Se connecterเสียงระฆังบอกเวลาดังแว่วมาตามสายลมยามเช้าตรู่ที่ยังคงหนาวเหน็บ น้ำค้างแข็งเกาะอยู่บนยอดหญ้า ไก่ป่าในหุบเขาเริ่มขันรับตะวัน เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับซางเหมียนแล้ว เสียงระฆังนี้มิต่างอันใดกับเสียงยมทูตเคาะประตูเรียกวิญญาณ
"ฮูหยินเจ้าคะ ได้เวลาตื่นนอนแล้วเจ้าค่ะ" เสียงเรียกอันแหบพร่าแต่ทรงพลังของแม่นมเหยียน ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนอน ตรงเวลาราวกับนางมายืนรอตั้งแต่ยามสาม ภายในห้องนอนที่มืดสลัว ซางเหมียนนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา นางพยายามกลั้นหายใจทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด หวังว่าหากนางเงียบดุจท่อนไม้ แม่นมเหยียนอาจจะเข้าใจผิดว่านางสิ้นลมไปแล้วและเดินจากไป ทว่า... แม่นมเหยียนหาใช่คนที่จะถูกหลอกได้โดยง่าย ประตูเรือนนอนถูกผลักเปิดออก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับกลิ่นเครื่องหอมสมุนไพรฉุนจมูกที่นางมักพกติดตัว "ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำอุ่นสำหรับล้างหน้าและชุดฝึกมาให้แล้ว หากฮูหยินยังไม่ลุก บ่าวเกรงว่าท่านโหวจะเข้ามาอุ้มท่านไปโยนลงบ่อบัวตามที่ลั่นวาจาไว้จริง ๆ นะเจ้าคะ" คำขู่เรื่องบ่อบัวทำให้ท่อนไม้บนเตียงเริ่มขยับตัว ซางเหมียนโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาบวมเป่งจากการแกล้งร้องไห้เมื่อคืน "แม่นมเหยียน..." นางเอ่ยเสียงแหบแห้ง "ข้ารู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม แขนขาอ่อนแรง ข้าคงลุกไปวิ่งไม่ไหว..." "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" แม่นมเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นพลางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบซองหนังสีดำออกมาคลี่กาง เผยให้เห็นเข็มเงินเล่มยาววาววับเรียงรายอยู่ภายใน "บ่าวมีความรู้เรื่องการฝังเข็มกระตุ้นชีพจร หากฮูหยินวิงเวียน บ่าวจะฝังเข็มที่จุดเหรินจงให้สักเล่ม รับรองว่าฮูหยินจะตาสว่างและมีแรงวิ่งไปอีกสิบลี้เลยเจ้าค่ะ" ซางเหมียนมองเข็มเงินแหลมพวกนั้นแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง "อะ... เอ่อ จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็นเลยเจ้าค่ะ สงสัยจะเป็นเพราะบารมีของแม่นมเหยียนช่วยปัดเป่าโรคภัย" นางรีบดีดตัวลุกจากเตียง รวบผ้าห่มพับเก็บ แล้ววิ่งไปหลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ลานฝึกยุทธ์ จวนอู่อันโหว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวที่ยืนกอดอกรออยู่กลางลาน เขาสวมชุดฝึกยุทธ์สีดำสนิท ดูองอาจผ่าเผยและน่าเกรงขาม ใบหน้าหล่อเหลาปราศจากร่องรอยความง่วงงุน เมื่อซางเหมียนเดินลากขาเข้ามาในลานพร้อมกับแม่นมเหยียน เว่ยฉือเซียวก็พยักหน้าพอใจ "ตรงเวลาดี" เขาเอ่ยชม "วันนี้อากาศสดชื่น เหมาะแก่การออกกำลังกายยิ่งนัก เริ่มต้นด้วยการวิ่งยี่สิบรอบ ปฏิบัติ!" ซางเหมียนอยากจะตะโกนใส่หน้าเขาว่า สดชื่นกับผีน่ะสิ! หนาวจะตายอยู่แล้ว! แต่นางทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาวิ่งเหยาะ ๆ ตามหลังสามีไป รอบที่หนึ่ง... นางยังพอไหว รอบที่สาม... นางเริ่มหอบ รอบที่ห้า... ขาของนางเริ่มพันกันเอง