกระชากระเบิดออกจากเอว ขว้างไปที่ประตูเหล็กของกรงขัง!"หมอบ!!!"ตูม!!!เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลา

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 4 : สวามีข้า... ดุนะเจ้าคะ

    บทที่ 4 : สวามีข้า... ดุนะเจ้าคะเสียงทุบประตูไม้ไผ่ดังโครมครามจนฝุ่นร่วงกราวลงมาจากหลังคา ตามมาด้วยเสียงก่นด่าที่แสบแก้วหู"นังตัวดี! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารู้นะว่าเจ้าแอบซุกหัวอยู่ในนั้น คิดจะแกล้งตายเพื่อหนีความผิดหรือไง ฮึ!"มู่หว่านชิงถอนหายใจ เฮือกใหญ่ นางหันไปมองเซียวเหยียนซานที่นั่งนิ่งอ

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษ

    บทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษป่าท้ายหมู่บ้านตระกูลมู่ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ป่าร้อยอสูร" นั้นขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย ทั้งสัตว์มีพิษและภูมิประเทศที่ซับซ้อน แต่สำหรับมู่หว่านชิงที่เคยบุกป่าอเมซอนมาแล้วในชาติก่อน ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ยังไม่มีใครค้นพบนางเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ สายตาคมกร

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทที่ 2 : หัวมันเผาและข้อตกลงของคนแปลกหน้า

    บทที่ 2 : หัวมันเผาและข้อตกลงของคนแปลกหน้าเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารใสสะอาดช่วยชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจของมู่หว่านชิงไปได้บ้างนางกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ความเย็นสดชื่นทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่อก้มมองเงาสะท้อนในน้ำ นางก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั้น แม้จะมอมแมมและซูบซีดจน

  • ฮูหยินชาวนาของแม่ทัพทมิฬ   บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่ง

    บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่งความตาย... คือความเงียบงันที่ไร้จุดสิ้นสุดนั่นคือสิ่งที่ ‘มู่หว่านชิง’ นักพฤกษศาสตร์สาวแห่งศตวรรษที่ 21 คิดเป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นจากหน้าผาสูงชันในขณะสำรวจพันธุ์พืชหายาก สติของเธอดับวูบไปพร้อมกับความเสียดายที่ยังทำวิจัยไม่สำเร็จทว่า... ความเง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status