로그인สองสายตาสบมองกันอยู่ชั่วครู่ โดยไร้คำใดเอื้อนเอ่ยออกมา
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลือกที่จะวางตนเป็นแม่นางในห้องหอ นางก้มหน้าลง ปิดปากสงบวาจา รอให้สามีเป็นผู้ตัดสินใจ ก่อนจะได้ยินเสียงระบายลมหายใจหนัก ๆ จากอีกฝ่าย
“ข้าจะไปนอนห้องหนังสือ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายในทันใด ด้วยไม่คาดคิดว่าสามีรูปงามคมคายของนางจะเอ่ยทักทายประโยคแรกด้วยวาจาที่ทำร้ายตำแหน่งชายาเอกของตนได้อย่างแสนสาหัสเช่นนี้
เขาไม่รู้หรือไรว่าการที่สามีไม่ร่วมหอในคืนแรกของการแต่งงานนั้นหมายความว่าเช่นไร!?
บรรดาสาวใช้ หรือแม้แต่บรรดาอนุของเขาจะมองนางอย่างไร? นางจะยังสามารถยืนอยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงหรือ!?
บุรุษน่าตายนี่!!
“โปรดช้าก่อนเถิด ท่านแม่ทัพ…”
น้ำเสียงไพเราะเอ่ยขัดขึ้น ทำให้คิ้วหนาราวกับคมดาบเลิกสูงขึ้น เมื่อถูกอีกฝ่ายร้องห้ามเช่นนั้น ทำให้อาซือหลันอดที่จะแค่นเสียงในลำคอมิได้ “เฮอะ! เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะปรารถนาร่วมหอกับเจ้าหรอกนะ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “...”
ข้าก็มิได้ปรารถนาที่จะร่วมหอกับท่านเช่นกัน!
“ดูเอาเถิด อุตส่าห์รอดตายจากโจรร้ายที่บุกปล้นเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ข้าก็หลงดีใจที่เจ้าพลัดพรากจากไป จึงไม่ต้องมาร่วมแต่งงานครองคู่กับสตรีป่าเถื่อนเช่นเจ้า”
สตรีป่าเถื่อน?
คิ้วบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลิกขึ้นสูง อ๋อ… ลี่ลี่เคยเล่าให้ข้าฟังว่า ในวัยเยาว์ ด้วยความที่นางยังเป็นเด็ก จึงอาศัยความเป็นเด็กนี่แหละ คอยกลั่นแกล้งอาซือหลันทุกครั้งที่เห็นหน้า จนอีกฝ่ายนึกระอา คอยหาทางหลบเลี่ยงนางอยู่เสมอ…
“ไม่คิดเลยว่าท่านพ่อจะอุตสาหะตามหาเจ้าจนเจอ เจอเพียงท่านอาท่านน้าก็มิได้ ไม่รู้จะพาเจ้ากลับมาด้วยเหตุใด สุดท้ายก็กลายมาเป็นภาระของข้าทั้งสิ้น!!”
ดวงตากลมโตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งหรี่ลง เมื่อได้ยินถ้อยคำระคายหู
ความสำรวมเช่นบุรุษชาติทหารของท่านถูกสุนัขกลืนลงท้องไปแล้วหรือ วาจาจึงได้เสียดหูนัก…
“เจ้าอย่าได้คิดฝันไปนะว่าข้าจะอยู่ร่วมหอกับเจ้า แค่ต้องทนอยู่ร่วมพิธีกับเจ้าทั้งวัน ข้าก็สุดจะทนแล้ว!!”
มุมปากของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกระตุกอีกครั้ง นางคงจะสนทนากับบุรุษผู้นี้ดี ๆ ไม่ได้หรอกกระมัง ดูจากวาจาที่พ่นออกมาแต่ละคำส่อถึงพื้นเพได้อย่างชัดเจน
น่าแปลกนัก... ท่านลุงต้าปาถูก็ดูอบอุ่น อ่อนโยน จริงใจ แต่เหตุใดจึงได้มีบุตรชายป่าเถื่อน หยาบกระด้างถึงเพียงนี้ ท่านลุงมั่นใจหรือไม่ว่าหมอตำแยมิได้เอาบุตรชายบ่าวรับใช้มาสวมรอยแทนน่ะ
แต่ก็ไม่น่าใช่… ใบหน้าและดวงตาของท่านลุงและท่านแม่ทัพเหมือนราวกับพิมพ์เดียวกัน
อาซือหลันเห็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ตอบโต้คำใด จึงสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูเรือน
“ท่านแม่ทัพคงมิอยากให้ท่านลุงต้าปาถูไม่สบายใจหรอกกระมัง?”
