เข้าสู่ระบบบทที่ 4 : สวามีข้า... ดุนะเจ้าคะ
เสียงทุบประตูไม้ไผ่ดังโครมครามจนฝุ่นร่วงกราวลงมาจากหลังคา ตามมาด้วยเสียงก่นด่าที่แสบแก้วหู
"นังตัวดี! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารู้นะว่าเจ้าแอบซุกหัวอยู่ในนั้น คิดจะแกล้งตายเพื่อหนีความผิดหรือไง ฮึ!"
มู่หว่านชิงถอนหายใจ เฮือกใหญ่ นางหันไปมองเซียวเหยียนซานที่นั่งนิ่งอยู่มุมห้อง เขายังคงสงบราวกับรูปปั้น แต่รังสีอำมหิตรอบตัวเริ่มแผ่ออกมาจางๆ จนอากาศในห้องเย็นลงวูบหนึ่ง
"ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ห้ามส่งเสียง ห้ามขยับ จนกว่าข้าจะเรียก... เข้าใจไหม?" นางกระซิบสั่งเสียงเข้ม
ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อยภายใต้ผ้าปิดตา แต่ก็พยักหน้ารับเบาๆ
มู่หว่านชิงจัดเสื้อผ้าที่มอมแมมให้เข้าที่ ขยี้ผมให้ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพื่อให้ดูน่าเวทนา ก่อนจะเดินไปกระชากประตูเปิดออก
ผัวะ!
ประตูไม้ไผ่ที่ถูกเปิดออกกะทันหันทำให้ 'ป้าสะใภ้หลิว' หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่กำลังจะยกเท้าถีบซ้ำเสียหลักถลาหน้าเกือบทิ่ม นางรีบยันกายขึ้นมา จ้องมองมู่หว่านชิงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
"ยังไม่ตายจริงๆ ด้วย! นังคนดวงแข็ง!" ป้าสะใภ้หลิวเท้าสะเอว แผดเสียงดังลั่นหวังให้ชาวบ้านแถวนั้นได้ยิน "ข้านึกว่าเจ้าหนาวตายไปแล้วเสียอีก จะได้ไม่ต้องเปลืองเสื่อผืนมาห่อศพ!"
"ป้าสะใภ้..." มู่หว่านชิงแสร้งทำเสียงสั่นเครือ ร่างกายโอนเอนเหมือนจะล้ม "ท่าน... ท่านมาเยี่ยมข้าหรือเจ้าคะ? ข้า... ข้าหิวเหลือเกิน ท่านมีข้าวต้มสักถ้วยหรือไม่?"
"เยี่ยมบิดาเจ้าสิ!" หญิงอ้วนตวาดแว้ด "ข้ามาทวงที่ดินผืนนี้คืน! พ่อเจ้าสั่งมาว่า ถ้าเจ้าตายไปแล้ว ก็ให้รื้อกระท่อมนี้ทิ้งซะ แล้วเอาที่ดินไปทำเล้าหมู แต่ถ้ายังไม่ตาย... ก็ไสหัวออกไปซะ! พี่ชายเจ้ากำลังจะแต่งเมีย เขาต้องการที่ดินตรงนี้ไปปลูกเรือนหอ!"
มู่หว่านชิงลอบกำหมัดแน่นในใจ 'ไอ้ครอบครัวสารเลวนี่... ไล่ลูกสาวมาตายไม่พอ ยังจะตามมาแย่งที่ซุกหัวนอนที่สุดท้ายอีก'
แต่ภายนอก นางกลับบีบน้ำตาไหลพราก "แต่ท่านพ่อเขียนหนังสือตัดขาดข้าแล้ว ยกที่ดินรกร้างผืนนี้ให้ข้าเป็นค่าชดเชย หากข้าไม่มีที่นี่ ข้าจะไปอยู่ที่ไหน..."
"เรื่องของเจ้าสิ! จะไปเป็นขอทานหรือไปขายตัวในเมืองก็เชิญ!" ป้าสะใภ้หลิวแสยะยิ้มร้ายกาจ นางเหลือบมองเข้าไปในกระท่อมมืดสลัว "แล้วนั่นซ่อนอะไรไว้? ได้กลิ่นหอมๆ ... แอบขโมยไก่ใครมาต้มกินใช่ไหม!?"
