Se connecterในขณะที่ซางเหมียนกำลังหยิบขนมโก๋ชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ ประตูเรือนก็ถูกเปิดออก
เว่ยฉือเซียวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ซางเหมียนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขาบอกให้นางรู้ว่า หายนะมาเยือนแล้ว และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือด้านหลังของเขา มีสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินตามเข้ามา สตรีนางนั้นรูปร่างผอมสูง หลังตั้งตรง ใบหน้าตอบเรียวไร้เครื่องประทินโฉม เส้นผมสีดอกเลาถูกเกล้ามวยสูงอย่างเป็นระเบียบไม่มีหลุดลุ่ยแม้แต่เส้นเดียว ดวงตาเรียวเล็กแต่คมดุจเหยี่ยวมองลอดผ่านกรอบหน้าต่างออกมา นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาเข้ม มือข้างหนึ่งถือไม้เรียวหวายเส้นเล็กที่ดูเงาจากการใช้งานมาอย่างโชกโชน "ท่านพี่..." ซางเหมียนยิ้มเจื่อน ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเสียมิได้ ขนมโก๋แทบติดคอ "กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ แล้วท่านแม่ เอ่อ... ท่านแม่ว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ" เว่ยฉือเซียวเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าภรรยา "ท่านแม่ฝากความคิดถึงมาให้เจ้า และท่านแม่เห็นด้วยกับข้าทุกประการว่า เจ้าควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ" "คะ... ความหมายคือ?" ซางเหมียนเริ่มเหงื่อตก มือไม้เย็นเฉียบ "ขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือ แม่นมเหยียน" เว่ยฉือเซียวผายมือไปทางสตรีชุดเทา "อดีตหัวหน้าฝ่ายอบรมมารยาทแห่งวังหลัง นางจะมาเป็นครูฝึกส่วนตัวของเจ้า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" แม่นมเหยียนก้าวออกมาข้างหน้า ย่อกายคารวะซางเหมียนด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก ทุกองศาของการก้ม การวางมือ ช่างแม่นยำราวกับวัดด้วยไม้ฉาก "บ่าวผู้ต่ำต้อย แซ่เหยียน คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ" เสียงของนางแหบแห้งแต่กังวานและทรงอำนาจ "ได้รับความไว้วางใจจากท่านโหวและฮูหยินผู้เฒ่า ให้มาดูแลขัดเกลาฮูหยิน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการมีทายาท บ่าวขออนุญาตล่วงเกินฮูหยินล่วงหน้านะเจ้าคะ" "ทะ... ทายาท เตรียมความพร้อม?" ซางเหมียนงุนงง "เดี๋ยวนะ ข้าแค่ขี้เกียจตื่นเช้า เกี่ยวอันใดกับทายาท" เว่ยฉือเซียวอธิบายด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด "ท่านหมอบอกว่าร่างกายเจ้าเย็นเกินไปและอ่อนแอ ข้าจึงเรียนท่านแม่ไปตามตรง ท่านแม่เป็นห่วงเรื่องหลานสกุลเว่ยฉือมาก จึงกำชับให้ข้าและแม่นมเหยียนเคี่ยวเข็ญเจ้าให้แข็งแรงโดยเร็วที่สุด เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ตารางชีวิตของเจ้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย" เขาหยิบม้วนกระดาษใบใหม่ขึ้นมา ซึ่งยาวกว่ากฎระเบียบสามร้อยข้อเมื่อวานเสียอีก "ยามเหม่า ตื่นนอน วิ่งรอบจวนยี่สิบรอบ กับแม่นมเหยียน" "ยามเฉิน ฝึกคัดอักษรและมารยาทการกินอาหารให้งดงาม" "ยามซื่อ ฝึกเย็บปักถักร้อยเพื่อฝึกสมาธิ" "ยามอู่ พักรับประทานอาหาร (ห้ามนอน ให้เดินย่อยอาหาร) " "ยามเว่ย ฝึกวิชาเต้าอิน เพื่อยืดเส้นสายและปรับสมดุลเลือดลม" "..." ซางเหมียนฟังแล้วหน้ามืดจะเป็นลม แข้งขาอ่อนแรงจนต้องทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ ดวงตาพร่ามัว "วิชาเต้าอิน วิ่งยี่สิบรอบ" นางทวนคำเสียงสั่น "ท่านพี่ ท่านฆ่าข้าเถอะเจ้าค่ะ เคร่งครัดขนาดนี้ ให้ข้าไปรบชายแดนยังดีเสียกว่า" "ยังไม่หมด" เว่ยฉือเซียวหันไปพยักหน้าให้บ่าวรับใช้ สาวใช้คนหนึ่งเดินถือถาดเข้ามา บนถาดนั้นมีถ้วยยาใบใหญ่ที่มีควันลอยขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นเหม็นเขียวที่รุนแรงจนซางเหมียนต้องเอามือปิดจมูก กลิ่นมันเหมือนของหมักดองที่เก็บไว้นานแรมปีผสมกับซากสมุนไพร "นี่คือยาต้มบำรุงโลหิต" เว่ยฉือเซียวกล่าวด้วยความภูมิใจ "ท่านหมอหลวงปรุงให้เป็นพิเศษ ส่วนผสมประกอบด้วย บอระเพ็ด รากบัวพันปี และสมุนไพรหายากอีกมากมาย เอาเป็นว่ารสชาติอาจจะขมไปบ้าง แต่สรรพคุณเป็นเลิศ ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก ร่างกายอบอุ่น เหมาะสำหรับสตรีขี้หนาวและขี้เกียจอย่างเจ้า" "ข้าไม่กิน!" ซางเหมียนปฏิเสธเสียงแข็ง หน้าถอดสี "กลิ่นเหม็นขนาดนี้ กินเข้าไปข้าต้องตายแน่ ๆ ท่านพี่ ข้าขอร้องล่ะ อย่าทำแบบนี้เลย ข้ายอมจ่ายเงินค่าปรับให้ท่านก็ได้ ข้าจะไม่ดื้อแล้วเจ้าค่ะ" "เรื่องเงินเอาไว้ก่อน เรื่องสุขภาพสำคัญกว่า" เว่ยฉือเซียวรับถ้วยยามาถือไว้ แล้วยื่นไปตรงหน้าภรรยา "ดื่มเสีย เหมียนเอ๋อ เพื่อลูกของเราในอนาคต" "ลูกอะไร เรายังไม่ได้... กันเสียหน่อย!" ซางเหมียนหน้าแดงและโกรธจัด "ข้าไม่ดื่ม!" นางลุกขึ้นจะวิ่งหนีเข้าห้องนอน แต่แม่นมเหยียนที่ดูเหมือนคนแก่ไร้เรี่ยวแรง กลับเคลื่อนไหวรวดเร็วปานเงาภูตพราย นางก้าวมาขวางหน้าประตูไว้ ยืนตัวตรงถือไม้เรียวขวางทางด้วยท่วงท่าดุดัน "ฮูหยินเจ้าคะ การดื่มยาบำรุงเป็นหน้าที่ของภรรยาที่ดีเจ้าค่ะ" แม่นมเหยียนกล่าวเสียงเย็น "หากฮูหยินดื้อดึง บ่าวคงต้องใช้มาตรการบังคับตามกฎบ้าน ซึ่งบ่าวไม่อยากทำ เพราะอาจจะทำให้ผิวพรรณอันงดงามของฮูหยินเป็นรอยไม้เรียวได้" ซางเหมียนมองไม้เรียวในมือแม่นมเหยียน แล้วหันกลับมามองถ้วยยาในมือสามี นางรู้ทันทีว่านางหมดทางหนีทีไล่แล้ว คืนนี้ซางเหมียนผู้เก่งกาจ ตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ "ท่านพี่..." นางลองใช้น้ำเสียงออดอ้อนครั้งสุดท้าย "ข้าดื่มครึ่งถ้วยได้หรือไม่เจ้าคะ มันดู... กลืนยากเหลือเกิน" "หมดถ้วย" เว่ยฉือเซียวยืนยันคำเดิมด้วยรอยยิ้ม "ดื่มเร็ว ๆ ประเดี๋ยวเย็นแล้วจะยิ่งขมนะ" ซางเหมียนน้ำตาไหลพราก คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจริง ๆ นางรับถ้วยยามาด้วยมือที่สั่นเทา กลั้นใจหลับตาแล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียว รสชาติขมฝาดบาดคอ ความเหม็นเขียวตลบอบอวลในปากจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนั้น รสชาติเหมือนเคี้ยวดินโคลนผสมรากไม้เน่า แต่นางต้องกลืนมันลงไปจนหยดสุดท้ายเพราะสายตาพิฆาตของแม่นมเหยียน "แค่ก ๆ ๆ ๆ " ซางเหมียนวางถ้วยยาลงกระแทกโต๊ะ รีบคว้าจานผลไม้ดองมากินล้างปากทันที หน้าตาบิดเบี้ยวเหยเกจนดูไม่ได้ "เก่งมาก ฮูหยินคนเก่งของข้า" เว่ยฉือเซียวลูบหัวนางเบา ๆ อย่างเอ็นดู "เห็นหรือไม่ ไม่ยากเลย พรุ่งนี้ยามเหม่าแม่นมเหยียนจะมารอปลุกเจ้าหน้าเรือน เตรียมตัวให้พร้อมนะฮูหยิน" เขาก้มลงกระซิบข้างหูนาง "แล้วอย่าคิดจะใช้ท่านแม่มาขู่ข้าอีก เพราะข้ารู้จักจุดอ่อนของท่านแม่ดียิ่งกว่าผู้ใด จำไว้ว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดกว่าขิงอ่อนเสมอ" เว่ยฉือเซียวหัวเราะเสียงทุ้มต่ำแล้วเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าห้องอาบน้ำไป