ชื่อของบิดาทำให้ปลายเท้าของอาซือหลันต้องหยุดชะงักงันอยู่กลางอากาศ
ดวงตากลมโตทอประกายอย่างมั่นใจ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมั่นใจมากขึ้นอีกสามส่วน ยิ่งได้ยินวาจาส่อเสียดของเขาแล้ว นางก็คาดเดาได้อยู่แล้วว่าเขาไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับนาง
ตั้งแต่มาถึงเมืองหนิงเปียน แม้ว่าเขาจะส่งของขวัญมามากมายหลายสิบหีบ หากแต่ไม่เคยโผล่หน้ามาทักทายเลยสักครั้ง กอปรกับการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในงานนั้นก็ล้วนแต่ยกให้บิดาเป็นผู้ตัดสินใจ
นั่นหมายความได้ว่าเขาไม่เต็มใจที่จะแต่งงาน แต่ไม่อาจขัดคำสั่งของบิดาได้
ในเมื่อเขาไม่กล้าขัดคำของบิดา นางก็จะขอยืมชื่อของท่านลุงต้าปาถูมาข่มขู่เขาเสียหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเป็นค่าชดเชยความเสียหายทางจิตใจที่นางที่ต้องมาทนฟังคำระคายหูของเขา
“หากคืนนี้ ท่านแม่ทัพจะไปนอนที่ห้องหนังสือจริง เกรงว่าพรุ่งนี้ ข้าคงต้องบอกเรื่องนี้กับท่านลุงต้าปาถูเสียแล้ว”
อาซือหลันหันมามองหน้านางในทันที “!!!”
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
มู่หนี่ลา “!!!”ว่านเฟยลี่ “!!!”ซินเซียง “!!!”อนุภรรยาทั้งสามนางได้แต่อ้าปากค้าง เมื่อได้ยินประโยคคำถามแรกที่ไม่คาดคิดจากสามีที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา เขาไม่ได้ถามไถ่อาการของพวกนางเลย แต่กลับซักไซ้ความผิดที่พวกนางไปรุมตบเจิ่งเสวี่ยอิ๋งแทน!?มุมปากของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกระตุกขึ้นสูง เมื่อเห็นใบหน้าแข็งทื่อของ
เปลือกตาหนาค่อย ๆ กะพริบถี่ขึ้น ท่ามกลางความเมื่อยล้าที่เกาะกุมไปทั่วสรรพางค์ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับปลายนิ้วมือที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มหอมกรุ่นที่ได้รับการทำความสะอาดมาอย่างดีในเรือนจวิ้นเหอมีแต่ผ้าห่มผืนบางและเหม็นอับนี่ แล้วผ้าห่มผืนนี้มาจากที่ไหน?แล้วเพดานเรือนที่ไ
เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็ว บรรดาบ่าวและสาวใช้ต่างเดินกันให้วุ่นสำหรับการจัดเตรียมงานเลี้ยงในวันนี้ แม้แต่เรือนจวิ้นเหอที่แทบจะถูกแยกเป็นเอกเทศจากคนส่วนใหญ่ยังสามารถมองเห็นความวุ่นวายได้อย่างชัดเจนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตื่นแต่เช้า เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของชุดที่จะสวมใส่ร่วมงานอีกครั้ง
หกวันผ่านไป อาซือหลันก็สามารถจัดส่งม้าศึกได้สำเร็จ และเดินทางกลับมาถึงจวนแม่ทัพอย่างอารมณ์ดี มู่หนี่ลา ว่านเฟยลี่ และซินเซียงล้วนแต่มายืนรอต้อนรับที่หน้าประตูใหญ่ด้วยรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้าพวกนางรู้กำหนดการกลับมาถึงจวนแม่ทัพ เนื่องจากอาซือหลันได้ส่งไครัต คนสนิทอีกคนมาแจ้งข่าวที่จวนเรียบร้อยแ







