Masuk"ท่านแม่ ถ้าความสูงประมาณนี้ล่ะก็ เราหยิบไข่บนรังนกได้บางรังเลยนะ" จื่อเหวินตาวาววับหลังได้สัมผัสมุมมองใหม่
"นั่นก็ถูกของเจ้า แต่จะเก็บไข่ไปพร่ำเพรื่อไม่ได้หรอกนะ" "ทำไมล่ะขอรับ?" "พวกมันเป็นนกป่า มีศัตรูตามธรรมชาติมากพออยู่แล้ว หากเราเอาไข่มันมากินทุกครั้งที่เจอ ลูกนกก็จะไม่ได้เกิด แล้วถ้ามีคนทำแบบนี้ทุกวันวันละร้อยละพันคน พวกมันคงสูญพันธุ์ในสักวัน" "ท่านแม่ สูญพันธุ์คืออะไรขอรับ?" "เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นมันตัวเป็น ๆ อีกหลังจากนั้น เหลือเพียงซากโครงกระดูกให้เจ้าเรียนรู้ว่าเคยมีมันอาศัยอยู่ร่วมกับเรา" "ฟังดูเศร้าจัง" "ฟังดูเศร้าจริง ๆ" เยี่ยนถิงยืนยันคำตอบด้วยสายตาว่างเปล่า จะกล่าวว่านางไม่สนต่อหน้าพวกเขาก็คงไม่ได้ ต่อให้ต้องล่าสัตว์ทั้งป่านางก็คงไม่รู้สึกอะไร และที่มันสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุก็เป็นเรื่องจริงเดินเข้ามาลึกอีกนิด เยี่ยนถิงก็พบแหล่งพืชผลที่เก็บได้ เด็กเดินไปขุนหัวมันอยู่ทางหนึ่ง ส่วนนางก็ขุดเผือกและเก็บผลไม้อยู่ไม่ไกล ของพวกนี้เก็บไปมาก ๆ ใช่ว่าจะดี หากเก็บตามใจคงไม่มีเหลือให้กินถึงวันหน้า คนที่มาทีหลังก็จะได้เข้าป่าลึกขึ้นไปอีกด้วย
ข้าคงต้องหางานทำแล้ว นางปาดเหงื่อสู้แดด ความสามารถติดตัวของหม่าเยี่ยนถิงมีศาสตร์และศิลป์ที่สตรีชั้นสูงต้องทำได้ครบหมด แต่ความรู้ในหัวของนางกลับไม่มีโอกาสได้รับการเจียระไน ในเมื่อไม่มีกรอบตระกูลปิดกั้นแล้ว หม่าเยี่ยนถิงจะขอเอาความรู้นั้นมาใช้สักหน่อยคงไม่เป็นไร อีกทั้งนางก็อยู่ในโลกยุคใหม่ที่การศึกษาเปิดกว้างให้ทุกคน หากนำมารวมกันได้ต้องเกิดผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเป็นแน่ "ต้องฟื้นฟูสวน ทำคอกสัตว์ แล้วก็อะไรอีกนะ..." เยี่ยนถิงวางแผนชีวิตไปพลางหาผลไม้บริเวณนั้นเพิ่ม เวลาบ่ายคล้อยพวกเขาก็ได้วัตถุดิบมาเต็มตะกร้า ตะกร้าสานของเด็ก ๆ ก็เต็มไปด้วยผลไม้หลากสีที่หาเจอในป่า ขากลับเยี่ยนถิงก็ยังไม่ลืมทักทายท่านป้าเจ้าของร้านหมั่นโถวและคนคุ้นหน้าที่คุ้นตาที่เคยให้ความช่วยเหลือ กลับมาถึงเรือนหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน เยี่ยนถิงก็แบ่งงานให้เด็ก ๆ ทำตามที่พวกเขาร้องขอ หนี่เหวินเป็นลูกมือมารดานำผักไปล้างน้ำ ส่วนจื่อเหวินก็มาช่วยหุงข้าวที่เหลือไม่กี่หยิบมือ เยี่ยนถิงเหลือบมองดูแล้วก็รู้สึกว่าต้องรีบหาเงินเพิ่ม