ทิ้งให้ซางเหมียนนั่งน้ำตาตกในอยู่กลางห้องโถง โดยมีแม่นมเหยียนยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่างราวกับเงาตามตัว "เสี่ยวซวง..." ซางเหมียนเรียกสาวใช้ด้วยเสียงอันแผ่วเบา "เจ้าค่ะฮูหยิน" เสี่ยวซวงเองก็หน้าซีดไม่แพ้กัน "ไปรื้อตำราพิชัยสงครามสามสิบหกกลยุทธ์ของท่านพ่อมาให้ข้าด่วน..." แววตาของซางเหมียนเปลี่ยนจากความพ่ายแพ้เป็นความมุ่งมั่นอาฆาตแค้น "ข้าจะไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่ ฝากไว้ก่อนเถอะ เว่ยฉือเซียว!"เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนให้ลอยฟุ้งไปทั่วจวนอู่อันโหว แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างลงมากระทบพื้นไม้ขัดเงา บรรยากาศภายในจวนช่างสงบสุขและงดงาม ราวกับสวรรค์กำลังอวยพรให้กับความรักที่ผ่านพ้นมรสุมมาได้ทว่า... สำหรับ ซางเหมียน แล้ว เช้าวันนี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนอากาศภายนอกนางนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาหงส์ที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูโรยรา ร่างกายอ่อนแรงพิงพนักเก้าอี้ บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายที่เว่ยฉือเซียว สั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเพื่อบำรุงภรรยา ทั้งไก่ดำตุ๋นยาจีน ขาหมูน้ำแดง และปลาทอดราดพริก"เหมียนเอ๋อเป็นอะไรไป" เว่ยฉือเซียววางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน "อาหารไม่ถูกปากรึ หรือพ่อครัวทำรสชาติผิดเพี้ยนไป"ซางเหมียนส่ายหน้าเบาๆ นางยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อกลิ่นน้ำมันจากปลาทอดโชยมาแตะจมูก"อุ้บ..."นางรีบหันหน้าหนี ความรู้สึกพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอ"เหมียนเอ๋อ!" เว่ยฉือเซียวรีบถลันเข้ามาประคองนาง "เจ้าจะอาเจียนหรือ เสี่ยวซวง! เอากระโถนมาเร็ว!"เสี่ยวซวงรีบวิ่งเข้ามา ซางเหมียนโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับไม่
ห้องอาหารองค์หญิงชุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูอาหารที่บ่าวไพร่ยกมาวางด้วยความคาดหวังแต่เมื่อฝาครอบอาหารเปิดออก...ในชามมีเพียงข้าวต้มน้ำใส ที่ใสจนเห็นก้นชาม กับ ผักดองเค็มๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และ หมั่นโถวแข็งๆ อีกสองลูก"นี่... นี่มันอาหารหมูรึ?" องค์หญิงกรีดร้อง"นี่คืออาหารรำลึกชายแดนเพคะ" ซางเหมียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ขึ้นมากัด กร๊อบ!"ท่านพี่เว่ยฉือเซียวกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ลืมความลำบากของทหาร คนในจวนต้องกินอยู่อย่างสมถะ เงินทองเบี้ยหวัดทั้งหมด เราบริจาคให้กองทัพหมดแล้วเพคะ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ผ้าฝ้ายหยาบๆ เครื่องประดับก็ห้ามใส่..."ซางเหมียนชี้ไปที่ชุดผ้าฝ้ายของตน "องค์หญิงทรงอาภรณ์หรูหราเช่นนี้ เกรงว่าท่านพี่จะไม่ปลื้มนะเพคะ มันดู... ฟุ่มเฟือยและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บ่าวไพร่"เว่ยฉือเซียวนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง "ฮูหยินพูดถูก หากท่านจะแต่งเข้ามา ท่านต้องนำทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมด บริจาคเข้ากองทัพ ท่านทำได้หรือไม่"องค์หญิงชุนหยางมองหน้าเว่ยฉือเซียวสลับกับซางเหมียน มือสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! นี่มันนรกชัด ๆ ข้าจะแต่งมาเป็