ด้วยความโลภ ป้าสะใภ้หลิวผลักมู่หว่านชิงจนเซถลาล้มลงกับพื้นโคลน แล้วทำท่าจะพุ่งเข้าไปในกระท่อมเพื่อแย่งของกิน
"อย่านะ!" มู่หว่านชิงร้องห้าม "ข้างในนั้นมี..."
"มีอะไร! หลีกไป!"
ป้าสะใภ้หลิวก้าวเท้าเข้าไปในธรณีประตู แต่แล้วเท้าของนางก็ต้องชะงักค้าง กลางอากาศ...
เพราะสายตาของนางปะทะเข้ากับ 'เงาทะมึน' ที่นั่งตระหง่านอยู่กลางห้อง
ท่ามกลางแสงสลัว บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟาง ใบหน้าครึ่งบนถูกพันด้วยผ้าสีดำดูน่ากลัว ส่วนมือข้างหนึ่ง... กำด้ามดาบสีดำสนิทเอาไว้แน่น
แม้จะมองไม่เห็นดวงตา แต่ป้าสะใภ้หลิวกลับรู้สึกเหมือนมีเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง ขนคอลุกชันโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวนางกรีดร้องว่า 'หนีไป! ตัวอันตราย!'
"นะ... นั่น... นั่นใคร!?" นางชี้มือสั่นระริก ปากคอเริ่มสั่น
มู่หว่านชิงเห็นจังหวะเหมาะ จึงรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งไปขวางหน้าประตู แสร้งทำท่าปกป้องชายคนนั้น
"ป้าสะใภ้ อย่าเสียงดังไปเจ้าค่ะ!" นางกระซิบเสียงตื่นตระหนก "เดี๋ยว 'สามี' ของข้าจะตื่น!"
"สะ... สามี!?" ป้าสะใภ้หลิวตาถลน "เจ้าไปมีผัวตั้งแต่เมื่อไหร่!?"
"เมื่อคืนเจ้าค่ะ..." มู่หว่านชิงกุเรื่องหน้าตาย "เขาเป็นพรานป่าที่ผ่านมา หลงรักข้าจนหมดใจ เรากราบไหว้ฟ้าดินกันแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นคนของสกุลเขา ที่ดินผืนนี้ก็เป็นสินเดิมของข้า... ท่านจะมายึดเรือนหอของข้าไม่ได้นะเจ้าคะ!"
ในขณะที่ป้าสะใภ้หลิวกำลังอึ้งกิมกี่ เซียวเหยียนซานที่นั่งฟังอยู่ข้างในถึงกับมุมปากกระตุก 'สามี? พรานป่า? หลงรักจนหมดใจ? ... สตรีผู้นี้ช่างกล้าแต่งเรื่องนัก'
แต่เขาก็รู้หน้าทื่... แม่ทัพหนุ่มจงใจขยับตัวเล็กน้อย ดึงดาบออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว เคร้ง! เสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวานก้อง สะท้อนความคมกริบที่พร้อมจะดื่มเลือด
"ใคร... บังอาจรบกวนเวลานอนของข้า?"
เสียงทุ้มต่ำที่ดัดให้แหบพร่าและอำมหิตดังลอดออกมาจากความมืด มันไม่ใช่เสียงตะโกน แต่เป็นเสียงคำรามต่ำๆ เหมือนเสือร้ายที่กำลังหงุดหงิด
ป้าสะใภ้หลิวหน้าซีดเผือด ขาแข้งอ่อนจนแทบทรุด นางไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร แต่รังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดจะมีได้ "ผะ... ผัวเจ้า... เป็นโจรป่าหรือเปล่าเนี่ย!"
"เขาเป็นพรานเจ้าค่ะ! แต่... เอ้อ เขาอารมณ์ร้ายนิดหน่อยเวลาโมโหหิว" มู่หว่านชิงแสร้งทำหน้าหวาดกลัว "ป้าสะใภ้รีบกลับไปเถิด ถ้าเขาโกรธขึ้นมา ข้าก็ห้ามไม่อยู่นะเจ้าคะ... เมื่อวานเขาก็เพิ่งจะหักคอหมีด้วยมือเปล่าไปตัวหนึ่ง..."