เด็ก ๆ อยู่ในวัยกำลังโต นางไม่อยากให้อดแม้แต่มื้อเดียว ตั้งแต่เช้ามาก็ได้กินหมั่นโถวของฝากไปคนละชิ้นเท่านั้น หากไม่ใช่ว่านางพึ่งหายป่วยจนแทบไม่มีแรงก็คงทำอะไรง่าย ๆ ให้พวกเขากินได้ก่อนออกไป "ท่านแม่ น้ำจะหมดแล้วขอรับ" จื่อเหวินชะโงกหน้าดูในตุ่มแล้วหันมาบอกมารดา "เจ้าไปกับน้องได้หรือไม่ ช่วยกันถือมาคนละถัง" เยี่ยนถิงเอ่ยถาม อย่างไมมั่นใจ แต่จากความทรงจำเหมือนเด็กๆ จะเคยช่วยมารดาตักน้ำตอนที่ท่านแม่ป่วย "ได้ขอรับ / ได้เจ้าค่ะ" "อย่าไปกับคนแปลกหน้า อย่ารับของมาไม่ว่ากับใคร ต่อให้เป็นคนที่เจ้าคุ้นหน้าก็ตาม ห้ามเอาอะไรใส่ปากทั้งนั้น ถ้ารู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจก็ทิ้งถังน้ำแล้ววิ่งหนีเลยนะ เข้าใจหรือไม่" "...ท่านแม่พูดยาวจังขอรับ ข้าฟังไม่ทัน" "ข้าจะพูดใหม่อีกรอบ หลังจากนี้ก็จะพูดอีก จะพูดจนกว่าพวกเจ้าสองคนจะท่องได้" "มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?" "กฎเพื่อความอยู่รอดอย่างไรล่ะ" เยี่ยนถิงตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม นางไม่รู้ว่าโลกนี้จะมีคนชั่วหลอกเด็กไปขายเหมือนชาติก่อนหรือไม่ แต่เพราะเติบโตมากับโลกสีดำนางจึงมองทุกอย่างเป็นสีเทา ๆ หมด การป้องกันไว้ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วมาเสียใจในภายหลัง คล้อยหลังเด็ก ๆ ไปตักน้ำที่ลำธาร รอยยิ้มเปื้อนใบหน้าของอดีตนักฆ่าก็หายไป เหลือเพียงความเรียบเฉยไร้อารมณ์ หม่าเยี่ยนถิงจัดการปอกเปลือกหัวมันนำลงไปต้มรอให้เปื่อย พวกนางไม่มีเนื้อให้กิน มีแต่ไข่ไก่ป่าที่บังเอิญเก็บมาได้ระหว่างทาง จึงไม่ลังเลที่จะเอาลงหม้อ แววตาหญิงสาวไม่เหลือเค้าความสดใสที่ได้เห็นมาตลอดเช้านี้ ความสดใสของเด็ก ๆ เป็นสิ่งนางอยากให้คงอยู่ต่อไป แม้หม่าเยี่ยนถิงจะไม่มีมันมาตั้งแต่แรกก็ตาม ตัดความรู้สึกออกไปแล้วทำงานให้เสร็จ นั่นคือสิ่งที่องค์กรหล่อหลอมนางมา งานของนางตอนนี้คือการเป็นแม่ ถ้าพวกเขาไม่อยู่ในสายตา ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาสีหน้าสดใสนั่นไว้ ช่างเป็นอะไรที่ฝืนทำจนเหนื่อยทั้งที่พึ่งผ่านมาครึ่งวัน น่าชื่นชมคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนบนโลกจริง ๆ ที่อดทนฝ่าฟันมันมาได้ แน่นอนว่าหม่าเยี่ยนถิงก็สมควรได้รับคำชมนั้นเช่นกัน ระหว่างรอให้น้ำแกงเดือด และเด็ก ๆ กลับมา หม่าเยี่ยนถิงก็ใช้มือเปล่าถางวัชพืชรอบบริเวณบ้านรอไปพลาง สวนของบ้านหลังนี้ไม่ได้กว้างขวางมากมาย แต่ก็ถูกละเลยเพราะสภาพจิตใจที่พังทลายของผู้เป็นเจ้าของ"ถ้าลูกรับตำแหน่งจะลาออกจริงหรือ?""