LOGINหลังสิ้นสุดพิธีนิกะห์อันศักดิ์สิทธิ์ คู่บ่าวสาวถูกพาไปยังห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อทั้งทหาร ขุนนางชาวฮั่น ผู้นำเผ่าชาวอุยกูร์ และแขกเหรื่อจากชนชั้นต่าง ๆ ในเมืองหนิงเปียน
อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงสวมชุดแต่งงานเต็มยศยืนสงบอยู่เบื้องหน้าแขกทั้งหลาย พวกเขาเตรียมทำพิธีคารวะสามครั้ง ตามธรรมเนียมเพื่อประกาศการสมรสอย่างเป็นทางการ
ที่ตำแหน่งประธานอาวุโส ฝ่ายบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายนั่งเรียงกันตามลำดับ เริ่มจากต้าปาถู บิดาของเจ้าบ่าวที่นั่งอยู่ตรงกลาง ตามด้วยหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่า บิดามารดาเจ้าสาวที่ยิ้มแย้มด้วยความปลาบปลื้ม
ข้างกายต้าปาถูคืออนุภรรยาทั้งสามนางของอาซือหลันที่ถูกเรียกตัวให้มาเข้าร่วมพิธี นับได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้เห็นหน้าของพวกนาง
“หนึ่งคำนับฟ้าดิน! ขอพรความมั่นคงดุจแผ่นฟ้าและผืนดิน!”
คู่บ่าวสาวโค้งคำนับต่อเบื้องหน้าฟ้าดินอย่างพร้อมเพรียงกัน
“สองคำนับบิดามารดา! ขอน้อมรับบุญคุณการเลี้ยงดูจากผู้มีพระคุณ!”
ทั้งคู่ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสาม หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่ารับการคารวะจากบุตรสาวและบุตรเขยด้วยใบหน้าปลาบปลื้มจนน้ำตาคลอ ส่วนต้าปาถูยิ้มรับการคารวะอย่างพอใจและผายมือเล็กน้อยเพื่ออนุญาตให้ลุกขึ้น
ในขณะที่เจ้าสาวก้มศีรษะลง หนึ่งในอนุ ซึ่งมีใบหน้าสวยหวานตามแบบฉบับแม่นางในห้องหอก็จ้องมองเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง อย่างพิจารณาและประเมินค่าในตัวตนของอีกฝ่าย สายตาของนางเต็มไปด้วยความสงสัยในที่มาของเจ้าสาวที่ได้รับความสำคัญถึงเพียงนี้
“สามีภรรยาคำนับกันและกัน! ขอสาบานการเป็นคู่ชีวิต!”
บ่าวสาวหันหน้าเข้าหากันและโค้งคำนับซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงการยอมรับการเป็นคู่ชีวิต
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหลาย งานเลี้ยงวาลีมะห์ขนาดใหญ่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะ แต่การจัดเลี้ยงล้วนเป็นไปตามหลักฮาลาลอย่างเคร่งครัด
อาหารฮาลาลชั้นเลิศถูกสาวใช้ยกขึ้นมาตั้งบนโต๊ะอย่างต่อเนื่อง ทั้งเนื้อแกะย่างเสียบไม้อันหอมกรุ่น พิลัฟข้าวหมกแบบซินเจียง หอมกรุ่นเครื่องเทศ ขนมหวานที่ทำจากถั่วและผลไม้ ซึ่งบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของจวนแม่ทัพ อาหารและขนมเหล่านี้ถูกนำออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ในพิธีดื่มเพื่อผูกพันความรักซึ่งกันและกัน อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยืนประจันหน้ากันและดื่มน้ำผลไม้ทับทิมสีแดงเข้มในถ้วยที่ถูกเชื่อมติดกัน
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงถูกคลุมหน้าไว้ตลอดเวลาตามธรรมเนียมอุยกูร์ สายตาของนางสงบนิ่งภายใต้ผ้าแพรสีแดง โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา
จนกระทั่ง เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลง คู่บ่าวสาวถูกพาไปยังเรือนหอ ซึ่งเป็นเรือนนอนเดิมของอาซือหลันที่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นเรือนหอนามว่าเรือนจวิ้นเหอ