คำว่า 'หักคอหมี' ทำเอาป้าสะใภ้หลิวสติหลุดกระเจิง "ฝะ... ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่! ข้าจะไปฟ้องพ่อเจ้าว่าเจ้าทำงามหน้า พาผู้ชายเข้าบ้าน!"
หญิงอ้วนรีบกลับหลังหัน วิ่งโกยแน่บปานลมพัด หกล้มคลุกคลานไปตามทางเดินโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
...
เมื่อความสงบกลับคืนมา มู่หว่านชิงถอนหายใจยาว ปิดประตูลงกลอน แล้วหันกลับมามอง 'สามีหมาดๆ' ของนาง
เซียวเหยียนซานนั่งกอดอก หันหน้ามาทางนาง แม้จะมองไม่เห็นสายตา แต่นางก็รู้ว่าเขากำลังจับผิด
"พรานป่า? หลงรักเจ้าหมดใจ? กราบไหว้ฟ้าดิน?" เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "เจ้าแต่งเรื่องได้เก่งกาจสมเป็นนักเล่านิทานนะ... ฮูหยิน"
คำว่า 'ฮูหยิน' ที่เขาจงใจเน้นเสียง ทำเอามู่หว่านชิงหน้าร้อนวูบ "สถานการณ์คับขัน ข้าจำเป็นต้องยืมบารมีท่านมาขู่ยัยป้านั่นต่างหากเล่า! ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่"
นางเดินไปนั่งลงข้างกองไฟ หยิบมันเผาที่เย็นชืดแล้วขึ้นมากินแก้เขิน "อีกอย่าง... ท่านเองก็ได้ประโยชน์นะ ถ้าคนเข้าใจว่าท่านเป็นสามีข้า ท่านก็อยู่ที่นี่ได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ใครถามข้าก็จะบอกว่าท่านเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน จบเรื่อง!"
"เขยแต่งเข้าบ้าน..." เซียวเหยียนซานทวนคำเสียงสูง กลั้นขำจนไหล่สั่น แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทหารนับแสน ต้องมาตกอับเป็นเขยแต่งเข้าบ้านในกระท่อมรูหนู... ช่างเป็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริงๆ
"เอาเถอะ ข้าจะยอมเล่นตามน้ำไปก่อน" เขาเอ่ยเสียงเรียบ "แต่เจ้าจงจำไว้... การโกหกว่าเป็นเมียข้า ผลที่ตามมาอาจจะหนักหนากว่าที่เจ้าคิด"
"ข้าไม่กลัว!" มู่หว่านชิงเชิดหน้าขึ้น "ขอแค่ตอนนี้ไม่อดตาย เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!"
นางไม่รู้เลยว่า... คำพูดพล่อยๆ ในวันนี้ จะกลายเป็นพันธนาการที่ผูกมัดชีวิตของนางไว้กับบุรุษผู้เป็นตำนานผู้นี้... ตลอดไป
ตอนพิเศษ : เจ้าก้อนแป้งพยัคฆ์กับรถเข็นหุ้มเกราะ4 ปีต่อมา... ณ จวนผู้สำเร็จราชการเช้าวันสดใสที่ควรจะเงียบสงบ กลับมีเสียงระเบิดดัง ตูม! มาจากเรือนหลังเล็กที่ใช้เป็นห้องทดลองส่วนตัว"เซียว-มู่-เฉิน!!!"เสียงหวานใสแต่ทรงพลังของ มู่หว่านชิง ดังลั่นจวน บ่าวไพร่ต่างสะดุ้งโหยง แต่มิได้ตกใจกลัว กลับอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน 'เอาอีกแล้ว... คุณชายน้อยก่อเรื่องอีกแล้ว'ที่หน้าห้องทดลอง เด็กชายวัย 4 ขวบ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา แต่ดวงตาเรียวคมฉายแววฉลาดเจ้าเล่ห์ถอดแบบท่านพ่อมาเปี๊ยบ กำลังยืนตัวดำปี๋ เปื้อนเขม่าควันไปทั้งตัว ข้างๆ กันคือ เสี่ยวเป่า (ที่ตอนนี้เป็นหลงจู๊หนุ่มรูปหล่อ) ที่สภาพดูไม่ได้พอกัน"ท่านแม่..." เจ้าก้อนแป้งทำตาปริบๆ "ลูกไม่ได้ตั้งใจ... ลูกแค่จะผสม 'ดินระเบิดสายรุ้ง' ตามสูตรท่านแม่ แต่เผลอใส่ผงกำมะถันเยอะไปนิดเดียวเอง""นิดเดียวบ้านเจ้าสิ! หลังคาห้องทดลองทะลุเลยนะ!" มู่หว่านชิงเท้าสะเอว ในมือถือไม้เรียวก้านเล็ก "ใครสอนให้เจ้าเล่นของอันตรายแบบนี้!""ท่านพ่อขอรับ!" เด็กน้อยชี้ไปทางด้านหลังทันทีเซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ผู้ที่คนทั้งหล้าเกรงกลัว เดินอา