แน่นอน""ท่านคิดไว้หรือยังว่าอยากไปไหน""ต่างแคว้น"ในแคว้นนี้จางจื่อเสวียนไปเที่ยวชมมาทุกเมืองตลอดสิบปีนี้หลายครั้งแล้ว ถึงเวลาต้องเปิดหูเปิดตาข้างนอกแดนเกิดของตนบ้าง"ข้าเชื่อว่าอยู่กับเจ้าข้าจะปลอดภัย" บุรุษข้างกายยิ้มเผล่จนนางอดกลอกตาใส่ไม่ได้ จะมีใครภูมิใจในตัวภรรยาได้เท่าเขาอีก"ท่านก็วางใจเกินไป หากเกิดศึกไม่พ้นเรียกตัวท่านกลับมาอยู่ดี""แคว้นนี้สงบสุขมาเป็นสิบปี ไม่เคยมีใครกล้าบุกนับแต่ข้าได้ชัย อย่าห่วงเลย""ทุกครั้งที่มีไอ้บ้าคนหนึ่งคิดแบบนี้จะต้องมีหายนะเกิดขึ้นทุกทีสิน่า"หม่าเยี่ยนถิงไม่ได้เชื่อเรื่องโชคชะตาอะไรนั่น มันก็แค่ค่าเฉลี่ยของผู้วางบทที่ไม่มีทฤษฎีด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับเลยว่านางเริ่มเอนเอียงจากนิสัยเดิมตัวเองไปไม่น้อย อาจเพราะอายุที่มากขึ้นทำให้นางกังวลไปหมดทั้งที่เมื่อไม่เป็นบ่อยเท่านี้จางจื่อเสวียนประคองภรรยาเดินมาตลอดทาง บ่าวไพร่เห็นกันตั้งแต่หน้าจวนยันท้ายจวน หลังพวกเขาเดินผ่านก็รีบจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องรักๆ ของเ
ทว่าพอจะหันกลับมาแล้วออกไปจากช่องว่างที่นอนตรงนั้นนางก็หลุดเสียงกรี๊ดดังขึ้น เพราะได้สบตาเข้ากับมารดาที่มองอยู่"ท่านแม่! ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ!" คนพึ่งถูกปลุกจากเสียงรบกวนนัยน์ตาหลุกหลิกคิดข้ออ้างไม่ทัน"พวกเจ้าเสียงดัง" เด็กสองคนมองหน้ากันงง ๆ มั่นใจว่าเมื่อครู่พวกตนคุยกันเสียงเบายิ่งกว่าเสียงยุง ขนาดท่านพ่อยังไม่ตื่นเลยแล้วมารดารู้สึกตัวได้อย่างไรเสียงกรี๊ดก่อนหน้านี้ของคุณหนูน้อยทำให้เวรยามมากรูกันที่หน้ากระโจม"นายท่าน ฮูหยิน เกิดอะไรขึ้นด้านในหรือไม่ขอรับ!?""ไม่ ไม่มีอะไร ลูกสาวข้าตกใจเท่านั้น พวกท่านทำงานต่อเถอะ""เช่นนั้นไม่รบกวนแล้วขอรับ" เงาที่ยืนมุงอยู่ด้านนอกห่างออกไปเรื่อย ๆ กระจายกันไปประจำจุดเฝ้ายามเหมือนเดิม มือสังหารสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ คืนนี้นางไม่ได้นอนแน่แล้ว..."ข้าไม่นึกว่าระดับเซียนผู้หยั่งรู้อย่างท่านแม่จะทายผิดได้จริงๆ""ข้าหวังว่าตัวเองจะทายผิดบ้าง และอีกอย่างนะลูกรัก ข้ายังไม่ได้ทายอะไรทั้งนั้น" หม่าเยี่ยนถิงสุดจะเอือมระอา ฝากลูกไว้กับแม่ย่าทุกหน้าร้อนมาสิบปี นางพลาด
