Se connecterยามห้าย
เว่ยฉือเซียวกลับเข้ามาในห้องนอนหลังจากอาบน้ำชำระกายเสร็จสิ้น เขาสวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวสะอาดตา ผ่อนคลายอิริยาบถ วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษที่เห็นภรรยาตัวน้อยเริ่มเข้าสู่กรอบระเบียบ แม้จะบ่นบ้างแต่ก็ทำตามคำสั่ง เขาเดินไปที่เตียงนอน พบว่าซางเหมียนนอนห่มผ้าหลับตาพริ้มอยู่ก่อนแล้ว ลมหายใจสม่ำเสมอ เว่ยฉือเซียวสอดตัวเข้าไปในผ้าห่มนวมผืนเดียวกัน เอนกายลงนอนข้าง ๆ นาง เขาหลับตาลง เตรียมตัวพักผ่อนเพื่อตื่นแต่เช้าในวันพรุ่งนี้ เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ในขณะที่เว่ยฉือเซียวกำลังเคลิ้มหลับ... ปึก! ศอกเล็ก ๆ ของคนข้างกายกระแทกเข้าที่ซี่โครงของเขาอย่างจัง "อึก!" เว่ยฉือเซียวสะดุ้งตื่น เขาหันไปมองซางเหมียน พบว่านางยังคงหลับตาพริ้ม แต่แขนข้างนั้นพาดมาเกยอยู่บนอกเขา "นอนดิ้นจริง ๆ " เขาบ่นพึมพำ แล้วค่อย ๆ จับแขนนางวางลงข้างตัว เขาข่มตาหลับอีกครั้ง... ผัวะ! คราวนี้เป็นหน้าแข้งขาว ๆ ที่ตวัดฟาดลงมาบนหน้าท้องของเขาเต็มแรง "ซางเหมียน!" เว่ยฉือเซียวลืมตาโพลง จับขาของนางยกขึ้น "เจ้านอนให้มันดี ๆ หน่อยไม่ได้หรือ" ซางเหมียนส่งเสียงครางงึมงำในลำคอเหมือนคนละเมอ "อย่า อย่าเข้ามานะ เจ้าไก่ย่างปีศาจ ข้าจะกินเจ้า..." เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ นางละเมอเรื่องกินอีกแล้ว เขาวางขานางลง จัดท่าทางให้นางนอนดี ๆ แล้วพยายามหลับต่อ แต่ทว่า... ค่ำคืนแห่งความวุ่นวายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ซางเหมียนก็เริ่มพลิกตัวไปมา นางถีบผ้าห่มออกจนหมด แล้วบ่นพึมพำเสียงดัง "ร้อน ร้อนเหลือเกิน ใครก็ได้เอาน้ำแข็งมาที..." เว่ยฉือเซียวพยายามอดทน แต่เสียงบ่นของนางดังอยู่ข้างหู เขาจำใจลุกขึ้นไปหยิบพัดมาพัดให้นางเบา ๆ "เงียบเสียเถิด ฮูหยิน เดี๋ยวก็เย็นแล้ว" พอเขาพัดให้สักพัก นางก็สงบลง เขาจึงหยุดพัดและล้มตัวลงนอน แต่ทันใดนั้นนางก็ดึงผ้าห่มกลับมาคลุมโปง แล้วตัวสั่นงันงก "หนาว หนาวจะตายแล้ว หิมะตกหรือนี่..." เส้นเลือดที่ขมับของเว่ยฉือเซียวเริ่มเต้นตุบ ๆ เขาลุกขึ้นดึงผ้าห่มมาห่มให้นางดี ๆ "เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เจ้าเป็นอะไรกันแน่!" "น้ำ ขอน้ำ..." นางร้องครวญคราง เว่ยฉือเซียวถอนหายใจยาวเหยียด เขาจำต้องลุกจากเตียงอุ่น ๆ เดินไปรินน้ำชาที่โต๊ะกลางห้อง แล้วประคองศีรษะนางขึ้นมาป้อนน้ำ ซางเหมียนจิบน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วแอบลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่งมองใบหน้าที่เริ่มหงุดหงิดของสามี นางลอบยิ้มมุมปากก่อนจะแสร้งทำเป็นสำลัก "แค่ก ๆ น้ำ น้ำเย็นเกินไป บาดคอ..." "เรื่องมากจริง!" เว่ยฉือเซียวบ่นอุบ แต่ก็ยอมเดินไปเติมน้ำร้อนผสมให้อุ่นขึ้น แล้วนำมาป้อนนางใหม่ หลังจากวุ่นวายอยู่เกือบครึ่งค่อนคืน ในที่สุดซางเหมียนก็นอนนิ่ง เว่ยฉือเซียวทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงยามเหม่าแล้ว "ยัยตัวแสบ..." เขาคาดโทษในใจ ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด ยามโฉ่ว ในขณะที่เว่ยฉือเซียวกำลังหลับลึก ซางเหมียนก็ลืมตาโพลงขึ้นมาในความมืด นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง มองดูสามีที่หลับสนิท พร้อมกับแสยะยิ้มชั่วร้าย คิดจะสู้กับปลาเค็มอย่างข้ารึ หึ! นางค่อย ๆ คลานลงจากเตียง เดินย่องไปที่มุมห้อง ซึ่งมีกระถางกำยานทองเหลืองตั้งอยู่ นางหยิบห่อกระดาษเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ภายในบรรจุผงสมุนไพรบางอย่าง นี่คือผงเกสรบุปผาเตือนสติ เป็นสมุนไพรหายากที่เหล่าบัณฑิตมักใช้สูดดมยามต้องอ่านตำราสอบข้ามวันข้ามคืน มีฤทธิ์กระตุ้นให้ประสาทตื่นตัว สมองแล่น และตาค้าง นอนอย่างไรก็นอนไม่หลับ นางโรยผงนั้นลงไปในกระถางกำยานเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ผสมผสานกับกลิ่นเดิมจนแยกไม่ออก จากนั้นนางก็กลับมาที่เตียง แต่นางไม่ได้นอน นางเริ่มปฏิบัติการขั้นต่อไป นางเขย่าตัวเว่ยฉือเซียวเบา ๆ "ท่านพี่ ท่านพี่เจ้าคะ..." เว่ยฉือเซียวงัวเงียตื่นขึ้นมา "หือ มีอะไรอีกซางเหมียน" "ข้าหิวเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำเสียงอ้อน "ข้าหิวจนแสบท้อง นอนไม่หลับเลยเจ้าค่ะ" "หิวตอนนี้น่ะหรือ" เว่ยฉือเซียวหันไปมองหน้าต่างที่ยังมืดสนิท "นี่มันยามโฉ่ว ไม่มีใครเขาลุกมากินข้าวกันหรอก นอนซะ!" "แต่ข้าหิวจริง ๆ นะเจ้าคะ ถ้าไม่ได้กิน ข้าต้องเป็นโรคกระเพาะแน่ ๆ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไม่มีแรงวิ่ง ท่านพี่ไม่อยากให้ข้าแข็งแรงหรือเจ้าคะ?" เว่ยฉือเซียวได้ยินเรื่องวิ่งก็ชะงัก เขาไม่อยากให้การฝึกฝนต้องสะดุด "เฮ้อ... ก็ได้ ข้าจะเรียกเวรยามหน้าห้องไปหาอะไรมาให้กิน" "ไม่เอาเจ้าค่ะ" ซางเหมียนรีบแย้ง "บ่าวไพร่หลับกันหมดแล้ว ไปปลุกพวกเขามันบาปกรรม ในครัวเล็กหลังเรือนมีวัตถุดิบอยู่ ท่านพี่ช่วยทำบะหมี่ให้ข้าสักชามได้หนือไม่เจ้าคะ" "เจ้าจะให้ข้าที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งต้าเว่ย ไปทำบะหมี่ให้เจ้ากินตอนกลางดึก?" เว่ยฉือเซียวถามเสียงสูงด้วยความเหลือเชื่อ "ท่านพี่ทำอาหารเก่งมิใช่หรือเจ้าคะ ตอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านก็เคยทำอาหารเลี้ยงทหาร ข้าได้ยินกิตติศัพท์มาว่าบะหมี่ฝีมือท่านโหวอร่อยล้ำเลิศในปฐพี ข้าเป็นภรรยาแท้ ๆ ยังไม่มีวาสนาได้ชิมเลย" นางทำตาละห้อย "หรือว่าข้าสำคัญน้อยกว่าทหารพวกนั้นเจ้าคะ?" เว่ยฉือเซียวมองภรรยาที่ใช้ทั้งลูกอ้อน ทั้งตัดพ้อ เขาอยากจะบ้าตาย แต่ฤทธิ์ของผงเกสรบุปผาเตือนสติเริ่มทำงาน ทำให้เขารู้สึกตื่นตัว หงุดหงิดงุ่นง่าน และตาเริ่มสว่างจนข่มตานอนต่อไม่ลง "ก็ได้! บะหมี่ใช่หรือไม่ กินแล้วต้องนอนนะ" เขาฮึดฮัดลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินกระแทกเท้าออกไปจากห้อง มุ่งหน้าสู่ครัวเล็ก ซางเหมียนมองตามหลังเขาไป แล้วหัวเราะร่าในความมืด "ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไปเลยเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ ไปนวดแป้งซะให้เข็ด พรุ่งนี้เช้าท่านจะต้องตาดำคล้ำแน่นอน!" นางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างที่ตอนนี้กลายเป็นอาณาจักรของนางแต่เพียงผู้เดียว กลิ้งไปกลิ้งมาอย่างมีความสุข ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เว่ยฉือเซียวกลับมาพร้อมกับชามบะหมี่น้ำใส ใส่ไข่และผักกวางตุ้ง ควันฉุยหอมฉุย "เอ้า กินซะ!" เขาวางกระแทกชามลงบนโต๊ะ ซางเหมียนลุกขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย นางแกล้งกินช้า ๆ เป่าเส้นทีละเส้น ซดน้ำทีละคำ เพื่อถ่วงเวลา เว่ยฉือเซียวที่นั่งกอดอกรออยู่ข้าง ๆ เริ่มสัปหงก หัวโยกไปโยกมา แต่พอจะหลับฤทธิ์ยาก็ปลุกให้ตื่น "อิ่มแล้วเจ้าค่ะ" ซางเหมียนวางตะเกียบลงเมื่อเวลาล่วงเลยไปเกือบถึงยามอิ๋น "ดี! ไปนอน!" เว่ยฉือเซียวรีบไล่ ทั้งคู่กลับมานอนบนเตียง เว่ยฉือเซียวหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลียถึงขีดสุด เขาหวังว่าจะได้งีบสักชั่วยามก็ยังดี แต่ทว่า... พอหัวถึงหมอนได้ไม่นาน เสียงระฆังก็ดังขึ้น "ท่านโหว ฮูหยินเจ้าคะ ได้เวลาตื่นแล้วเจ้าค่ะ!" เสียงแม่นมเหยียนดังขึ้นที่หน้าประตู ซางเหมียนที่แกล้งหลับไปเมื่อครู่ ลืมตาขึ้นมาอย่างสดใส นางหันไปมองคนข้างกาย เว่ยฉือเซียวลืมตาขึ้นช้า ๆ ขอบตาของเขาคล้ำเป็นวงกว้าง ดวงตาแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพเหมือนศพที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากหลุม ไม่มีเค้าโครงท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรแม้แต่น้อย "ท่านพี่..." ซางเหมียนทักทายเสียงใส "เช้าแล้วเจ้าค่ะ ไปวิ่งกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าพร้อมมาก!" เว่ยฉือเซียวค่อย ๆ หันมามองนาง สายตาว่างเปล่าไร้วิญญาณ สมองของเขาตื้อตันไปหมด "เจ้า ไปวิ่งกับแม่นมเหยียนเถอะ วันนี้ข้าขอลาหนึ่งวัน..." พูดจบ ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ก็ฟุบหน้าลงกับหมอน สลบไปในทันที ร่างกายไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป ซางเหมียนยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ นางลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง เดินไปเปิดประตูรับแม่นมเหยียน "แม่นมเหยียนเจ้าคะ วันนี้ท่านพี่ป่วยกะทันหัน คงไปวิ่งไม่ได้ ส่วนข้าเป็นภรรยาที่ดี ต้องอยู่ดูแลสามี วันนี้ของดการฝึกหนึ่งวันนะเจ้าคะ" นางพูดพลางชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณของเว่ยฉือเซียวบนเตียง แม่นมเหยียนมองสภาพท่านโหวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมจำนนต่อหลักฐาน "ทราบแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นบ่าวขอตัว" ซางเหมียนปิดประตูลงอย่างนุ่มนวล แล้วเดินกลับมาที่เตียง นางมองดูผลงานชิ้นเอกของนางด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่ม