รอบที่เจ็ด... ซางเหมียนตัดสินใจงัดกลยุทธ์ แสร้งทำบ้าใบ้ ออกมาใช้ "โอ๊ย!" นางร้องเสียงหลง แล้วทิ้งตัวลงไปกองกับพื้น "ขาข้า! ขาข้าไม่มีความรู้สึกแล้ว มันต้องหักแน่ ๆ เลยเจ้าค่ะท่านพี่!" เว่ยฉือเซียวหยุดวิ่ง หันกลับมามองภรรยาที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้น "เจ้าเจ็บตรงไหน" "ตรงนี้เจ้าค่ะ ตรงข้อเท้า ตรงน่อง ตรงเข่า เจ็บไปหมดเลยเจ้าค่ะ ฮือ ๆ " นางบีบน้ำตาอย่างน่าเวทนา เว่ยฉือเซียวเดินเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงข้าง ๆ นาง เขาเอื้อมมือมาจับที่น่องของนาง บีบนวดเบา ๆ "เจ็บมากเลยหรือ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "มากเจ้าค่ะ ข้าคงวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว" ซางเหมียนตอบเสียงอ่อย พลางลอบยิ้มในใจ สำเร็จ! อย่างน้อยเขาก็ยังมีเมตตาธรรม "เช่นนั้น..." เว่ยฉือเซียวหันไปพยักหน้าให้แม่นมเหยียน "แม่นมเหยียน ข้าจำได้ว่าท่านมีขี้ผึ้งอัคคีกิเลนที่ทาแล้วจะร้อนดั่งไฟเผา ช่วยแก้ปวดเมื่อยและกระตุ้นกล้ามเนื้อได้ชะงัดนัก เอามาทาให้ฮูหยินหน่อย ทาให้ทั่วขาทั้งสองข้างเลยนะ อย่าให้เหลือที่ว่าง" "ขี้ผึ้งอัคคีกิเลน!" ซางเหมียนเบิกตาโพลง แค่ได้ยินชื่อ ขนหน้าแข้งนางก็ลุกชัน ชื่อดูร้อนแรงยิ่งนัก แม่นมเหยียนยิ้มกริ่ม หยิบตลับยาขี้ผึ้งสีแดงฉานออกมา กลิ่นฉุนของสมุนไพรร้อนแรงลอยฟุ้ง "มาเจ้าค่ะฮูหยิน เดี๋ยวบ่าวจะนวดให้ถึงเส้นเลยเจ้าค่ะ รับรองว่าร้อนวาบไปถึงทรวง สบายตัวยิ่งนัก" "มะ... ไม่ต้อง!" ซางเหมียนรีบชักขาหนี แล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนประหนึ่งคนไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน "ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ จู่ ๆ เลือดลมก็เดินสะดวก ข้าว่าข้าวิ่งต่อได้เจ้าค่ะ" "ดี" เว่ยฉือเซียวลุกขึ้นยืน กลั้นขำจนไหล่สั่น "เช่นนั้นก็วิ่งต่อ อย่าหยุดจนกว่าจะครบยี่สิบรอบ" ซางเหมียนกัดฟันกรอด มองดูแผ่นหลังกว้างของสามีด้วยความเคียดแค้น ฝากไว้ก่อนเถอะ! หลังจากผ่านพ้นช่วงเช้าอันโหดร้าย ซางเหมียนต้องเผชิญกับบทเรียนมารยาทจากแม่นมเหยียน และการฝึกเต้าอิน ศาสตร์การดัดตนบริหารลมปราณของนักพรตเต๋าในยามบ่าย ร่างกายของนางถูกจับดัด จับบิด จนถึงยามเย็น นางแทบจะคลานกลับเรือน ซางเหมียนทิ้งตัวลงบนตั่งนุ่มในห้องนอนอย่างหมดแรง เสี่ยวซวงรีบเข้ามานวดเฟ้นให้ "ฮูหยินเจ้าคะ ไหวหรือไม่เจ้าคะ" "ข้า... ข้าไม่ไหวแล้วเสี่ยวซวง" ซางเหมียนพึมพำ ใบหน้าซุกอยู่กับหมอน "ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ข้าต้องตายก่อนวัยอันควรแน่ ๆ ข้าต้องโต้กลับ ข้าจะยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้!" นางคว้าตำราสามสิบหกกลยุทธ์ที่วางอยู่หัวเตียงขึ้นมาเปิดอ่านอย่างบ้าคลั่ง นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวอักษร "กลยุทธ์ที่หนึ่ง ปิดฟ้าข้ามทะเล ไม่ได้ผล เขาฉลาดเกินไป" "กลยุทธ์ที่ห้า ตีชิงตามไฟ ไฟไหนล่ะ ไม่มีไฟ" "กลยุทธ์ที่สิบ ซ่อนดาบในรอยยิ้ม อันนี้ข้าทำอยู่ แต่ดูเหมือนหนังหน้าเขาจะหนาเกินกว่าดาบข้าจะแทงเข้า" นิ้วของนางมาหยุดอยู่ที่กลยุทธ์ที่ยี่สิบ "กวนน้ำให้ขุ่น" ความหมายคือ สร้างความสับสนวุ่นวายให้ศัตรู จนศัตรูเสียสมาธิ ขาดความรอบคอบ แล้วฉวยโอกาสจัดการ ดวงตาหงส์ของซางเหมียนเป็นประกายวาววับ "ใช่แล้ว... กวนน้ำให้ขุ่น! หากเขาไม่ให้ข้านอนสบาย ข้าก็จะทำให้เขาไม่ได้นอนสบายเช่นกัน ดูซิว่าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ หากอดนอนติดต่อกันหลายคืน จะยังมีแรงมาลากข้าไปวิ่งอยู่อีกหรือไม่"เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนให้ลอยฟุ้งไปทั่วจวนอู่อันโหว แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างลงมากระทบพื้นไม้ขัดเงา บรรยากาศภายในจวนช่างสงบสุขและงดงาม ราวกับสวรรค์กำลังอวยพรให้กับความรักที่ผ่านพ้นมรสุมมาได้ทว่า... สำหรับ ซางเหมียน แล้ว เช้าวันนี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนอากาศภายนอกนางนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาหงส์ที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูโรยรา ร่างกายอ่อนแรงพิงพนักเก้าอี้ บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายที่เว่ยฉือเซียว สั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเพื่อบำรุงภรรยา ทั้งไก่ดำตุ๋นยาจีน ขาหมูน้ำแดง และปลาทอดราดพริก"เหมียนเอ๋อเป็นอะไรไป" เว่ยฉือเซียววางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน "อาหารไม่ถูกปากรึ หรือพ่อครัวทำรสชาติผิดเพี้ยนไป"ซางเหมียนส่ายหน้าเบาๆ นางยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อกลิ่นน้ำมันจากปลาทอดโชยมาแตะจมูก"อุ้บ..."นางรีบหันหน้าหนี ความรู้สึกพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอ"เหมียนเอ๋อ!" เว่ยฉือเซียวรีบถลันเข้ามาประคองนาง "เจ้าจะอาเจียนหรือ เสี่ยวซวง! เอากระโถนมาเร็ว!"เสี่ยวซวงรีบวิ่งเข้ามา ซางเหมียนโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับไม่
ห้องอาหารองค์หญิงชุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูอาหารที่บ่าวไพร่ยกมาวางด้วยความคาดหวังแต่เมื่อฝาครอบอาหารเปิดออก...ในชามมีเพียงข้าวต้มน้ำใส ที่ใสจนเห็นก้นชาม กับ ผักดองเค็มๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และ หมั่นโถวแข็งๆ อีกสองลูก"นี่... นี่มันอาหารหมูรึ?" องค์หญิงกรีดร้อง"นี่คืออาหารรำลึกชายแดนเพคะ" ซางเหมียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ขึ้นมากัด กร๊อบ!"ท่านพี่เว่ยฉือเซียวกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ลืมความลำบากของทหาร คนในจวนต้องกินอยู่อย่างสมถะ เงินทองเบี้ยหวัดทั้งหมด เราบริจาคให้กองทัพหมดแล้วเพคะ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ผ้าฝ้ายหยาบๆ เครื่องประดับก็ห้ามใส่..."ซางเหมียนชี้ไปที่ชุดผ้าฝ้ายของตน "องค์หญิงทรงอาภรณ์หรูหราเช่นนี้ เกรงว่าท่านพี่จะไม่ปลื้มนะเพคะ มันดู... ฟุ่มเฟือยและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บ่าวไพร่"เว่ยฉือเซียวนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง "ฮูหยินพูดถูก หากท่านจะแต่งเข้ามา ท่านต้องนำทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมด บริจาคเข้ากองทัพ ท่านทำได้หรือไม่"องค์หญิงชุนหยางมองหน้าเว่ยฉือเซียวสลับกับซางเหมียน มือสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! นี่มันนรกชัด ๆ ข้าจะแต่งมาเป็