"เรื่องเช่นนี้เหตุใดต้องมาถามข้า เจ้าทูลแก่ฝ่าบาทเลยจะไม่เร็วกว่าหรือ""หม่อมฉันคิดว่าแรงสนับสนุนจากฮองเฮาก็เป็นสิ่งจำเป็นเพคะ"มารดาแผ่นดินไม่เข้าใจเจตนาของนางชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดเมื่อครู่นั้นสะกิดใจนางอยู่ อยากรู้ว่าสตรีผู้นี้จะมาไม้ไหนกันแน่ ฮองเฮาโบกมือไล่นางกำนันทั้งหมดออกไปจากตรงนั้น เหลือเพียงแต่นางและแขกผู้มาเยือนในห้องปิดมิดชิด"เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร""พิจารณาวันพักผ่อนของข้าราชการชั้นขุนนางเพคะ""เจ้าว่าอะไรนะ" นางไม่เคยได้ยินความคิดอะไรประหลาดแบบนี้มาก่อนเลย"ฮองเฮาฟังหม่อมฉันก่อนจึงค่อยตัดสินพระทัยก็ได้เพคะ…"หม่าเยี่ยนถิงปราศรัยความคิดของนางให้มารดาแผ่นดินฟัง จากในใจคิดต่อต้านและคัดค้านเพราะฟังดูเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรก ฮองเฮาปักใจไปส่วนหนึ่งอีกด้วยว่านางช่างสามหาวนักถึงกล้ามาพูดเรื่องนี้ แต่พอได้ฟังสิ่งที่นางคิดจริง ๆ แล้วมารดาแผ่นดินก็เปลี่ยนใจ..."ต้องทำให้ข้าประหลาดใจอีกกี่ครั้งถึงจะพอนะ""เรื่องปกติแท้ๆ" หม่าเยี่ยนถิงไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าสาม
เวลาอาหารของครอบครัวผ่านพ้นไป ก็ได้เวลาเข้านอน หน้าห้องมีเงาร่างที่เห็นชัดเจนว่าเป็นสตรียืนขวางอยู่ จางจื่อเสวียนไม่ได้เรียกใช้ใครจึงงุนงงร้องถามออกไป"ใคร""ข้าเอง"เสียงของภรรยาใครจะกล้าลืมลง แม่ทัพแดนเหนือรีบมาเปิดประตูให้ทันทีก่อนจะพบเข้ากับหญิงสาวในชุดเรียบ ๆ และไร้เครื่องประดับผม"เอ่อ...""ถอยสิ ข้าจะเข้าไปด้านใน"จางจื่อเสวียนเบี่ยงตัวหลบทันทีแล้วค่อย ๆ แง้มประตูปิดไว้ดังเดิม เขาหันไปมองอีกคนที่นั่งไขว่ห้ารออยู่บนเตียงด้วยอาการเก้อเขิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเขินอายไปทำไมเช่นกัน ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกนี่จริง ๆ แล้วข้าเป็นคนแบบนี้หรอกหรือคิดไปก็เม้มปากไป แต่มุมปากดันยกค้างไม่หยุดเสียอย่างนั้น"ถวายพระพรพระพันปีเพคะ""นั่งสิ ไม่ได้พบกันเสียนาน ชีวิตสาวชาวไร่เป็นอย่างไรบ้าง"อุทยานหลวงมีผู้มาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง ที่แห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่โปรดของพระพันปี สิ่งที่ต่างไปหลังจากเหตุการณ์นั้นคือพระนางสามารถมาที่นี่ได้บ่อยครั้งขึ้น"สงบสุขดีดังท