บทที่ 30 : ปาฏิหาริย์มังกรทองและธิดาสวรรค์ณ หอเทียนถาน (หอบูชาฟ้า)วันพิธีบูชาฟ้าเวียนมาถึง ท้องฟ้าวันนี้มืดครึ้มด้วยเมฆฝนราวกับเป็นใจให้ฝ่ายอ๋องแปด บรรยากาศอึมครึมกดดัน ลานกว้างหน้าหอบูชาฟ้าเนืองแน่นไปด้วยขุนนางนับร้อยและตัวแทนชาวบ้านนับพันที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธี ตรงกลางลานมีกระถางธูปยักษ์และแท่นบูชาตั้งตระหง่านเซียวเหยียนซาน ในชุดผู้สำเร็จราชการเต็มยศ ยืนหน้าเคร่งขรึมอยู่หน้าแถวขุนนาง ข้างกายเขาคือ มู่หว่านชิง ในชุดฮูหยินตราตั้งสีขาวบริสุทธิ์ (เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ) ใบหน้าของนางสงบนิ่ง ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยโหรหลวง (คนของอ๋องแปด) ชายชราหนวดเครายาวเฟื้อยในชุดนักพรต ก้าวออกมาหน้าแท่นบูชา เขาชูดาบไม้ท้อขึ้นฟ้า ร่ายรำทำท่าทางประหลาด "สวรรค์พิโรธ! สวรรค์พิโรธ!" โหรหลวงตะโกนเสียงแหบพร่า "เมฆดำปกคลุมเมืองหลวง เป็นลางร้าย! มีปีศาจแฝงตัวอยู่ในราชสำนัก... ทำให้บ้านเมืองวิบัติ!"เขาหันขวับมาชี้หน้ามู่หว่านชิง "นังจิ้งจอกแซ่มู่! เจ้าคือตัวกาลกิณี! เจ้าใช้มนต์ดำเสกของประหลาดล่อลวงผู้คน... วันนี้สวรรค์สั่งให้ข้ากระชากหน้ากากเจ้า!"เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านเริ่มมองมู่หว่านชิงด
บทที่ 29 : เกลือหิมะถล่มตลาดและข่าวลือปีศาจจิ้งจอกณ โรงงานหลวงแห่งใหม่ (อดีตโรงงานอาวุธของฉีอ๋อง)ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปล่องไฟขนาดมหึมา เสียงเครื่องจักร (กังหันน้ำและระบบสายพานที่มู่หว่านชิงออกแบบ) ดังกระหึ่มอย่างต่อเนื่อง คนงานนับร้อยชีวิตกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น ภายใต้การกำกับดูแลของนายกองเถี่ยหนิวที่ผันตัวมาเป็นผู้จัดการโรงงานมู่หว่านชิงยืนอยู่หน้าบ่อพักเกลือขนาดใหญ่ ในมือถือก้อนเกลือสินเธาว์ดิบที่มีสีขุ่นคล้ำและเต็มไปด้วยดินโคลน ซึ่งเป็นเกลือเกรดต่ำที่ชาวบ้านจำใจต้องซื้อจากอ๋องแปดในราคาแพง "นี่คือสิ่งที่ชาวต้าหยวนต้องกินมาตลอด... เกลือปนเปื้อน รสขมเฝื่อน และมีสารหนูเจือปน"นางโยนก้อนเกลือทิ้ง แล้วหันไปชี้ที่รางไม้ไผ่ที่ส่งน้ำเกลือผ่าน 'ระบบกรอง' (ชั้นถ่านไม้, ทรายละเอียด, และกรวด) ไหลลงสู่กระทะใบยักษ์ที่ต้มด้วยความร้อนสูง"แต่นับจากวันนี้... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป"เมื่อน้ำระเหยออกจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ก้นกระทะคือเกลือผลึกละเอียด 'สีขาวบริสุทธิ์' ดุจหิมะแรกฤดู ไม่มีดินปนเปื้อนแม้แต่น้อย"สุดยอด!" เถี่ยหนิวใช้นิ้วแตะเกลือชิม "เค็ม! แต่ไม่ขม! แถมยังขาวสะอาดน่ากิน!""นี่คือ 'เกลือห