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่ากล่าวคำอวยพรสุดท้ายด้วยความรักที่เปี่ยมล้น ก่อนจะจากไปอย่างเงียบ ๆ
อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยืนอยู่กลางห้องหอที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานและธูปหอม
อาซือหลันที่เย็นชามาตลอดทั้งวัน เดินเข้ามาหาเจ้าสาวด้วยใบหน้าเรียบเฉยอย่างระมัดระวัง เขาหยิบแท่งหยกเงินเล็ก ๆ ขึ้นมา และใช้มันค่อย ๆ ยกปลายผ้าแพรสีแดงที่คลุมใบหน้าของเจ้าสาวออกอย่างช้า ๆ
มือของเขานิ่งสนิท แต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจในชะตากรรมนี้ แต่สุดท้าย เขาก็ไม่อาจฝืนคำสั่งของบิดาได้
เมื่อผ้าแพรถูกดึงลง เผยให้เห็นใบหน้าของตี๋ลี่เสวี่ยที่งดงามและเด็ดเดี่ยว ดวงตากลมโตส่องประกายอย่างชัดเจนและท้าทาย สะดุดตาด้วยไฝเม็ดเล็กที่ใต้ตาขวา ซึ่งเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของนาง
ทำให้อาซือหลันเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอย่างแท้จริง ความงามที่ไม่เหมือนใครนี้ ไม่ใช่ความงามที่อ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่
ในยามนี้ เมื่อพิธีการทั้งหลายได้สิ้นสุดลงแล้ว...
ตอนนี้เหลือเพียงแค่สามีภรรยาตามพันธสัญญาที่ต้องเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้
ท่ามกลางความเงียบงัน อาซือหลันจ้องมองดวงตาที่ท้าทายนั้นอย่างไม่มีคำพูดใด ๆ ในขณะที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็รอคอยด้วยความรู้สึกกึ่งคาดหวังกึ่งเตรียมใจสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะชายาเอกของแม่ทัพผู้นี้
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
ใช่แล้ว สิ่งผิดปกติที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสังเกตเห็นคือบนโต๊ะอาหารมีจานอาหารที่ไม่ใช่อาหารฮาลาลวางอยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงเป็นอย่างมากว่านเฟยลี่ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ นางทุบโต๊ะเสียงดัง และชี้ไปยังจานเนื้อหมูอบจานเล็ก ๆ นั้น ด้วยใบหน้าโกรธจัด “อ๊า! นี่มันอะไรกัน! ใครสั่งให้น
กลางยามอิ๋น ในขณะที่เรือนจวิ้นเหอยังมีอากาศที่เย็นยะเยือกเจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นก่อนแสงแรกของวันมาถึง นางรีบลุกขึ้นมาแต่งตัว โดยที่ไม่นึกแปลกใจแม้แต่น้อยที่ไม่มีสาวใช้คนใดเข้ามาช่วยนางแต่งตัว เสียงเคลื่อนไหวของนาง ทำให้อาซือหลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยเช่นกันอาซือหลันตื่นขึ้นมาอย่างเง
หลังจากเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารมื้อนั้น ว่านเฟยลี่ก็ขอปลีกตัวกลับเรือนอี๋เหอของตนเอง โดยมีเจินเจินและเหวินซิ่ว สองสาวใช้คนสนิทเดินตามหลังเจิ่งเสวี่ยอิ๋งยืนมองพวกนางที่ริมระเบียง ก่อนจะเหลียวหันหลังกลับมามองตนเองที่ไร้ผู้ใดข้างกายเฮอะ... ช่างน่าสงสารนัก ยามที่เป็นคุณหนูรองแห่งจวน
ส่วนอนุคนสุดท้ายคือ ซินเซียง หรือ อนุซิน นางโลมจากหอชิงอู๋ หอคณิกาเลื่องชื่อของเมืองหนิงเปียนที่อาซือหลันรับเข้าจวนในวัยยี่สิบสี่หนาว ด้วยเพราะถูกใจในใบหน้า ท่าทาง และจริตจะก้านของนางซินเซียงนั้นนับว่าเป็นแม่นางที่รู้จักเรือนร่างของตนเป็นอย่างดี นางสวมใส่ชุดฮั่นฟูสีชมพูอมแดงที่ช่วยขับผิวพ







