Se connecterอาซือหลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความมืดมิด ดวงตาที่ปิดปรือมองสิ่งรอบข้างอย่างสับสน เพดานและผนังห้องที
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
อาซือหลันหันไปมองที่หน้าเรือนจวิ้นเหออย่างระอา จึงได้เห็นว่านเฟยลี่ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้เขาในชุดสีชมพูอ่อนหวาน ช่วยสร้างความผ่อนคลายในใจให้เขาได้ไม่น้อยผิดหวังมาจากมู่หนี่ลา... อย่างน้อยก็ยังมีลี่เอ๋อร์และซินซินคอยปลอบใจ...“น้องหญิงมีสิ่งใดรึ?” อาซือหลันถามอย่างอ่อนโยน
ซินเซียงรีบสาวเท้าเร่งรีบพลางออกแรงฉุดดึงอาซือหลันตรงไปยังห้องโถงใหญ่ที่จัดงานเลี้ยงอย่างรวดเร็วตามคำบัญชาประกาศิตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงเทียนที่สว่างไสว เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วที่เคยดังระงมในงานเลี้ยงก็พลัน เงียบกริบสนิทลงอย่างพร้อมเพรียงกันอาซือหลันเม้มร
อาซือหลันที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่เมื่อหันมาเห็นแววตาหวานซึ้งที่จ้องมองมาอย่างเว้าวอนของอนุคนโปรด ก็ทำให้ถ้อยคำคัดค้านนั้นกลับไหลลงคออย่างรวดเร็ว“เนื้อแกะตากแห้งเหล่านี้ ข้าตั้งใจจะทำให้ท่านพี่ทาน ในวันที่ท่านพี่หายป่วย ข้าหวังว่านายหญิงจะให้ความร่วมมือกับข้านะเจ้าคะ”
“ไม่!! ข้าไม่ยอมรับ!” อาซือหลันประกาศกร้าวผ่านเสียงแหลมเล็กที่แทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขมวดคิ้วแล้วย้อนถามอย่างรวดเร็ว “แล้วท่านจะทำอย่างไร?”“พวกเราสลับร่างกันเช่นนี้ ท่านคงไม่อยากให้ร่างของท่านมานั่งเย็บปักถักร้อยอยู่ในเรือนจวิ้นเหอแห