หม่าเยี่ยนถิงยิ้มให้มันก่อนจะผละออกไป จอมยุทธ์หญิงมาส่งนางที่ตีนเขากว่าจะกลับมาถึงจวนของผู้เป็นสามีก็เย็นแล้ว พอเห็นผู้เป็นแม่มา สองฝาแฝดก็โดดเข้าใส่นางจนแทบหงาย รู้สึกได้ถึงความต่างของน้ำหนักตัวก่อนหน้านี้ได้เลยว่าเด็กๆ โตขึ้นมาก และโตเร็วด้วย"ท่านแม่หายไปทั้งวันเลยนะเจ้าคะ" จางหนี่เหวินคลอเคลียอยู่กับขาก็เป็นมารดา"แม่ไปเยี่ยมคนรู้จักน่ะ พวกเจ้าล่ะไปหาท่านย่ามาเป็นอย่างไร""ท่านย่าพาไปกินของอร่อยในเมืองขอรับ"วันนี้เด็ก ๆ อยู่กับแม่สามีทั้งวัน พรุ่งนี้หม่าเยี่ยนถิงต้องไปเยี่ยมและขอบคุณนางเสียหน่อย หญิงสาวจูงมือลูกคนละข้างแล้วเดินไปด้วยกัน เด็กสองคนที่นางรับมาเป็นพี่เลี้ยงเพิ่มเดินตามหลังโดยเว้นระยะห่างออกไปราวสามถึงห้าก้าวพวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าคุณหนูคุณชายที่ตนมาทำงานด้วยมีฐานะสูงส่งเพียงนี้ ทำให้เด็กชาวบ้านทั้งสองคนอดเกร็งไม่ได้ พวกเขาค่อนข้างจะสงบปากสงบคำมากกว่าเดิม เรียกได้ว่าไม่พูดเลยด้วยซ้ำ"เหรินอี้ เจียเหยา ไม่ต้องเกร็งไปหรอก ทำตัวสบาย ๆ เหมือนอยู่บ้านสวนก็ได้""ไม่ได้
ทิวเขาป่าไผ่เบื้องหน้า คือทิวทัศน์อัศจรรย์ที่นางได้เห็นเป็นครั้งที่สอง การมาถึงของบุคคลธรรมดาไม่เป็นที่สนใจของบรรดาผู้ฝึกตนนัก แต่เจ้าสำนักย่อมรู้ว่านางมา สตรีหนึ่งในกลุ่มที่เคยติดต่อกันเป็นผู้นำทางและคุ้มกันในครั้งนี้แม้สัตว์อสูรตนนั้นจะไม่ทำร้ายนางแต่สัตว์อสูรเฝ้ายามตัวเดิมของสำนักใช่ว่าจะไม่ทำร้ายนางไปด้วย พวกมันสองตัวถูกจับแยกกันไปอยู่คนละฝั่งขอบหุบเขา หากพวกมันปะทะกันขึ้นมาหุบเขาคงสะเทือน"หลังมันคลอดลูกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ""ในฤดูรักปีถัดไปมันอาจจะจับคู่กับตัวที่เคยอยู่เดิมหรือเลือกที่จะไม่จับคู่เลยก็ได้ ส่วนลูก ๆ ของมัน เมื่อโตพอจะจัดให้อยู่เขตหุบเขาชั้นนอก"ทำอย่างกับเลี้ยงสัตว์ทั่วไปเลยนะ สำนักนี้ก็น่ากลัวใช่ย่อยตอนนั้นหม่าเยี่ยนถิงแค่เฉียดถูกมันจะตะปบยังเสียวสันหลังวาบไม่หาย เวลานึกถึงก็ยังขนลุกอยู่เลยบันไดหินทอดยาว มีทางแยกแตกออกไป หม่าเยี่ยนถิงไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหนแต่ร่างกายกลับเดินไปตามทางเหมือนมีอะไรเรียกหา สัญชาตญาณดึงดูดให้ไปเส้นทางนั้นต้นไผ่สูงยาวโค้งงอลงมาให้ร่มเงาเหมือนซุ้มประต