นอนกอดแขนสามีที่หลับสนิท "ฝันดีนะเจ้าคะ พักผ่อนให้เยอะ ๆ นะ คืนนี้เราจะได้เล่นสนุกกันอีก"เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงจนกลายเป็นเมืองในนิทานที่ถูกฉาบด้วยสีเงินยวบยาบ ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หอบเอาความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนนอน แม้จะมีเตาถ่านจุดไฟให้ความอบอุ่นอยู่ถึงสี่ทิศ แต่สำหรับสตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ในการเป็นปลาเค็มอย่างซางเหมียนแล้ว ความหนาวเย็นคือศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้การนอนพักผ่อนขาดความสุนทรียภาพบนตั่งยาวบุขนสัตว์หนานุ่ม ร่างระหงที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มนวมผืนหนาจนดูคล้ายดักแด้ยักษ์ กำลังนอนขดตัวอย่างน่าเวทนา มีเพียงใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องโผล่ออกมาหายใจ"ท่านพี่..." เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ "ข้าหนาว หนาวเหมือนถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งพันปี เกล็ดปลาเค็มของข้ากำลังจะหลุดร่อนแล้วเจ้าค่ะ"เว่ยฉือเซียว ที่กำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาด้วยสายตาเอ็นดูระคนอ่อนใจ เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงผ้าห่มให้กระชับขึ้น แล้วสอดมือหนาเข้าไปกุมมือน้อยที่เย็นเฉียบของนางไว้"ในห้องนี้อุ่นจนเหงื่อข้าจะออกอยู่แล้ว เหมียนเอ๋อ" เขาแย้งเบาๆ "เจ้าขี้หนาวเกินไปแล้ว หรือเจ้าแค่อยากอ้อนให้ข้ากอด""ทั้งสองอย่างเจ้าค่ะ" ซางเ
อาโหย่วเบะปาก น้ำตาคลอเบ้า ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นเทพธิดาผู้กอบกู้เดินนวยนาดเข้ามาในลานฝึกซางเหมียน ในวัยยี่สิบต้นๆ ยังคงงดงามและดูอ่อนเยาว์ นางสวมชุดสีม่วงอ่อน ถือพัดจีบโบกสะบัดเบาๆ เดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวซวงที่ถือถาดขนม"ท่านแม่!" อาโหย่วร้องลั่น ทิ้งท่าฝึกแล้ววิ่งเข้าไปกอดขามารดาทันที "ท่านพ่อรังแกข้า ท่านพ่อจะให้ข้าขาหัก!"ซางเหมียนก้มลงลูบหัวลูกชาย แล้วเงยหน้ามองสามีด้วยสายตาตำหนิ "ท่านพี่ ลูกเพิ่งจะห้าขวบ ท่านจะเคี่ยวเข็ญอะไรนักหนาเจ้าคะ ดูกล้ามขาน้อยๆ ของลูกสิ สั่นไปหมดแล้ว""เหมียนเอ๋อ เจ้าอย่าให้ท้ายลูก" เว่ยฉือเซียวถอนหายใจ "ไม้แก่ดัดยาก ไม้อ่อนดัดง่าย ข้าต้องฝึกเขาให้แกร่งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะได้ปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้""แต่การพักผ่อนก็สำคัญนะเจ้าคะ" ซางเหมียนเถียง "ท่านหมอบอกว่าเด็กวัยนี้ต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ถึงจะโตไว อาโหย่ว มานี่มาลูก แม่เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ กินเสร็จแล้วไปนอนกลางวันกันเถอะ""เย้! ท่านแม่ใจดีที่สุดเลย" อาโหย่วกระโดดโลดเต้น หยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วแลบลิ้นใส่บิดาเว่ยฉือเซียวมองสองแม่ลูกจูงมือกันเดินออกจากลานฝึก ทิ้งให้เขายืนโดดเดี่ยวอย