บทที่ 28 : กระจกเงาวารีพิสุทธิ์และจอกสุราซ่อนคมณ ลานพระราชอุทยานหลวงที่ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานประมูล โคมไฟระย้าที่ทำจากแก้วเจียระไน (ผลงานชิ้นแรกจากโรงงานหลวง) ส่องแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาว บรรยากาศหรูหราอลังการดึงดูดเหล่าเชื้อพระวงศ์ คฤหบดีจากทั่วสารทิศ และทูตานุทูตจากต่างแคว้นให้มารวมตัวกันอย่างคับคั่งทุกคนต่างกระซิบกระซาบถึง "ของวิเศษ" ที่ฮูหยินผู้สำเร็จราชการจะนำมาเปิดตัวในค่ำคืนนี้"ได้ยินว่านางจะขายสมบัติกบฏ... ใครจะอยากได้ของอัปมงคลพรรค์นั้น?" ขุนนางเฒ่าคนหนึ่งกระซิบกับ 'อ๋องแปด' บุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่มีแววตาเจ้าเล่ห์"หึ... นางก็แค่แม่ค้าหน้าเลือดที่จับพลัดจับผลูได้ดี" อ๋องแปดแค่นเสียง จิบชาอย่างไม่ยี่หระ "ข้าจะรอดูว่านางจะขายหน้า หรือขายของ"ทันใดนั้น เสียงกลองดังกังวาน มู่หว่านชิง ปรากฏตัวบนเวทีในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงิน สวมเครื่องประดับน้อยชิ้นแต่ดูแพงระยับ นางยิ้มแย้มอย่างมั่นใจ แผ่รังสีนางพญาที่สะกดทุกสายตา"ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์!" นางประกาศผ่านโทรโข่งทองเหลือง (ที่นางประดิษฐ์ขึ้นเพื่อขยายเสียง) "วันนี้... ข้าไม่ได้มาขายของเก
บทที่ 27 : ฮูหยินผู้สำเร็จราชการและท้องพระคลังที่ว่างเปล่าสามเดือนผ่านไปหลังเหตุการณ์นองเลือดในวันราชาภิเษก... กรุง 'ต้าตู' (เมืองหลวง) เริ่มกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องสีทองของพระราชวังต้องห้ามที่ได้รับการซ่อมแซมจนเกือบสมบูรณ์แต่ภายในห้องทรงพระอักษร บรรยากาศกลับตึงเครียด"ว่างเปล่า... ว่างเปล่าหมดเลย!"เซียวเหยียนซาน ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในชุดขุนนางชั้นสูงสุดสีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์สี่เล็บ ทุบโต๊ะทรงงานจนถ้วยชาสะเทือน ใบหน้าที่เคยเด็ดเดี่ยวในสนามรบ บัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและร่องรอยความเหนื่อยล้า ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน"ไอ้ชั่วฉีอ๋อง! มันไม่ได้แค่ขโมยบัลลังก์ แต่มันกวาดท้องพระคลังไปจนเกลี้ยง!" เขาโยนสมุดบัญชีลงพื้น "เงินคงคลังเหลือไม่ถึงแสนตำลึง! แต่เราต้องจ่ายเบี้ยหวัดทหาร ค่าซ่อมกำแพงเมือง และค่าชดเชยชาวบ้าน... จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย!"เหล่าขุนนางเฒ่าในห้องก้มหน้าเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตา "เอ่อ... ท่านผู้สำเร็จราชการ" เสนาบดีกรมคลัง ผู้เฒ่าหนวดขาวเอ่ยเสียงสั่น "หรือเราจะ... ขึ้นภาษีชาวบ้าน?""ไม่ได้!" เซียวเหยียนซานตวาด "ชาวบ้านเพิ่งผ
บทที่ 26 : ระเบิดบัลลังก์มังกรและการกลับมาของราชันย์ลานพระราชวังหลวงที่กว้างใหญ่ไพศาล เนืองแน่นไปด้วยเหล่าขุนนางและทหารราชองครักษ์นับพันนาย บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่แท่นประหารกลางลาน เพชฌฆาตหน้าโหดสองคนถือดาบหัวตัดเล่มยักษ์ ยืนคุมเชิงอยู่ข้างกรงขัง"ได้เวลาแล้ว..." ฉีอ๋อง บนบัลลังก์มังกรแสยะยิ้มอำมหิต เขาหยิบป้ายคำสั่งประหารขึ้นมา "ประหารกบฏ! เพื่อความรุ่งโรจน์ของแผ่นดิน!"ป้ายคำสั่งถูกโยนลงพื้น เคร้ง!เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงแดดสะท้อนคมดาบวาววับ "ตายซะเถอะ!"ในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง... มู่หว่านชิงที่แสร้งทำเป็นหมดแรงอยู่ในกรง ขยับมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของเซียวเหยียนซานอย่างรวดเร็ว นางดึงสลักระเบิดมือ (แบบดึงชนวน) ที่นางประดิษฐ์ขึ้น เสียง ฟู่... เบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากเอวของเซียวเหยียนซาน"นั่นอะไรน่ะ?" เพชฌฆาตชะงัก"ของขวัญวันครองราชย์ไงล่ะ!" เซียวเหยียนซานตะโกนก้อง เขาถีบมู่หว่านชิงให้หมอบลงกับพื้น แล้วกระชากระเบิดออกจากเอว ขว้างไปที่ประตูเหล็กของกรงขัง!"หมอบ!!!"ตูม!!!เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลา
บทที่ 3 : ทองคำเขียวในป่าพิษป่าท้ายหมู่บ้านตระกูลมู่ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ป่าร้อยอสูร" นั้นขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย ทั้งสัตว์มีพิษและภูมิประเทศที่ซับซ้อน แต่สำหรับมู่หว่านชิงที่เคยบุกป่าอเมซอนมาแล้วในชาติก่อน ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ยังไม่มีใครค้นพบนางเดินลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ สายตาคมกร
บทที่ 2 : หัวมันเผาและข้อตกลงของคนแปลกหน้าเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ จากลำธารใสสะอาดช่วยชะล้างความขุ่นมัวในจิตใจของมู่หว่านชิงไปได้บ้างนางกวักน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ความเย็นสดชื่นทำให้สมองปลอดโปร่ง เมื่อก้มมองเงาสะท้อนในน้ำ นางก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำนั้น แม้จะมอมแมมและซูบซีดจน
บทที่ 1 : เพื่อนร่วมห้องจากนรกแรงบีบที่ลำคอแน่นขึ้นจนมู่หว่านชิงเริ่มเห็นดาวระยิบระยับในดวงตา ลมหายใจขาดห้วง นางพยายามแกะมือนั้นออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของหญิงสาวผอมแห้งคนนี้จะไม่อาจสู้แรงของบุรุษฝึกยุทธ์ได้เลย แม้เขาจะบาดเจ็บเจียนตายก็ตาม“ข้า... แค่ก! ข้าไม่ใช่... คนของใคร...”
บทนำ : กลิ่นคาวเลือดในคืนพายุคลั่งความตาย... คือความเงียบงันที่ไร้จุดสิ้นสุดนั่นคือสิ่งที่ ‘มู่หว่านชิง’ นักพฤกษศาสตร์สาวแห่งศตวรรษที่ 21 คิดเป็นสิ่งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงหล่นจากหน้าผาสูงชันในขณะสำรวจพันธุ์พืชหายาก สติของเธอดับวูบไปพร้อมกับความเสียดายที่ยังทำวิจัยไม่สำเร็จทว่า... ความเง