ใบไม้เปลี่ยนสีเริ่มร่วงโรยลงสู่พื้นดินอีกคำครั้ง สัญญาณแห่งกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่เคยหยุดนิ่ง ณ จวนอู่อันโหวที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศในยามสายของฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายยิ่งกว่าศึกสงครามครั้งไหนๆเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินวนไปวนมาหน้าประตูเรือนจนพื้นไม้แทบสึก ร่างสูงใหญ่ของเว่ยฉือเซียวในชุดลำลองสีเข้ม มีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ทั้งที่อากาศเย็นสบาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นจนแทบจะผูกเป็นปม มือหนากำหมัดแน่นสลับกับคลายออกด้วยความกระวนกระวายใจภายในห้องเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของซางเหมียน ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ บาดลึกเข้าไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มยิ่งกว่าคมดาบ"โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ! ข้าไม่เอาแล้ว! ข้าจะไม่คลอดแล้ว!" เสียงโอดครวญของภรรยาทำให้เว่ยฉือเซียวแทบจะพังประตูเข้าไป"เหมียนเอ๋อ! อดทนไว้! ข้าอยู่นี่!" เขาตะโกนตอบเสียงสั่น "หมอตำแย! เหตุใดถึงนานนัก หากฮูหยินข้าเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งประหารพวกเจ้าให้หมด!""ท่านโหวใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ!" แม่นมฟางรีบออกมาขวางหน้าประตู "สตรีกำลังคลอดบุตร บุรุษห้ามเข้าเจ้าค่ะ มันผิดธรรมเนียมและจะเป็นอัปมงคล ท่านโหวรออยู่ตรงนี้เถิดเจ้าค่ะ
ข่าวการตั้งครรภ์ของฮูหยินแพร่สะพัดไปทั่วจวนราวกับไฟลามทุ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ซื่อ รีบเดินทางมาที่เรือนหลักแทบจะในทันที พร้อมกับขบวนของบำรุงยาวเหยียด"เหมียนเอ๋อ! หลานย่า!" หลี่ซื่อตรงเข้ามาลูบท้องซางเหมียนด้วยความรักใคร่ "ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาสกุลเว่ยฉือ เจ้าทำได้ดีมาก อยากกินอะไรบอกแม่ แม่จะให้คนไปหามาให้หมด จะเอาเดือนเอาดาวแม่ก็จะสอยมาให้!""ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ใข้าอยากกินแค่ผลไม้รสเปรี้ยวๆ เจ้าค่ะ" ซางเหมียนตอบเสียงอ้อน"ได้ ไปเหมามะม่วงดอง มะนาวเชื่อม บ๊วยเค็ม มาให้หมดตลาด!" หลี่ซื่อสั่งบ่าวไพร่นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วิถีชีวิตของซางเหมียนก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นปลาเค็มที่นอนเฉยๆ ตอนนี้กลายเป็นไข่ในหินที่ห้ามขยับตัว"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเจ้าค่ะ" ซางเหมียนทำท่าจะลุกจากเตียง"หยุด!" เว่ยฉือเซียวที่นั่งอ่านตำราคู่มือการเลี้ยงทารกอยู่ข้างๆ รีบวางหนังสือลง แล้วพุ่งเข้ามาอุ้มนางทันที"พื้นมันเย็น เดี๋ยวเท้าเจ้าจะเย็น ส่งผลถึงลูก ข้าอุ้มไปเอง""แต่ท่านพี่ ห้องปลดทุกข์อยู่แค่หลังฉากกั้นนี่เองนะเจ้าคะ ข้าเดินสองก้าวก็ถึง" นางท้วง"ไม่ได้! สองก้าวก็มีความเสี่ยง เกิดเจ
สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านมาอย่างอ่อนโยน นำพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ในสวนให้ลอยฟุ้งไปทั่วจวนอู่อันโหว แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านม่านหน้าต่างลงมากระทบพื้นไม้ขัดเงา บรรยากาศภายในจวนช่างสงบสุขและงดงาม ราวกับสวรรค์กำลังอวยพรให้กับความรักที่ผ่านพ้นมรสุมมาได้ทว่า... สำหรับ ซางเหมียน แล้ว เช้าวันนี้กลับไม่ได้สดใสเหมือนอากาศภายนอกนางนั่งหน้าซีดเผือดอยู่หน้าโต๊ะอาหารเช้า ดวงตาหงส์ที่เคยเป็นประกายสดใสบัดนี้ดูโรยรา ร่างกายอ่อนแรงพิงพนักเก้าอี้ บนโต๊ะมีอาหารเลิศรสมากมายที่เว่ยฉือเซียว สั่งให้พ่อครัวจัดเตรียมเพื่อบำรุงภรรยา ทั้งไก่ดำตุ๋นยาจีน ขาหมูน้ำแดง และปลาทอดราดพริก"เหมียนเอ๋อเป็นอะไรไป" เว่ยฉือเซียววางตะเกียบลง สีหน้าฉายแววกังวลอย่างชัดเจน "อาหารไม่ถูกปากรึ หรือพ่อครัวทำรสชาติผิดเพี้ยนไป"ซางเหมียนส่ายหน้าเบาๆ นางยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อกลิ่นน้ำมันจากปลาทอดโชยมาแตะจมูก"อุ้บ..."นางรีบหันหน้าหนี ความรู้สึกพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่คอ"เหมียนเอ๋อ!" เว่ยฉือเซียวรีบถลันเข้ามาประคองนาง "เจ้าจะอาเจียนหรือ เสี่ยวซวง! เอากระโถนมาเร็ว!"เสี่ยวซวงรีบวิ่งเข้ามา ซางเหมียนโก่งคออาเจียนออกมา แต่กลับไม่
ห้องอาหารองค์หญิงชุนหยางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แข็งๆ นางมองดูอาหารที่บ่าวไพร่ยกมาวางด้วยความคาดหวังแต่เมื่อฝาครอบอาหารเปิดออก...ในชามมีเพียงข้าวต้มน้ำใส ที่ใสจนเห็นก้นชาม กับ ผักดองเค็มๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และ หมั่นโถวแข็งๆ อีกสองลูก"นี่... นี่มันอาหารหมูรึ?" องค์หญิงกรีดร้อง"นี่คืออาหารรำลึกชายแดนเพคะ" ซางเหมียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ หยิบหมั่นโถวแข็งๆ ขึ้นมากัด กร๊อบ!"ท่านพี่เว่ยฉือเซียวกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ลืมความลำบากของทหาร คนในจวนต้องกินอยู่อย่างสมถะ เงินทองเบี้ยหวัดทั้งหมด เราบริจาคให้กองทัพหมดแล้วเพคะ เสื้อผ้าก็ต้องใส่ผ้าฝ้ายหยาบๆ เครื่องประดับก็ห้ามใส่..."ซางเหมียนชี้ไปที่ชุดผ้าฝ้ายของตน "องค์หญิงทรงอาภรณ์หรูหราเช่นนี้ เกรงว่าท่านพี่จะไม่ปลื้มนะเพคะ มันดู... ฟุ่มเฟือยและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บ่าวไพร่"เว่ยฉือเซียวนั่งกอดอก หน้าบึ้งตึง "ฮูหยินพูดถูก หากท่านจะแต่งเข้ามา ท่านต้องนำทรัพย์สินและสินเดิมทั้งหมด บริจาคเข้ากองทัพ ท่านทำได้หรือไม่"องค์หญิงชุนหยางมองหน้าเว่ยฉือเซียวสลับกับซางเหมียน มือสั่นเทาด้วยความโกรธและความกลัว"พวกเจ้า... พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว! นี่มันนรกชัด ๆ ข้าจะแต่งมาเป็







